ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

พระพุทธศาสนามีแนวคิดเรื่อง การให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน โดยมองผ่าน ความเมตตา ซึ่งอธิบายว่า เมตตาคือ ความรัก รักที่มุ่งเพื่อปรารถนาดี โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ผู้ที่มีเมตตาจะเป็นผู้มีความสุข คนที่ได้รับเมตตาก็มีความสุข

การให้เป็นความสุขของผู้ให้ ซึ่งจัดเป็นความสุขบนความสุขของผู้อื่น เป็นความสุขแท้ (authentic happiness) ในขณะที่ความสุขที่มนุษย์กำลังแย่งชิงแสวงหากันอย่างเอาเป็นเอาตายในวัตถุ สิ่งของ เกียรติ สิ่งเหล่านั้นเป็นความสุขไม่แท้ และน่าจะเกิดจากความต้องการที่เป็นการเห็นแก่ตน (self-interested) เป็นสำคัญ แต่เป็นความเห็นแก่ตนที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (self-centered) จึงกระทำการทุกอย่างเพื่อตัวเอง เรียกว่า ความเห็นแก่ตัว (selfishness)

หากต่างคนต่างมุ่งเน้นเพียงแค่ประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ประโยชน์ส่วนรวมย่อมถูกละเลยลงอย่างสิ้นเชิง หากมนุษย์เข้าใจถึงความสุขแท้ ย่อมจะมุ่งไปด้วยใจเสรี (free will-intentionality) ที่จะมีความสุขแท้ พลังแห่งหลังนวยุค (power of postmodernism) อันประกอบด้วยการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือและแสวงหา ก็ย่อมเป็นแนวทางที่จะช่วยให้มนุษยชาติพัฒนาตนเองต่อไปสู่ระดับที่ดีขึ้นได้

แดร์ริดา (Jacques Derrida 1930-2004) ผู้เสนอแนวคิดรื้อถอนนิยม (deconstruction) ได้เสนอให้เรารื้อถอนแนวคิดเรื่องการให้ เพื่อให้เราได้ถอยไปเห็นถึงการให้ที่แท้จริง (authentic giving) ในหนังสือ the gift of death (1992) โดยวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดเกี่ยวกับการให้ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการเล็งเห็นเป็นการแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้ให้และผู้รับ หรือผู้ให้ได้หวังว่าจะมีการตอบแทนคืนในภายหน้า

แดร์ริดามองว่า ถ้าคิดเช่นนี้ การให้ก็จะต้องมีการรับผิดชอบต่อสิ่งที่ให้ เพราะวางอยู่บนเงื่อนไขของการแลกเปลี่ยน ซึ่งมีการตัดสินหรือการคำนวณไว้ก่อนแล้ว การให้ที่แท้จริงนั้นต้องให้ด้วยความตระหนักว่าเราอาจไม่ได้อยู่ที่นั่นเพื่อเห็นหรือรับการตอบแทนใด ๆ การให้นั้นวางอยู่บนความเสียสละและมีความเด็ดขาดที่เกี่ยวข้องกับการให้ แดร์ริดาเสนอให้เราคิดตอนที่จะให้ว่า “เมื่อฉันให้ ฉันเสมือนตายไปแล้ว เพราะฉันจะไม่ได้อยู่เพื่อรับสิ่งใดตอบแทน”

การให้ในที่นี้ไม่ใช่แค่การให้สิ่งของ (giving) หรือความช่วยเหลือ (help-aid) แต่เป็นการให้ที่ไม่มีเงื่อนไข (unconditional giving) ไม่มีการคาดหวังผลตอบแทน ซึ่งแดร์ริดามองว่า ให้เราเชื่อมโยงกับการตาย เพราะเมื่อตายไปแล้ว เราย่อมไม่ได้คาดหวังสิ่งใดเพื่อตนเองอีก หรือแม้จะเป็นการคาดหวังให้ผู้อื่น แต่เราก็ไม่ได้อยู่รับรู้อยู่ดี อย่างน้อยการให้ที่แท้จริงก็ควรวางใจไว้เช่นนี้

การให้นั้นมีความใกล้ชิดอย่างยิ่งกับความรัก แม้ว่าเราสามารถให้โดยไม่ต้องรักอีกฝ่าย แต่เราไม่สามารถรักได้โดยไม่มีการให้ ความรักต้องการรูปแบบของการให้ที่เหนือกว่าการแลกเปลี่ยนทางวัตถุเพียงอย่างเดียว นั่นคือ ต้องการการให้ที่ไม่เห็นแก่ตัวและการไม่มีเงื่อนไข การให้จึงเป็นการบอกรักที่ไม่ใช้คำพูด แต่มีความมุ่งมั่นที่ลึกซึ้งกว่า

การให้ที่แท้จริง มิได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ให้ แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำในจังหวะแห่งการให้ (act of giving) ซึ่งจะสะท้อนปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้และผู้รับ ความมีตัวตนของผู้ให้ และคุณค่าของการให้ที่เราตระหนักถึง

จากแนวคิดของแดร์ริดานั้น เมื่อนำมาย้อนทบทวนหลักความเมตตาของพระพุทธศาสนาแล้ว ก็น่าสนใจที่จะเข้าใจได้ว่า ทำไมเมตตาจึงแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า loving-kindness นั่นคือ มีการให้ความรักและความปรารถนาดีต่ออีกฝ่ายและฝ่ายอื่น ๆ อย่างไม่มีเงื่อนไข และไม่หวังสิ่งใดตอบแทน เมื่อเข้าใจเช่นนี้ก็อาจเป็นแนวทางของการมีจิตเมตตา และการวางใจให้ถูกต้องในขณะที่กระทำการแผ่เมตตาได้ แนวคิดเช่นนี้อาจต้องทบทวนหรือน้อมฟังผู้รู้ในทางพระพุทธศาสนาเพื่อขยับขยายความคิดของแต่ละคนต่อไป อย่างไรก็ตาม การนำแนวคิดทางปรัชญามาใช้เพื่อขยายความเข้าใจของแต่ละคนเป็นสิ่งพึงกระทำให้ฐานะผู้มีปัญญาและมุ่งสู่การมีปัญญาที่แท้จริง

สรุป เมตตาในพระพุทธศาสนา ใช้คำว่า loving kindness ซึ่งหากนำแนวคิดการให้ของแดร์ริดามาพิจารณาไตร่ตรองร่วมกัน ก็น่าจะสามารถทำให้กำหนดการวางใจให้เป็นกลางในการให้ความรัก-แผ่เมตตาได้

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018