อ.ดร.รวิช ตาแก้ว และ ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

ในฐานะปรัชญาอินเดีย (Indian philosophy) แนวคิดสังสการะ (Saṁskāra) เป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่สุดของอภิปรัชญาอินเดียที่ว่าด้วย “กระบวนการสร้างและถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ผ่านร่องรอยทางจิต” แนวคิดนี้เชื่อมโยงทั้งเรื่องกรรม จิต ความทรงจำ การเวียนว่ายในสังสารวัฏ และแม้แต่อัตลักษณ์ที่สะท้อนเป็นพฤติกรรมของเราในทุกวันนี้

การเข้าใจแนวคิดสังสการะ จะช่วยเพิ่มการเข้าใจตนเองว่า “ทำไมเรายังเป็นแบบเดิม” และ “จะเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร” ความเข้าใจนี้จะปลดปล่อยเราจากพันธนาการ “รากฐานความเป็นเรา” จากภายในของเรา (innermost) ได้อย่างแท้จริง

saṁskāra = saṁ + kṛ แปลว่า “สิ่งที่ถูกแต่ง, ปรุง, หรือฝังไว้ให้เป็นรูปรอย”

สังสการะ จึงหมายถึง ร่องรอยแห่งจิต (psychic impressions) หรือร่องรอยแห่งประสบการณ์ที่จิตจดจำ เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนแต่มีอำนาจปรุงแต่งพฤติกรรม ความคิด อัตตา และการเกิด เป็นพลังที่ไร้รูป แต่สร้างโครงสร้างแห่งชีวิตอย่างต่อเนื่อง โดยสืบทอดผ่าน “โครงสร้างที่สืบทอดในกายละเอียด” ซึ่งฝังอยู่ในระดับกายละเอียด และ “เมล็ดของกรรม” ที่ฝังอยู่ในระดับกายเหตุ

กายคืออะไร?

ในแนวคิดปรัชญาอินเดีย โดยเฉพาะในปรัชญาเวทานตะ (Vedānta) และโยคะ (Yoga) จะแบ่งกาย หรือตัวตน ออกเป็นหลายระดับเพื่ออธิบายภาวะของการมีอยู่และการพัฒนาตน ได้แก่

  1. กายหยาบ (Sthūla Śarīra; Physical body) สถุลสรีระ เป็นระดับของร่างกายที่กิน นอน เจ็บป่วย เกิดและตายได้ ประกอบด้วยผิวหนัง กล้ามเนื้อ อวัยวะต่าง ๆ แบ่งเป็น 2 องค์ ได้แก่
    • อวัยวะรับรู้ (Jñānendriyas) ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง
    • อวัยวะกระทำ (Karmendriyas) ได้แก่ มือ เท้า ปาก อวัยวะขับถ่าย และสืบพันธุ์
  2. กายละเอียด (Sūkṣma Śarīra; Subtle body) สุกษมสรีระ เป็นระดับของกายที่ดำรงอยู่ด้วยปราณ (prāṇa) หรือพลังชีวิตที่ไหลผ่านนาฑี (nāḍī ช่องทางพลังงาน-จักระ) โดยมีจิตที่ประกอบด้วย
    • จิตคิด (Manas) มนัสนี้เป็นจิตระดับรับรู้ความคิด รับรู้อารมณ์และทำการคิด
    • ปัญญา (Buddhi) พุทธิเป็นจิตที่ทรงปัญญา หยั่งรู้ และมีสมรรถนะในการพิจารณาและตัดสินใจ
    • อัตตา (Ahaṅkāra) อหังการะเป็นจิตที่รู้สึกว่าตนมีอยู่ มีตัวตนของเรา
    • จิตตะ (Citta) จิตตะเป็นจิตที่มีพลังในการเก็บความทรงจำ
  3. กายเหตุ (Kāraṇa Śarīra; Causal body) การณสรีระ เป็นระบบของกายที่เป็น “ตัวเหตุ” แห่งการเกิดใหม่ และเป็นที่เก็บของกรรมซึ่งทำให้เกิดภพชาติในรูปแบบต่าง ๆในบางสำนักอาจเรียกเป็นกายทิพย์ (divya śarīra ทิพยสรีระ) หรือ ātivāhika śarīra ซึ่งหมายถึงกายแห่งการตื่นรู้หรือกายที่ใช้ในการข้ามภพซึ่งใช้ในโยคะขั้นสูง
ระดับกายวิธีพัฒนาใน Vedāntaวิธีพัฒนาใน Yoga
กายหยาบรักษาศีล, สมถะการฝึกกาย
กายละเอียดศึกษาธรรม, สติ, สมาธิการฝึกพลังชีวิต-ปราณ
กายเหตุการใคร่ครวญและสมาธิขั้นสูงการฝึกสมาธิและการฝึกวิเวก

โครงสร้างและหน้าที่ของสังสการะ

ในปรัชญาเวทานตะ สังสการะทำให้ชีวิต (jīva) ต้องเวียนว่ายเกิดใหม่ในสังสารวัฎ (saṁsāra) ในแนวคิดของโยคะ สังสการะเกิดจากการเคลื่อนไหวของจิต (vṛtti ) เช่น การคิด การกระทำ หรือความรู้สึก เมื่อจิตเคลื่อนไหว เกิดร่อยรอยประทับ รอยประทับจะกลับมาผลักดันให้จิตเคลื่อนไหวต่อเนื่องเป็นวัฎจักรไม่รู้จบ แนวคิดของสำนักสางขยะมองว่า สังสการะคือ พลังที่อยู่ในปรากฤติ (prakrti) อันเป็นมูลการณะของสรรพสิ่งที่ทำให้บุคคลเวียนว่ายตายเกิด และสำนักนยายะ–ไวเศษิกะ (Nyāya–Vaiśeṣika) ที่เน้นตรรกะและวิธีคิดอย่างมีเหตุผลมองว่า สังสการะคือ คุณสมบัติของอาตมันซึ่งรับรู้ผ่านประสบการณ์ซ้ำ

ในพุทธศาสนาแบบโยคาจาร (Yogacara) แนวคิดสังสการะนี้ใกล้เคียงกับคำว่า “สังขาร” คือหนึ่งในสังขารขันธ์ คือ ความปรุงแต่งเชิงจิตที่เกิดจากอวิชชา ทำให้เกิดจิตสั่งสม (Ālaya-vijñāna; อาลยวิญญาณ) และเป็นแรงจูงใจ-การปรุงแต่งที่ทำให้เกิดภพชาติ

ประเภทของสังสการะ
1. วาสนา (Vāsanā) ร่องรอยอันละเอียดของอารมณ์ ความปรารถนา

2. กรรมสังสกาะ (Karma-saṁskāra) ร่องรอยของการกระทำ ทั้งทางกาย วาจา ใจ

3. ชญานสังสาระ (Jñāna-saṁskāra) ร่องรอยแห่งความรู้ ความจำ และปัญญา

4. ภาวสังสการะ (Bhāva-saṁskāra) ร่องรอยแห่งบุคลิกลักษณะ หรือแนวโน้มถาวร เช่น โกรธง่าย ใจดี กลัวโดยไม่รู้สาเหตุ ติดความสำเร็จ ฯลฯ

สังสการะไม่ใช่หน่วยความจำ (ไม่ใช่ memory) แต่เป็นความโน้มเอียงทางจิตที่ฝังลึก (latent tendencies) มีคุณสมบัติสำคัญคือ อัตโนมัติ-แฝงเร้น-ต่อเนื่อง เป็นโครงสร้างที่ทำให้กรรมทำงานได้แม้เราจะลืมมันไปแล้ว สร้างกรรมใหม่ซ้ำรูปแบบเดิม เราจึงวนอยู่ในพฤติกรรมคล้ายเดิมเสมอ เป็นปฏิสัมพันธ์ซ้อนระดับระหว่างภายใน–ภายนอก อดีต–ปัจจุบัน และตัวตน–สังคม

การประยุกต์ใช้แนวคิดสังสการะในระดับบุคคลทั่วไป

  1. เพื่อเข้าใจว่าทำไมเราจึง “ติดนิสัยบางอย่าง” โดยไม่รู้ตัว เช่น ความกลัวซ้ำซาก รูปแบบความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวซ้ำ ๆ ฯลฯ ล้วนมีที่มาจากสังสการะนี้
  2. ช่วยปลดปล่อยเราจาก “กรรมซ้ำรูปแบบเดิม” แนวคิดนี้จะคล้ายกับ “shadow work” หรือ “trauma pattern” ในแนวคิดจิตวิทยาตะวันตก
  3. เป็นเครื่องมือสำหรับการภาวนา-พัฒนาภายใน โดยเมื่อเข้าใจร่องรอย รากของความเคยชิน ก็จะเข้าใจมันได้ และเกิดจุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

สังสการะกับการบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิต

การที่เราจะบรรลุเป้าหมายสูงสุดในแนวคิดของสำนักต่าง ๆ นั้นมีความใกล้เคียงกัน ได้แก่

1.เป้าหมายของปรัชญาเวทานะตะต้องใช้วิเวก (viveka ) อันได้แก่ ปัญญาแยกแยะ สังเกต ยอมรับ รู้เท่าทัน โดยไม่ตัดสิน ตรึกตรองความจริงของอาตมัน และไวราคยะ (vairāgya) อันได้แก่ สติรู้เท่าทัน การวางเฉย ความไม่ยึดติด ความคลายกำหนัดในวัตถุโลก ไม่เติมพลังและล้างสังสการะเดิม เพื่อเข้าสู่อาตมัน-พรหมันบริสุทธิ์

2. เป้าหมายของโยคะคือ นิโรธะ (nirodha) การดับการเคลื่อนไหวของจิตผ่านสมาธิ ปราณยามะ และสมถะ เพื่อหยุดวัฎจักรไม่รู้จบจากสังสกระนี้

3. พุทธศาสนามุ่งสู่นิโรธด้วยการเจริญสติ มรรคมีองค์ 8 และวิปัสสนาเพื่อเกิดญาณรู้แจ้ง (jñāna) และเข้าสู่ภาวะที่วิญญาณอันหมดจด บริสุทธิ์ ไรัมลทิน เรียกว่า อมลวิญญาณ (amalavijñāna) จิตเดิมแท้ จิตที่ไร้รอยกรรม ไร้ความยึด ย่อมบรรลุนิพพาน ไม่เวียนว่ายในสังสารวัฎ

โดยสรุป ร่องรอยแห่งจิตเกิดจากการปรุงแต่งซ้ำ ๆ ร่วมกับความรู้สึกแรง และเจตนา เราไม่ได้เก็บแค่ความจำ แต่เก็บแรงดึงของกรรมไว้ในจิตอย่างลึกซึ้ง รอยที่ลึกขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นทางถาวร หากไม่เปลี่ยนทางหรือไม่หยุด รอยนั้นก็จะลึกขึ้นเรื่อย ๆ


Leave a comment