ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
บทนำ
ปรัชญาศาสนาสมัยใหม่ได้ตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ระหว่างศรัทธากับโครงสร้างสถาบันของแต่ละศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคที่สถาบันศาสนาไม่ได้เป็นเพียงผู้เผยแผ่ความเชื่อ หากแต่เป็นผู้จัดการความรู้ในฐานะองค์ความรู้ทางจิตวิญญาณ (spiritual knowledge system)
ในบริบทพุทธศาสนา มิได้มีเพียงบริบทของการบำเพ็ญเพื่อการหลุดพ้น แต่ยังมีการจัดการศึกษา (สิกขา) ที่ไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดคัมภีร์ แต่เป็นการผลิตบุคคลต้นแบบแห่งธรรมะผ่านปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ และเป็นผู้เผยแผ่ศาสนาที่สามารถเชื่อมโยงโลกุตรธรรมกับโลกียธรรมได้อย่างเหมาะสม เมื่อโลกสมัยใหม่ปรวนแปรและบีบอัดผู้คนให้มุ่งไปในทิศทางแห่งโลกียสุข การศาสนาโดยเฉพาะสถาบันสงฆ์ไม่อาจดำรงตนในฐานะผู้สอนพระไตรปิฎกได้แต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องกลายเป็นผู้อธิบายแก่โลกด้วยภาษาสามัญอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม มีแนวคิดว่า พระควรเป็นผู้แสวงหาความหลุดพ้น ไม่ควรข้องเกี่ยวทางโลก ควรเรียนแต่คำสอนศาสนา แนวคิดนี้มุ่งหวังให้สังฆะรักษาความบริสุทธิ์ของเพศสมณะ เน้นคุณค่าทางธรรม ไม่ให้ไขว้เขวด้วยโลกียวิสัย และยึดแบบอย่างสมัยพุทธกาล แนวคิดนี้ถูกปะทะด้วยข้อแย้งร่วมสมัยที่ว่า การตัดการศึกษาโลกออกจากการศึกษาธรรมะไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของพุทธศาสนาที่เน้นปฏิบัติในโลก (โลกุตตรธรรมที่ตั้งอยู่ในโลกียะ) ในขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอแนะว่า สังฆะไม่ควรเรียนทางโลกเพื่อเสพโลก แต่ควรเรียนทางโลกเพื่อเข้าใจโลกและแสดงธรรมให้โลกเข้าใจ
สำนักศึกษาในพระพุทธศาสนา
สำนักตักศิลา (Takṣaśilā) สำนักนี้ไม่ใช่มหาวิทยาลัยตามความเข้าใจร่วมสมัย แต่เป็นเครือข่ายของสำนักครูที่มีการเรียนการสอนแบบตัวต่อตัว เป็นสำนักศึกษาที่มีอยู่ก่อนพุทธกาล เกี่ยวเนื่องในสำนักศึกษาของฝ่ายพราหมณ์ ต่อมาหลังพุทธกาลได้เปลี่ยนเป็นสำนักศึกษาในพระพุทธศาสนา รูปแบบการสอนเน้นความสัมพันธ์เชิงธรรมะ–ศิษย์ ไม่ใช่ระบบหลักสูตรหรือใบปริญญา ปรัชญาพื้นฐานของตักศิลาอยู่ที่ความเชื่อว่า “ความรู้เป็นผลของจริยวัตร ไม่ใช่ข้อมูล” ผู้เรียนต้องใช้กาย วาจา ใจ เข้าใกล้ครู เพื่อให้ตนกลายเป็นปราชญ์ ไม่ใช่แค่รู้เหมือนปราชญ์ ข้อเด่นคือ การเรียนรู้มีความยืดหยุ่นและเป็นการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (personalized learning) ปรับเนื้อหาได้ตามผู้เรียน ข้อด้อยคือ ความไม่ต่อเนื่องของระบบองค์ความรู้ที่มุ่งสืบทอดอย่างเป็นระบบ ขาดการบันทึกความรู้และระบบความรู้ในระดับกว้าง
สำนักนาลันทา (Nālandā) สำนักการศึกษาในพุทธศาสนาที่อยู่ในขอบข่ายระดับ มหาวิทยาลัยระหว่างพุทธศตวรรษที่ 5-12 ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้และคำสอนในพระพุทธศาสนาเข้ากับวิชาต่าง ๆ เช่น ปรัชญาอินเดียโบราณ ตรรกศาสตร์ ไวยากรณ์ คณิตศาสตร์ และแพทยศาสตร์ จุดเด่นของนาลันทาคือ การสร้างสังฆะแห่งการคิด (community of inquiry) ผ่านการโต้วาทีและการถกเถียงอภิปรัชญา ซึ่งไม่ใช่เพียงความรู้แบบตำรา แต่เป็นธรรมะที่ถูกท้าทายด้วยปัญญา เกิดความต่อเนื่องของระบบองค์ความรู้ เกิดปราชญ์ในศาสนาหลายท่าน อย่างไรก็ตาม ความเป็นสถาบันของนาลันทาพึ่งพาการอุปถัมภ์ของรัฐ ความมั่นคงจึงผูกติดกับการเมืองการปกครองซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนที่นำไปสู่ความเสื่อมสลายและการถูกทำลายเมื่อเกิดภาวะสงครามขึ้น
มหาวิทยาลัยสงฆ์ต่างประเทศ ที่จัดการศึกษาในระดับสูงนั้น ตัวอย่างเช่น
อินเดีย มีการตั้งมหาวิทยาลัยนาลันทา (ใหม่) ก่อตั้งพ.ศ.2553 สร้างหลักสูตรการศึกษาพระพุทธศาสนาแบบสหวิทยาการ เชื่อมโยงเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออก Sanchi University of Buddhist-Indic Studies ก่อตั้งพ.ศ. 2555 เน้นการรวมการศึกษาพระพุทธศาสนา อินเดียศึกษา ปรัชญา และสันติศึกษา
ประเทศศรีลังกา มี University of Peradeniya – Faculty of Buddhist Studies ก่อตั้งปีพ.ศ. 2485 ผสานพุทธปรัชญา ศิลปะ วรรณกรรม และภาษาโบราณ (บาลี-สันสกฤต) Buddhist and Pali University of Sri Lanka ก่อตั้งปีพ.ศ.2524 มุ่งส่งเสริมการศึกษาและการเผยแผ่พุทธศาสนาแก่พระภิกษุจากทั่วโลก
พม่ามี International Theravāda Buddhist Missionary University (ITBMU) ก่อตั้งพ.ศ. 2541 มุ่งส่งเสริมการสอนพุทธศาสนาเถรวาทแก่ชาวต่างประเทศ โดยหลักสูตรเน้นพุทธปรัชญา ปริยัติธรรม และการปฏิบัติภาวนา
เนปาลมี Lumbini Buddhist University ก่อตั้งพ.ศ. 2547 เน้นการเชื่อมโยงการศึกษา ศิลปะ และการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ
ทิเบต (จีน) มี Larung Gar Buddhist Academy ก่อตั้งพ.ศ. 2523 โดยพระสังฆราช Khenpo Jigme Phuntsok มีทั้งพระ เณร แม่ชี ฆราวาส เน้นการเรียนรู้ธรรมะและภาษาทิเบตร่วมกับการเจริญภาวนา
อังกฤษมี Oxford Centre for Buddhist Studies (OCBS) ก่อตั้งพ.ศ. 2547 เน้นการศึกษาพระพุทธศาสนาเชิงวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ปรัชญา และศาสนาวิพากษ์
สหรัฐอเมริกามี Naropa University ก่อตั้งพ.ศ. 2517 โดย Chögyam Trungpa Rinpoche เน้นการบูรณาการพุทธศาสนากับจิตวิทยา ศิลปะ และการบำบัด โดยมุ่งการศึกษาพระพุทธศาสนาแบบฆราวาส (Secular Buddhism)
สถาบันศึกษาในหลายประเทศพบว่า มีรูปแบบหลากหลาย ทั้งวิทยาลัยสงฆ์ สถาบันอิสระ โปรแกรมพิเศษ หลักสูตรมีทั้งสายบาลี / ศาสนศึกษา / พุทธศาสนาประยุกต์ มุ่งการผลิตนักสื่อสารธรรมะ นักวิชาการพุทธศาสนาสมัยใหม่ มักเน้นการปฏิบัติธรรมร่วมกับวิชาการ ยอมรับแนวคิดการศึกษาพุทธศาสนาเชิงวิพากษ์ และวิทยาศาสตร์ทางจิต สถาบันที่มีชื่อเสียงมักมีความเป็นวิชาการมากกว่าการเน้นปฏิบัติ สถาบันที่เน้นปฏิบัติก็จะเข้าถึงได้ยาก
มหาวิทยาลัยสงฆ์ในประเทศไทย ในดินแดนประเทศไทย เดิมมีความหลากหลายของนิกายและแนวปฏิบัติ มีหลายสำนัก เช่น รามัญ ลาว โยนก คามวาสี-อรัญวาสี แต่ละสำนัก แต่ละสายมีแนวการสอนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับภูมิภาคและสายคัมภีร์ หลังมีกฎหมายคณะสงฆ์ พ.ศ. 2411 สถาบันสงฆ์จึงอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐและพระมหากษัตริย์โดยตรง มีการจำกัดความหลากหลายของแนวปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับแนวนโยบาย ยุครัชกาลที่ 5 – 7 เน้นการศึกษาแบบรัฐ จัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมและโรงเรียนทั่วไปในวัด สงฆ์เป็นผู้นำด้านศีลธรรมและการศึกษาในชนบท หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มหาเถรสมาคม ถูกตั้งขึ้นเป็นองค์กรกำกับระดับชาติ พ.ศ. 2500 – 2520 เกิดกระแสพุทธศาสนาเพื่อสังคม (Engaged Buddhism) เกิดสำนักปฏิบัติธรรมอิสระและวัดป่า มหาวิทยาลัยสงฆ์ในประเทศไทย ได้แก่ มจร. ตั้งขึ้นเมื่อเมื่อ พ.ศ.2432 จัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนเดิม จนถึงปี พ.ศ. 2490 จึงมีการจัดการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้น และ มมร. ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2436 จนถึง พ.ศ. 2488 จึงรื้อฟื้นการเป็นสถาบันการศึกษาขั้นสูง โดยมองถึงสาเหตุที่ต้องมีมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็เพราะ คณะสงฆ์จำเป็นต้องผลิตบุคลากรที่รู้ทันวิชาการสมัยใหม่ มิฉะนั้น คณะสงฆ์จะไม่สามารถสั่งสอนแนะนำชาวบ้านได้ และการสื่อสารกันก็จะเกิดความไม่เข้าใจ เพราะชาวบ้านศึกษาด้านคดีโลก ส่วนพระสงฆ์ศึกษาด้านคดีธรรม จุดเด่นในความเป็นมหาวิทยาลัยอย่างสมัยใหม่คือ มีระบบการศึกษาแบบมหาวิทยาลัย มีปริญญา มีการวิจัย มีการผลิตตำรา ฯลฯ เปิดโอกาสให้พระสงฆ์เรียนรู้ทางโลกควบคู่ทางธรรม และสร้างพระนักเทศน์ นักบริหารศาสนา ถือเป็นสถาบันที่สืบทอดแนวคิดของนาลันทาในบริบทแบบไทย แต่แทรกด้วยโครงสร้างราชการสมัยใหม่ ทำให้มีการขยายตัวเชิงระบบ มีวิชาทางโลกมาก บางครั้งลดทอนการปฏิบัติธรรม และสำนักเรียน (สาขา) มีคุณภาพการศึกษาไม่เท่ากัน
แนวโน้มการศึกษาในพระพุทธศาสนา
ในโลกสมัยใหม่ที่เทคโนโลยีข่าวสารก้าวหน้า เกิดวิกฤตศรัทธาหลายครั้ง เช่น ข่าวเรื่องพระผิดศีลธรรม การทุจริต กลไกทางอำนาจในสถาบันสงฆ์ พุทธพาณิชย์ การใช้ศาสนาเพื่อประโยชน์ทางการเงิน วัตถุมงคลและมูลนิธิต่าง ๆ พระสงฆ์รุ่นใหม่น้อย พระสงฆ์รุ่นเก่าสูงอายุ ไม่ค่อยปรับตัวกับยุคสมัย ในขณะที่ประชาชนเริ่มหันหาศาสนาแบบใหม่เช่น ไลฟ์โค้ชธรรมะ พุทธศาสนาแนว mindfulness วัดแบบออนไลน์
ระบบการศึกษามหาวิทยาลัยในศาสนาพุทธในโลกมีการปรับตัว มหาวิทยาลัยสงฆ์ในโลกตะวันตกเปิดรับการศึกษาพุทธศาสนาแบบข้ามวัฒนธรรม และเน้นการปฏิบัติแบบฆราวาส (Secular Buddhism) ในขณะที่ประเทศอย่างศรีลังกา พม่า หรือทิเบต พยายามรักษาโครงสร้างสงฆ์เชิงจารีตไว้ได้ค่อนข้างมั่นคง แต่ก็เริ่มเผชิญปัญหาของโลกสมัยใหม่ สำหรับการศึกษาของสงฆ์ไทยยังดำเนินไประหว่างการธำรงรูปแบบกับการเปลี่ยนผ่านเชิงเนื้อหา มุ่งสู่การเป็นผู้นำทางจริยธรรมที่สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้
สรุป
สถานบันทางการศึกษาพระพุทธศาสนาแต่ละแห่งสะท้อนความเข้าใจพุทธศาสนาในบริบททางสังคม–วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ประเทศเอเชียเน้นจารีต ปริยัติ และการเผยแผ่ ประเทศตะวันตกเน้น การศึกษาเชิงวิพากษ์ การวิจัย และการประยุกต์ ความหลากหลายของการศึกษาพุทธศาสนาในระดับนานาชาตินั้นที่มีพลังต้องไม่เพียงรักษาอดีต-จารีตในพระศาสนา แต่ยังต้องปรับเปลียนตามโลกปัจจุบัน พระพุทธศาสนาในฐานะสำนักความรู้จะต้องสอนวิธีการอยู่ในโลกอย่างมีคุณค่า เป็นกระจกเงาให้กับโลกที่สับสน เป็นปัญญาให้กับโลกแห่งความเท่าเทียม เพื่อมุ่งสู่โลกที่พัฒนาไปสู่ความเจริญที่แท้จริงสำหรับมนุษยชาติ

