ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
บทนำ
งาน/การทำงาน” (work, labor, praxis) ไม่ใช่แค่กิจกรรมเพื่ออยู่รอด แต่เป็นแกนกลางของอภิปรัชญาในหลายลัทธิและกระแสความคิด ชั่วโมงการทำงานเองไม่ใช่เพียงตัวเลขที่กำหนดเวลาทำงานของแรงงานในแต่ละวัน หากแต่เป็นหน้าต่างสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เศรษฐกิจ สังคม และความคิดทางปรัชญาที่กำหนดคุณค่าของ “ชีวิตการทำงาน” ในแต่ละยุคสมัย ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า การทำงานเปลี่ยนรูปไปตามเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมและอุดมคติ-หลักการของสังคม บางยุคมนุษย์ทำงานน้อยแต่ใช้ชีวิตมาก บางยุคกลับทำงานแทบไม่หยุดราวกับเครื่องจักร แต่ละยุคมีทั้งคุณูปการและข้อจำกัดที่สะท้อนคำถามลึกซึ้งว่า “การทำงานคืออะไร และเราควรทำงานวันละกี่ชั่วโมงจึงจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์?”
ประวัติศาสตร์ความคิดเรื่องชั่วโมงการทำงาน
เมื่อสนใจแนวคิดต่อชีวิตการทำงานตามความยาวนานของการทำงาน ก็อาจเล่าอย่างสังเขปดังนี้
สังคมล่าสัตว์–เก็บของป่า: ทำงานน้อยแต่ชีวิตเต็ม
ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ของเราน่าทำงานเพียง วันละ 3–5 ชั่วโมง ในการล่าสัตว์และเก็บพืชผล ที่เหลือคือการพักผ่อน เล่าเรื่อง ทำพิธีกรรม และสร้างความสัมพันธ์ นักมานุษยวิทยาบางคนเรียกพวกเขาว่า “สังคมมั่งคั่งดั้งเดิม” เพราะแทบไม่รู้จักความเร่งรีบแบบโลกสมัยใหม่ พวกเขามีสมดุลระหว่างการงานและการใช้ชีวิต ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ แต่ก็ต้องประสบกับความไม่มั่นคงทางอาหารและการพึ่งพาธรรมชาติสูง แนวคิดเชิงปรัชญาที่สนับสนุนชีวิตเช่นนี้ คือ แนวคิดเต๋า ที่มองว่าการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเรียบง่าย คือหนทางแห่งความกลมกลืนกับสรรพสิ่ง
ยุคเกษตรกรรม: งานหนักเพื่อความมั่นคง
เมื่อมนุษย์เริ่มเพาะปลูกเข้าสู่สังคมเกษตรกรรม การทำงานเปลี่ยนเป็นกิจกรรมที่ยืดเยื้อและหนักหน่วง โดยเฉพาะในฤดูกาลเก็บเกี่ยว ชาวนาอาจทำงานถึง 10–12 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อเลี้ยงปากท้องและสร้างเสถียรภาพทางอาหาร แต่ผลลัพธ์คือการเกิดชนชั้น แรงงานเกษตรรับภาระ ขณะที่ชนชั้นสูงใช้ชีวิตว่าง สิ่งที่ได้รับคือ สังคมมีเสถียรภาพทางอาหาร อารยธรรมจึงก่อตัวขึ้น แต่ข้อเสียคือ ต้องมีคนที่ทำงานหนักขึ้น กดทับเสรีภาพ และสร้างความเหลื่อมล้ำ แนวคิดเชิงปรัชญาที่ชัดเจนในมุมมองนี้คือ เพลโตมองว่า งานของมนุษย์เป็นกิจกรรมต่ำกว่า “การเพ่งพินิจ” (contemplation) เพราะเป็นงานใช้ร่างกาย แต่ความเป็นจริงแท้อยู่ในโลกแบบ (World of Forms) งานจึงเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อยังชีพ ไม่ใช่เพื่อความจริงสูงสุด (absolute truth) อริสโตเติล ที่แยก “งานใช้แรง-งานผลิต” (poiesis) ออกจาก “งานใช้ปัญญา” (praxis) ทำให้การทำงานกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่างกันตามฐานะ
ยุคกลาง: งานในเงาของศาสนา
แรงงานยังคงผูกติดกับการเกษตร แต่ถูกกำหนดจังหวะด้วยคริสตจักร วันนักบุญและพิธีกรรม ทำให้ชาวนาในยุคกลางมีวันหยุดมากกว่าคนงานโรงงานในศตวรรษที่ 19 เสียอีก ชั่วโมงทำงานเฉลี่ย 8–10 ชั่วโมง แต่ไม่สม่ำเสมอ คนในยุคนี้มองว่า การทำงานมีความหมายเชิงจิตวิญญาณ งานเป็นทั้ง “โทษของบาปกำเนิด” และก็เป็นการรับใช้พระเจ้าด้วย การทำงานจึงมีสองมิติคือ ภาระและการบูชา แต่บริบทของสังคมในยุคนั้นนำไปสู่ระบบศักดินา (Feudal) ที่ผูกมัดแรงงานกับที่ดิน ทำให้ขาดเสรีภาพ แนวคิดเชิงปรัชญาที่สำคัญคือ “การทำงานเป็น เสียงเรียก” (work as vocation) และเป็นหนทางไถ่บาป
นวยุค-อุตสาหกรรม: มนุษย์ในสายพานการผลิต
การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ศตวรรษที่ 18–19 คือช่วงที่ชั่วโมงการทำงานพุ่งสูงสุด คนงานต้องทำงาน 12–16 ชั่วโมงต่อวัน เด็กและสตรีไม่เว้นที่จะถูกจ้างงานให้ทำงานหนัก ๆ ความเหนื่อยล้ากลายเป็นสภาวะปกติในเมืองอุตสาหกรรม ภาวะนี้ทำให้เกิดการผลิตมหาศาล เศรษฐกิจและเทคโนโลยีขยายตัวรวดเร็ว แต่ผลโดยตรงต่อคนทำงานคือ สุขภาพย่ำแย่ เกิดการแปลกแยกจากงานและชีวิตส่วนตัว แนวคิดเชิงปรัชญาที่สะท้อนยุคสมัยคือ คาร์ล มาร์กซ์ ที่ชี้ว่านี่คือ “การแปลกแยก” (alienation) มนุษย์ถูกลดทอนเป็นชิ้นส่วนของระบบทุน ในขณะที่เฮเกลมองไปที่งานว่า เป็นกระบวนการสร้างตัวตน งานคือการแปรรูปธรรมชาติและทำให้มนุษย์รับรู้เสรีภาพของตนเอง ส่วน แมกซ์ เวเบอร์ มีแนวคิดเสรีนิยม จึงมองว่า งานสัมพันธ์กับ “จิตวิญญาณทุนนิยม” (capitalist spirit) งานเป็นคุณค่าทางศาสนาและศีลธรรมที่ช่วยผลักให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบใหม่
นวยุค-ศตวรรษที่ 20: 8 ชั่วโมงต่อวัน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
การต่อสู้ของแรงงาน-สหภาพแรงงานก่อให้เกิดมาตรฐานใหม่ เป็นแนวคิด “8:8:8” คือ 8 ชั่วโมงทำงาน – 8 ชั่วโมงพักผ่อน – 8 ชั่วโมงนอนหลับ แนวคิดนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสมดุลและสิทธิแรงงาน ข้อดี:ในยุคนี้คือ มีความสนใจยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน สุขภาพและเวลาส่วนตัวเพิ่มขึ้น แต่ข้อเสียที่ยังมีอยู่คือ แม้เวลาทำงานสั้นลง แต่ความกดดันจากระบบทุนยังดำรงอยู่ และยังเกิดการทำงานล่วงเวลาที่ต่อเนื่องยาวนาน อาจยาวกว่าเวลาทำงานจริงเสียอีก แนวคิดเชิงปรัชญาที่เป็นรากฐานของยุคคือ ประโยชน์นิยม (utilitarianism) ที่สนับสนุนว่า การลดชั่วโมงทำงานเป็นการเพิ่มความสุขโดยรวม ขณะที่เสรีนิยมย้ำว่า แรงงานมีสิทธิแรงงานในการต่อรองกับระบบทุน
ศตวรรษที่ 21: ทำงานน้อยเพื่อใช้ชีวิตให้มาก
ฮันนาฮ์ อาร์เอนด์ (Hannah Arendt) แยก labor (แรงงานเพื่อยังชีพ) work (งานสร้างสิ่งถาวร) และ action (การกระทำทางการเมือง) ออกจากกัน ในขณะที่ก็มองว่า งานสร้างสิ่งถาวร (work) มีคุณค่าเหนือแรงงานที่ทำการผลิตซ้ำ ๆ มิเชล ฟูโกต์ วิพากษ์ว่า งานต่าง ๆ นั้นสัมพันธ์กับหลักการ/อำนาจ โรงงาน โรงเรียน โรงพยาบาล ต่างมีส่วนทำให้มนุษย์เป็น “ร่างกายทำงานได้” (docile bodies) งานที่เกิดขึ้นของมนุษย์จึงเป็นผลผลิตของระบอบความรู้และอำนาจ แดริดา และแนวคิดโพสต์โมเดิร์นมีทรรศนะว่า งานไม่ได้มีสารัตถะแน่นอน มันเป็นเพียงกระบวนการผลิตความหมายที่ไม่เสร็จสิ้น เป็น “การทำงานของความหมายที่ต่างกันออกไป” (work of différance) งานจึงมีบริบทในเชิงภาษาและสัญญะ ไม่ตายตัว
ในยุคดิจิทัล Byung-Chul Han (นักปรัชญาร่วมสมัยชาวเกาหลีใต้) มองว่างานในยุคดิจิทัลนี้กลายเป็น “การหาประสิทธิภาพตนเอง” มนุษย์เป็นผู้กดขี่ตนเองผ่านการบังคับให้ตัวเองต้องผลิต (productive) อยู่ตลอดเวลา นำไปสู่ “สังคมแห่งความเหนื่อยล้า” (burn out society) แนวคิดเช่นนี้ทำให้หลายประเทศเช่น สวีเดน ญี่ปุ่น ไอซ์แลนด์ เริ่มทดลองลดชั่วโมงการทำงาน เช่น 6 ชั่วโมงต่อวัน หรือ สัปดาห์ละ 4 วัน ผลวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพในการทำงาน-ผลผลิตไม่ได้ลดลง และบางครั้งยังเพิ่มขึ้น ข้อดีของแนวทางนี้คือ การสร้างสมดุลชีวิต–งาน ลดความเครียด กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ แต่ข้อเสียก็คือ ไม่ใช่ทุกอาชีพที่ทำเช่นนี้ได้ ความเหลื่อมล้ำจึงยังดำรงอยู่และถ่างกว้างยิ่งขึ้น แนวคิดเชิงปรัชญาได้เน้นย้ำว่า สังคมหลังสมัยใหม่มองว่า “งาน” ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเลี้ยงชีพ แต่เป็นพื้นที่สร้างอัตลักษณ์และความหมาย การทำงานน้อยลงอาจไม่ใช่การสูญเสีย แต่คือการคืนพื้นที่ให้ชีวิต
สรุป
ประวัติศาสตร์ของชั่วโมงการทำงานคือเรื่องเล่าของการดิ้นรนเพื่อหาสมดุลระหว่าง “การยังชีพ” และ “การเป็นมนุษย์” ยุคดึกดำบรรพ์สอนเราว่ามนุษย์สามารถอยู่ได้ด้วยการทำงานเพียงเล็กน้อย ยุคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเตือนเราถึงภาระหนักที่ทำให้มนุษย์แทบไร้ชีวิต ขณะที่ยุคปัจจุบันหันกลับมาถามคำถามเดิมว่า “เราทำงานไปเพื่ออะไร และวันละกี่ชั่วโมงจึงจะทำให้เราเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตสมบูรณ์?”
| ยุคสมัย | ชั่วโมงทำงานเฉลี่ย/วัน | ลักษณะการทำงาน | มุมมองเชิงปรัชญา | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|---|---|
| สังคมล่าสัตว์–เก็บของป่า (ก่อนประวัติศาสตร์) | 3–5 ชั่วโมง | หาของป่า, ล่าสัตว์ | ใกล้เคียง เต๋า: ดำรงชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติ | มีเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมทางสังคมสูง | พึ่งพาธรรมชาติสูง, เสี่ยงต่อความอดอยาก |
| ยุคเกษตรกรรม (อารยธรรมโบราณ) | 10–12 ชั่วโมง | เพาะปลูก, เก็บเกี่ยว, งานหนักตามฤดูกาล | เพลโต–อริสโตเติล: งานแรงงานต่ำกว่างานปัญญา | มีเสถียรภาพด้านอาหารและสร้างอารยธรรม | ภาระหนัก, ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น |
| ยุคกลาง | 8–10 ชั่วโมง (ตามฤดูกาล) | เกษตรกรรม, งานฝีมือ | คริสต์ศาสนา: งานเป็นพันธกิจและการไถ่บาป | มีวันหยุดมาก, งานมีความหมายทางศาสนา | แรงงานถูกผูกติดที่ดิน, ขาดเสรีภาพ |
| นวยุค-อุตสาหกรรม (ศตวรรษ 18–19) | 12–16 ชั่วโมง | งานโรงงาน, เครื่องจักร | มาร์กซ์: การทำงานทำให้มนุษย์ “แปลกแยก” | ผลิตภาพสูง, เศรษฐกิจเติบโต | สุขภาพเสื่อม, แรงงานถูกกดขี่ |
| นวยุค-ศตวรรษที่ 20 (ยุคสหภาพแรงงาน) | 8 ชั่วโมง (มาตรฐานสากล) | งานโรงงาน, อุตสาหกรรม, รัฐวิสาหกิจ | ประโยชน์นิยม: เพิ่มความสุขโดยรวม / เสรีนิยม: สิทธิแรงงาน | สมดุลชีวิตมากขึ้น, สุขภาพดีขึ้น | ยังคงมีความกดดันจากระบบทุน |
| ศตวรรษที่ 21 (ดิจิทัล) | 6 ชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 4 วัน (บางประเทศ) | งานดิจิทัล, ความรู้, บริการ | หลังสมัยใหม่: งานคือการสร้างอัตลักษณ์และความหมาย | เพิ่มสมดุลชีวิต–งาน, กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ | ไม่ใช่ทุกอาชีพทำได้, ความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่ |
อ้างอิง
- Plato. Republic. Trans. C.D.C. Reeve. Hackett Publishing, 2004.
- Aristotle. Nicomachean Ethics. Trans. Terence Irwin. Hackett Publishing, 1999.
- The Holy Bible. Genesis 3:17–19 (บาปกำเนิดและการทำงาน).
- Hegel, G.W.F. Phenomenology of Spirit. Trans. A.V. Miller. Oxford University Press, 1977.
- Marx, Karl. Economic and Philosophic Manuscripts of 1844. Trans. Martin Milligan. Prometheus Books, 1988.
- Marx, Karl. Capital, Vol. 1. Trans. Ben Fowkes. Penguin Classics, 1990.
- Arendt, Hannah. The Human Condition. University of Chicago Press, 1998.
- Foucault, Michel. Discipline and Punish: The Birth of the Prison. Trans. Alan Sheridan. Vintage Books, 1995.
- Derrida, Jacques. Margins of Philosophy. Trans. Alan Bass. University of Chicago Press, 1982.
- Han, Byung-Chul. The Burnout Society. Stanford University Press, 2015.

