ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
บทนำ
“การทำดีที่ดี” เป็นคำถามพื้นฐานทางจริยศาสตร์ซึ่งสะท้อนแก่นแท้ของการเป็นมนุษย์ผู้มีคุณธรรมและจิตสำนึกทางศีลธรรม ในทุกอารยธรรม ความดี (goodness) ถูกพิจารณาเป็นคุณค่าร่วมของชีวิตและสังคม ทว่าลักษณะและเงื่อนไขของความดีนั้น มิได้มีความหมายเดียวกัน หากแต่มีความแตกต่างตามฐานคิดของปรัชญา ศาสนา และวัฒนธรรม จึงควรพิจารณาทำความเข้าใจว่าความดีในแต่ละบริบทนั้นสัมพันธ์กับธรรมชาติของมนุษย์ หน้าที่ต่อผู้อื่น และเป้าหมายสูงสุดของชีวิตอย่างไร
ความดีสมบูรณ์และความดีสัมพัทธ์ในฐานะกรอบจริยศาสตร์
ความดีสมบูรณ์ (absolute good) หมายถึง ความดีที่มีคุณค่าโดยตัวของมันเอง เป็นสิ่งดีอย่างแท้จริงไม่ขึ้นกับเงื่อนไขภายนอก เช่น ผลประโยชน์หรือความพอใจของผู้กระทำ แนวคิดนี้มักพบในจริยศาสตร์แบบเทววิทยาและอุดมคติ เช่น ของเพลโตและอิมมานูเอล คานต์ ที่เห็นว่าความดีคือสิ่งมีเหตุผลและสมบูรณ์ในตนเอง ส่วน
ความดีสัมพัทธ์ (relative good) หมายถึง ความดีที่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข บริบท หรือผลของการกระทำ เช่น ความสุขของผู้คน ผลประโยชน์ส่วนรวม หรือความเหมาะสมในสถานการณ์หนึ่ง ๆ แนวคิดนี้พบมากในจริยศาสตร์ประโยชน์นิยมและจริยศาสตร์เชิงสัมพันธ์ของตะวันออก ซึ่งมองว่าความดีไม่ได้ตายตัว หากแต่สัมพันธ์กับความถูกต้องตามเหตุและปัจจัยและ เจตนาดี (good will)
ทั้งสองกรอบจึงมิได้ขัดแย้งโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการมองคุณค่าความดีใน 2 ระดับ คือ ระดับอุดมคติ และระดับภาคปฏิบัติ
การทำดีในมุมมองจริยศาสตร์ตะวันตก
จริยศาสตร์ตะวันตกเริ่มจากคำถามพื้นฐานของเพลโตใน Republic ว่า สิ่งใดคือความดีสูงสุด เพลโตเสนอว่า ความดีมีลักษณะเป็นสภาวะสมบูรณ์ (Form of the Good) เป็นต้นแบบของคุณค่าทั้งปวง มนุษย์ทำดีได้จริงก็ต่อเมื่อจิตวิญญาณรู้แจ้งในแบบแห่งความดีนั้น
ต่อมา อริสโตเติล เสนอแนวคิด Eudaimonia หรือความสุขอันดีงามว่า ความดีแท้คือ การดำรงชีวิตอย่างมีเหตุผล และทำสิ่งที่สอดคล้องกับธรรมชาติของตน การทำดีที่ดีคือ การกระทำด้วยคุณธรรม (virtue) และความพอดี (mean) ซึ่งเป็นการประสานระหว่างอุดมคติและความเป็นจริง — กล่าวคือ ความดีของอริสโตเติลอยู่ระหว่าง “สมบูรณ์” และ “สัมพัทธ์”
ในยุคสมัยใหม่ คานท์ (Immanuel Kant) แยกชัดระหว่างการทำดีโดยหน้าที่ (duty to be done) กับการทำดีโดยผลประโยชน์ โดยคานท์เชื่อว่า การกระทำที่ดีต้องเกิดจากเจตนาที่บริสุทธิ์ (good will) และเป็นไปตามหลักสากลแห่งเหตุผล (หมวดคำสั่ง; categorical imperative) ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม ความดีนั้นเป็นสิ่งสมบูรณ์ในตนเอง
อย่างไรก็ตาม เจเรมี เบนธัม (Jeremy Bentham) และจอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) ได้เสนอแนวคิดประโยชน์นิยม (utilitarianism) ที่มองว่า การกระทำดีคือ สิ่งที่ก่อให้เกิดความสุขสูงสุดแก่คนจำนวนมากที่สุด (the greatest happiness of the greatest number) ซึ่งชัดเจนว่า เป็นความดีแบบสัมพัทธ์ เพราะขึ้นกับผลลัพธ์และบริบททางสังคม
ดังนั้น ในจริยศาสตร์ตะวันตก การทำดีที่ดีมีการเคลื่อนจากความดีสมบูรณ์ในเชิงอุดมคติ (เพลโต, คานท์) สู่ความดีสัมพัทธ์เชิงปฏิบัติ (อริสโตเติล, เบนธัม-มิลล์) โดยทั้งสองแนวต่างมุ่งให้มนุษย์พัฒนาจิตใจและเหตุผลเพื่อให้ความดีดำรงอยู่จริงในชีวิต
การทำดีในมุมมองจริยศาสตร์ตะวันออก
ในทางตะวันออก ความดีสัมพันธ์กับธรรมะหรือทางแห่งสมดุล มากกว่าความเป็นสากลแบบตรรกะตะวันตก
ขงจื้อ (Confucius) มองว่า ความดีคือ เริน (Ren; 仁) หรือความเป็นมนุษย์อันมีเมตตา ซึ่งต้องแสดงออกผ่านมารยาทคือ ลี่ (Li; 禮) และความเหมาะสมตามบทบาทในสังคม การทำดีที่ดีจึงหมายถึง การปฏิบัติตามธรรมชาติของความสัมพันธ์ และรักษาความกลมกลืนของสังคม
ลัทธิเต๋า (Daoism) ของเหล่าจื่อ เห็นว่า ความดีไม่อาจสร้างขึ้นโดยบังคับ แต่ต้องดำเนินไปตามหนทางแห่งเต๋า หรือ ความดีที่ไร้ความจงใจ คือ วูเว่ย (Wu-wei; 無為) การทำดีที่ดีจึงเป็นการไม่ฝืนธรรมชาติของตนและโลก
ในพุทธศาสนา โดยเฉพาะพุทธเถรวาทและวัชรยาน ความดีแท้เกิดจากเจตนา (cetana) ซึ่งเป็นรากฐานของกรรม ความดีสมบูรณ์คือ จิตที่บริสุทธิ์ ไม่ติดยึด ไม่หวังผลตอบแทน ส่วนความดีสัมพัทธ์คือ การทำบุญ การช่วยเหลือ หรือการประพฤติศีลที่ยังสัมพันธ์กับเหตุปัจจัยทางโลก
ในมหายาน เช่น พระโพธิสัตว์จริยา ความดีสมบูรณ์คือ กรุณาอันไม่มีเงื่อนไข (Mahakaruna) ที่มุ่งสู่การปลดปล่อยสรรพสัตว์ทั้งหมด ส่วนในสายวัชรยาน การทำดีสูงสุดคือ การรู้แจ้งความดีโดยตระหนักว่าความดีและความชั่วล้วนว่างจากตัวตน แต่ยังคงกระทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่นด้วยโพธิจิตตะ
การทำดีในจริยศาสตร์ไทย
จริยศาสตร์ไทยมีลักษณะเฉพาะตัวซึ่งเกิดจากการหลอมรวมของ พุทธปรัชญา ความเชื่อพื้นบ้าน และ โลกทัศน์แบบสังคมอารยเกษตรกรรมที่ให้คุณค่ากับความกลมกลืนระหว่างคนกับธรรมชาติ และระหว่างปัจเจกกับสังคม ความดีในบริบทไทยจึงมิได้เป็นเพียงข้อบังคับทางศีลธรรม แต่เป็นวิถีแห่งชีวิตที่เชื่อมโยงกับความสัมพันธ์เชิงบุญคุณ ศีลธรรมทางใจ และการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
1) ความดีในฐานะบุญ–บาป และกุศล–อกุศล
รากฐานของจริยศาสตร์ไทยปัจจุบันวางอยู่บนหลักพุทธศาสนา ซึ่งอธิบายความดีใน 2 ระดับคือ
- ระดับโลกียะ เป็นความดีสัมพัทธ์ ความดีในระดับนี้สัมพันธ์กับการกระทำ เช่น การทำบุญ การให้ทาน การรักษาศีล หรือการช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยให้คุณค่าเพราะเห็นผลทางจิตใจและสังคม เช่น ความสบายใจ ความนิยมชมชอบ และความสามัคคี
- ระดับโลกุตระ เป็นความดีสมบูรณ์ ความดีในระดับนี้อยู่ในฐานะภาวะจิตบริสุทธิ์จากโลภะ โทสะ โมหะ เป็นภาวะปัญญาบริสุทธิ์ (paññā-visuddhi) ซึ่งเป็นความดีโดยตัวของมันเอง ไม่ขึ้นกับการยกย่องหรือผลบุญใด ๆ
ความดีสมบูรณ์ในแนวนี้สอดคล้องกับแนวคิดเจตนาคือกรรม (cetanā kammaṃ vadāmi) การทำดีที่ดีจึงอยู่ที่เจตนาบริสุทธิ์มากกว่าการกระทำภายนอก
2) ความดีในฐานะความสงบภายใน และปัญญารู้ตน
ในปรัชญาไทย ระดับภววิทยาซึ่งได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาที่เน้นจิตนิยม การทำดีมิได้จบที่การทำสิ่งภายนอก แต่คือ การเปลี่ยนจิตใจให้บริสุทธิ์ ความดีในมิตินี้คือ ความสงบ (สันติ; santi) และ ปัญญารู้ตน (self-knowing wisdom) เมื่อจิตรู้เท่าทันอารมณ์ โลภ โกรธ หลง ความดีจึงปรากฏในสภาวะแห่งความไม่เบียดเบียน (อหิสา) ไม่ยึดมั่น และมีเมตตาโดยธรรมชาติ ดังแนวคิด “ทำดีด้วยหวังดี ก็ยังไม่ดีพอ ต้องทำดีโดยไม่หวังผล ทำเพราะเข้าใจว่านั่นคือ ธรรมชาติของความดี” ความดีสมบูรณ์ในปรัชญาไทยจึงเป็นมุมมองที่ว่า ความดีแท้คือ การรู้แจ้งและหลุดพ้นจากความยึดมั่นในความดี นั่นเอง
3) ความดีในฐานหน้าที่ต่อชุมชนและความเหมาะสมในสังคม
จริยศาสตร์ไทยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดแบบชุมชน (communitarian ethics) โดยธรรมชาติของสังคมไทยเป็นสังคมสัมพันธ์นิยม (relational society) ที่มองว่าความดีต้องสัมพันธ์กับผู้อื่น
ในระดับจารีตประเพณี การทำดีที่ดีจึงหมายถึง การรู้กาลเทศะ การเคารพผู้ใหญ่ การตอบแทนบุญคุณ การสร้างความสมานฉันท์ในหมู่บ้าน ชุมชนหรือสังคม
ความดีตามแนวคิดนี้สัมพันธ์กับหลักเมตตา-กรุณา และความกตัญญู (รู้บุญคุณ) ซึ่งสะท้อนในคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุว่า
“ความดีมิได้อยู่ที่ทำตามธรรมเนียม หากอยู่ที่ทำด้วยจิตที่มีเมตตาเพื่อความพ้นทุกข์ของตนและผู้อื่น”
การทำดีในสังคมไทยมีลักษณะสัมพัทธ์โดยชุมชน กล่าวคือ ความดีคือสิ่งที่รักษาความสมดุลในความสัมพันธ์ เป็นจริยธรรมเชิงสังคม (social ethics) มากกว่าจริยธรรมเชิงหน้าที่
4) ความดีในฐานะความพอดี และความไม่สุดโต่ง
มิติคุณภาพของความดีตามหลักปรัชญาไทยจะวางอยู่บนพื้นฐานแนวคิดเรื่อง ความพอดี-ทางสายกลาง (the Middle Way; sufficient) ซึ่งปรากฏทั้งในทางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทว ดังเช่นแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ในเชิงปรัชญามองได้ว่าเป็นการปรับใช้หลักมัชฌิมาปฏิปทา เข้ากับจริยธรรมทางสังคม
ความพอดีในฐานะจริยธรรมหมายความว่า การทำดีที่ดีต้องไม่เกินขอบเขต ไม่ยึดมั่นในความดีจนกลายเป็นความหยิ่งยโส หรือทำดีเพียงเพื่อผลตอบแทนทางวัตถุ การทำดีจึงต้องสอดคล้องกับเหตุปัจจัยแห่งตนเองและส่วนรวม ดังแนวคิด “ความพอดีคือสิ่งที่รักษาชีวิตและสังคมให้อยู่ในทางดีโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น”
ในเชิงปรัชญา แนวคิดนี้สะท้อนความดีสัมพัทธ์เชิงสมดุลซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของปรัชญาไทย ที่มองว่า ความดีไม่ใช่สิ่งแน่นิ่ง หากเป็นกระบวนการปรับจิตให้เข้ากับความจริงของชีวิต
5) ความดีร่วมสมัย: จากจิตปัจเจกสู่จิตส่วนรวม
ในยุคใหม่ ปรัชญาไทยร่วมสมัยได้ขยายความหมายของความดีให้ครอบคลุมมิติของสังคมที่ร่วมกันประกอบสร้าง (co-being ethics) และการพัฒนาในมิติภายใน (inner development) พุทธทาสภิกขุ เสนอแนวทางธรรมาธิปไตยที่เห็นว่าความดีแท้คือ การอยู่ภายใต้กฎธรรม ไม่ใช่กฎแห่งอำนาจ พระพรหมคุณาภรณ์ก็เสนอ จริยธรรมแห่งปัญญาที่ทำดีด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยศรัทธาเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็ได้วางแนวทางการสืบสานความดีสัมพัทธ์เชิงปฏิบัติ ให้ปรากฏในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นการพัฒนาไปสู่จริยศาสตร์เพื่อความยั่งยืนในการอยู่รอดร่วมกัน (sustainable ethics)
การทำดีที่ดีในโลกสมบูรณ์และสัมพัทธ์
หากมองในเชิงปรัชญา การทำดีที่ดีคือ การบูรณาการระหว่างความดีสมบูรณ์ ในระดับ inner good การทำดีที่ดีเริ่มจากจิตที่บริสุทธิ์ เน้นระดับเจตนาและจิตใจ กับความดีสัมพัทธ์ ในระดับ relational good การทำดีที่ดีต้องเกื้อกูลต่อผู้อื่นและสังคม เน้นพฤติกรรมและจารีตสังคม
การทำดีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งอาจไม่สมบูรณ์ เช่น การทำดีโดยไม่เข้าใจเหตุผล หรือการยึดถืออุดมคติจนละเลยความจริงของมนุษย์
มนุษย์จึงต้องเรียนรู้ที่จะทำดีอย่างมีปัญญา คือ ทำดีด้วยความเข้าใจในบริบท แต่ไม่ละทิ้งอุดมคติของความดีแท้ บนฐานของความกรุณา เหตุผล และสมดุล (balanced good) เน้นการทำดีที่ไม่สุดโต่ง ไม่เบียดเบียน และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ ความดีจึงเป็นทั้งสัมพัทธ์ในโลกนี้ และสมบูรณ์ในโลกแห่งจิต ซึ่งเป็นจุดร่วมของตะวันตก ตะวันออกและปรัชญาไทยในฐานะอารยธรรมที่ต่างแสวงหาความดีงามที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
บรรณานุกรม
- Aristotle. (1985). Nicomachean Ethics. Trans. Terence Irwin. Hackett Publishing.
- Bentham, J. (1789). An Introduction to the Principles of Morals and Legislation.
- Confucius. (2010). The Analects of Confucius. Oxford University Press.
- Kant, I. (1785). Groundwork for the Metaphysics of Morals.
- Mill, J. S. (1863). Utilitarianism.
- Plato. (1992). Republic. Trans. G.M.A. Grube. Hackett Publishing.
- พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2549). พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ. กรุงเทพฯ: สหธรรมิก.

