สหธัช บีกขุนทด

โลกการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เผชิญความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งด้านเทคโนโลยี สังคม และความรู้ ระบบการศึกษาที่เน้นการถ่ายทอดสารัตถะเชิงเส้นแบบนวยุคนิยม (Modernism) เริ่มประสบข้อจำกัด ทั้งในแง่การสร้างความหมายและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียน การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่เน้นการสร้างความหมายผ่านการกระทำและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ถูกเสนอเป็นแนวทางตอบโจทย์ดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความหมาย การเสวนา และการพัฒนาทักษะชีวิต

การจะประยุกต์ปรัชญาอย่างเป็นระบบเพื่อพัฒนาปรัชญาการศึกษาและการเรียนการสอนได้นั้น แนวทาง conceptual mapping ที่สำคัญ ได้แก่

ฐานคิดของปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง
1) ภูมิหลังเชิงกระบวนทัศน์ ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodernism) พยายามประสานแนวคิดความจริงแบบปรนัย (objective universal truth) กับความจริงเชิงอัตนัย (subjective individual truth) ผ่านการเปิดพื้นที่เสวนาและการตีความอย่างมีวิจารณญาณ

    ลักษณะสำคัญ ได้แก่ ไม่ยึดมั่นถือมั่น (detachment), เปิดพื้นที่ให้ภาษาและประสบการณ์หลากหลายมีบทบาท และมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งระดับบุคคลและสังคม

    2) ความเชื่อมโยงกับปรัชญาตะวันตก โดยแนวคิดดังกล่าวมีความใกล้เคียงกับ Pragmatism ของ Dewey ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์, Hermeneutics ของ Gadamer ที่เชื่อว่า ความจริงเกิดจากการตีความและการเสวนา และ Communicative Rationality ของ Habermas ที่เน้นการกระทำเชิงสื่อสาร (communicative action) ซึ่งเห็นว่า ความยุติธรรมคือการเสวนาอย่างมีเหตุผล

    3) การบูรณาการกับปรัชญาการศึกษา การศึกษาในรูปแบบหลังนวยุคสามารถบูรณาการปรัชญาการศึกษาหลายสำนัก ได้แก่ สารัตถนิยม พิพัฒนาการนิยม ปฏิรูปนิยม อัตถิภาวนิยม และพุทธปรัชญาการศึกษา เช่น

      (1) พิพัฒนาการนิยม (Progressivism) เน้นการพัฒนาทักษะชีวิต การคิดเชิงวิพากษ์ และการเรียนรู้จากประสบการณ์

      (2) อัตถิภาวนิยม (Existentialism) ส่งเสริมเสรีภาพและความรับผิดชอบของผู้เรียนในการกำหนดความหมายชีวิต สอดคล้องกับบทบาทผู้เรียนที่มีเสรีภาพในการสร้างแนวคิด

      (3) วิพากษ์นิยม (Critical Theory) เน้นการศึกษาที่ปลดปล่อยผู้เรียนจากโครงสร้างอำนาจ การเสวนาแบบมีส่วนร่วมจึงเป็นหัวใจสำคัญ

      (4) พุทธปรัชญาการศึกษา การนำไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) และพละ 4 มาพัฒนาผู้เรียนทั้งกาย จิต ปัญญา

      แนวคิดนี้เหล่านี้ขยายไปสู่ “การศึกษาเพื่อคุณภาพชีวิต” มากกว่าการสะสมความรู้เชิงเทคนิค

      การประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน

        1) องค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้เชิงรุก ได้แก่ การอภิปรายเชิงวิพากษ์, การทำงาน-เรียนรู้ร่วมกัน, การสะท้อนตนเอง และการมีบทบาทในการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ

        (1) บทบาทครู ครูทำหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) มากกว่าผู้ถ่ายทอด การออกแบบหลักสูตรเน้นปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และการเชื่อมโยงข้ามศาสตร์

        (2) บทบาทผู้เรียน ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความหมายผ่านการกระทำและปฏิสัมพันธ์

        (3) การประเมินผล ควรใช้การประเมินแบบสะท้อนคิด (reflective assessment) และแฟ้มสะสมงาน (portfolio) มากกว่าการทดสอบแบบปรนัย

        2) กรอบการประยุกต์ปรัชญาในการศึกษา (Philosophical-Integrative Education Framework; PIEF)

          กรอบ PIEF ประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่

          • Epistemic Pluralism – ยอมรับความรู้หลายรูปแบบ
          • Dialogical Pedagogy – การเรียนรู้ผ่านเสวนาและความร่วมมือ
          • Ethical Formation – การบ่มเพาะคุณธรรมควบคู่ความรู้
          • Transformative Praxis – การลงมือปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนแปลงตนและสังคม

          กรอบการประยุกต์นี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 และแนวคิดการบูรณาการปรัชญาหลังนวยุคเพื่อเพิ่มผลลัพธ์ทางการศึกษา

          ข้ออภิปรายเชิงวิพากษ์

            แม้ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางจะเปิดพื้นที่ความหลากหลาย แต่ยังมีความท้าทาย เช่น ความคลุมเครือด้านเกณฑ์ความจริง ความเสี่ยงต่อการประนีประนอมจนขาดจุดยืนเชิงหลักการ การนำไปใช้จริงในระบบที่ยังยึดติดกับการสอบมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม จุดแข็งสำคัญคือการลดความขัดแย้งทางความคิดและส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

            สรุป

              การประยุกต์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางร่วมกับปรัชญาการศึกษาหลากหลายสำนัก ทำให้เกิดแนวทางพัฒนาการศึกษาที่สมดุลระหว่างเหตุผล ความหมาย และคุณธรรม การศึกษาในมิติใหม่นี้ไม่เพียงมุ่งผลิตแรงงานคุณภาพ แต่สร้างมนุษย์ที่มีปัญญา วิจารณญาณ และจิตสำนึกสาธารณะ


              Leave a comment