Ficino, Marsilio มาร์ซีลิโอ ฟิชีโน

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ผู้อำนวยการสำนักเพลโทว์แห่งฟลอเรนซ์คนแรกคือ มาร์ซีลิโอ ฟิชีโน (MarsilioFicino 1433-1499)ชาวอิตาเลียน เกิดที่ตำบลฟิลีเน (Figline) จังหวัดวัลดาร์โน (Valdarno) บิดาเป็นแพทย์และต้องการให้ลูกเป็นแพทย์ จึงส่งไปเรียนวิชาศิลปศาสตร์เสรีที่ฟลอเรนซ์ และที่ปีซา แล้วก็กลับมาเรียนปรัชญาที่ฟลอเรนซ์ จบหลักสูตรแล้วก็เข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ที่โบโลญาแต่ไม่ชอบ เจ้านครรัฐฟลอเรนซ์เห็นว่าชอบปรัชญาของเพลโทว์ จึงมอบที่ดินและอาคารบนเนินมอนเตแวคคิโอให้ก่อตั้งสำนักเพลโทว์ ฟิชีโนขณะนั้นอายุ 26 ปี ตั้งใจเอาจริง จึงสมัครเรียนภาษากรีกจากอาจารย์แพลทายเนอ(Platina) จนช่ำชองเพื่อแปลงานของเพลโทว์จากภาษากรีกโดยตรงเป็นภาษาอิตาเลียน เปิดสำนักให้เป็นศูนย์พบปะระหว่างนักศึกษาที่สนใจปรัชญาของเพลโทว์ โดยมีการนัดสัมมนากันสม่ำเสมอ

ฟิชีโนเล่าว่ามีทั้งนักประพันธ์ นักพูด นักกฎหมาย นักคณิตศาสตร์ นักปรัชญา บาทหลวง แพทย์ และนักดนตรี ฟิชีโนเองก็ชอบดนตรี เพราะคิดว่าดนตรีรักษาร่างกายผ่านทางจิตใจ เช่นเดียวกับที่ยารักษาจิตใจผ่านทางร่างกาย ยิ่งศึกษาปรัชญาของเพลโทว์จากภาษาเดิม ฟิชีโนก็ยิ่งรู้สึกเบื่อหน่ายต่อระบบปรัชญาแบบอัสมาจารย์นิยม จึงตั้งใจจะศึกษาภาษาและวรรณกรรมกรีก เพื่อเข้าใจปรัชญาของเพลโทว์ให้ถ่องแท้ ซึ่งจะนำมาปรับปรุงคำสอนของศาสนาคริสต์ให้เหมาะสมกับบรรยากาศมนุษยนิยมของสมัยฟื้นฟู

ฟิชีโนได้รับศีลบวชเป็นบาทหลวงในปีค.ศ.1473 ต่อจากนั้นก็ได้พยายามใช้ความรู้ความสามารถเพื่อสร้างปรัชญาคริสต์แบบมนุษยนิยมขึ้นจนตลอดชีวิต แม้ฟิชีโนจะชอบปรัชญาของเพลโทว์ แต่ก็ไม่หัวรุนแรง ท่านมองรอบตัว พบอะไรดีทางไหนที่จะปรับปรุงปรัชญาคริสต์ได้ท่านก็เอาทั้งสิ้น โดยถือว่าความจริงทุกอย่างจะต้องเข้ากับข่าวดีของพระเยซูได้ แม้แต่แอเริสทาเทิลท่านก็คิดว่า หากเข้าใจให้ถูกต้องแล้วแอเริสทาเทิลก็หาได้ขัดแย้งกับเพลโทว์จริง ๆ ไม่ และแอเริสทาเทิลที่นักปรัชญาอัสสมาจารย์ใช้สร้างระบบอยู่นั้น มิใช่ปรัชญาแท้ของแอเริสทาเทิล ยิ่งกว่านั้นแม้แต่ศาสนาต่าง ๆ ในอดีตฟิชีโนก็คิดว่าหาได้ขัดแย้งกับคำสอนของคริสตศาสนาอย่างจริงจังไม่ เพียงแต่ผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์บิดผันเสียจนเห็นว่าขัดแย้งกันมากกว่า

ฟิชีโนอุทิศเวลาแปลงานนิพนธ์ของเพลโทว์จากภาษากรีกเป็นภาษาละติน แล้วก็แปลงานของโพลทายเนิสจากภาษากรีกเป็นภาษาละตินเช่นกัน ต่อจากนั้นก็เลือกแปลงานนิพนธ์ของนักนิยมเพลโทว์อื่น ๆ หลังจากนั้นก็เขียนอรรถาธิบายงานนิพนธ์เหล่านี้โดยตั้งใจจะให้ได้สาระความคิดของเพลโทว์และวิธีใช้ปรัชญาของเพลโทว์สำหรับชีวิต ต่อจากนั้นก็เขียนความคิดของตนเอง เป็นหนังสือชื่อว่า เทววิทยาเพลโทว์ว่าด้วยอมตภาพของวิญญาณ(TheologiaPlatonica de ImmortalitateAnimarum = Platonic Theology on the Immortality of the Souls) และว่าด้วยคริสตศาสนา(De Christiana Religione= On the Christian Religion) ซึ่งแสดงให้เห็นความพยายามที่จะใช้ปรัชญาของเพลโทว์อธิบายศาสนาคริสต์ตามแบบของโพลทายเนิส ซึ่งนักบุญออเกิสทีนได้ทำมาบ้างแล้ว และฟิชีโนต้องการต่องานต่อไป ทำให้ฟิชีโนได้สมญานามว่า “เพลโทว์คนใหม่”(Alter Plato = Another Plato) และกลุ่มผู้ร่วมสถาบันพร้อมใจเรียกกันและกันว่า “พี่น้องในเพลโทว์”(Fratres in Platone = Brothers in Plato) และเรียกบรรยากาศในสถาบันว่า “ครอบครัวเพลโทว์”(FamiliaPlatonica = Platonic Family)

ในปีค.ศ.1463 ได้แปลปรีชาญาณอียิปต์ (Aegyptian Wisdom) จากภาษากรีกเป็นภาษาละตินชื่อ Hermetic Corpus (รวมศาสตร์ลึกลับ) ซึ่งชี้ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุภาวะพระเจ้า มีผู้นำเอาไปใช้อย่างกว้างขวางในช่วงนั้น เพื่อเพิ่มพลังจิตให้กับตัวเอง เช่น บรูโน จอร์ดาโนที่ถูกประณามว่าถือลัทธิสรรพเทวนิยม

ประวัติปรัชญา ฟิชีโนถือว่าปรีชาญาณเป็นสิ่งประทานอันประเสริฐจากพระเจ้าเพื่อนำมนุษย์ไปหาพระองค์ พระเจ้าทรงประทานปรีชาญาณแก่มนุษย์ในวัฒนธรรมต่าง ๆ เรื่อยมาตามลำดับ ผู้ได้รับปรีชาญาณแต่ละคนก็พยายามสั่งสอนตามความสามารถและสิ่งแวดล้อม แต่ฟิชีโนคิดว่าเพลโทว์สามารถแสดงออกมาด้วยภาษาที่ชัดเจนที่สุด นักปรัชญาทั้งหลายนั้นฟิชีโนคิดว่าต้องการแสดงปรีชาญาณเดียวกับเพลโทว์ แต่ทว่าแสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ กัน ฟิชีโนจึงมองเห็นความสืบเนื่องระหว่างความคิดของนักปรัชญามากกว่าจะเห็นว่าขัดแย้งหรือล้มล้างกัน เพลโทว์ก็มิใช่ว่าจะแสดงปรีชาญาณได้อย่างสมบูรณ์ จึงควรศึกษาความคิดของนักปรัชญาอื่น ๆ ในแนวทางเดียวกันกับของเพลโทว์ จะเข้าใจเพลโทว์ได้สมบูรณ์ขึ้น และเข้าถึงปรีชาญาณได้สมบูรณ์ขึ้น แล้วก็จะเข้าใจคำสอนของพระเยซูได้สมบูรณ์ขึ้นด้วย

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018