hemeneutics, importance of ความสำคัญของอรรถปริวรรต

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

การตีความหมายมีมาพร้อมกับการใช้ภาษาของมนุษย์ก็ว่าได้ เพราะเราใช้ภาษาก็เพื่อตีความหมายนั่นเอง หากจะกล่าวลงไปถึงสัญชาตญาณว่าสัตว์ก็มีสัญชาตญาณตีความด้วยก็น่าจะได้ เพราะเมื่อสัตว์เห็นอะไรก็จะตีความได้ว่าเป็นสิ่งให้คุณหรือให้โทษ เป็นอาหารหรือไม่ แต่คำว่า “อรรถปริวรรต”(hermeneutics) คงมิได้ตั้งใจให้มีขอบเขตถึงขนาดนั้น คงจำกัดอยู่แค่การตีความหมายด้วยปัญญามนุษย์ก็คงจะพอแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรอบของการตีความหมายภาษาที่ใช้ หากตีความเครื่องหมายอื่น ๆ ก็เรียกวิชาว่า สัญศาสตร์ (semiotics) หรือสัญวิทยา (semiology)

ชาวแคลเดียนแห่งแบบิโลวเนียและชาวอียิปต์สังเกตปรากฏารณ์ในท้องฟ้า แล้วก็จะตีความหมายว่าเหตุการณ์อะไรกำลังเกิดหรือจะเกิดในอนาคตอันใกล้ พวกเขาไปไกลถึงขนาดว่า หากรู้ปรากฏการณ์ในท้องฟ้าขณะตกฟากของใครคนหนึ่ง ก็เชื่อว่าสามารถตีความหมายทั้งชีวิตของเขาคนนั้น นี่ก็เป็นผลจากเทคนิคการตีความหมายนั่นเอง จะผิด-ถูกหรือเชื่อถือได้แค่ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ก็เหมือนกับเรื่องอื่น ๆ ที่มีการเริ่มต้นแล้วก็มีการประเมินผลและปรับปรุงพัฒนาต่อไปตามลำดับ และเรื่องนี้ก็จะพัฒนากลายเป็นวิชาดาราศาสตร์ต่อไป

ทฤษฎีและเทคนิคการตีความหมายมักจะเป็นเนื้อหาแฝงอยู่ในภาษาศาสตร์ ซึ่งเดิมเรียกว่า นิรุกติศาสตร์ (philology) เช่น นักปราชญ์กรีกโบราณสนใจตีความวรรณคดี นักปราชญ์ยุคกลางสนใจตีความคัมภีร์ไบเบิล นักปราชญ์สมัยฟื้นฟูสนใจตีความคัมภีร์ วรรณคดีและตัวบทกฎหมาย และก็ถกกันเรื่อยมาโดยไม่ถือว่าเป็นประเด็นปัญหาปรัชญาจะสังเกตได้ว่าตำราประวัติปรัชญาที่แล้ว ๆ มาไม่สู้จะมีการกล่าวถึงทฤษฎีตีความหรืออรรถปริวรรตทั้ง ๆ ที่มีเนื้อหามากมาย

ครั้นขึ้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา นักปรัชญาก็หันมาสนใจถกประเด็นนี้กันมากยิ่ง ๆ ขึ้นตามลำดับ จนบัดนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาบริสุทธิ์ไปแล้ว คือ ความหมายก็กลายเป็นความเป็นจริงของอภิปรัชญาอันเป็นพื้นฐานของปรัชญาทุกเรื่อง จะพูดเรื่องอะไรก็ต้องตีความหมายกันเสียก่อน และเพื่อให้แน่ใจก็ต้องถกถึงทฤษฎีหรือมาตรการตีความหมายด้วยว่าน่าเชื่อมากแค่ไหน มีหลักค้ำประกันอย่างไร นั่นคือ กลายเป็นเนื้อหาของวิชาญาณปรัชญาไปด้วยนั่นเอง

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018