อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

บทนำ

มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมใหญ่ แต่ก็มีการแบ่งแยกตามความแตกต่างเพื่อให้แสดงอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มของตนเอง และต่างก็หวังให้กลุ่มของตนมีความเจริญรุ่งเรือง (prosperity) หากไม่รุ่งเรืองประชาชนย่อมเป็นทุกข์หรือไม่ หากรุ่งเรืองแล้วสามารถสืบทอดต่อไปเป็นอารยธรรมแก่คนรุ่นถัดไปอย่างไม่สิ้นสุดได้ไหม  การวิเคราะห์เชิงปรัชญาบริสุทธิ์จะเป็นกรอบกระบวนการคิดเชิงจริยศาสตร์ที่สามารถบูรณาการเป็นแนวทางของการสืบทอดความรุ่งเรืองและอารยธรรมของมนุษยชาติได้

ความเป็นประเทศและรัฐ

ผู้คนที่รวมตัวกันอยู่ในดินแดนหนึ่งจนมีอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่ม คนเหล่านั้นมักเรียกตัวเองเป็นประเทศ ประเทศคืออะไร ประเทศคือดินแดนที่มีฐานะเป็นรัฐหรือไม่มีฐานะเป็นรัฐก็ได้ เมื่อสนใจก็พบศัพท์ 2 คำ คือ ประเทศและรัฐ คำทั้ง 2 นี้มีการใช้สลับกันไปมาและเป็นความสับสนพอสมควร

ประเทศ มาจากภาษาสันสกฤตว่า “ปเทส” แปลว่า บ้านเมือง แว่นแคว้น ความหมายนี้ใช้ตรงกับภาษาอังกฤษว่า country ซึ่งมาจากภาษาลาตินว่า contrata  หมายถึง ดินแดนที่มีผู้คน วัฒนธรรม ภาษาและอื่น ๆ อีกทั้งมีอำนาจปกครองตนเอง

รัฐ มาจากภาษาบาลีว่า “รฏ” หรือสันสกฤตว่า “ราษฎร” ความหมายใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษว่า state ซึ่งมาจากภาษาลาตินว่า estat หมายถึง กลุ่มก้อนของบุคคลทางการเมืองที่มีดินแดนที่แน่นอน

เมื่อพิจารณาจากศัพท์และรากศัพท์จะพบว่าความหมายของประเทศและรัฐนั้นใกล้เคียงกัน ดังนั้นคำทั้ง 2 นี้จึงถูกใช้แทนที่กันได้โดยความหมายไม่ผิดเพี้ยนกัน

 การปกครองรัฐ

รัฐทั้งหลายเกิดขึ้นด้วยความจำเป็นจากธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งไม่สามารถอยู่เพียงลำพังได้ แม้ว่ามนุษย์มีความสามารถเท่าเทียมกันทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่มนุษย์ก็มีความรักตัวกลัวตาย ความรักตัวกลัวตายนี้ทำให้มนุษย์ต้องการหาคนอื่นมากระทำการปกป้องตน มนุษย์จึงร่วมมือกันกระทั่งสามารถรวมกันจนเกิดเป็นรัฐขึ้นเพื่อค้ำประกันความปลอดภัย  และเพื่อให้รัฐมั่นคงอยู่ แต่เมื่อมีคนอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมากย่อมเกิดความขัดแย้งกันเอง ดังนั้นการปกครองกลุ่มคนจึงเป็นสิ่งสำคัญ  คนหรือกลุ่มคนที่ได้รับมอบอำนาจนี้ เรียกว่า องค์อธิปัตย์ (sovereign) เป็นผู้ทรงอำนาจสิทธิขาด ใช้อำนาจแทนคนทั้งหมด รูปแบบการใช้อำนาจนั้นมีหลากหลาย เช่น เผด็จการ  ราชวงศ์  ผู้ปกครองสูงสุด สภา โดยอุดมคติทางการปกครองนั้นรัฐ จะต้องมีระเบียบแบบแผนเดียว  เป็นเอกภพภายใน นั่นคือ ทุกฝ่ายต้องทำหน้าที่ประสานสอดคล้องกันอย่างเป็นระบบเพื่อรักษาอำนาจขององค์อธิปัตย์คือ ออกกฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย รักษาความสงบภายใน โดยองค์อธิปัตย์มีหน้าที่ทำตามสัญญาประชาคมที่ได้ให้ไว้แก่ประชาชนว่าจะใช้อำนาจเพื่อรักษาสิทธิของประชาชนอย่างไร (Hobbes, 1651) องค์อธิปัติย์ถือสิทธิเหนือสิทธิของประชาชนแต่ละหน่วย โดยมุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวม อำนาจบริหารถูกใช้โดยรัฐบาลบนหลักประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ซึ่งแนวคิดทางปรัชญาล้วนเน้นย้ำการให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง  พร้อมผลักดันให้การบริหารราชการแผ่นดินเต็มไปด้วยธรรมาภิบาล

โธมัส ฮอบบ์ (Thomas Hobbes, 1588 – 1679) เผยแพร่ “ลัทธิพื้นฐานของสังคมกับรัฐบาลที่ชอบธรรม” ซึ่งชี้ถึงสัญญาประชาคม ว่าในขณะที่คนๆ หนึ่งที่อาจแข็งแรงหรือฉลาดกว่าใครๆ แต่ทุกคนมีสิทธิป้องกันตัวเพื่อเอาชีวิตรอดจากสิ่งใดก็ตามในโลก เป็นสิทธิ์และความจำเป็นตามธรรมชาติของมนุษย์ ในขณะสังคมมีสถานการณ์ของการแข่งขันที่ไม่มีการควบคุม มีแต่ความเห็นแก่ตัวและไร้อารยธรรม รัฐจึงต้องมีสัญญาประชาคม (Social contract) คือ ความตกลงร่วมกันของประชาชน กลุ่มผลประโยชน์ร่วมกันหรือกลุ่มคนที่มีแนวความคิดเดียวกันกับฝ่ายตรงข้ามเพื่อเป็นการแสวงความตกลงและทางออกของปัญหาซึ่งเป็นปัญหาที่มีผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้อาจจะก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม สัญญาประชาคมจึงถือเป็นกฎหมายธรรมชาติ (natural law) มีลักษณะเป็นสำนึกของจริยธรรมที่ผู้ปกครองควรตระหนักถึงสิทธิบางประการที่ผู้อยู่ใต้ปกครองได้ยอมสละไปเพื่อความปลอดภัยของตนในสิทธิและเสรีภาพที่ยังคงเหลืออยู่

 ความรุ่งเรืองแห่งรัฐ

ความเจริญรุ่งเรืองตรงกับภาษาอังกฤษว่า Prosperity คำนี้เป็นศัพท์ลาตินคือ prosteritas ความหมายเดิมนั้นมุ่งเน้นความรุ่งเรืองด้านการเงิน การค้าขาย หากแต่ในปัจจุบัน รัฐที่เจริญรุ่งเรืองหมายถึง รัฐที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความก้าวหน้า มีอนาคตที่ดี เป็นรัฐที่ประสบความสำเร็จ โดยมิได้หมายความเพียงแต่ด้านทรัพย์สินเงินทอง แต่ยังรวมไปถึงสุขภาวะความเป็นอยู่ของประชาชนและความสุขของประชาชน ซึ่งแสดงออกผ่านความรุ่งเรืองในด้านต่างๆ ที่สามารถสืบทอดต่อไปในระดับวัฒนธรรมและอารยธรรม

ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) หัวขบวนของกระบวนทรรศน์นวยุคที่ได้แสดงสโลแกนสำคัญคือ ความรู้คือพลัง (knowledge is power) และสอนให้มุ่งแสวงหาความรู้ที่แน่นอนเพื่อควบคุมธรรมชาติให้ตอบสนองตามความต้องการของเราเป็นเกณฑ์เพราะนั่นคือความรู้และพลังของมนุษย์ วิทยาศาสตร์ที่เจริญขึ้นได้สร้างเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มนุษย์นำมาใช้สร้างความได้เปรียบเหนือธรรมชาติ และใช้เพื่อความได้เปรียบเหนือผู้ที่ไม่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่เสมอกัน การล่าอาณานิคมและระบบจักรวรรดินิยมได้นำไปสู่การเกิดสงครามโลกถึง 2 ครั้ง ฟูโกต์ (Michel Foucault) จึงได้ย้อนแย้งเอาไว้ว่าที่แท้แล้ว knowledge is power นั้นไม่ใช่พลังหากแต่เป็นอำนาจ  มนุษย์สะสมความรู้ก็เพราะมนุษย์มองว่าความรู้คืออำนาจ เนื่องจากความรู้นั้นยึดโยงอยู่กับระบบของการควบคุมสังคมในช่วงนั้น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เป็นพลังของนักการเมืองที่ใช้ลวงประชาชนเพื่อรักษาอำนาจการปกครองของตน นั่นคือ ที่มาของ ความขัดแย้ง ความรุนแรง และสงครามที่ใช้เทคโนโลยีและความรู้ต่าง ๆ เข้าทำลายล้างห้ำหั่นกัน

ประชาชนเองก็มุ่งหวังความเจริญรุ่งเรืองแห่งรัฐก็เพื่อที่ตนเองจะได้มีสิทธิในทรัพย์สินในส่วนของตน มีความมั่งคั่ง มีความเป็นอยู่ที่เหมาะสม มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี สิ่งเหล่านี้ถูกรวบรวมไว้เป็นสัญญาประชาคม ความรุ่งเรืองแห่งรัฐสอดคล้องกับแนวคิดทางจริยธรรมของกลุ่มจริยศาสตร์ที่เน้นพิจารณาผลการกระทำ (Consequentialism) ที่มีข้อเชื่อเบื้องต้นว่า ถ้าผลที่เกิดตามมาเป็นผลดี ก็จะตัดสินว่าการกระทำนั้นถูกต้อง แต่หากผลที่เกิดตามมานั้นเป็นผลเสีย ก็จะต้องตัดสินว่าการกระทำนั้นผิด โดยอาศัยทฤษฎีคุณค่าเป็นเกณฑ์วิทยา รัฐบาลกระทำการแทนประชาชนอย่างไรก็ได้ แต่หากผลที่ตามมาไม่ดี ก็ถือว่าการกระทำนั้นผิด รัฐบาลก็เท่ากับผิดสัญญาและหมดอำนาจที่ได้รับมอบไว้นั้นเสีย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผลดีหรือผลเสียขึ้นอยู่กับทฤษฎีคุณค่า ย่อมเท่ากับว่าเกณฑ์ตัดสินเปลี่ยนได้ตามคุณค่าของแต่ละยุคสมัย ผู้คนแต่ละยุคต่างก็มีกระบวนทรรศน์ทางความคิดที่แตกต่างกัน ดังนั้นรัฐบาลจึงจะต้องใช้ระบบคุณค่าเดียวกันกับประชาชนของตน กระนั้นในปัจจุบันซึ่งประชาชนได้ถือคุณค่าตามกระบวนทรรศน์หลังนวยุค (กีรติ บุญเจือ, 2546)  ซึ่งเน้น “พหุคุณค่า” จึงทำให้ต้องใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบในประเด็นประโยชน์ ผลประโยชน์  สวัสดิภาพ ความอยู่ดีกินดี และความสุขของประชาชนซึ่งเป็นสามัญของสัญญาประชาคมที่รัฐให้ไว้แก่ประชาชนของตน ผู้ที่มีความอยู่ดีกินดี มีความสุขในการดำรงชีวิต และมีจิตใจดีย่อมถือว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดี คุณภาพชีวิตจึงเป็นตัวแทนสำคัญของความรุ่งเรืองแห่งรัฐ

  1. ประโยชน์นิยม ประโยชน์นิยมเกิดขึ้นในปลายคริสตศตวรรษที่ 18 ถึง ต้นคริสตวรรษที่ 19 โดยนักปรัชญาชาวอังกฤษ 2 คนคือ เบนธัม (Jeremy Bentham, 1748-  1832)   และ  มิลล์ (John Stuart Mill, 1806 –1873)    นักปรัชญาทั้งสองท่านปฏิเสธระบบความคิดที่ตายตัว แต่ก็ไม่สนใจแรงจูงใจ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้  จึงมุ่งแต่จะดูเฉพาะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำอย่างเดียว เรียกแนวคิดนี้ว่า ทฤษฎีแนวอันตนิยม (Teleological  Theory)  โดยถือว่าทุกคนเท่าเทียมกันหมด การกระทำของมนุษย์ทุกคน ควรมุ่งไปยังความสุขในปริมาณมากที่สุดของส่วนรวม ซึ่งหมายถึงตัวเรา และผู้อื่นด้วย  ความสุขที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเราไม่ว่าจะก่อให้เกิดความสุขแก่ตัวเรา หรือแก่ผู้อื่น ย่อมมีค่าหรือเป็นสิ่งที่ดีเท่ากัน  เป้าหมายจึงมุ่งให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดี หรือความสงบสุขของสังคม  ฉะนั้นเมื่อจะกระทำอะไร อย่างใดอย่างหนึ่ง  จึงต้องพิจารณาว่าจะก่อให้เกิดความสุขให้แก่สังคม หรือมนุษยชาติหรือไม่
    • ลัทธิประโยชน์นิยมยึดหลักหลักมหสุข (The Greatest Happiness Principle)  แนวคิดนี้สืบเนื่องมาจากการยึดความสุขเป็นเป้าหมายหลักในชีวิต หลักมหสุขบอกว่า “การกระทำที่ถูกคือการกระทำที่ก่อให้เกิดความสุขมากที่สุดแก่มหาชนมากที่สุด” ดังนั้น ในทุกสถานการณ์และทุกสิ่งแวดล้อม เราจึงต้องเป็นนักคำนวณตลอดเวลาว่า ในแต่ละการกระทำจะก่อให้เกิดความสุขและความทุกข์เท่าไหร่ เมื่อหักลบแล้ว ถ้าก่อให้เกิดสุขมากกว่าทุกข์ นั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ ถ้าไม่ทำเราผิด เบนเธิมเสนอแนวคิดว่า  “คนทุกคนมีค่าเท่ากับหนึ่งและไม่มีใครมีค่ามากกว่าหนึ่ง” ส่วนมิลล์ได้เสนอแนวคิดที่คล้ายกันว่า “ คนทุกคนมีสิทธิในความสุขเท่า ๆ  กัน ”    ด้วยหลักการนี้วิธีการคำนวณความสุขจึงต้องกระจายความสุขไปสู่คนทุกคน  แนวคิดนี้จึงขัดแย้งกับกลุ่มอัตนิยมที่เห็นแก่ตนและอัญนิยมที่เห็นแก่ผู้อื่น ประโยชน์นิยมอยู่ตรงกลาง คือไม่ลดค่าตัวเองน้อยกว่าผู้อื่นและก็ไม่ลดค่าผู้อื่นให้น้อยกว่าตน ในการคำนวณความสุขให้นับตนเองเป็นสมาชิกคนหนึ่งเท่า ๆ กับคนอื่น อย่ามีฝักฝ่ายให้ทำตนเป็นตาชั่งที่เที่ยงตรง ในการคำนวณเรื่องมหสุขนั้น  เวลาเป็นสิ่งสำคัญ  ดังนั้น  มนุษย์ต้องใช้สามัญสำนึกและการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
    • หลักมหสุขอย่างเบนธัม เรียกว่า ลัทธิประโยชน์นิยมแบบการกระทำ (Act-Utilitarianism) โดยมีแนวคิดว่า การกระทำที่จะถือว่าถูกได้นั้น  จะต้องเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความสุขแก่มหาชน ความผิดของการกระทำอยู่ที่ก่อให้เกิดความทุกข์แก่มหาชน โดยการพิจารณามหสุขนั้นพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำในแต่ละครั้ง การกระทำโดยตัวมันเองไม่ได้ ดี ชั่ว ถูก ผิด แต่ขึ้นอยู่กับว่ามันจะก่อให้เกิดประโยชน์แค่ไหน ลัทธินี้จึงสังกัดสุขนิยม เพราะถือว่าความสุขเป็นสิ่งดีที่สุดของมนุษย์ นั่นคือ ดีกับสุขเป็นเรื่องเดียวกัน ต่อมามิลล์พบว่ายังมีข้อบกพร่อง  จึงแก้ไขแนวคิดเสียใหม่ให้มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น  เรียกแนวคิดนี้ว่า  “ ประโยชน์นิยมเชิงกฎ”  (Rule -Utilitarianism)  หมายถึง  ไม่ต้องพิจารณาการกระทำในแต่ละครั้ง  แต่ให้พิจารณาว่าถ้าทุกคนกระทำเหมือนกันประโยชน์สุขจะเกิดขึ้นอย่างมาก  เมื่อพิจารณากฎหมายแล้ว กฎหมายมีไว้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อมหาชน แต่ถ้าเราต้องการช่วยเหลือชีวิตคน บางครั้งก็ต้องยอมละเมิดกฎหมาย   สำหรับประโยชน์นิยมเห็นว่าควรที่จะละเมิดกฎหมายเพื่อช่วยชีวิตคน สำหรับมหสุขแล้วไม่มีอะไรที่แน่นอนตายตัว กฏเกณฑ์ทุกอย่างมีไว้เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับมหาชน  แต่ถ้ากฏเหล่านั้นซึ่งเคยสร้างความสุขและต่อมากลายเป็นการสร้างความทุกข์  ก็ไม่ใช่สิ่งยากที่จะเปลี่ยนแปลง  กฎมีไว้สำหรับเป็นประโยชน์แก่คน  ไม่ใช่มีคนเอาไว้เป็นทาสกฎ
  2. ทุนนิยม (Capitalism) เชื่อว่าถ้าทุกคนทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนแล้ว ในที่สุดจะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม อันเป็นลักษณะตามประโยชย์นิยมเชิงกฎของมิลล์ นั่นคือความเห็นแก่ตัวเป็นพลังสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในสังคมได้ โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ทุนนิยมจึงพยายามกระตุ้นให้ผู้คนเกิดความเห็นแก่ตัวหรือใช้ความเห็นแก่ตัวเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้า ทั้งในแง่การผลิต การจำหน่ายจ่ายแจกและการบริโภค ทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าความเจริญในที่สุด เป็นความเจริญโดยเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” (invisible hand) แต่หากมีมากเกินไปย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน ดังนั้นสัญญาประชาคมจึงในยุคปัจจุบันนี้ จึงหมายถึง ข้อตกลงระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ในสังคมในเรื่องหนึ่ง ๆ เพื่อที่จะหาข้อสรุปที่เป็นฉันทามติร่วมกันระหว่างกลุ่มผลประโยชน์เหล่านั้นในสังคม รวมถึงการให้คำมั่นสัญญาทางการเมืองระหว่างนักการเมืองกับประชาชนผ่านนโยบายในการหาเสียง ที่ต้องมีการบังคับให้เป็นไปตามคำมั่นสัญญาในประชาคม  และสัญญาประชาคมอันเกิดจากความสัมพันธ์ทางสังคมของภาคส่วนอื่นๆ เช่น ภาคธุรกิจเอกชน หรือ ภาคส่วนสาธารณะเองที่ก็มีบทบาทและพันธะระหว่างกันในรูปแบบของสัญญาประชาคม นั่นคือ ความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวมในฐานะของภาคธุรกิจเอกชน หรือ ในฐานะของภาคส่วนสาธารณะด้วยกัน อาทิ การที่ภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งก็คือแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate social responsibility) โดยเน้นการกระทำที่ถูกต้องอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ผู้อื่นอย่างแท้จริง โดยยกเป็นส่วนหนึ่งของความปรารถนาดี (benevolence) น้ำใจ (charity) ความรัก หรือความเมตตากรุณา
  3. สัญญาประชาคมในฐานะกฎหมาย เอียริง (Rudolf von Ihering, 1818-1892) ชี้ว่ารัฐมีอำนาจในการเวนคืนและจำกัดสิทธิของเอกชน (individual) ในทรัพย์สินและเพื่อที่จะประสานระหว่างเอกชน (individual) กับสังคม (society) จำเป็นจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างประโยชน์ ( interests) ต่าง ๆ ๓ ด้าน เข้าด้วยกัน คือ ประโยชน์ของปัจเจกชน ประโยชน์ของรัฐ  และประโยชน์ของสังคมเอียริงมีทรรศนะว่า จำเป็นต้องส่งเสริมกิจกรรมของสังคม (social activities) เพื่อจุดหมายของสังคม (social end) ที่สามารถทำให้บรรลุผลได้ ด้วยกฎเกณฑ์ ๔ ประการ ของหลักการคานยกแห่งการขับเคลื่อนสังคม (the principle of the levers of social motion)  ดังนี้
  • กฎเกณฑ์คู่แรกจะเป็นกฎเกณฑ์ทางบทกฎหมาย ได้แก่ การสนับสนุน(ให้รางวัล) กับการบังคับโดยมาตรการทางกฎหมาย ( Reward and Coercion)
  • กฎเกณฑ์คู่ที่สอง จะเป็น มาตรการบังคับทางอ้อม (unorganised coerce) ซึ่งเป็นมาตรการทางประเพณีสังคม (social convention)และจรรยาบรรณ ซึ่งได้แก่ “หน้าที่ (ความสำนึก) และ “ความรัก (ความสมัครใจ)” ( Duty and Love)

โลกาภิวัฒน์กับความรุ่งเรืองของประเทศ

โลกาภิวัตน์ได้ทำให้เกิดความซับซ้อนและสับสนผ่านปัจจัยต่างๆ ที่เป็นระบบเปิดทั่วถึงกันทั้งโลก ดังนั้น อำนาจแห่งรัฐจึงไม่อาจแก้ปัญหาต่างๆ ลงได้ด้วยวิถีทางของอำนาจตามกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ความสงสัยต่อความรุ่งเรืองของประเทศหรือรัฐเกิดขึ้นเนื่องจากในปัจจุบันมีผู้รู้ที่เชื่อร่วม ๆ กันว่า ประชาชนมีความรู้น้อยและรู้เป็นส่วน ๆ จึงมีความแตกแยกกันสูง ต่างฝ่ายต่างมองต่างคิดแตกต่างกันไปตามแต่ความรู้เท่าที่ตนมี เหมือนตาบอดคลำช้าง เมื่อคลำได้ต่างกันก็พยายามอธิบายให้คนอื่นเข้าใจอย่างที่ฝ่ายตนเข้าใจ หากฝ่ายไหนไม่เข้าใจก็ดูถูกเหยียดหยาม นำไปสู่ความแตกแยกซึ่งพบได้ทั่วไปทุกวงการ  แม้ยุคนี้จะเน้นการวิเคราะห์ วิจารณ์ แต่ก็ขาดปัญญาในการสังเคราะห์และการจัดการอย่างองค์รวม ประเทศจึงขาดพลังสร้างสรรค์ที่พัฒนาไปข้างหน้า จนดูเหนือกับอนาคตนั้นไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ทำให้เกิดความกลัวว่าเราจะไม่สามารถสืบทอดความเจริญรุ่งเรืองและอารยธรรมไปสู่คนรุ่นถัดไปได้

เมื่อพิจารณาที่เหตุของความสับสนในโลกาภิวัตน์ ก็อาจสรุปได้ว่าเหตุนั้นเกิดจากมนุษย์นั่นเอง ธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีความเห็นแก่ตัว (Hobbes, 1651) มนุษย์มีความต้องการไม่สิ้นสุด แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวให้มากที่สุดเพื่อสนองตอบความพึงพอใจของตนเอง เมื่อมนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมจึงมีการแข่งขันกัน ไม่ไว้วางใจกัน กระแสทุนนิยมที่เจริญไปพร้อมๆ กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของโลกนั้นก็เดินไปตามข้อเชื่อที่ว่า ถ้าทุกคนทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนแล้ว ในที่สุดจะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม นั่นคือ ความเห็นแก่ตัวเป็นพลังสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในสังคมได้ โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ ทุนนิยมจึงพยายามกระตุ้นให้ผู้คนเกิดความเห็นแก่ตัวหรือใช้ความเห็นแก่ตัวเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้า ทั้งในแง่การผลิต การจำหน่ายจ่ายแจกและการบริโภค เกิดเป็นลัทธิบริโภคนิยม กระบวนการส่งเสริมทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าความเจริญในที่สุด เป็นความเจริญโดย “มือที่มองไม่เห็น” (invisible hand) หากแต่มีปรากฏการณ์ของการตกต่ำลงของระบบคุณค่า มนุษย์ในยุคนี้มีเสรีภาพในการใช้ชีวิตในระดับต่างๆ มีกิจกรรมทางสังคมอย่างใหม่ทำให้คนละเลยคุณค่าเชิงประเพณี เกิดการไม่เชื่อใจต่อความเป็นสถาบันของรัฐและนำไปสู่การละเลยกฎหมายในที่สุด (Inglehart, 1993) ซึ่งปัญหานี้ได้เกิดขึ้นกระจายอยู่ในทุก ๆ ประเทศทั่วโลก

แนวคิดของศาสนาต่างๆ ที่เชื่อในศรัทธาต่างก็ชี้ว่า ผลประโยชน์ทางวัตถุมีความสำคัญในธรรมชาติของมนุษย์ แต่ก็ย่อมพิจารณาได้ว่า ไม่ใช่ธรรมชาติอย่างเดียวของมนุษย์  ธรรมชาติมนุษย์มีหลายมิติ แต่ละมิติต่างก็มีความสำคัญต่อสารัตถะในการดำรงอยู่ของมนุษย์ ดังนั้นกระแสต่อต้านวัตถุนิยมจึงเกิดขึ้น และถึงกับทำให้บางคนหันหลังให้กับวัตถุ พากันละทิ้งวัตถุไปใช้ชีวิตอย่างสันโดษ แสวงหาความสงบทางจิตใจเป็นสำคัญ การปะทะกันทางความคิดนี้ทำให้ต่างฝ่ายต่างชูคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของฝ่ายตน ทั้งด้านสุขภาวะ ความเป็นอยู่ การมีอยู่มีกินและความสุขในชีวิตเพื่อชี้ชวนให้ประชาชนคนอื่นได้เลือกเฟ้นและปฏิบัติตามจนอาจนำไปสู่ภาวะการพัฒนาสุดขั้วทั้ง 2 ปลาย จนกระทั่งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจและรอยร้าวในสังคมได้

นโยบายของประเทศต่างๆ จึงไม่ใช่การปิดประเทศ หากแต่ต้องส่งเสริมการค้าและความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ในระดับนานาชาติ  ชี้นำให้จัดการระบบตลาดให้ดี นั่นคือ คำนึงถึงทุกด้านของการพัฒนาอันได้แก่ สังคม เศรษฐกิจ การปกครอง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่สังคมที่มีความก้าวหน้าอย่างสมดุล มีความเจริญรุ่งเรืองในทุกๆ ด้าน   นโยบายเศรษฐกิจจะต้องสนับสนุนความสามารถทางการผลิตและการค้าให้มีมากขึ้นอย่างเพียงพอ และผู้บริโภคได้ประโยชน์ ได้รับการคุ้มครองจากการเอารัดเอาเปรียบต่างๆ  รัฐจึงจำเป็นต้องสร้างเสริมกระบวนการต่าง ๆ ให้มีความโปร่งใส มีการคำนึงถึงความเสี่ยง และต้องมีระบบในการบริหารความเสี่ยงเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจถือเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งในการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีแก่ประชาชน เป็นความมั่งคั่งของประเทศ กระนั้น รัฐต้องมุ่งให้ประชาชนมีความผาสุก ประชาชนจะมีความสุขก็ต้องรู้จักพอเพียง ดังนั้นจะต้องส่งเสริมระบบข้อมูลข่าวสารที่ดีที่ประชาชนเข้าถึงได้ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ มีทักษะในการทำงาน สร้างสังคมให้เป็นสังคมบนฐานความรู้ (เอนก สุวรรณบัณฑิต, 2557)  จากนั้นควรส่งเสริมความรู้ในทางคุณธรรมจริยธรรม ศีลธรรม ด้วยการสนับสนุนให้มีการอบรมคุณธรรมจริยธรรมอย่างวิชาการ และการอบรมศีลธรรมขององค์กรศาสนา รวมถึงการสนับสนุนธรรมาภิบาลทั้งภาครัฐและเอกชน สิ่งสำคัญคือ การลดการฉ้อราษฏร์บังหลวงซึ่งทำให้มีผลเสียต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง  ในขณะเดียวกันรัฐพึงลดกฎหมาย ระเบียบราชการที่ไม่จำเป็นที่เป็นโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจในทางมิชอบ ส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้มีความโปร่งใส และลงโทษอย่างเหมาะสมสำหรับผู้ที่ทุจริต นโยบายรัฐต้องไม่สร้างความไม่รอบคอบให้แก่ประชาชน หรือสร้างภาวะการรอความช่วยเหลือจากนโยบายรัฐเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น การพิจารณาความรุ่งเรืองของรัฐจะต้องมอง ในด้านการบริหารเพื่อความมีสุขภาวะที่ดีของประชาชน   มีระบบการสาธารณสุขที่ดี ระดับคุณภาพชีวิตของการดำรงชีวิตประจำวันที่ดี  ประชาชนจึงจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปได้ และ ในด้านการบริหารเพื่อสร้างความสุขแก่ประชาชนอันเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาและเป็นตัวแทนของความรุ่งเรืองแห่งรัฐที่ตรงตามกระแสกระบวนทรรศน์หลังนวยุค

สรุป

ปรัชญาปกครองเน้นการทำสัญญาประชาคม การบริหารให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง  มีส่วนที่ต้องย้อนคิดใหม่และส่วนที่ปรับปรุงของเก่าให้ดีขึ้น ทั้งนี้จุดสำคัญอยู่ที่จริยศาสตร์ที่ขยายออกมาและการนำไปใช้ตามแนวทางหลังนวยุคสายกลาง

 

2 responses to “ปรัชญาศึกษา: บทที่ 11 ปรัชญาการเมือง”

  1. […] อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 11 ปรัชญาการเมือง […]

    Like

  2. […] อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 11 ปรัชญาการเมือง […]

    Like

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018