บรรพตี รำพึงนิตย์, ศศ.ม. ปรัชญาและจริยศาสตร์

สภาพสังคมในปัจจุบันมีแต่การแก่งแย่งแข่งขัน การทำลายซึ่งกันและกัน เพื่อมุ่งไปสู่ความเป็นหนึ่งในหน้าที่การงาน การสร้างฐานะ การพยายามเป็นที่ยอมรับของสังคม หากจิตใจตกต่ำก็จะไม่สามารถเอาตัวรอดจากกระแสความคิดเหล่านี้ได้ แต่ถ้าบุคคลใดมีจิตใจที่เข้มแข็งย่อมผ่านพ้นทุกปัญหาไปได้ ด้วยการใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองอย่างมีสติมีวิจารณญาณ ผู้มีปัญญาจึงมุ่งแสวงหาแนวทางรับมือความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ทั้งทางกายและทางจิตวิญญาณ โดยมีทรรศนะว่า การป้องกันไว้ก่อน ดีกว่าแก้ไขภายหลัง จึงสนใจประเด็นไปที่การพัฒนาทุกมิติและครอบคลุมถึงมิติทางจิตวิญญาณ

การพัฒนาทางจิตวิญญาณ เป็นการพัฒนาขั้นตอนสำคัญที่สุดเพราะบุคคลผู้มีพัฒนาการทางจิตเป็นผู้ที่มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีชีวิตที่เป็นสุข ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็มีแต่ความสงบ เยือกเย็น ไม่สร้างปัญหาเพราะเป็นผู้ที่มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีเหตุมีผล สุขุม ยอมรับได้กับความเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน อีกทั้งยอมอุทิศตนเป็นผู้ช่วยเหลือเกื้อกูลสังคมได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสัตว์ ช่วยนำพาพัฒนาสังคมไปสู่ความสุข  สร้างความสามัคคีกลมเกลียวปรองดองให้เกิดขึ้น ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพจิตจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็น หน้าที่หลักที่มนุษย์สมควรกระทำและควรเป็นเป้าหมายสูงสุดในการดำเนินชีวิต การพัฒนาจิตจะสามารถทำให้มนุษย์พบสุขแท้ตามความเป็นจริง

การพัฒนาจิตตามแนวพุทธศาสนาเป็นการเรียนรู้และปฏิบัติเพื่อไปสู่ความพอดี มีดุลยภาพของชีวิต พุทธศาสนาเน้นการปฏิบัติตนให้พ้นจากทุกข์ มีความสุข ความสุขมีความสำคัญมากในการปฏิบัติธรรม อาจกล่าวได้ว่า พุทธจริยธรรมมุ่งเน้นให้ผู้ปฏิบัติเรียนรู้และปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดความสุขกายและความสบายใจ ในขั้นต้นคือการทำความดีละเว้นความชั่ว การทำกรรมดีทั่ว ๆ  ไปจึงเรียกว่า “บุญ”

บุญเป็นชื่อของความสุข

ในขั้นสูงขึ้นไปคือ การบำเพ็ญเพียรทางจิตหรือการเจริญภาวนา ความสุขเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกิดสมาธิ ดั่งพุทธพจน์ว่า “ผู้มีสุข จิตย่อมตั้งมั่น” จุดหมายสูงสุดของพุทธศาสนาที่เป็นบรมสุขหรือโพธิก็บรรลุได้ด้วยความสุข หรือด้วยข้อปฏิบัติที่มีความสุข มิใช่บรรลุด้วยข้อปฏิบัติที่มีทุกข์หรือก่อให้เกิดทุกข์

การฝึกจิตก็เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามแนวพุทธศาสนา เพื่อให้มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตอย่างรู้เท่าทัน แสวงหาแนวทางที่ยั่งยืนด้วยการพึ่งพาตนเองอย่างไม่ยึดติด การรู้จักยับยั้งความต้องการของตนให้อยู่ในขอบเขตที่พอเหมาะพอดี ใช้ความรู้และสติปัญญาของตนในทางสร้างสรรค์ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเบียดเบียนให้โทษ นับเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ทั้งนี้ พระพุทธศาสนาได้แยกขยายกิ่งก้านเป็นหลายนิกาย นิกายหนึ่งที่พัฒนาขึ้นในประเทศอินเดียภาคตะวันออกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 8-13 (พ.ศ. 700 – 1200) มีชื่อว่า มนตรยาน (ยานแห่งมนต์) หรือ วัชรยาน นิกายนี้มีหลักคำสอนแบบเดียวกับนิกายมหายานส่วนใหญ่และใช้คัมภีร์มหายานหลายเล่มเป็นหลัก แต่ได้คิดค้นวิธีปฏิบัติแบบใหม่ที่ทรงพลังขึ้นมา เพื่อเป็นศาสตราวุธทางธรรม วิธีการนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม วัชรยาน แปลว่า ยานซึ่งเป็นดั่งเพชรหรือสายฟ้า วัชระนั้นเป็นสัญลักษณ์ของจิตตื่นรู้ ทรงพลัง และไม่อาจทำลายได้

วัชรยานยุคแรก ผู้ฝึก เรียกว่า มหาสิทธา มักอยู่ตามป่า จนกระทั่งราว พ.ศ. 1400 วัชรยานจึงได้เป็นอุปายในการปฏิบัติที่ยอมรับของมหาวิทยาลัยนาลันทาและมหาวิทยาลัยวิกรมศิลา วัชรยานเสื่อมจากอินเดียเมื่อราว พ.ศ. 1700 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการรุกรานอินเดียของชาวมุสลิม

ผู้ก่อตั้ง หลังพุทธกาลล่วงมาแล้วกว่า 800 ปี ศาสนาพุทธในอินเดียขณะนั้นถูกคุมคามแย่งพื้นที่คืนอย่างรวดเร็วจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จุดหักล้างที่สำคัญคือ ศังกราจารย์ (พ.ศ. 1331-1363) ฝ่ายศาสนาพราหมณ์ได้เผยแพร่และตีความหมายของคำว่า “นิพพาน” ในทางลบต่อปุถุชนส่วนที่มีจำนวนมากซึ่งมีพื้นฐานด้านสติปัญญาน้อย ชนกลุ่มนี้ยังยึดติดอยู่กับรูปธรรมมากกว่านามธรรม เมื่อได้ฟังว่า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์ทั้งปวงต่างก็ได้ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว พระองค์และเหล่าสาวกละแล้วซึ่งทุกอย่างจากโลกนี้ ไม่มีจิต (อาตมัน) ดำรงอยู่ ก็ไม่เหลือความศักดิ์สิทธิ์อยู่แม้แต่น้อย พระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกจะอยู่คอยรับฟังคำสวดอ้อนวอนของพวกท่านที่ยังคงภักดีได้อย่างไร

ศังกราจารย์, พุทธศตวรรษที่ 14

คำสอนนี้ได้ทำให้ศาสนาพุทธในอินเดียขณะนั้นตกต่ำอย่างรวดเร็ว จนทำให้สังฆเถระฝ่ายมหายานกลุ่มหนึ่งรีบทำการศึกษาแก้ไขพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเดิม เพื่อทำการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับระดับภูมิปัญญาของมหาชนในสมัยนั้น จึงเป็นต้นเหตุให้เกิดพุทธวัชรยานขึ้นเป็นครั้งแรก และใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้แนวความคิดทางศาสนาที่ยาวนานกว่า 300 ปี ด้วยเหตุนี้จึงเป็นมูลเหตุให้วัชรยานมีพระโพธิสัตว์มาก และมีความสำคัญมากอย่างยิ่ง พระโพธิสัตว์ทรงมีประวัติอย่างไม่มีต้นไม่มีปลาย คล้ายกับเทพผู้ยิ่งใหญ่ของศาสนาพราหมณ์ หรือพระผู้เป็นเจ้าของศาสนาอื่นทั่วไป

                     ที่มาของวัชรยาน พุทธศาสนิกชนฝ่ายวัชรยานมีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าทรงหมุนกงล้อแห่งธรรม 3 ครั้ง

                     ครั้งที่ 1 ณ เมืองสารนาถ กรุงพาราณสี

                     ครั้งที่ 2 ณ กฤตธาราโกติ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ

                     ครั้งที่ 3 ณ เมืองไวสาลี แคว้นวัชชี

                     การเทศนาในครั้งที่ 1 พระพุทธเจ้าทรงเทศนาเกี่ยวกับพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ส่วนครั้งที่ 2 และ ครั้งที่ 3 ทรงเทศนาเกี่ยวกับพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ซึ่งได้ก่อให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในอุดมคติการหลุดพ้นของสรรพสัตว์ อุดมคตินี้เรียกว่า โพธิจิต หรือจิตรู้แจ้ง คุรุผู้ได้รับการยกย่องว่ามีความรู้แตกฉานและปฏิบัติได้อย่างเป็นเลิศในธรรมของนิกายวัชรยาน คือ ท่านนาคารชุน (Nagarjuna) ภิกษุชาวอินเดีย ท่านได้บันทึกการปฏิบัติและได้รวบรวมสูตรสำคัญต่าง ๆ ของมหายานไว้เป็นอันมาก เช่น ปรัชญาปารมิตาสูตร, สัทธรรมปุณฑริกสูตร, คัณฑวยุหสูตร, อวตังสกสูตร และสูตรอมิตา เป็นต้น แนวทางของท่านก่อเกิดเป็นสำนักมัธยามิกะ (Middle way between he extremes of Essentialism and nihilism) เน้นสุญวาท  (the ultimate truth of emptiness and the conventional truth of dependent existence) ความรู้นี้ได้เผยแพร่จากอินเดียไปสู่ทิเบต ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 7-8 ชาวทิเบตเลื่อมใสในวัชรยานมาก นิกายวัชรยานนี้จึงเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาจวบจนปัจจุบัน

                หลักคำสอน นิกายวัชรยานเน้นอุดมคติเรื่อง โพธิจิต หรือจิตรู้แจ้ง คือ จิตที่ต้องการตรัสรู้ธรรมเพื่อประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการแลกเปลี่ยนความสุขของตนกับความทุกข์ของผู้อื่น ซึ่งเป็นหน้าที่ของพระโพธิสัตว์ (Bodhisavara) ผู้ยินดีเวียนมาครั้งแล้วครั้งเล่า (Samsara) เพื่อช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ (Karma) และขอเข้านิพพานเป็นคนสุดท้าย ดังนั้น พระโพธิสัตว์จึงต้องเป็นผู้มีความกรุณา เสียสละ และกล้าหาญต้องบำเพ็ญบารมี 6 ประการ คือ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และ ปัญญา เมื่อปฏิบัติถึงที่สุดจะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าได้ คือ สามารถบรรลุถึงความเป็น ตรีกาย อันได้แก่ ธรรมกาย (กายธรรม), สัมโภคกาย (กายทิพย์) และ นิรมานกาย (กายมนุษย์)

คำสอนของศาสนาพุทธนิกายวัชรยานเป็นแบบคุยหลัทธิ (ลี้ลับ; mystics) คือ แนวคิด ความรู้ ขนบการปฏิบัติ ถูกสงวนไว้ให้รับรู้หรือสืบทอดได้กับคนเฉพาะกลุ่ม คือ ผู้ที่เป็นสมาชิกหรือผู้ที่มีความสนใจเป็นพิเศษเท่านั้น คำสอนในสายตันตระเป็นการส่งมอบโดยตรงจากคุรุสู่ศิษย์ ที่เรียกว่า ถ่ายทอดคำสอน (transmission) และได้รับการอธิบายอย่างชัดแจ้ง (instruction) คำสอนกาลจักรตันตระมีที่มาว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนแก่พระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญอยู่ในภูมิสูง จึงถือเป็นคำสอนลับ ถ่ายทอดเฉพาะแก่ผู้มีความพร้อมในการปฏิบัติธรรมขั้นสูงเท่านั้น

                     เงื่อนไขของการปฏิบัติแบบวัชรยาน คือ จะต้องได้รับการมนตราภิเษกจากพระอาจารย์ผู้ได้รับการถ่ายทอดหรือได้รับอนุญาตจากครูบาอาจารย์ในสายของท่านให้เป็นผู้ประกอบพิธี เป็นผู้ที่คุรุไว้วางใจว่ามีจิตเยี่ยงพระโพธิสัตว์ สามารถรักษาและปฏิบัติตามคำสอนได้อย่างเคร่งครัด ผู้ที่ไม่ผ่านพิธีดังกล่าวจะไม่ได้รับผลเต็มที่ในการปฏิบัติ

                นิกายย่อยของวัชรยาน วัชรยานแบ่งแยกออกเป็นหลายนิกายย่อย บางนิกายต้องอาศัยธรรมะที่ใช้ปัญญานำหน้า บางนิกายต้องอาศัยศรัทธานำหน้า พระโพธิสัตว์นั้นมีบารมีธรรมหรือความศักดิ์สิทธิ์เทียบ/เกือบเสมอด้วยองค์พระพุทธเจ้า นิกายวัชรยานที่มีที่มาจากอินเดีย มี 4 นิกาย คือ

                     1) นิกายณิงมาปะ (Nyingmapa) ชณิงมา แปลว่า โบราณ

                     ผู้ก่อตั้ง คือ คุรุปัทมสัมภวะ (Guru Padmasambhava) เป็นภิกษุอินเดียที่กษัตริย์ทิเบตนิมนต์ให้ไปเผยแพร่ศาสนาในทิเบต เพื่อกำจัดลัทธิบอน (Bonism) ซึ่งเป็นลัทธินับถือบูชาผี เชื่อว่าโลกนี้ดีงาม แม้ไม่ดีที่สุด เน้นพิธีกรรมเกี่ยวกับวิญญาณ) นิกายณิงมาปะเป็นนิกายแรกและนิกายเดียวในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-16 ที่เป็นที่ศรัทธาและเคารพนับถือจากชาวทิเบตเป็นอย่างมาก คุรุปัทมะสัมภวะจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 2  สัญลักษณ์ของนิกายคือ ลามะใส่หมวกสีแดง

                     หลักคำสอน เน้นเรื่องความไม่เป็นแก่นสารของจักรวาล และเน้นถึงความเป็นไปได้ในการตรัสรู้ในเวลาอันสั้น หลักคำสอนมีทั้งหมด 9 ยาน คือ

                           (1) ยานขั้นต้น เป็นยานแห่งเหตุ มี 3 ประการ ได้แก่ 1) สาวกยาน 2) ปัจเจกพุทธยาน เน้นการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อบรรลุอรหัตผล และ 3) โพธิสัตว์ยาน เน้นการบำเพ็ญบารมี 6 เพื่อเข้าสู่ภูมิพระโพธิสัตว์

                           (2) ยานขั้นกลาง เป็นตันตระล่าง เป็นยานแห่งผล มี 3 ประการ ได้แก่ 1) กริยาตันตระ เน้นพิธีกรรมและให้ความสำคัญกับท่ามุทรา ซึ่งเป็นท่าทางแสดงสัญลักษณ์ทางพิธีกรรมในศาสนาและแฝงนัยความหมายทางจิตวิญญาณ 2) จริยตันตระ ให้ความสำคัญกับท่าทางพร้อมการฝึกจิต เน้นการเข้าเงียบหรือสมาธิ และ 3) โยคะตันตระ เน้นฝึกภายในมากกว่าท่าทางภายนอก

                           (3) ยานขั้นสุดท้าย เป็นตันตระบน เรียกว่า อนุตรโยคะตันตระ  มี 3 ประการ ได้แก่ 1) มหาโยคะตันตระ 2) อนุโยคะตันตระ และ 3) อติโยคะตันตระ เน้นการฝึกจิตภายในเพียงอย่างเดียว เพื่อเข้าถึงรากฐานของจิตประภัสสร โดยขับพลังหยาบของจิตออกไป ซึ่งจะทำให้เข้าถึงสุญญตาในที่สุด

นิกายณิงมาปะ เน้นการฝึกฝนปฏิบัติ เรียกว่า ซกเซน (Dzogchen) ซึ่งเป็นเส้นทางแห่งการบรรลุพระสัจธรรม

                2) นิกายกากิวปะ (Kagyupa)  กากิวปะ แปลว่า การถ่ายทอดคำสอนด้วยการบอกกล่าวจากอาจารย์สู่ศิษย์

                     ผู้ก่อตั้ง คือ มาร์ปะ โชคี โลโด และ ทุงโป ญาลจอร์ เป็นลามะเดินทางไปศึกษาที่อินเดียและเนปาล สืบทอดคำสอนจากท่านนโรปะ นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งมหาวิหารนาลันทา ท่านมาร์ปะได้ถ่ายทอดคำสอนต่อให้ท่านมิลาเรปะ จนบรรลุความรู้แจ้งและนำคำสอนมาเผยแพร่ในทิเบต คำสอนมีทั้งสายสมาธิและสายการฝึกฝนทางปรัชญา นิกายนี้เรียกว่า นิกายขาว เพราะมีสีขาวเป็นสัญลักษณ์ สืบเนื่องมาจากการครองผ้าขาวของท่านมิลาเรปะ

                     หลักคำสอน เน้นตันตระโยคะ ทั้ง 6 คือ

(1) การบรรลุธรรมด้วยธรรมวิธีเกี่ยวกับพลังความร้อนภายในกาย

(2) การบรรลุธรรมด้วยธรรมวิธีเกี่ยวกับกายมายา ปรากฏการณ์ทั้งมวลเป็นมายาดั่งผีหลอก

(3) การบรรลุธรรมด้วยธรรมวิธีเกี่ยวกับความฝัน ฝึกฝนปฏิบัติในขณะฝัน และจิตบรรลุดั่งฝัน

(4) การบรรลุธรรมด้วยธรรมวิธีเกี่ยวกับแสงประภัสสร

(5) การบรรลุธรรมด้วยธรรมวิธีเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย

(6) การบรรลุธรรมด้วยธรรมวิธีเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณเข้าสู่สุขาวดี พุทธเกษตร เพื่อรับคำสอนและปฏิบัติเบื้องพระพักตร์พระอมิตาภะพุทธเจ้า

หลักปฏิบัติเฉพาะนิกายคือ โยคะทั้ง 6 จักรสัมภวะ มหากาล มหามุทรา ความแตกต่างของแต่ละนิกายย่อยอยู่ที่วิธีการสอนของอาจารย์ การศึกษาของลามะในนิกายนี้ เน้นเรื่องปัญญาบารมี มาธยมิก การรับรู้ที่ถูกต้อง พระวินัย และปรากฏการณ์วิทยา

นิกายกากิวปะ เน้นการปฏิบัติสมาธิตามระบบ เช่น มหามุทรา และโยคะ 6

                     3) นิกายสาเกียปะ (ซากยะปะ; Sakyapa) ชื่อนิกายนี้มาจากชื่อของวัด ซึ่งอยู่ในแคว้นซังของทิเบต สาเกีย แปลว่า ดินสีเทา

                     นิกายตั้งในศตวรรษที่ 11 ผู้ก่อตั้ง คือ โกนชก เกียลโป ผู้สืบเชื้อสายขุนนางตระกูลเกิน ได้รับการสอนกาลจักรตันตระจากบิดา ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากวิรูปะ ลามะโยคีชาวอินเดีย จากนั้นได้ไปเตันตระกับ โยมิโลซาวา นิกายนี้ได้มีการสืบทอดตำแหน่งผู้นำนิกายมาตามลำดับในตระกูลเกินตามบัญญัติของท่านเจ้านิกาย จนถึงท่านพักปะ โลดุป เกียลเซน ซึ่งได้รับเชิญจากกุบไลข่าน แห่งอาณาจักรมองโกลให้ไปเผยแพร่พุทธตันตระในประเทศจีนเป็นที่เลื่อมใสมาก และแต่งตั้งให้ท่านปกครองทิเบต เป็นจุดเริ่มต้นของการที่พระสงฆ์ปกครองทั้งอาณาจักรและศาสนจักร สัญลักษณ์นิกายเป็นแถบสี 3 แถบ คือ แดง ขาว และดำ สีแดงเป็นสีแห่งพระมัญชูศรีโพธิสัตว์ ผู้ทรงเป็นองค์แทนปัญญาของพระพุทธเจ้า สีขาวเป็นสีแห่งพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ผู้ทรงเป็นองค์แทนพระกรุณาของพระพุทธเจ้า สีดำเป็นสีแห่งพระวัชรปาณีโพธิสัตว์ ผู้ทรงเป็นองค์แทนพลังของพระพุทธเจ้า

                     หลักคำสอน เน้นปัจจัยอันชอบ 4 ประการของความรู้ คือ

                           (1) คัมภีร์อันชอบของพระพุทธองค์

                           (2) อรรถกถาอันชอบ (คำอธิบายความหมายอันลุ่มลึก)

                           (3) คุรุอันชอบ (ผู้ปฏิบัติบรรลุมรรคผล)

                           (4) ประสบการณ์อันชอบ (ความรู้อันเกิดจากศิษย์ศึกษาจากคุรุและเกิดประสบการณ์ทางธรรมอันชอบขึ้นในจิต คือ การตระหนักรู้)  

นิกายสาเกียปะ มุ่งเน้นคำสอนของเรื่องลัมเดร (Lamdre) ผ่านระบบสำนักศึกษา เน้นมุมมองที่ว่าผลของการปฏิบัตินั้นอยู่ภายในเส้นทางที่มีผลของการปฏิบัติอยู่

                4) นิกายเกลุกปะ (Gelukpa) เดิมชื่อ นิกายกาดัมปะ (Gadumpa กาดัม แปลว่า คำสอนของพระพุทธเจ้า) เกลุกปะ แปลว่า ความดีงาม (virtuous)

                     ผู้ก่อตั้งคือ ตมเติมปะ ศิษย์ของท่านอตีศะทีปังกร (พระทีปังกรศรีชญาณ, พุทธศตวรรษที่ 13) เป็นผู้เริ่มต้นตั้งนิกายกาดัมปะ โดยยึดแนวปฏิบัติตามท่านอตีศะทีปังกร ที่เน้นในเรื่องคำสอนดั้งเดิมของพุทธศาสนา และเน้นการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด โดยไม่เน้นคำสอนตันตระ แต่ต่อมานิกายกาดัมปะสูญเสียเอกลักษณ์ไปด้วยอิทธิพลของมนตรยานในทิเบต ในพุทธศตวรรษที่ 19 ท่านชงคาปา ได้ศึกษาคำสอนของท่านอตีศะและปฏิวัตินิกายกาดัมปะขึ้นมาใหม่ให้คงเอกลักษณ์เดิม เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ และเปลี่ยนชื่อเป็นนิกายเกลุกปะ เน้นเรื่องความว่างว่าความว่างเป็นลักษณะธรรมชาติของปรากฎการณ์ต่าง ๆ (emptiness is the nature of all phenomena, and all phenomena are necessarily empty) สัญลักษณ์ของนิกายคือ ลามะใส่หมวกสีเหลือง

นิกายนี้เน้นความเคร่งครัดในวินัยเป็นพื้นฐาน ลามะของนิกายนี้ส่วนใหญ่เป็นพรหมจรรย์ เน้นการสอนทั้งทางพระสูตรที่เป็นวิชาการ และทางตันตระที่เน้นการปฏิบัติ และการวิเคราะห์ธรรมโดยตรรกวิภาษ หัวข้อใหญ่ที่ศึกษาคือ ปัญญาบารมี ปรัชญามาธยมิกะ การรับรู้ที่ถูกต้อง ปรากฏการณ์วิทยา และพระวินัย

พระในนิกายนี้ได้รับการยกย่องนับถือจากผู้ปกครองมองโกลว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ในรัชสมัยของพระเจ้าอัลตันข่าน (พ.ศ.2050-2125) ได้พบประมุขสงฆ์องค์ที่ 3 ของนิกายเกลุกปะชื่อ สอดนัมยาโส (พ.ศ.2089-2130) พระองค์เกิดความเชื่อว่า พระสอดนัมยาโสนี้เป็นอาจารย์ของพระองค์ในชาติก่อนจึงเรียกพระสอดนัมยาโสว่า ทะเล หรือทะไล (Dalai) ตั้งแต่นั้นมาประมุขสงฆ์ของทิเบตจะถูกเรียกว่า ดาไลลามะ หรือทะไล ลามะ ทะไลลามะบางองค์ได้รับมอบอำนาจจากผู้นำมองโกลให้ปกครองประเทศทิเบตทั้งหมด ทำให้พระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมเจริญรุ่งเรือง

ปัจจุบัน ผู้นำนิกายนี้คือ ดาไลลามะ เชื่อว่า ทะไลลามะเป็นนิรมานกาย (อวตารในร่างมนุษย์) ของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์เเห่งความเมตตา และเมื่อทะไลลามะองค์หนึ่งสิ้นพระชนม์ไป ก็จะกลับชาติมาประสูติใหม่เป็นองค์ทะไลลามะองค์ต่อไป โดยมี ราเจ็งรินโปเช ซึ่งเป็นพระสงฆ์ระดับรองลงมาจะเป็นผู้ใช้นิมิตสรรหาเด็กคนที่เชื่อว่าเป็นทะไลลามะกลับชาติมาเกิด

นิกายเกลุปะ เน้นปรัชญา วิชาการ ตรรกะ และจริยธรรม เป็นแนวทางในสำนักศึกษา

อย่างไรก็ตาม นิกายย่อยต่างๆ ล้วนเน้นการพัฒนาทางจิตวิญญาณ อันเป็นการพัฒนาขั้นตอนสำคัญที่สุดตามหลักคำสอนวัชรยาน มีขั้นตอนที่เน้นการศึกษาจากต่ำขึ้นไปสูง เน้นธรรมวินัย เน้นด้านตรรกะและพุทธปรัชญา แม้วัชรยานจะแบ่งออกเป็นหลายนิกาย และแต่ละนิกายล้วนมีสังฆราชหรือผู้ปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์แต่ละนิกายของตน แต่ต่างก็เน้นการพัฒนามนุษย์ให้เป็นผู้ที่มีปัญญาพิจารณาทุกสิ่งตามความเป็นจริง มีจิตใจเมตตากรุณาด้วยการไม่ยึดมั่นถือมั่น และจะเข้าถึงความหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ในที่สุด แต่เป็นการหลุดพ้นที่ไม่ยึดถือเพื่ออยู่ทำงานช่วยเหลือสรรพสัตว์ หลักการละวางความยึดมั่นถือมั่นทำให้มีปัญญาพิจารณาอย่างมีเหตุมีผล เมื่อเกิดความเข้าใจก็จะสามารถนำปัญญาที่เกิดขึ้นมาพัฒนาคุณภาพจิตและพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ เมื่อจิตดีมีกำลัง ใจกายก็จะดีตามไปด้วย ทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติมีสุขด้วยปัญญา และบรรลุไปสู่เป้าหมาย คือ การยกระดับจิตเพื่อเข้าสู่สุญญตา

บางส่วนจาก บรรพตี. รำพึงนิตย์. (2563). การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาปารมิตาในทรรศนะปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.


Leave a comment