อ.ดร.รวิช ตาแก้ว

กระบวนการวิจารณญาณเป็นแนวคิดและวิธีการมองประเด็นปัญหาของนักปรัชญาในยุคต่าง ๆ ที่นำมาประยุกต์ใช้ตามหลักการของปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง โดยมีแนวคิดปรัชญาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

แนวคิดปรัชญาของคานท์ (Immanuel Kant, 1724 – 1804) คานท์ได้แสดงความคิดเห็นในหนังสือ วิจารณ์เหตุผลบริสุทธิ์ (Critique of Pure Reason, 1780) ไว้ว่า ความรู้วิทยาศาสตร์ทั้งหลายแบ่งเนื้อหาออกได้เป็น 3 เรื่องคือ กฎ ความเป็นสาเหตุ และเหตุผล ทั้งสามประเด็นเป็นการกำหนดของโครงสร้างสมอง ซึ่งให้ความรู้แน่นอนแก่ความรู้เหล่านี้ แต่ทว่าโครงสร้างสมองบิดเบือนแปรสภาพจากความเป็นจริงจนไม่อาจจะรู้ได้ว่า ความเป็นจริงเป็นอย่างไร ความรู้จึงเป็นเพียงความแน่นอนที่เกิดขึ้นในสมอง แต่ไม่ได้ให้ความเป็นจริง เพราะถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริงโดยโครงสร้างของสมอง ความรู้ของเรามีจุดเริ่มต้นจากภายนอก ต้องผ่านกลไกในสมองของเราเป็นขั้น ๆ แต่ละขั้นให้ความรู้แก่เราในระดับต่าง ๆ กัน แต่ละขั้นเรียกว่า แบบของความรู้ (form of knowledge) มีอยู่ 3 ขั้น ความรู้จึงแบ่งได้เป็น 3 ระดับ  ดังนี้   

1)  ความรู้ระดับประสบการณ์ (Experiential Knowledge) ผ่านกลไกขั้นแรกเรียกว่า แบบแห่งความรู้สึก (Pure Forms of Sensibility) มีอยู่ 2 ขั้น คือ ห้วงเทศะและเวลา (Space and Time) ได้ความรู้เป็นประสบการณ์เฉพาะหน่วย (particular)

2) ความรู้ระดับวิชาการ (Scientific Knowledge) เป็นความรู้สากล ผ่าน 12 แบบแห่งความเข้าใจ (Pure Forms of Understanding) ซึ่งมี 4 ชั้น ๆ ละ 3 ช่อง เพื่อได้ความรู้ระดับความเป็นจริง (Noumena) ได้ความรู้เฉพาะหน่วยและความรู้สากล เท่าที่ปรากฎแก่ปัญญาของเรา

3)  ความรู้ด้วยญาณหยั่งรู้โดยตรง (Intuitive Knowledge) เป็นความรู้ด้วยญาณหยั่งรู้พิเศษที่เข้าถึงความเป็นจริงตรง ๆ ไม่มีกลไกมาบิดเบือน ทำให้เรารู้ว่าต้องมีตัวเราซึ่งเป็นตัวคงตัวยืนหยัดรับความรู้ต่าง ๆ ตลอดอายุขัย (Transcendental Ego) เป็นความรู้จากประสบการณ์ศาสนาเท่านั้น

ปัญญาตามแนวคิดคานท์มีสมรรถภาพ 3 อย่าง คือ 1) เหตุผลบริสุทธิ์ (pure reason) สำหรับรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งต้องผ่านโครงสร้างของปัญญา  2) เหตุผลปฏิบัติ (practical reason) สำหรับรู้ศีลธรรมและศาสนา ไม่มีกลไก แต่เข้าสัมผัสกับความจริงโดยตรง เป็นความรู้แบบอัชฌัตติกญาณ (intuition) คือ เห็นแจ้งในกฎศีลธรรมและสิ่งเหนือธรรมชาติโดยตรง ใครเห็นแจ้งเรื่องใดก็รู้แต่เพียงว่าต้องปฏิบัติอะไร (Duty to be done) โดยไม่ใช้เหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น เห็นวาบเหมือนมโนธรรมสั่งอย่างเด็ดขาด (category imperative) ทำได้ก็จะสบายใจ ทำไม่ได้ก็ไม่สบายใจ 3) เหตุผลการตัดสิน (Judgement reason) เป็นสมรรถภาพที่ทำหน้ารับรู้สุนทรียภาพและเป้าหมายของชีวิต กำหนดบทบาททำการเชื่อมต่อระหว่างโลกแห่งความจำเป็นกับโลกแห่งเสรีภาพ

แนวคิดปรัชญาของโซสซืร์ (Ferdinand de Saussure, 1857 – 1913)  มีแนวคิดว่า ภาษาไม่ได้เกิดจากหน่วยย่อย (คำ) มารวมกันอย่างที่นักนวยุคต้องการ แต่ภาษาเป็นความต้องการของสังคมก่อน สังคมต้องการเครื่องมือสื่อความหมาย จึงลองผิดลองถูกใช้เสียงสื่อกันให้ได้ตามความต้องการแต่ละครั้ง ครั้นสื่อได้มาก ๆ เข้าก็เป็นภาษาหนึ่ง ๆ ผู้ใช้ภาษาแต่ละครั้งไม่สนใจว่าเสียงหรือเครื่องหมายที่นำมาใช้นั้นสื่อความเป็นจริงภายนอกหรือไม่ มุมมองในการตีความจึงไม่ควรยึดถือภาษาตามโครงสร้างมากนัก แม้ว่าโครงสร้างของภาษาทุกภาษามีโครงสร้างเหมือนกัน คือ ประกอบด้วยประธาน (Subject) และกรรม (Object) แต่ควรสนใจว่า คำที่ใช้นั้นตรงตามความหมายที่ต้องสื่อสารหรือไม่

แนวคิดปรัชญาของชลายเออร์มาเคอร์ (Friedrich Schleiernacher, 1768 -1834) มองว่าการตีความนั้นให้แยกตีความเป็น 2 ระดับคือ 1) ระดับไวยากรณ์ (grammatical interpretation) หรือเรียกว่าตีความตามตัวอักษร 2) ระดับจิตวิทยา (psychological interpretation) คือ การเดาใจผู้แต่ง โดยเดาจากการรู้เบื้องหลังและสภาพจิตใจของผู้แต่งขณะแต่งเรื่องนั้น ๆ โดยพิจารณาไปถึงบริบททางสังคมที่ผู้แต่งสังกัดด้วย

แนวคิดปรัชญาของดิลเธย์ (Wilhelm Dilthey, 1833 – 1911) ได้ให้แนวคิดไว้ว่า การตีความควรแยกวิธีการของวิชามนุษยศาสตร์ (ซึ่งรวมศาสนาด้วย) ออกจากวิธีการวิทยาศาสตร์ เพื่อให้วิชา 2 วิชานี้ร่วมกันแบ่งส่วนความจริง (truth) โดยไม่แข่งขันกันและไม่ขัดแย้งกัน แต่แบ่งส่วนความรู้ในระบบเดียวกันเหมือนเหรียญที่มีสองด้าน จึงใช้วิธีการวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือค้ำประกันความจริงวิทยาศาสตร์ ส่วนสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ต้องใช้การตีความภาษาเพื่อให้เข้าใจความหมาย (อรรถปริวรรต; Hermeneutics) การตีความเป็ฯการพยายามเข้าใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามขอบฟ้าของตน (Horizon)

แนวคิดปรัชญาของฮุสเซิร์ล (Edmund Husserl, 1859 – 1938)  ได้ให้คำแนะนำเชิงหลักการไว้ว่า ผู้สังเกตการณ์พึงใส่โลกไว้ในวงเล็บ (let the observer put the world in brackets) คือ ระงับการแยกผู้คิดจากสิ่งที่ถูกคิด (subject and object) ซึ่งเรียกวิธีการนี้ว่า วิธีลดทอนปรากฏการณ์วิทยาเชิงจิตวิทยา (psychological phenomenological reduction) เพื่อดูว่าโลกปรากฏแก่เราอย่างไร โดยไม่ให้การตีคุณค่าอะไรทั้งสิ้นแทรกแซงเข้ามาในการรับรู้ปรากฏการณ์นั้นด้วย แขวนปฐมบท (epoche) อันเป็นการสงสัยความเชื่อพื้นฐานทั้งหมด ยอมรับว่ามีปัญญาแสวงวัตถุ (intentionality) นั่นคือ ความคิดทั้งหลายต้องคิดอะไรสักอย่าง จึงมีผู้คิดและวัตถุแห่งความคิดที่ถูกคิดถึง ให้ฝึกใจให้เป็นกลาง แล้วเฝ้าดูว่าเราจะเข้าใจสารัตถะของสิ่งต่าง ๆ

แนวคิดปรัชญาของฮายเดกเกอร์ (Martin Heidegger, 1889 – 1976)มีความคิดว่า มนุษย์เป็นอยู่ได้ในฐานะมนุษย์ก็โดยการตีความหมาย และให้ความคิดเห็นไว้ว่า ความรู้เป็นความจริงสัมพัทธ์ (relational truth) ระหว่างภาวะต่าง ๆ ในโลก ที่ต่างก็แสวงหาความเป็นจริงเกี่ยวกับตัวเองและโลก ซึ่งสัมพันธ์กันอย่างไม่มีเส้นแบ่ง ความรู้ที่เป็นความจริงจึงเป็นผลของการสร้างสรรค์จากการตีความเชิงสัมพันธ์ (relativistic hermeneutics) การตีความจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตามความเป็นอยู่ของผู้ตีความเอง การตีความจึงเป็นการค้นพบตัวเองในโลกที่มีผู้อื่นร่วมอยู่ด้วย

แนวคิดปรัชญาของกาดาเมอร์ (Hans Georg Gadamer, 1900-2002) กาดาเมอร์ให้ความคิดไว้ว่า กระแสพหุนิยม (Pluralism) เป็นเรื่องเดียวกันกับการตีความ สามารถตีความได้หลายมุมมองหรือบริบทวัฒนธรรม จึงควรแลกเปลี่ยนทัศนะแก่กันโดยใช้ภาษาเป็นสื่อ ซึ่งต้องรู้จักหลักการตีความเพื่อให้บรรลุ “การผสานขอบฟ้า” (fusion of horizons) เพื่อขยายขอบฟ้าของกันและกัน

แนวคิดของเกิทซ์ (Clifford Geertz, 1926 – 2006) สนใจการตีความวัฒนธรรม โดยนิยามวัฒนธรรมว่าเป็น ระบบของสัญญะที่ทำให้เกิดรูปแบบของการใช้ชีวิตของมนุษย์ (a system of symbols that gives shape to a human life) และนิยามสัญศะไว้ว่า เป็นเครื่องหมายที่มนุษย์กำหนดขึ้นจากความพอใจร่วมกัน (sign human-made, arbitrary, convention and shared)

แนวคิดปรัชญาของซาตร์ (Jean-Paul Sartre, 1905 – 1980) ด้ให้หลักคิดที่เป็นบทบัญญัติ 3 ข้อของ อัตถิภาวะโดยตนเอง คือ 1) กล้าเผชิญปัญหา (seeing) 2) กล้าประเมินวิธีปฏิบัติ (judging)  3) กล้าลงมือทำการด้วยความรับผิดชอบ (acting) ซึ่งเป็นหลักการของลัทธิอัตถิภาวะนิยม (Existentialism) และเป็นส่วนหนึ่งของหลักคิดที่ให้ยึดถือคุณค่าของความเป็นมนุษย์

แนวคิดของนักปรัชญา 9 ท่านนี้มีบทบาทอย่างมากในการเข้าถึงหลักของปรัชญาหลังนวยุค และทำให้ยอมรับกันว่า ต้องใช้หลักวิจารณญาณ (วิเคราะห์ วิจักษ์ วิธาน) เพื่อเข้าใจความเป็นจริงและได้ความจริงผ่านการตีความเพื่อที่จะได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งและตัดสินใจเลือกปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

ส่วนหนึ่งจาก รวิช ตาแก้ว. (2557). ความหมายของคำ “ดีงาม” ในบริบทวัฒนธรรมไทย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน. วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018