อ.ดร.พจนา มาโนช
ปัญหาในสังคมทั้งหลายมีสาเหตุหนึ่งที่สำคัญคือ เกิดจากการบิดเบือนระบบต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ส่วนตน และทำลายประโยชน์ส่วนรวม ผู้ที่ทำผิดย่อมต้องถูกพิจารณาความผิดและลงโทษ
หลักนิติธรรม (Rule of Law) สะท้อนให้เห็นในประเพณีทางกฎหมายที่สำคัญ คือ หลักพื้นฐานแห่งกฎหมายที่บุคคลทุกคนต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน หลักนิติธรรมเป็นระบบกฎหมาย สถาบัน บรรทัดฐาน และความมุ่งมั่นของชุมชนที่ยั่งยืน ซึ่งส่งมอบหลักการสากล 4 ประการ ได้แก่ ความรับผิดชอบ กฎหมายที่ยุติธรรม รัฐบาลเปิดเผย และความยุติธรรมที่เข้าถึงได้และเป็นกลาง หลักนิติธรรมเป็นรากฐานของชุมชนแห่งความยุติธรรม โอกาสและสันติภาพ โดยเป็นรากฐานของการพัฒนา รัฐบาลที่มีความรับผิดชอบ และการเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
กระบวนทรรศน์นวยุค (modern paradigm) เป็นกระบวนทรรศน์ที่จำเป็นเพื่อวางระบบโครงสร้างสังคมให้เข้มแข็งรัดกุม และกำหนดมาตการลงโทษที่รุนแรง ไม่มีอายุความ เพื่อเป็นการป้องปรามผู้ที่จะกระทำผิด แต่เมื่อมีการกระทำผิดแล้ว จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่มีข้อยกเว้น กฎหมายต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ มีความเสมอภาคในการบังคับใช้ และเมื่อใช้อย่างเคร่งครัดก็จะทำให้ผู้คนเกรงกลัวกฎหมายจนไม่กล้าทำผิด ย่อมมีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติได้
การอบรมไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณธรรมหรือเรื่องกฎหมายนั้นอบรมไปก็เป็นเพียงการมีความรู้ ไม่ได้เป็นเครื่องค้ำประกันว่ามีความรู้แล้วจะปฏิบัติดี ในทางตรงกันข้าม ยิ่งมีความรู้ในด้านกฎหมายมาก จะยิ่งหาทางแหกกฎ หรือใช้กฎหมายให้เป็นประโยชน์แก่ตนได้มากยิ่งขึ้น เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งเป็นหลักในการปกครองเพื่อให้เกิดความยุติธรรม เพื่อการกำกับสิทธิ ความรับผิดชอบ อำนาจและหน้าที่ของพลเมืองแต่ละคน
การรู้กฎหมายและปฏิบัติตามกฎหมายเป็นหน้าที่ของประชาชนโดยเฉพาะกฎหมายบ้านเมือง โธมัส อไควนัส (Thomas Aquinas ค.ศ.1225-1274) ได้เสนอ lex posita เป็นกฎหมายที่แยกออกมาจากกฎธรรมชาติ กฎหมายนี้เขียนตามอำนาจชอบธรรม (legitimacy) ในการปกครองบ้านเมือง โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hubbes ค.ศ.1588-1679) ชี้ว่ากฎหมายสำคัญกว่าคุณธรรมและจริยธรรม กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และสามารถบริหารจัดการให้เกิดเป็นระบบที่ประสานสอดคล้องได้อย่างแน่นแฟ้นในการใช้กฎหมายประเภทต่าง ๆ ร่วมกัน
ศาลอาญาและศาลแพ่งย่อมมีหน้าที่ตัดสินตามกฎหมาย เมื่อการบังคับใช้กฎหมายตามตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด การลงโทษผู้กระทำผิดอย่างรุนแรงและรวดเร็วตามเจตนารมณ์ของศาล เชื่อได้ว่าปัญหาการกระทำผิดในสังคมจะได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี และรวดเร็ว น่าจะทำให้การกระทำผิดค่อยๆ ลดลงโดยลำดับ มื่อระบบกฎหมายทันสมัย แน่นแฟ้นและครอบคลุมทั่วถึง กฎหมายก็จะมีประสิทธิภาพในการลงโทษผู้กระทำผิดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความไม่สงบเรียบร้อบของสังคม และนั่นคือ สังคมจะมีความสงบเรียบร้อยมากขึ้นนั่นเอง
การบังคับใช้กฎหมาย
การที่เสนอและมีทรรศนะว่า การแก้ปัญหาการกระทำผิดขึ้นอยู่กับระเบียบทางกฎหมาย การที่คิดเช่นนั้นก็เพราะพิจารณาตามกระบวนทรรศน์นวยุคที่ว่าการใช้กฎหมายย่อมต้องเป็นหลักนิติธรรม แต่ในยุคปัจจุบัน ข้อคำนึงสำคัญข้อหนึ่งคือ กฎหมายเป็นการจำกัดริดรอนสิทธิของปัจเจก การใช้กฎหมายจึงเป็นการใช้อำนาจจำกัดสิทธิของคนทั่วไป ในขณะที่แม้ทุกคนจะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ก็เป็นแต่เพียงความสงบเรียบร้อยพื้นฐาน
ในขณะที่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกลับจะทำให้เกิดปัญหาในทุกสังคม การใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดจะยิ่งเพิ่มปมความขัดแย้ง และนำไปสู่ความรุนแรงในที่สุด เนื่องด้วยกฎหมายตั้งอยู่บนพื้นฐานที่จะกำกับประโยชน์ส่วนตนให้ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น แต่เมื่อมีการบังคับใช้เคร่งครัด ผู้ไม่ปฏิบัติตามก็มีโอกาสของการถูกลงโทษหนักเกินไป เมื่อการลโทษหนักเกินไปยิ่งเกิดการต่อต้านและอาจเกิดความรุนแรงได้ ในขณะเดียวกัน ก็จะมีผู้ที่ช้ข้อกฎหมายไปในทางกลั่นแกล้งผู้อื่นให้เป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย ผู้ที่สงสารก็จะพากันละทิ้งกฎหมายแล้วเลือกที่จะช่วยเหลือคนเหล่านั้น ส่งผลให้กฎหมายขาดความชอบธรรมในการบังคับใช้ และนำไปสู่ความล้มเหลวในการที่จะคุ้มครองดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม
หากแต่กฎหมายก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ปกครอง แต่ต้องใช้กฎหมายด้วยความเข้าใจต่อกฎหมายว่า โดยหลักการแล้วกฎหมายมีอยู่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อมหาชน ซึ่งก็จะเปิดโอกาสให้ละเมิดกฎหมายเพื่อประโยชน์สำหรับมหาชนได้เช่นกัน นั่นคือ การแก้ไขกฎหมายให้การกระทำผิดบางประการกลายเป็นสิ่งถูกกฎหมายหากพิจารณาเฉพาะในส่วนประโยชน์ เช่น คาสิโนและการพนันเพื่อประโยชน์เรื่องภาษีอันจะมาเป็นงบประมาณบริหารประเทศ หรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติจนนำไปสู่การผลักดันขับไล่คนออกนอกเขตอนุรักษ์โดยไม่มีมาตรการรองรับ เป็นต้น การใช้กฎหมายในปัจจุบันจึงควรที่จะใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะหลักกฎหมายไม่ใช่คุณธรรมที่เป็นความดีในอุดมคติ หรือศีลธรรมที่เป็นอุดมคติทางศาสนา แต่กฎหมายเป็นหลักการที่ทำให้ทุกฝ่ายเคารพกฎกติการ่วมกันตามสัญญาประชาคม
การใช้กฎหมายนอกจากจะเน้นการบังคับใช้แล้ว จะต้องชี้ชวนให้พลเมืองเคารพกฎหมาย โดยตระหนักว่ากฎหมายจะสามารถตอบโจทก์และให้ผลประโยชน์บางอย่าง กฎหมายต้องมีความแน่นอนและให้หลักประกันผลประโยชน์บางอย่างแก่สมาชิกของสังคมที่เคารพหลักการของความเสมอภาคด้วย นักกฎหมายเชื่อว่าต้องทำให้คนเคารพกฎหมายด้วยความเข้าใจหลักการของกฎหมาย ไม่ใช่เคารพเพราะความกลัวผู้มีอำนาจที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ หากเคารพตามเหตุผลอย่างหลังย่อมทำให้การเคารพกฎหมายสั่นคลอน เพราะว่ากฎหายจะดำรงอยู่ได้ (Existence) ก็ตราบเท่าที่คนมีความเชื่อถือว่าเงื่อนไขกฎหมายจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและเสมอภาค การบังคับใช้กฎหมายพึงเน้นความมีระเบียบวินัย (discipline) ที่จะอยู่ร่วมกัน ไม่ในแง่ของการบังคับของคนกลุ่มหนึ่งที่ชี้ให้คนกลุ่มอื่นต้องทำตามกลุ่มตน กฎหมายควรได้รับความร่วมมือโดยสมัครใจจากกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม และเน้นประโยชน์ส่วนรวมร่วมกัน
การป้องกันการกระทำผิดในปัจจุบันบนฐานกระบวนทรรศน์หลังนวยุค (postmodern paradigm) ย่อมไม่ใช่การยกอิสระเสรีภาพเหนือกฎหมาย หรือให้แต่ละคนรับผิดชอบตนเองตามแนวคิดอนาธิปไตย (Anarchy) แต่ย่อมเป็นทางสายกลางที่ส่งเสริมให้ใช้กฎหมายอย่างร่วมด้วยช่วยกัน โดยต้องชี้ให้เห็นถึงสัญญาประชาคมที่นำไปสู่การออกกฎหมาย โดยที่กฎหมายต้องเป็นกฎข้อบังคับให้ปฏิบัติตามที่ใช้บังคับทุกคนในแต่สังคมในทุกระดับอย่างเสมอหน้ากัน กฎหมายย่อมกำหนดผู้รับผิดชอบให้ทำหน้าที่ดูแลกฎหมายที่มีไว้อย่างพอดี ไม่ให้ขาดและไม่ให้เกิน เพราะถ้าขาดจะเปิดช่องทางให้มีการเอาเปรียบกัน หากเกินพอดีก็จะเป็นการล่วงละเมิดสิทธิของพลเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพตามสิทธิมนุษยชน
ในการบังคับใช้กฎหมายจึงจำเป็นต้องมีกลไกของรัฐที่มีประสิทธิภาพ ในการจับผิดผู้ละเมิด มีวิธีการสอบสวนความผิดไม่ให้จับผิดตัว มีการลงโทษและเป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่นไม่ให้ละเมิดกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้แก้ไขกฎหมายได้ เมื่อมีเหตุผลที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมให้ดีขึ้น โดยเปิดพื้นที่ให้ใช้กฎหมายมาแสดงบทบาทตัวช่วยในการเสริมสร้างสังคมคุณภาพ
โดยสรุป นิติธรรมวางพื้นฐานว่ากฎหมายบังคับใช้อย่างเสมอภาค การใช้กฎหมายมุ่งประโยชน์มหาชน มีระเบียบและวินัยในการบังคับใช้เพื่อให้การบังคับใช้มีประสิทธิภาพ และผู้คนยอมรับในความชอบธรรมของกฎหมาย
หมายเหตุ:
**Law มาจากภาษาอังกฤษโบราณ lagu หมายถึง “ข้อบัญญัติ (ordinance) กฎเกณฑ์ที่กำหนดโดยผู้มีอำนาจ (rule prescribed by authority) ระเบียบ (regulation) บางครั้งอาจหมายถึง “สิทธิ (right) สิทธิพิเศษตามกฎหมาย (legal privilege)” ทั้งนี้ ความหมายดั้งเดิมมาจากภาษานอร์สโบราณ (Old Norse) โดย lagu นั้นมาจาก lag แปลว่า “ชั้น (layer) การวัด (measure) จังหวะ (stroke)” โดยใช้ในความหมายถึง “สิ่งที่วางไว้ สิ่งที่คงที่หรือกำหนดไว้” ซึ่งภววิทยาของกฎหมายจะแสดงความเป็นลำดับชั้น การพิจารณา/การวัด/การประเมิน และจังหวะในการใช้กฎ
**Discipline (วินัย) มาจาก disciplina แปลว่า คำสั่งที่ได้รับ การสอน การเรียนรู้ และคามรู้ โดยมี discipulus แปลว่า นักเรียน ผู้ตาม ดังนั้น โดยบริบทของคำ จึงทำให้ discipline มีความหมายว่า คำสั่ง/คำสอนที่ผู้ตามพึงปฏิบัติตาม แต่ได้ถูกใช้ในความหมายใหม่ หมายถึง การลงโทษเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง ทำให้ภาพของคำว่า “วินัย” เกี่ยวข้องกับ “กฎ” มากกว่าที่จะเป็น”คำสอน”

