อ. ดร.ณศิรัตน์ อธิธารินภิรมย์1
อาทิตย์ สุขอ่ำ2
1หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
2นักวิชาการอิสระ

บทนำ

สังคมไทยในปัจจุบันกำลังเดินผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ (gender difference) จากอดีตที่บุคคลซึ่งมีความหลากหลายทางเพศเป็นคนนอกของบรรทัดฐานทางสังคม ไปสู่ยุคที่ความหลากหลายทางเพศได้รับการมองเห็นมากขึ้น ทั้งในครอบครัว สถานศึกษา ที่ทำงาน สื่อสังคมออนไลน์ และพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม การมองเห็นมิได้หมายความว่าความเสมอภาคได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว ผลการสำรวจระดับชาติของ UNDP พบว่า คนไทยจำนวนมากมีทัศนคติเชิงบวกต่อ LGBT แต่การยอมรับอย่างเต็มรูปแบบยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเมื่อบุคคล LGBT เป็นสมาชิกในครอบครัว หรือเครือข่ายทางสังคมของตนเอง ขณะเดียวกัน ผู้ตอบ LGBT จำนวนมากรายงานประสบการณ์การคุกคาม การเลือกปฏิบัติ และการต้องปกปิดอัตลักษณ์ของตนเพื่อให้ได้รับการยอมรับ (UNDP, 2019) ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามทางปรัชญาที่สำคัญว่า “สังคมยอมรับความเป็นมนุษย์ของบุคคล LGBTQ+ จริงหรือเพียงยอมรับเมื่อบุคคลนั้นสามารถพิสูจน์ตนเองได้ว่ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้รับการยอมรับ?”

คำกล่าวที่ได้รับการยกมานำเสนอในสื่อต่าง ๆ เช่น “เป็นอะไรก็เป็น ขอให้เป็นคนดี” ฟังดูเหมือนเป็นถ้อยคำแห่งความรักและการยอมรับ แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเผยให้เห็นโครงสร้างทางความคิดบางอย่าง กล่าวคือ การเป็น LGBTQ+ อาจยังต้องมีต้นทุนแห่งความชอบธรรมเพิ่มเติม เช่น ต้องเรียนเก่ง ประสบความสำเร็จ มีฐานะดี มีหน้าตาดี มีอาชีพที่สังคมยกย่อง หรือเป็น “คนดี” มากเป็นพิเศษ เพื่อให้ความแตกต่างทางเพศถูกยอมรับได้ง่ายขึ้น (อาทิตย์ สุขอ่ำ, & สิริกร อมฤตวาริน, 2024) ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าเราจะยอมรับ LGBTQ+ หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเหตุใดบางคนจึงต้องพิสูจน์คุณค่าของตนมากกว่าคนอื่นเพื่อให้ได้รับสิทธิในการเป็นตัวของตัวเอง คำถามนี้สามารถนำมาพิจารณาใหม่ผ่านกรอบปรัชญาหลังนวยุคสายกลางซึ่งมุ่งก้าวข้ามทั้งการยึดติดกับบรรทัดฐานแบบเดิมและการรื้อทำลายทุกสิ่งโดยไม่เหลือฐานร่วมทางจริยธรรม

ดุลยภาพระหว่างเหตุผล

ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางพยายามหลีกเลี่ยงความสุดโต่งสองด้าน ด้านหนึ่งคือการยึดถือคำอธิบายใดคำอธิบายหนึ่งเป็นความจริงสมบูรณ์ อีกด้านหนึ่งคือการรื้อถอนความหมายจนไม่เหลือหลักร่วมสำหรับการอยู่ร่วมกัน แนวคิดนี้มุ่งประสานจุดแข็งของนวยุคและหลังนวยุคสายสุดขั้ว โดยสร้างดุลยภาพระหว่างเหตุผลต่าง ๆ เหตุผลกับประสบการณ์ ความจริงกับความหมาย และความรู้กับความสัมพันธ์ พร้อมเสนอพลังแห่งการกระทำ หรือพลัง 4 ได้แก่ พลังสร้างสรรค์ พลังปรับตัว พลังร่วมมือ และพลังแสวงหา เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต (ฺกีรติ บุญเจือ, 2560). เมื่อนำกรอบนี้มาพิจารณาประเด็นความหลากหลายทางเพศ เราจะเห็นว่าแนวทางสายกลางไม่ได้ถามเรื่อง “ใครถูก ใครผิด?” หากแต่ถามในมุมมองใหม่ว่า “คำอธิบายที่เราใช้ กำลังทำให้ใครมีพื้นที่ และกำลังทำให้ใครต้องออกจากพื้นที่ของการยอมรับ?” แนวทางนี้ทำให้เราจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง จากการตัดสินบุคคลไปสู่การตรวจสอบโครงสร้างของการตัดสิน

หลักประการแรกของปรัชญาหลังนวยุคสายกลางคือ การไม่ยึดติดกับความเชื่อของตนเอง ในประเด็นเรื่องเพศ ความเชื่อเดิมมีรากความคิดมาจากค่านิยมของครอบครัว สังคม ศาสนา วัฒนธรรม ประสบการณ์ส่วนตัว หรือสื่อ เช่น ผู้ชายควรเข้มแข็ง ผู้หญิงควรอ่อนโยน ครอบครัวที่สมบูรณ์ต้องประกอบด้วยชายและหญิง ลูกควรมีเพศตามที่พ่อแม่คาดหวัง คน LGBTQ+ ควรปรับตัวให้เข้ากับสังคม ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การมีความเชื่อซึ่งมีความโน้มเอียง (tendency) อยู่ภายใน แต่คือการเปลี่ยนความเชื่อของเราให้กลายเป็น เกณฑ์ตัดสินคุณค่าของคนอื่น หรือการพยายามผูกขาดความเชื่อให้ความความเชื่อของตนถูกต้องฝ่ายเดียว แนวทางการไม่ยึดติดของหลังนวยุคสายกลาง ไม่ได้มุ่งหมายให้ต้องละทิ้งความเชื่อเดิมทั้งหมด แต่หมายถึงการยอมรับว่า “สิ่งที่เราเชื่ออาจมีเหตุผล แต่ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นเหตุผลทั้งหมดที่มนุษย์คนอื่นต้องใช้ชีวิตตาม” การเปิดพื้นที่ในการยอมรับว่า เราอาจมองเรื่องนี้ไม่ครบถ้วนรอบด้าน คือจุดเริ่มต้นของความถ่อมตนทางปัญญา และความถ่อมตนเช่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง

ประการที่สอง ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางมิได้เสนอให้เราทิ้งวัฒนธรรมเดิม ศาสนา ครอบครัว หรือหลักวิทยาศาสตร์ แต่เสนอให้อ่านสิ่งเหล่านั้นใหม่ การอ่านใหม่หมายถึงการถามคำถามที่น่าสนใจกว่าสิ่งนี้ถูกหรือผิด นั่นคือ ทำไมสังคมจึงสร้างบทบาทหญิง–ชายขึ้นมาเช่นนี้? บทบาทใดเกิดจากธรรมชาติและบทบาทใดเกิดจากวัฒนธรรม? อะไรคือคุณค่าของครอบครัวและอะไรคือรูปแบบของครอบครัว? ความเป็นคนดีจำเป็นต้องมีรูปแบบทางเพศแบบใดแบบหนึ่งหรือไม่? ความสำเร็จของบุคคลควรเป็นเงื่อนไขของการได้รับความเคารพหรือไม่? และเมื่อคน LGBTQ+ ต้องประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่นเพื่อให้ครอบครัวยอมรับ นั่นคือ ความรักหรือเป็นรูปแบบหนึ่งของเงื่อนไขแห่งการยอมรับ? การอ่านใหม่ก็เพื่อหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ ผ่านแนวทางของการตีความใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการนำขอบฟ้าความคิด (horizon) ต่าง ๆ มาพบกัน มิใช่เพื่อให้ฝ่ายหนึ่งเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เพื่อให้เราเข้าใจสิ่งที่เดิมเราอาจมองไม่เห็น เพื่อให้เกิดการแสวงหาความเข้าใจร่วม ดังนั้น การอ่านใหม่เรื่องเพศจึงไม่ใช่การบังคับให้สังคมเก่ากลายเป็นสังคมใหม่ในทันที แต่เป็นการทำให้คนในสังคมสามารถมองสิ่งเดิมด้วยสายตาใหม่

ประการที่สาม ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเสนอการแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ดังนั้น จึงมีท่าทีในการสนับสนุนการไม่สร้างสังคมที่ทุกคนต้องเหมือนกันเพื่ออยู่ร่วมกัน และมองว่าสังคมที่ดีไม่ใช่สังคมที่ไม่มีความแตกต่าง แต่คือสังคมที่ความแตกต่างไม่กลายเป็นเหตุแห่งการลดทอนศักดิ์ศรีของแต่ละฝ่าย ดังนั้น เราอาจมีความเชื่อเรื่องครอบครัวที่แตกต่างกัน มีมุมมองทางศาสนาที่แตกต่างกัน หรือมีความเข้าใจเรื่องเพศที่แตกต่างกันได้ แต่สิ่งที่ควรเป็นจุดร่วมคือ ทุกคนมีศักดิ์ศรี ทุกคนควรได้รับความปลอดภัย ทุกคนควรได้รับโอกาส ไม่มีใครควรถูกทำร้ายเพราะอัตลักษณ์ของตน ความแตกต่างไม่ควรเป็นเหตุให้ใครถูกลดทอนสิทธิ และควรส่งเสริมการสายเสวนา (dialogue) แทนที่การตีตรา ซึ่งนำไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน (unity without uniformity)

การยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข

แม้สังคมไทยจะเปิดกว้างและยอมรับการมีอยู่ของ LGBTQ+ ได้ผ่านแนวคิดกรรมของศาสนาพุทธ แต่ในระดับสังคม บริบทไทยยังเป็นการยอมรับผ่านการชดเชย (compensatory acceptance) นั่นคือ การที่บุคคล LGBTQ+ จำเป็นต้องสะสมต้นทุนทางสังคมมากกว่าคนอื่นเพื่อทำให้ความแตกต่างของตนได้รับการยอมรับ เช่น “เป็นอะไรก็เป็น ขอให้เป็นคนดี”, “จะเป็นอะไรก็ได้ ลูกฉันมีอาชีพมั่นคง”, “เขาเป็น LGBTQ+ ก็จริง แต่เรียนเก่งมาก” ประโยคเหล่านี้เป็นการแสดงความคิดเห็นของคนในครอบครัวต่อ LGBTQ+ ซึ่งอาจเกิดจากความรักและความภาคภูมิใจ แต่เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้างความคิดแล้ว ประโยคเหล่านี้ยังสะท้อนเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่ (hidden condition) คือ ความแตกต่างจะได้รับการยอมรับง่ายขึ้นเมื่อมีทุนอื่นมาชดเชย นั่นคือ การยอมรับต่อบุคคล บุคคลนั้นต้องมีการศึกษาในระดับสูง อาชีพที่ได้รับการยกย่อง ฐานะทางเศรษฐกิจ บุคลิกภาพที่เป็นที่ยอมรับ ความประพฤติที่สังคมเห็นว่าดี หรือความสามารถในการสร้างชื่อเสียงให้ครอบครัว ทุนเหล่านี้ก้เพื่อให้ครอบครัวหรือสังคมสามารถกล่าวได้ว่า “แม้เขาจะแตกต่าง แต่เขาก็มีคุณค่า” คำว่าแต่ในประโยคนี้จึงเป็นคำเล็ก ๆ ที่น่าคิดอย่างยิ่ง เพราะมันได้ซ่อนตรรกะว่า บุคคลต้องมีคุณค่า และเมื่อขยายความมายัง LGBTQ+ ในด้านความแตกต่างทางเพศ ก็นำไปสุ่กรอบคิดที่ว่า “แม้ความแตกต่างทางเพศลดคุณค่าบุคคลลง แต่คุณสมบัติอื่นช่วยชดเชยให้กลับมามีคุณค่าในระดับที่ยอมรับได้” ด้วยแนวคิดที่ซ่อนเร้นอยู่นี้ เราจะพบว่า แม้แรงต้านทานของสังคมจะลดลงไปแล้ว แต่ก็ยังมีอยู่ เพราะการยอมรับดังกล่าวมิใช่การยอมรับอย่างแท้จริง แต่เป็นการยอมรับแบบมีเงื่อนไข หากมีการยอมรับอย่างแท้จริงก็ควรเปลี่ยนประโยคจาก “เขาเป็น LGBTQ+ แต่เขาเป็นคนดี” มาเป็น “เขาเป็น LGBTQ+ และเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีคุณค่าเช่นเดียวกับเรา” ระดับของโครงสร้างความคิดในประโยคนี้สะท้อนว่าความดี ความสามารถ และความสำเร็จควรเป็นคุณค่าของบุคคล โดยไม่ต้องทำหน้าที่ชดเชยเพศหรืออัตลักษณ์ของเขา

สังคมสมัยใหม่เน้นถึงมนุษยธรรม และหลักสิทธิมนุษยชน ทุกประเทศต่างคุ้มครองสิทธิในฐานะบุคคลของพลเมือง และนำไปสู่กฎหมายที่มุ่งหมายให้ทุกคนได้รับการคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติ แต่ในระดับกฎหมายก็ยังมีช่องว่าง และในทางปฏิบัติก็ยิ่งมีช่องว่างมากขึ้น เช่น ประเทศไทยได้ตรากฎหมายสมรสเท่าเทียม พ.ศ. 2567 ทำให้คู่สมรสไม่จำกัดเพศได้รับสิทธิทางกฎหมายและครอบครัวอย่างเท่าเทียมมากขึ้น แต่ในทางสังคมก็ยังมีช่องว่างระหว่างการอยู่ร่วมกัน การมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม รวมถึงยังคงพบการเลือกปฏิบัติในครอบครัว การศึกษา และสถานที่ทำงาน (UNDP, 2019; International Labour Organization [ILO], 2015). ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางจึงชวนให้ขบคิดต่อคำถามใหม่คือ “ในชีวิตจริง มนุษย์ได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรีแล้วหรือยัง?” คำถามนี้ไม่ได้จำกัดแค่กลุ่มความหลากหลายทางเพศ แต่ยังรวมถึงกลุ่มคนชายขอบ คนยากจนเมือง และกลุ่มด้อยโอกาสต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งการส่งเสริมแนวคิดปรัชญาหลังนวยุคสายกลางจะต้องมีการขยายตัวในระดับวัฒนธรรมและจิตสำนึก แต่สังคมต้องเรียนรู้ที่จะบอกว่า “ทุกคนมีที่ทางในโลกนี้โดยไม่จำเป็นต้องขอโทษที่จะเป็นตัวของตัวเอง”

การเคลื่อนไหวขับเคลื่อนตามหลักพลัง 4

จากกรอบพลังแห่งการกระทำ หรือพลัง 4 ได้แก่ พลังสร้างสรรค์ พลังปรับตัว พลังร่วมมือ และพลังแสวงหา เราสามารถพัฒนาเป็นแนวทางขับเคลื่อนทางสังคมได้ ดังนี้

พลังสร้างสรรค์ สังคมต้องสร้างพื้นที่ให้ผู้คนสามารถพูดถึงเพศด้วยภาษาใหม่ที่ไม่ทำให้ความแตกต่างกลายเป็นตราบาป ภาษาจะต้องไม่แสดง “ปกติ–ผิดปกติ” แต่ควรเป็นชุดคำแห่ง “แตกต่าง–เข้าใจ–อยู่ร่วมกัน” การสร้างสรรค์ในแนวทางนี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างคำศัพท์ใหม่ เช่น LGBTQ+++ แต่หมายถึงการสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ทำให้บุคคลไม่ต้องใช้ชีวิตด้วยความกลัวว่าตนจะแตกต่างอีกต่อไป

พลังปรับตัว สังคมไทยเป็นสังคมที่มีการปรับตัวอยู่เสมอ ดังนั้น ในการขับเคลื่อนการยอมรับ จึงไม่จำเป็นต้องสร้างกระแสแห่งการเลือกระหว่างรักษาวัฒนธรรมเดิมกับยอมรับทุกสิ่งจากภายนอก การขับเคลื่อนสามารถนำวัฒนธรรมเดิมมาอ่านใหม่ เช่น ความรักของครอบครัว ความกตัญญู ความเมตตา และการไม่ทอดทิ้งกัน ซึ่งสามารถกลายเป็นพลังสนับสนุนความหลากหลายทางเพศได้ ในะดับครอบครัว การปรับตัวที่สำคัญคือ การรักลูกไม่ใช่การทำให้ลูกเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น แต่คือการช่วยให้ลูกสามารถเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามความเป็นจริงของเขา การปรับตัวในระดับสังคม อาจใช้เรื่องของวัฒนธรรมพื้นถิ่น เช่น ละครนอก ละครใน ม้าขี่ ร่างทรง ซึ่งเป็นพื้นที่แสดงออกของเพศหลากหลายในสังมระดับพื้นถิ่น และในวงการแสดงสมัยใหม่ที่ซีรีย์วาย-ยูริ ได้สร้างกระแสแห่งการปรับตัวและการยอมรับในระดับสังคมมากขึ้น

พลังร่วมมือ การศึกษาเรื่องเพศไม่ควรเป็นพื้นที่ของผู้ชาย ผู้หญิง หรือ LGBTQ+ เพียงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และไม่ใช่พื้นที่ของการแข่งขันกันว่าใครถูกกดขี่มากที่สุด การนำเสนอผ่านการจัดลำดับความทุกข์จะทำให้เกิดการแข่งขันของผู้ถูกกดทับเอง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการเรียกร้องความเท่าเทียม แต่ในขณะเดียวกันก็มีความพยายามที่จะขอสิทธิ์เพิ่มขึ้นจนอาจกลายเป็นอภิสิทธิ์มากกว่ากลุ่มอื่นขึ้นมาได้เช่นกัน ดังนั้น หากมองในการอยู่ร่วมกันได้อย่างดี สิ่งที่ควรสร้างจึงควรเป็นความร่วมมือบนฐานความแตกต่าง (coalition of differences) ผู้ชายไม่จำเป็นต้องสูญเสียสิทธิเมื่อผู้หญิงมีสิทธิมากขึ้น ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องสูญเสียพื้นที่เมื่อ LGBTQ+ มีพื้นที่มากขึ้น และ LGBTQ+ ไม่จำเป็นต้องทำลายครอบครัวเพื่อให้ตนเองมีที่ยืน การร่วมมือกันควรดำเนินไปโดยมุ่งสู่เป้าหมายคือการขยายพื้นที่แห่งศักดิ์ศรีให้กว้างขึ้นสำหรับทุกคน

พลังแสวงหา แม้สังคมไทยจะเป็นสังคมที่เปิดกว้าง แต่เราก็ยังพบช่องว่างในทางปฏิบัติ ดังนั้น เราจึงต้องแสวงหาระดับของการพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ แม้วันนี้เราจะเปิดพื้นที่ให้กลุ่ม ๆ หนึ่งแล้ว แต่ก็ยังคงมีบางกลุ่มก้อนที่ยังถูกมองไม่เห็น ดังนั้น วันพรุ่งนี้เราจะต้องนำพากลุ่มที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังให้เขาก้าวเดินไปพร้อมกันกับเราได้ การแสวงหาจึงหมายถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างไม่สิ้นสุด บนฐานคิดที่ว่า วันนี้เราดีขึ้นกว่าเมื่อวาน แต่เรายังพร้อมจะเรียนรู้ว่ามีอะไรที่เรายังมองไม่เห็น และจะทำให้ดีขึ้นได้อีก

การประยุกต์ใช้แนวคิดปรัชญาหลังนวยุคเพื่อการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างทางเพศ

จากกรอบปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง อาจเสนอข้อชี้แนะเชิงปฏิบัติต่อสังคมไทย ได้แก่

ประการที่หนึ่ง เปลี่ยนขอบเขตจากการยอมรับไปเป็นการอยู่ร่วมกัน เพราะการยอมรับยังวางผู้ยอมรับไว้ในตำแหน่งที่สูงกว่า ส่วนการอยู่ร่วมกันตั้งต้นจากความเสมอภาคของศักดิ์ศรี

ประการที่สอง ลดต้นทุนแห่งการพิสูจน์ตัวเอง สังคมไม่ควรต้องให้ LGBTQ+ ต้องเรียนเก่ง รวย ประสบความสำเร็จ หรือเป็นคนดี ในระดับพิเศษเหนือคนทั่วไป เพื่อชดเชยอัตลักษณ์ของตน

ประการที่สาม แยกเรื่องความดีออกจากเรื่องเพศ สังคมควรเข้าใจว่า ความดีเป็นคุณค่าของมนุษย์ทุกคน และไม่ใช่ใบรับรองสำหรับการที่จะแตกต่าง หรือเสมือนใบอนุญาติให้ความแตกต่างได้รับการยอมรับ

ประการที่สี่ ครอบครัวควรเป็นพื้นที่แรกของการไม่ต้องพิสูจน์ พ่อแม่ผู้ปกครองควรยอมรับความเป็นมนุษย์ของลูกโดยไม่กำหนดเงื่อนไขว่าลูกต้องประสบความสำเร็จเพียงใดจึงจะสมควรได้รับความรัก นั่นคือ ควรเป็นการรักอย่างไม่มีเงื่อนไข (unconditional love)

ประการที่ห้า สถานศึกษาควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยของการอยู่ร่วมกัน ไม่ควรจะมีการกลั่นแกล้ง (bullying) หรือทำให้บุคคล LGBTQ+ ยังต้องปกปิดตัวตนเพื่อการอยู่รอด หรือความก้าวหน้า

ประการที่หก สังคมควรเปิดให้เรื่องความหลากหลายทางเพศในสื่อต่าง ๆ เป็นพื้นที่เรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการ (informal learning space) ไม่ใช่เพียงพื้นที่ประท้วงในระดับสังคมที่เปิดเฉพาะคนที่สนใจเท่านั้น สังคมควรมุ่งที่จะนำไปสู่การเรียนรู้สิ่งที่ฝ่ายต่าง ๆ มองเห็น มีประสบการณ์ และมีข้อคิดเห็น เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาและประมวลเป็นเครือข่ายความรู้เฉพาะตนต่อไป

ประการที่เจ็ด ในระดับสังคม จำเป็นต้องพัฒนาสังคมให้ก้าวข้ามการยอมรับแบบทนอยู่ร่วมกัน (tolerance) ซึ่งจำเป็นต้องมีการชดเชยอยู่เสมอ ให้พัฒนาไปสู่สังคมที่มีความงอกงาม (mutual flourishing) นั่นคือ การเป็นสังคมที่ความแตกต่างสามารถดำรงอยู่และพัฒนาคุณภาพชีวิตร่วมกันได้

สรุป

ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเสนอท่าทีต่อความแตกต่างหลากหลายทางเพศในลักษณะของการเข้าใจร่วม และประสานความเข้าใจระหว่างฝ่ายต่าง ๆ นั่นคือ มิได้เรียกร้องให้เราทุกคนคิดเหมือนกันเรื่องเพศ และมิได้เรียกร้องให้ทุกคนละทิ้งความเชื่อทางศาสนา วัฒนธรรม หรือครอบครัวของตนเอง แต่สิ่งที่เรียกร้องคือ อย่าเปลี่ยนความเชื่อของเราให้กลายเป็นเครื่องมือทำลายศักดิ์ศรีของผู้อื่น การไม่ยึดติดกับสิ่งที่ตนเชื่อ ทำให้เราสามารถฟังได้ การอ่านใหม่ทุกสิ่งโดยไม่ตัดสิ่งใดทิ้ง ทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้ และการแสวงหาจุดร่วมโดยรักษาความแตกต่าง ทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้ เมื่อผนวกกับพลังสร้างสรรค์ พลังปรับตัว พลังร่วมมือ และพลังแสวงหา สังคมจึงไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะอยู่ฝ่ายใดระหว่างอนุรักษ์นิยมกับก้าวหน้า หากแต่สามารถเดินต่อไปโดยฐานของการที่เราจะรักษาสิ่งใดไว้เพราะสิ่งนั้นมีคุณค่าจริง การที่เราจะเปลี่ยนสิ่งใดเพราะมันทำให้มนุษย์บางคนต้องทุกข์โดยไม่จำเป็น และการที่เราจะสร้างอะไรขึ้นใหม่เพื่อให้คนที่แตกต่างสามารถมีชีวิตที่ดีร่วมกันได้? ความเท่าเทียมทางเพศที่เป็นเป้าหมายของการขับเคลื่อนความแตกต่างหลากหลายนั้นในแนวทางหลังนวยุคสายกลางจึงไม่ใช่การที่ต้องทำให้มนุษย์ทุกคนเหมือนกัน หากหมายถึงการทำให้แต่ละคนมีความหมายและคุณค่าในตน ไม่มีใครต้องมีต้นทุนพิเศษเพื่อพิสูจน์ว่าตนเองควรได้รับการยอมรับในความเป็นมนุษย์ และสังคมควรเคลื่อนไปสู่การทำให้ความแตกต่างสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีและร่วมกันสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เอกสารอ้างอิง

กีรติ บุญเจือ. (2560). ปรัชญาและจริยศาสตร์สมัยปัจจุบัน. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.

อาทิตย์ สุขอ่ำ, & สิริกร อมฤตวาริน. (2024). การสมรสเท่าเทียมกันในฐานะปรากฎการณ์ทางสังคมตามปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุค. วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย, 8(3), 1641-1656.

International Labour Organization. (2015). PRIDE at work: A study of discrimination at work on the basis of sexual orientation and gender identity in Thailand (Working Paper No. 3/2015). ILO.

United Nations. (2012). Born free and equal: Sexual orientation and gender identity in international human rights law. Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights.

United Nations Development Programme. (2019). Tolerance but not inclusion: A national survey on experiences of discrimination and social attitudes towards LGBT people in Thailand. UNDP.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018