อ. ดร.ณศิรัตน์ อธิธารินภิรมย์1
ธนวัตน์ จวนแจ้ง2
1หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2โรงเรียนศรีเอี่ยมอนุสรณ์

บทนำ

วิทยาศาสตร์มีบทบาทที่สำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนทุกคน ผลของความรู้วิทยาศาสตร์ที่ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่น ๆ ได้ปรากฎทั้งในการดำรงชีวิตประจำวันและในงานอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครื่องมือเครื่องใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและในการทำงาน แทบไม่มีพื้นที่ใดของชีวิตมนุษย์ที่แยกออกจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างเด็ดขาด ตั้งแต่การตื่นนอน การรับประทานอาหาร การใช้ยา การเดินทาง การสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ การทำงานกับระบบปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพ ภาวะโลกร้อนหรือพลังงาน ล้วนเกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่หลากหลายและมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ การใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างมีเหตุผลเป็นสมรรถนะพื้นฐานของพลเมืองร่วมสมัย และวิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมการดำรงชีวิตของมนุษย์ของโลกสมัยใหม่ในสังคมฐานความรู้ สังคมจึงมุ่งให้ทุกคนได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ (scientific literacy for all) เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจโลกธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น และนำความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ มีคุณธรรม ความรู้ โดยมีเป้าหมายว่าวิทยาศาสตร์จะถูกนำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี ช่วยให้คนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ การดูแลรักษา ตลอดจนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน ในทางปรัชญามีคำถามร่วมสมัยเกี่ยวกับการใช้วิทยาศาสตร์ว่า เราควรใช้วิทยาศาสตร์อย่างไรจึงจะทำให้ชีวิตดีขึ้นโดยไม่ทำให้ความก้าวหน้าของมนุษย์กลายเป็นต้นเหตุของปัญหาใหม่

ปัญหาของความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์

โลกได้พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ซึ่งสามารถสร้างทั้งคุณประโยชน์อย่างมหาศาลเป็นความเจริญของโลก แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความเสียหายแก่โลกเช่นกัน อาวุธที่มีอานุภาพสูง เทคโนโลยีการเฝ้าระวัง การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ มลพิษจากอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัลที่สามารถขยายข้อมูลผิดๆ (misinformation) ได้อย่างรวดเร็ว ล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความสามารถในการทำ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นควรทำ

ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามทางปรัชญาว่า หากมนุษย์มีความรู้มากขึ้น เหตุใดมนุษย์จึงไม่ได้มีปัญญามากขึ้นตามไปด้วย คำตอบประการหนึ่งคือ ความรู้ (knowledge) กับปัญญา (wisdom) มิใช่สิ่งเดียวกัน ความรู้สามารถบอกมนุษย์ได้ว่าอะไรเป็นไปได้ แต่ปัญญาต้องพิจารณาต่อว่าอะไรควรทำ เมื่อใดควรทำ ทำกับใคร และผลที่ตามมาคืออะไร การพัฒนาวิทยาศาสตร์จึงจำเป็นต้องเคลื่อนจากความรู้ไปสู่ปํญญา หรือจากรู้วิธีทำไปสู่ รู้ว่าจะใช้ความสามารถนั้นอย่างไรให้เหมาะสม วิทยาศาสตร์ที่ดีจึงมิใช่วิทยาศาสตร์ที่ มั่นใจว่าตนถูกต้องเสมอแต่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สามารถตรวจสอบตนเอง แก้ไขข้อผิดพลาด และปรับปรุงความเข้าใจเมื่อมีหลักฐานใหม่ ในประเด็นนี้ แนวคิดปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางมีความน่าสนใจ เพราะมิได้เสนอให้มนุษย์ปฏิเสธวิทยาศาสตร์ แต่เสนอให้มนุษย์ทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับชีวิตอย่างมีวิจารณญาณ (กีรติ บุญเจือ, 2545, 2546; ธนวัฒน์ จวนแจ้ง & สิริกร อมฤตวาริน, 2567)

Scientific Knowledge → Scientific Literacy → Scientific Wisdom

กระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางกับการใช้วิทยาศาสตร์

แนวคิดหลังนวยุคนิยมสายกลางสามารถนำมาประยุกต์กับวิทยาศาสตร์ผ่านหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ย้อนอ่านใหม่หมด และแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่าง (กีรติ บุญเจือ, 2545)

1. การไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เชื่ออยู่ ประการแรกมิได้หมายความว่า ไม่ต้องเชื่อวิทยาศาสตร์ แต่หมายถึง ไม่เปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นความเชื่อที่ปิดกั้นการตั้งคำถาม วิทยาศาสตร์แตกต่างจากระบบความเชื่อแบบปิดตรงที่ข้อเสนอทางวิทยาศาสตร์สามารถถูกตรวจสอบ (falsification) วิพากษ์ และแก้ไขได้ หากมีหลักฐานใหม่ที่ดีกว่า ความไม่ยึดมั่นถือมั่นในความรู้วิทยาศาสตร์นี้นำไปสู่ความถ่อมตนทางญาณวิทยา (epistemic humility) กล่าวคือ ยอมรับว่าความรู้ของมนุษย์มีขอบเขต และความเข้าใจในปัจจุบันอาจได้รับการปรับปรุงในอนาคต ท่าทีดังกล่าวไม่ได้ลดคุณค่าของวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้วิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาต่อไปได้ ในโลกของปัญญาประดิษฐ์ การแพทย์ พันธุศาสตร์ ภูมิอากาศ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ความถ่อมตนทางญาณวิทยามีความสำคัญมากเพราะความรู้จำนวนมากเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่มนุษย์จะสามารถกำหนดเป็นคำตอบสุดท้ายได้

2. ย้อนอ่านใหม่หมด ไม่ลดอะไรเลย หลักการประการที่สองนี้เสนอให้มนุษย์ย้อนอ่านใหม่ (re-read) ทั้งในเรื่องความรู้ วัฒนธรรม ประสบการณ์ และความเชื่อที่มีอยู่ โดยไม่รีบด่วนทิ้งสิ่งใดเพียงเพราะไม่สอดคล้องกับกรอบคิดของตน (กีรติ บุญเจือ, 2545) เมื่อนำมาใช้กับวิทยาศาสตร์ หลักการนี้หมายถึงการเปิดพื้นที่ให้วิทยาศาสตร์กลับมาอ่านความรู้ของมนุษย์จากหลายแหล่งอีกครั้ง ทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น ประสบการณ์ของชุมชน มนุษยศาสตร์ ศิลปะ ศาสนา จริยศาสตร์ และศาสตร์แขนงอื่น อย่างไรก็ตาม การ ไม่ลดอะไรเลย (reject none) ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับทุกสิ่งว่ามีความจริงเท่ากัน หากแต่หมายถึงไม่ปฏิเสธสิ่งใดก่อนที่จะทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน ตัวอย่างเช่น ในการจัดการสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์อาจอธิบายระบบนิเวศด้วยข้อมูลเชิงปริมาณ แต่ความรู้ของชุมชนอาจสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่าในมิติประสบการณ์และวัฒนธรรม เมื่อทั้งสองถูกนำมาอ่านร่วมกัน เราก็ย่อมจะได้ความเข้าใจที่สมบูรณ์กว่าเดิม นี่คือจุดที่วิทยาศาสตร์สามารถเปลี่ยนจากการค้นหาความจริงไปสู่การสร้างความเข้าใจที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

3. แสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง หลักการประการที่สามคือการแสวงหาจุดร่วมโดยไม่จำเป็นต้องลบความแตกต่าง การใช้วิทยาศาสตร์ในโลกที่มีความแตกต่างหลากหลายจึงไม่ควรตั้งอยู่บนการทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่ควรสร้างพื้นที่ให้ความแตกต่างสามารถสนทนากันได้อย่างมีเหตุผล ปัญหาใหญ่ของโลก เช่น สงคราม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด ปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่ปัญหาที่ศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งสามารถแก้ไขได้โดยลำพัง จำเป็นต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี นักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ นักปรัชญา ผู้กำหนดนโยบาย และประชาชนร่วมกันพิจารณา ดังนั้นจุดร่วมอาจไม่ใช่การเห็นด้วยในทุกเรื่อง แต่คือการเห็นพ้องกันว่าเรามีปัญหาร่วมกันและต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจ ส่วนสงวนจุดต่างนั้นหมายถึงการยอมรับว่าความแตกต่างทางคุณค่า ประสบการณ์ และมุมมองยังมีพื้นที่ดำรงอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็นความขัดแย้งที่ทำลายกัน แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของ scientific literacy ที่ให้ความสำคัญกับการสนทนาอย่างมีเหตุผล การประเมินข้อมูล และการใช้ความรู้เพื่อการตัดสินใจในฐานะพลเมือง

เป้าหมายของการใช้วิทยาศาสตร์แบบหลังนวยุคสายกลาง

จากกระบวนทรรศน์ทางความคิดแบบหลังนวยุคสายกลาง เราสามารถนำเอาหลักการมาประมวลเข้ากับเป้าหมายของการใช้วิทยาศาสตร์เพื่อให้เกิดผล 4 ประการ ได้แก่ สร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา

1. การสร้างสรรค์ (Science for Creation) วิทยาศาสตร์ควรเป็นพื้นฐานของการสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพียงการทำซ้ำสิ่งที่มีอยู่แล้ว ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เมื่อผสานกับจินตนาการ การออกแบบ และศาสตร์อื่น สามารถก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์มนุษย์ การสร้างสรรค์ในมุมมองหลังนวยุคสายกลางไม่ใช่การสร้างสิ่งใหม่โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ แต่คือการสร้างสิ่งใหม่ที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นโดยไม่ทำลายชีวิตอื่น

2. ปรับตัว (Science for Adaptation) โลกปัจจุบันเป็นโลกแห่งความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี AI การเปลี่ยนแปลงทางประชากร และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทำให้ความสามารถในการปรับตัวเป็นสมรรถนะสำคัญ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์เข้าใจการเปลี่ยนแปลงจากหลักฐานและแบบจำลอง แต่การปรับตัวที่ดีต้องมีมากกว่าความรู้ เพราะต้องมีความยืดหยุ่นทางความคิดและความพร้อมที่จะเปลี่ยนสมมติฐานของตนเมื่อโลกเปลี่ยนไป ดังนั้น คนที่มีความรู้วิทยาศาสตร์ก็คือคนที่สามารถเรียนรู้ใหม่เมื่อคำตอบเดิมไม่เพียงพอ

3. ร่วมมือ (Science for Collaboration) วิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นเครือข่ายและสหวิทยาการ ปัญหาซับซ้อนแทบทุกประเภทต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างบุคคลและศาสตร์ต่าง ๆ ความร่วมมือจึงไม่ได้หมายถึงการเห็นตรงกันทั้งหมด แต่หมายถึงความสามารถในการนำความแตกต่างมาสร้างความรู้และการตัดสินใจร่วมกัน ในมิตินี้ วิทยาศาสตร์จึงมีความสัมพันธ์กับคุณธรรมได้ ตัวอย่างเช่น ความซื่อสัตย์ในการรายงานข้อมูล ความรับผิดชอบต่อผลกระทบ ความเคารพต่อผู้อื่น และความเปิดกว้างต่อการวิพากษ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ชุมชนวิทยาศาสตร์มิใช่เพียงชุมชนของผู้รู้ แต่เป็นชุมชนของผู้ร่วมแสวงหาความรู้

4. แสวงหา (Science as a Requisitivity) ประการสุดท้ายคือ การแสวงหาเพราะวิทยาศาสตร์มิได้มีจุดหมายอยู่ที่การได้คำตอบสุดท้ายเพียงครั้งเดียว แต่ดำรงอยู่ผ่านกระบวนการตั้งคำถาม ทดลอง ตรวจสอบ อภิปราย และค้นพบสิ่งใหม่ การแสวงหาจึงเป็นหัวใจของวิทยาศาสตร์ และในขณะเดียวกันก็เป็นหัวใจของกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง เพราะการไม่พอใจต่อระดับคุณภาพหรือผลผลิตสุดท้าย ย่อมทำให้เราแสวงหาระดับใหม่ที่ดีกว่าขึ้นไปเรื่อย ๆ ผ่านการมองเห็นสิ่งที่มองข้ามไป และเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ วิทยาศาสตร์จึงเป็นการเดินทางของมนุษย์ในการทำความเข้าใจและดำรงอยู่ในโลก

ปัญญาปฏิบัติ

ในศตวรรษที่ 21 นี้ โลกไม่ควรหยุดอยู่ที่การเน้นให้คนรุ่นใหม่มีความสามารถในการอ่านข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แต่ควรพัฒนาให้คนรุ่นใหม่มีปัญญาปฏิบัติเพื่อการตัดสินทำสิ่งที่ควรทำ โดยอาศัยความรู้และวิธิการวิทยาศาสตร์เป็นฐาน กรอบคิดนี้อาจเรียกว่า scientific wisdom นั่นคือ เมื่อเรามีความรู้แล้ว เราควรทำอะไรกับความรู้นั้น คำถามทางจริยศาสตร์นี้ชี้ว่า ความรู้มิได้กำหนดการกระทำทั้งหมดด้วยตัวมันเอง มนุษย์ยังต้องตัดสินใจเกี่ยวกับคุณค่า ความรับผิดชอบ ความยุติธรรม และผลกระทบต่อผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ การเรียนวิทยาศาสตร์จึงควรพัฒนาคนให้มีทั้งความรู้ กระบวนการคิด และคุณธรรมควบคู่กัน และการสอนวิทยาศาสตร์ก็เช่นกัน ควรเชื่อมโยงความรู้ คุณธรรม จริยธรรม ความตระหนักถึงผลกระทบต่อโลก ธรรมชาติ มนุษย์ และสัตว์ รวมถึงการเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างและการใช้เหตุผลในการเจรจา มาเป็นส่วนสำคัญเพื่อให้เกิดการขยายเครือข่ายความรู้ความเข้าใจของผู้เรียนวิทยาศาสตร์ให้มีความยืดหยุ่นและแผ่กว้างได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป้าหมายสูงสุดของการเรียนวิทยาศาสตร์ไม่ใช่การทำให้มนุษย์รู้เนื้อหาวิทยาศาสตร์ให้มากที่สุด แต่คือการทำให้มนุษย์ใช้สิ่งที่รู้ได้อย่างมีเหตุมีผลมากที่สุด หากนำกรอบดังกล่าวมาประยุกต์กับชีวิตประจำวัน สามารถพัฒนาเป็นหลักปฏิบัติ 4 ขั้น ได้แก่ รู้ → ทบทวน → เชื่อมโยง → ลงมือทำ

1. มนุษย์ต้องรู้จักค้นหาข้อมูลหลักฐานและแยกแยะข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

2. ต้องสามารถทบทวนความเชื่อของตนเอง ไม่ด่วนสรุปว่าความเข้าใจเดิมเป็นความจริงสุดท้าย

3. ต้องเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับมิติทางสังคม วัฒนธรรม คุณธรรม และประสบการณ์ของมนุษย์

4. ต้องนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติที่รับผิดชอบ

กระบวนการดังกล่าวทำให้วิทยาศาสตร์ไม่หยุดอยู่ที่การรู้ แต่เคลื่อนไปสู่พื้นที่สำคัญในชีวิตของมนุษย์ นั่นคือ การดำรงชีวิตอย่างมีความรู้ เช่น ในเรื่องสุขภาพ บุคคลอาจใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อเลือกอาหาร ยาหรือการรักษา แต่ก็ต้องคำนึงถึงบริบทของตนเอง ในเรื่องสิ่งแวดล้อม เราก็อาจเข้าใจข้อมูลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จนนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตให้มีความรับผิดชอบต่อโลกมาขึ้น เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์รีไซเคิล การลดภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ ตัวอย่างของการใช้ AI นั้น เราก็ต้องทำความเข้าใจความสามารถของเทคโนโลยี ประโยชน์และโทษ ตั้งคำถามต่อความเป็นส่วนตัว ความเป็นธรรม และผลกระทบต่อมนุษย์ ชุมชน สังคมและโลกด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า วิทยาศาสตร์ทำให้เรามีความรู้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามข้อมูลหลักฐาน และคิดได้อย่างมีเหตุผล ส่วนกรอบคิดปรัชญาจะช่วยให้เรากล้าที่จะถามว่าสิ่งใดควรเป็น และเราควรตัดสินใจว่าสิ่งใดควรทำอย่างไร

วิทยาศาสตร์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกช่วงวัย

การใช้วิทยาศาสตร์ในชีวิตอย่างมีปัญญา เป็นแนวทางที่ก้าวข้ามการการศึกษาเรียนรู้องค์ความรู้ที่อยู่ในตำรา ห้องทดลอง หรือห้องเรียน โดยมุ่งให้เกิดขึ้นร่วมกับการดำรงชีวิตของเรา ช่วยให้รู้จักตั้งคำถาม สังเกต ตรวจสอบ ใช้เหตุผล และตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ ด้วยเหตุนี้ วิทยาศาสตร์จึงไม่จำกัดในการศึกษาเรียนรู้ อีกทั้งยังควรดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพราะในแต่ละช่วงวัย มนุษย์มีคำถาม ปัญหา และความต้องการที่แตกต่างกัน

ในวัยเด็กเล็ก วิทยาศาสตร์เริ่มต้นจากความมหัศจรรย์และความอยากรู้อยากเห็น เด็กเรียนรู้จากการสังเกตธรรมชาติ ทดลองสิ่งง่าย ๆ ตั้งคำถามว่าทำไม และค้นหาคำตอบจากสิ่งที่อยู่รอบตัว กระบวนการเช่นนี้ไม่ได้มุ่งสร้างนักวิทยาศาสตร์ในทันที แต่เป็นการปลูกฝังนิสัยแห่งการเรียนรู้ ให้เด็กกล้าที่จะสงสัยและค้นพบว่าโลกสามารถทำความเข้าใจได้ผ่านการสังเกตและการลงมือทำ

ในวัยเรียนและวัยรุ่น วิทยาศาสตร์มีบทบาทในการสร้างพื้นฐานของการคิดอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์ข้อมูล และการประเมินหลักฐาน โดยเฉพาะในยุคที่มนุษย์ต้องเผชิญกับข้อมูลจำนวนมหาศาล รวมถึงข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน ความสามารถในการแยกแยะหลักฐานออกจากความคิดเห็นจึงกลายเป็นทักษะสำคัญของการเป็นพลเมืองในสังคมสมัยใหม่ วิทยาศาสตร์จึงควรเชื่อมโยงกับการรู้เท่าทันเทคโนโลยี AI สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และสื่อดิจิทัล

ในวัยทำงาน วิทยาศาสตร์เปลี่ยนจากสิ่งที่เรียนรู้ไปสู่สิ่งที่นำมาใช้ มนุษย์นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาในการทำงาน พัฒนานวัตกรรม ดูแลสุขภาพ ใช้เทคโนโลยี และจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้วิทยาศาสตร์ในช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่เรามีวุฒิภาวะพอที่จะมองหาการใช้วิทยาศาสตร์ที่ดี มองหาแนวทางในการนำความรู้วิทยาศาสตร์ไปใช้บนฐานว่าควร/ไม่ควรทำ และคำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นว่าจะส่งผลต่อใครบ้าง การใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในระดับนี้จึงเดินคู่ไปกับจริยธรรม ความรับผิดชอบ และความคิดสร้างสรรค์

ในวัยผู้ใหญ่และวัยครอบครัว วิทยาศาสตร์ขยายจากระดับปัจเจกไปสู่การดูแลผู้อื่นและสังคม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกอาหาร การดูแลสุขภาพ การใช้พลังงาน การจัดการขยะ การใช้เทคโนโลยี หรือการเลี้ยงดูคนรุ่นใหม่ การตัดสินใจในชีวิตประจำวันล้วนสามารถอาศัยความรู้และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประกอบได้ วิทยาศาสตร์แสดงบทบาทสำคัญในการช่วยให้มนุษย์ดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีเหตุผล และยั่งยืนมากขึ้น

ในวัยสูงอายุ ผู้สูงอายุได้มีประสบการณ์ในการใช้วิทยาศาสตร์ แต่ก็จะต้องเป็นผู้เรียนที่เปิดรับความรู้วิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ผู้สูงอายุจึงมีบทบาทารเป็นผู้เรียน ผู้ใช้และผู้ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนย่อมจะมีบทเรียนหรือข้อคิดในการปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ของคนรุ่นหลัง เป็นตัวอย่างแก่คนรุ่นใหม่ได้ ซึ่งการเรียนรู้ระหว่างรุ่นนี้จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นเพิ่มสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ผู้สูงอายุสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อดูแลสุขภาพ ติดต่อสื่อสาร และเรียนรู้สิ่งใหม่เพื่อการใช้ชีวิตที่ดีของตนอีกด้วย

สรุป

วิทยาศาสตร์เป็นหนึ่งในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ เพราะทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจธรรมชาติ พัฒนาเทคโนโลยี รักษาโรค แก้ปัญหา และสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างไรก็ตาม ความยิ่งใหญ่ของวิทยาศาสตร์อยู่ที่การทำให้มนุษย์สามารถใช้ความรู้ดังกล่าวอย่างรับผิดชอบต่อโลกและผู้อื่น ปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางได้เสนอเข็มทิศแก่วิทยาศาสตร์ เพราะมิได้ปฏิเสธความสำคัญของหลักฐาน เหตุผล หรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่ชวนให้มนุษย์ตรวจสอบท่าทีของตนเองต่อความรู้ เน้นความไม่ยึดมั่นถือมั่นเพื่อให้วิทยาศาสตร์มีความถ่อมตน การย้อนอ่านใหม่หมดทำให้วิทยาศาสตร์เปิดกว้างต่อความรู้และประสบการณ์ที่หลากหลาย การแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่างทำให้วิทยาศาสตร์สามารถอยู่ร่วมกับศาสตร์อื่นและสังคมที่มีความหลากหลาย

เมื่อนำหลักการหลังนวยุคสายกลางมาใช้ วิทยาศาสตร์ก็จะมุ่งสู่เป้าหมาย 4 ประการ ได้แก่ สร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา และเมือ่นั้นวิทยาศาสตร์จะไม่เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับสร้างสิ่งใหม่ แต่จะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอนได้อย่างมีสติ มีเหตุผล และมีความรับผิดชอบ และทำให้มนุษย์อยู่กับโลกได้ดีขึ้น เพราะวิทยาศาสตร์ที่ดีมิใช่วิทยาศาสตร์ที่ทำให้มนุษย์มีอำนาจเหนือธรรมชาติ หากเป็นวิทยาศาสตร์ที่ทำให้มนุษย์รู้จักใช้ความสามารถของตนโดยไม่ทำลายเงื่อนไขของการดำรงอยู่ร่วมกัน การมีปัญญาอย่างวิทยาศาสตร์จะทำให้เรามีปัญญาแห่งการดำรงชีวิตที่ความรู้ถูกนำมาใช้ด้วยเหตุผล ความคิดสร้างสรรค์ คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

เอกสารอ้างอิง

กีรติ บุญเจือ. (2545). ปรัชญาหลังนวยุค: แนวคิดเพื่อการศึกษาแผนใหม่. ดวงกมล.

กีรติ บุญเจือ. (2546). ปรัชญาประสาชาวบ้าน เล่มต้น. มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น.

กีรติ บุญเจือ. (2560). ปรัชญาและจริยศาสตร์สมัยปัจจุบัน. มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

ธนวัฒน์ จวนแจ้ง, & สิริกร อมฤตวาริน. (2567). การสอนวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง. วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย, 8(3), 1657–1671.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018