ผศ.ดร.นภาวรรณ สวัสดิชัย1
ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต2
1นักวิชาการอิสระ
2หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
บทนำ
ในโลกสมัยใหม่ คุณธรรมที่ได้รับการยกย่องและให้ความสำคัญคือ ความซื่อสัตย์ และความซื่อสัตย์มักได้รับการอธิบายในฐานะคุณธรรมของบุคคล เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป ความซื่อสัตย์ โดยทั่วไป มี 2 นัย คือ การไม่พูดเท็จ และการไม่เอาทรัพย์ของผู้อื่น ซึ่งในระดับธรรมนั้น จะต้องพิจารณาในแง่ของความสามารถในการรักษาความตรงระหว่างสิ่งที่ตนรู้ว่าเป็นจริง สิ่งที่ตนมีสิทธิทำ และสิ่งที่ตนเลือกจะกระทำ คำถามที่ละเอียดอ่อนสำหรับประเด็นเรื่องความซื่อสัตย์จึงเป็น “สิ่งที่กำลังผ่านมือเราอยู่นี้ เรามีสิทธิที่จะให้มันแก่ใครหรือไม่?” คำถามนี้ทำให้ความซื่อสัตย์เคลื่อนย้ายพื้นที่จากเรื่องของการเอามาสู่เรื่องของการให้ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับศีลข้อ 2 อทินนาทานา และมักถูกเข้าใจในความหมายทั่วไปว่าเป็นการไม่เอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้แก่เรา พระพุทธศาสนาวางเรื่องนี้ไว้บนฐานของการเคารพสิทธิในทรัพย์สินและการไม่เบียดเบียนผู้อื่น และคำอธิบายทางพุทธจริยธรรมยังครอบคลุมถึงการฉ้อฉล การหลอกลวง และการใช้สิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตด้วย (Harvey, 2000; Bodhi, 1999)
ในขณะที่ถ้ามองถึงการใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน จุดนี้เป็นขอบข่ายในนิยามของคอร์รัปชัน ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งในภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม คอร์รัปชันไม่ได้เริ่มต้นจากคนคนหนึ่งที่ตั้งใจจะโกง มันอาจเริ่มต้นจากระบบที่ไม่มีใครตรวจสอบ จากกฎที่ไม่มีใครถามถึง จากขั้นตอนที่ถูกละเลยเพราะทำแบบนี้กันมานานแล้ว จากช่องว่างเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีใครได้รับความเสียหาย แล้ววันหนึ่ง มีใครบางคนค้นพบว่า ช่องว่างนั้นสามารถเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ได้ คอร์รัปชันในทางปฏิบัติจึงมักเติบโตตรงบริเวณที่ระบบถูกละเลย ระบบไม่ชัดเจน ระบบไม่ตรวจสอบ หรือระบบถูกทำให้หย่อนยาน แล้วมีผู้ค้นพบช่องว่างนั้นและใช้มันเพื่อแสวงหาประโยชน์ (พจนา มาโนช และคณะ, 2563) กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ กระบวนการของการละเลยระบบ → ทำให้เกิดช่องว่าง → ช่องว่างสร้างโอกาส → โอกาสสร้างแรงจูงใจ → แรงจูงใจเปิดทางให้การแสวงประโยชน์ → การทำซ้ำทำให้ความผิดกลายเป็นเรื่องปกติ กระบวนการนี้ไม่ได้ชี้ว่าระบบเป็นผู้กระทำผิดแทนบุคคล และไม่ได้หมายความว่าหากระบบดีแล้วคอร์รัปชันจะหมดไป เพราะบุคคลก็ยังคงมีความรับผิดชอบทางศีลธรรมของตนเอง (พระครูโอภาสสราธิคุณ (ชาตรี อาสโภ) และคณะ, 2564) แต่การศึกษาเรื่องคอร์รัปชันชี้ให้เห็นความสำคัญของสถาบัน กลไกกำกับดูแล แรงจูงใจ และวัฒนธรรมองค์กรในการเปิดหรือปิดพื้นที่ให้พฤติกรรมทุจริตเกิดขึ้น (Rose-Ackerman & Palifka, 2016) การมีช่องว่างไม่ใช่คอร์รัปชันโดยตัวมันเอง แต่คอร์รัปชันเกิดขึ้นเมื่อช่องว่างนั้นถูกนำมาใช้เพื่อบิดเบือนอำนาจ ความไว้วางใจ หรือทรัพยากรจากวัตถุประสงค์ที่ควรเป็น ไปสู่ประโยชน์ที่ไม่ควรเป็น เมื่อมีคนใช้ช่องทางนั้นซ้ำ ๆ สิ่งที่ผิดอาจค่อย ๆ กลายเป็นสิ่งที่ดูเหมือนปกติ คำถามจึงไม่ควรจบที่ว่า “ใครเป็นคนโกง?” แต่ในเชิงระบบควรถามลึกลงไปว่า “อะไรทำให้การโกงสามารถเกิดขึ้นได้?” และอาจลึกไปกว่านั้นอีกว่า “อะไรในตัวเรา ที่ทำให้เรายอมเข้าไปอยู่ในกระบวนการนั้น?”
แต่เมื่อมองจากประสบการณ์ในโลกการทำงาน เราอาจพบรูปแบบที่ซับซ้อนกว่า เราอาจไม่ได้หยิบเงินของใครออกจากกระเป๋า เราไม่ได้เป็นผู้รับผลประโยชน์โดยตรง แต่เราอาจกำลังใช้ตำแหน่ง หน้าที่ ความไว้วางใจ หรือช่องว่างของระบบ เพื่อส่งต่อสิ่งที่เราไม่มีสิทธิจะให้แก่ผู้อื่น บทบาทนี้เองที่ความซื่อสัตย์เริ่มมีความน่าสนใจที่จะค้นหาความหมายในระดับที่ลึกขึ้น เราข้ามผ่านมุมมองของความซื่อสัตย์จากการไม่ถือเอาของที่เขาไม่ได้ให้ แต่ข้ามไปสู่บริบทใหม่ใหม่ เราอาจเอาความคิดของเขามาเป็นของเรา เอาผลงานของคนอื่นมาเป็นผลงานของตน เอาข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาตมาใช้ เอาเวลาของผู้อื่นไปโดยไม่รับผิดชอบ เอาความไว้วางใจของใครบางคนมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือแม้แต่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเพื่อทำให้สิ่งที่ไม่ควรถูกให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกให้ คำถามที่สำคัญมากในบริบทนี้จึงเปลี่ยนเป็น “สิ่งนี้เป็นของใคร และฉันมีสิทธิ์ที่จะให้มันหรือไม่?” ซึ่งเราอาจไม่ได้เป็นผู้รับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์โดยตรงเลย เราอาจเป็นเพียงผู้จัดทำเอกสาร ผู้เสนอราคา ผู้อนุมัติ ผู้ส่งข้อมูล ผู้ประสานงาน หรือผู้ที่ทำตามคำสั่ง แต่ถ้าบทบาทของเราทำให้สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นสามารถเกิดขึ้นได้ เราอาจกำลังเป็นส่วนหนึ่งของการถือเอาสิ่งที่ไม่ได้ถูกให้ แม้มือของเราจะไม่ได้รับเงินนั้นโดยตรงก็ตาม
ช่องว่างของใจกับการมีส่วนร่วมในการสร้างผลประโยชน์
ในชีวิตการทำงาน เมื่อเรากล่าวว่า “ฉันไม่ได้เอาเงินมาเป็นของตัวเอง” ประโยคนี้ฟังดูสมเหตุสมผลมาก และยังช่วยให้เรารู้สึกว่าเรายังเป็นคนดี แต่ความซื่อสัตย์จะถามเราว่า “แล้วเธอช่วยทำให้เงินนั้นไปถึงใครหรือไม่?” คำถามนี้ทำให้พื้นที่ทางศีลธรรมเปลี่ยนไปทันที เพราะการกระทำหนึ่งไม่ได้มีเพียงผู้รับผลประโยชน์เท่านั้น แต่ยังมีผู้ทำให้ผลประโยชน์นั้นเกิดขึ้น เราอาจไม่ได้รับสิ่งที่ไม่ควรได้ แต่เราอาจใช้ตำแหน่ง หน้าที่ ความรู้ หรือความสามารถของเรา เพื่อทำให้คนอื่นได้รับสิ่งที่เขาไม่ควรได้รับ ตรงนี้เองที่ความรับผิดชอบทางศีลธรรมจะปรากฎในใจและต้องการหลักยึดสำคัญที่ว่า การไม่รับผลประโยชน์ไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้มีส่วนร่วมกับการสร้างผลประโยชน์นั้น นี่จึงเป็นเหตุผลรองรับว่าทำไมการทุจริตจึงสามารถดำรงอยู่ในองค์กรต่าง ๆ ได้ แม้คนจำนวนมากในองค์กรนั้น ๆ จะสามารถพูดออกมาอย่างจริงใจว่า “ฉันไม่ได้โกง” แต่ก็เพราะแต่ละคนอาจทำเพียงส่วนหนึ่งของการกระทำทั้งหมด คนหนึ่งสร้างช่องว่าง คนหนึ่งใช้ช่องว่าง คนหนึ่งจัดเอกสาร คนหนึ่งอนุมัติ คนหนึ่งส่งต่อ และมีคนหนึ่งรับผลประโยชน์ เมื่อแยกการกระทำออกเป็นชิ้น ๆ ทุกคนอาจรู้สึกว่าตนเองไม่ได้ทำผิดร้ายแรง แต่เมื่อมองทั้งระบบ เราอาจพบว่า ทุกคนกำลังช่วยกันทำให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น ในทางจริยธรรม ความรับผิดชอบไม่ได้สิ้นสุดเพียงเพราะผู้กระทำมิได้เป็นผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย การแบ่งงานออกเป็นหลายส่วนสามารถทำให้แต่ละคนมองไม่เห็นภาพรวม และทำให้ความรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้รับผิดชอบลดลงได้ (Bandura, 1999)
กรอบสำหรับการใคร่ครวญที่สำคัญในเรื่องนี้คือ ระบบทุกระบบย่อมมีรอยต่อ ไม่มีระบบใดสมบูรณ์แบบ ไม่มีระเบียบใดครอบคลุมทุกสถานการณ์ และไม่มีการควบคุมใดตรวจสอบทุกสิ่งได้ คำถามจึงพ้นไปจาก “เราจะสร้างระบบที่ไม่มีช่องว่างได้อย่างไร?” แต่เป็น “เมื่อพบช่องว่าง เราจะทำอย่างไรกับมัน?” นั่นคือ เมื่อคน ๆ หนึ่งเห็นช่องว่างแล้วคิดว่า “ตรงนี้ทำได้ เพราะไม่มีใครรู้” อีกคนเห็นช่องว่างแล้วคิดว่า “ตรงนี้ไม่มีใครตรวจ งั้นเราน่าจะหาประโยชน์ได้” แต่คนอีกคนหนึ่งอาจเห็นช่องว่างเดียวกันแล้วคิดว่า “ตรงนี้ระบบยังไม่สมบูรณ์ เราควรทำให้มันดีขึ้น” ช่องว่างเดียวกัน แต่จิตใจต่างกัน ผลลัพธ์จึงต่างกัน ช่องว่างของใจนี้ทำให้เราเห็นว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้อยู่ที่ระบบเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่จิตใจของผู้ที่เข้ามาสัมพันธ์กับระบบนั้นทั้งหมดด้วย
ระบบมีช่องว่าง จิตใจก็มีช่องว่าง ช่องว่างของระบบเกิดจากกฎเกณฑ์ การตรวจสอบ หรือกระบวนการที่ไม่รัดกุม ส่วนช่องว่างของใจเกิดจากการที่เราไม่เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตัวเรา เราอาจเห็นว่าได้เงิน แต่ไม่เห็นความโลภ เราอาจเห็นว่ากลัวจะเสียงาน กลัวจะไม่ได้งาน แต่เราไม่เห็นว่าความกลัวกำลังทำให้เรายอมละทิ้งหลักการและศีลธรรมประจำตน เราอาจเห็นว่าคนอื่นก็ทำ แต่เราไม่เห็นว่าการทำตามคนอื่นกำลังลดความรับผิดชอบของเราเองลงไปด้วย เราอาจเห็นว่าไม่มีใครเดือดร้อน แต่เราก็ไม่เห็นว่าความไม่โปร่งใสกำลังทำลายความไว้วางใจของระบบลงทีละเล็กทีละน้อย
ในทางพุทธศาสนา เราจึงอาจใช้ โลภะ และ โมหะ เป็นเครื่องมือช่วยสำรวจภายใน โลภะทำให้เราอยากได้ อยากรักษา อยากไม่สูญเสีย และโมหะทำให้เราไม่เห็นความจริงของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หรือเห็นเพียงบางส่วนแล้วเข้าใจว่าทั้งหมดถูกต้อง สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งสองอย่างอาจทำงานร่วมกัน โมหะทำให้เราไม่เห็นความผิดปกติ ร่วมกับโลภะทำให้เราอยากเดินต่อไป ซึ่งเราสามารถเข้าใจได้ว่า โมหะ → ทำให้มองไม่เห็นความจริง → สร้างเหตุผลรองรับ → เปิดพื้นที่ให้โลภะทำงาน → โลภะผลักให้แสวงประโยชน์ → การกระทำซ้ำทำให้ระบบเสื่อม จากกระบวนการนี้เราจึงอาจอุปมาได้ว่า กองไฟแห่งโมหะเหมือนถังแก๊ส และความโลภเหมือนเปลวไฟ ตราบใดที่แก๊สยังไหล ไฟก็ยังมีเชื้อให้ลุกต่อ เมื่อเราเริ่มลดความหลง เริ่มมองเห็นความจริงของสถานการณ์ เริ่มเห็นบทบาทของตัวเอง เริ่มเห็นผลกระทบที่เกิดกับผู้อื่น นั่นคือ เมื่อแก๊สลดลง เปลวไฟของความโลภก็อาจค่อย ๆ เบาลงตามไปด้วย ซึ่งเราอาจเข้าใจผ่านตัวแบบความคิดที่ว่า
คนจำนวนมากไม่ได้ทำสิ่งผิดเพราะไม่รู้ว่าผิด บางครั้งเรารู้แต่ยังทำ เพราะกลัว เพราะอยากได้ เพราะไม่อยากเสียโอกาส เพราะไม่อยากมีปัญหากับคนอื่น เพราะคิดว่าทุกคนก็ทำ หรือเพราะบอกตัวเองว่า ฉันไม่ได้เป็นคนได้ผลประโยชน์ พื้นที่ละเอียดอ่อนของความซื่อสัตย์นี้เรียกร้องการตื่นรู้ทางศีลธรรม ซึ่งไม่ได้จบลงที่ฉันรู้ว่าสิ่งนี้ผิด แต่ค่อย ๆ เคลื่อนจาก รู้ว่าผิด → เห็นว่าทำไมจึงผิด → เห็นบทบาทของตนเอง → ไม่ต้องการมีส่วนร่วม → กล้าปฏิเสธ → หยุดการกระทำ นี่เป็นพัฒนาการภายในที่สำคัญ เพราะจริยธรรมที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเมื่อเรากลัวการถูกจับ แต่เกิดขึ้นเมื่อเราไม่อยากทำสิ่งนั้น แม้ไม่มีใครกำลังมองอยู่ก็ตาม
คนเราไม่ได้ผิดด้วยเหตุผลเดียวกัน
เรื่องความซื่อสัตย์นี้หากมองผ่านความเป็นมนุษย์มากขึ้น เราควรมองผ่านหลักจริต 6 ซึ่งอาจวินิจฉัยออกได้ดังนี้
ราคจริต อาจถูกดึงด้วยความอยากได้ และถ้าอยากได้มากพอ ก็อาจหาเหตุผลให้ตัวเองเอามันมา จึงต้องฝึกเห็นคุณค่าของสิ่งที่ไม่ใช่ของตน และเรียนรู้ความพอ หาว่าตนต้องการสิ่งนั้นจริง ๆ หรือเพียงอยากมี และ สิ่งนี้เป็นของเรา หรือเขาอนุญาตให้เราใช้แล้วหรือไม่
โทสจริต อาจใช้ความไม่พอใจเป็นเหตุผลในการเอาคืน ซึ่งอาจเลยเถิดไปถึงการเอาของเขามาเพื่อแก้แค้ย นั่นคือจะต้องระวังไม่ให้ความยุติธรรมกลายเป็นข้ออ้างของการแก้แค้น และเมื่อถูกเอาเปรียบใด ๆ เราก็ควรใช้ช่องทางที่เหมาะสม เช่น การพูดคุย การร้องเรียน การไกล่เกลี่ย หรือกระบวนการตามกติกา
โมหจริต อาจไม่ได้คิดว่าตนกำลังทำผิดด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่ทันคิด เช่น หยิบของผิดแล้วไม่คืน ใช้ทรัพยากรของส่วนรวมโดยคิดว่าไม่มีใครเห็น จึงต้องฝึกหยุด สังเกต และตรวจสอบสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
สัทธาจริต อาจเชื่อคนที่ตนเคารพหรือทำตามกลุ่ม เช่น เพื่อนบอกว่าเอาไปใช้เถอะ ไม่มีใครรู้ แล้วเราก็เอาไปจริง ๆ ดังนั้น เราจึงต้องพัฒนาศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา และกล้าที่จะถามว่า แม้คนที่ฉันเชื่อทำ ฉันควรทำตามหรือไม่?
พุทธิจริต อาจใช้เหตุผลเก่งจนสามารถหาเหตุผลสนับสนุนการกระทำที่ไม่ถูกต้องได้ จึงต้องระวังว่าอธิบายได้ ไม่ได้แปลว่าชอบธรรม และควรถามตนเองอยู่เสมอ ๆ ว่า ฉันควรทำหรือไม่?
วิตกจริต อาจกังวลว่าถ้าไม่ทำจะเสียงาน เสียโอกาส หรือไม่มีทางเลือก จึงต้องเรียนรู้ที่จะไม่ให้ความกลัวเป็นผู้ตัดสินใจแทนคุณธรรม
จริต 6 ในที่นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเป็นเหตุผลอ้างหรือใช้เพื่อบอกว่า ฉันเป็นคนแบบนี้ แล้วหยุดอยู่ตรงนั้น แต่มีไว้เพื่อถามตนเองว่า “เมื่อฉันเป็นคนแบบนี้ ฉันควรระวังอะไรในตัวเอง?” นี่คือการเปลี่ยนจริตจากป้ายชื่อของตัวตนให้กลายเป็นกระจกสำหรับการตื่นรู้
เมื่อเรามองในระดับนี้ เราก็อาจเข้าใจความซื่อสัตย์ในความหมายที่สูงเกินไป เราคิดว่าคนซื่อสัตย์คือคนที่ไม่เคยทำผิด แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น คนที่เคยทำผิดจะไม่มีวันกลับมาเป็นคนซื่อสัตย์ได้อีก ความหมายที่เราควรพิจารณาอย่างลึกซึ้งควรเป็น ความซื่อสัตย์คือความสามารถที่จะไม่โกหกตัวเอง เมื่อเราเห็นว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คนที่ซื่อสัตย์จึงไม่ใช่คนที่ไม่เคยหลง แต่เป็นคนที่เมื่อรู้ว่าหลงแล้ว เขาจะไม่สร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อปกป้องความหลงของตนเอง เขาจะไม่พูดว่าทุกคนก็ทำ ไม่พูดว่าฉันไม่ได้เอาเอง ไม่พูดว่าถ้าฉันไม่ทำ คนอื่นก็ทำอยู่ดี และไม่พูดว่าฉันไม่มีทางเลือก แต่เขาคือคนที่กล้าหันกลับมาถามว่า จริงหรือที่ฉันไม่มีทางเลือก? ซึ่งบางครั้งทางเลือกอาจมีเพียงเล็กน้อย แต่การพูดว่าไม่ อาจเป็นทางเลือกที่สำคัญที่สุด
และเมื่อเราเลือกที่จะไม่ใช้บทบาทของตัวเองเพื่อทำให้สิ่งที่ไม่ควรถูกให้ ถูกส่งต่อไปยังใคร คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทุกครั้งที่เราอยู่ตรงรอยต่อของระบบ สิ่งนี้เป็นของใคร? ใครมีอำนาจที่จะให้สิ่งนี้? ฉันมีสิทธิ์ทำสิ่งนี้หรือไม่? มีใครกำลังเสียประโยชน์จากสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังได้หรือไม่? ถ้าทุกคนรู้รายละเอียดทั้งหมด การกระทำนี้ยังดูถูกต้องอยู่หรือไม่? ถ้าชื่อของฉันปรากฏอยู่บนกระบวนการทั้งหมด ฉันยังยอมรับว่าเป็นการกระทำของฉันหรือไม่? บางครั้งคำตอบอาจทำให้เราไม่สบายใจ และความไม่สบายใจนั้นเองอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ หิริและโอตตัปปะ (ความละอายและความเกรงกลัวต่อความผิดในทางธรรม) ไม่ใช่ความกลัวว่าจะถูกจับ แต่เป็นความรู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นผ่านมือของฉัน
การรู้ช่องว่างในใจ
คนทั่วไปยังมีความแตกต่างระหว่างการรู้สึกว่าผิด กับการเข้าใจว่าผิดเพราะอะไร บุคคลหนึ่งอาจมีความรู้สึกผิดอย่างแรงกล้า แต่ยังอธิบายไม่ได้อย่างชัดเจนว่าความผิดอยู่ตรงไหน นี่เป็นพื้นที่ที่น่าสนใจทางจิตวิทยาและพุทธปรัชญา เพราะจริยธรรมมิได้เริ่มต้นจากความเข้าใจเสมอไป หากแต่เริ่มจากความรู้สึกสะเทือนภายใน เราอาจรู้สึกว่าไม่ใช่ ก่อนที่จะสามารถอธิบายได้ว่าไม่ใช่เพราะอะไร ความรู้สึกดังกล่าวจึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาปัญญาทางศีลธรรม และนี่คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดทางศีลธรรมช่วงเวลาหนึ่ง เป็นช่วงเวลาที่เราพบว่า เรากำลังถูกใช้ เมื่อใครบางคนใช้ความกลัวของเรา ใช้ตำแหน่งของเรา ใช้ความไม่รู้ของเรา ใช้ความเกรงใจของเรา ใช้ความต้องการรักษางานของเรา เพื่อทำให้เรากลายเป็นเครื่องมือของสิ่งที่เราเองก็รู้ว่าไม่ถูกต้อง ใช้สิ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของเราไปจัดสรรให้ผู้อื่นเกินกว่าสิทธิและความไว้วางใจที่เราได้รับใน ตอนแรก เราอาจยอม หนึ่งครั้ง สองครั้ง แล้วปลอบตัวเองว่าคงไม่เป็นไร แต่เมื่อการกระทำนั้นเกิดซ้ำ เราอาจเริ่มเห็นรูปแบบ และวันหนึ่ง เราจะไม่ได้ถามอีกต่อไปว่า เราจะเสียอะไรถ้าปฏิเสธ? แต่เราจะรู้สึกในใจว่า เราจะสูญเสียอะไรในตัวเองบ้าง ถ้ายังทำต่อ? คำถามนี้เปลี่ยนทุกอย่าง เพราะจากเดิมที่เราปกป้องงาน เราจะกลับมาเห็นว่าเราต้องปกป้องความเป็นมนุษย์และความซื่อสัตย์ของตัวเองด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นในกรอบคิดนี้อาจอธิบายได้ว่า ส่วนที่ยังต้องการผลประโยชน์และกลัวเสียงาน คือ โลภะ ส่วนที่ไม่เห็นความจริงของโครงสร้างและหาเหตุผลให้ตนเองทำต่อ คือ โมหะ ส่วนที่เกิดความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะไม่ทำสิ่งผิด สิ่งที่เรียกว่า ฉันทะ ซึ่งเป็นความปรารถนาที่มุ่งไปสู่สิ่งที่ดี ส่วนที่รู้สึกละอายหรือไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความผิด สิ่งนี้สัมพันธ์กับหิริและโอตตัปปะซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องคุ้มครองทางศีลธรรม ความเข้าใจนี้จะทำให้เราที่อยู่ในระบบต้องเปลี่ยนการถามจากว่า ทำได้หรือไม่? ไปเป็น ควรทำหรือไม่? และเมื่อคำตอบในตนชัดขึ้นว่า ไม่ต้องการเป็นเครื่องมือของการกระทำนั้น เราจึงเกิดการตัดสินใจว่า เราจะไม่ทำอีก การปฏิเสธจึงมิใช่การเสีย หากแต่เป็นการนำตนเองกลับคืนมาจากระบบความสัมพันธ์ที่ตนเห็นว่าไม่ถูกต้อง
การสร้างความซื่อสัตย์ในพื้นที่ต่าง ๆ จึงจะเกิดขึ้น และจำเป็นต้องทำสองด้านพร้อมกัน คือ
ด้านหนึ่ง ปิดช่องว่างของระบบ สร้างกระบวนการที่โปร่งใส มีการตรวจสอบ กำหนดอำนาจหน้าที่ชัดเจน ลดผลประโยชน์ทับซ้อน สร้างช่องทางร้องเรียน และทำให้การปฏิเสธสิ่งผิดไม่กลายเป็นการทำร้ายผู้ปฏิเสธ
อีกด้านหนึ่ง ปิดช่องว่างของใจ ฝึกสติ รู้เท่าทันความโลภ รู้เท่าทันความกลัว รู้เท่าทันการหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง กล้ายอมรับความผิดพลาด และฝึกความกล้าที่จะพูดว่า ฉันไม่ขอมีส่วนร่วมกับสิ่งนี้
เมื่อสองด้านนี้มาพบกัน ความซื่อสัตย์จึงปรากฎในบรรยากาศทั้งภายในและภายนอก คือความตรงระหว่างสิ่งที่เราเป็นเจ้าของ สิ่งที่เราได้รับมอบหมาย สิ่งที่เรามีสิทธิทำ และสิ่งที่เราเลือกจะทำ
ระบบป้องกันเริ่มจากข้างใน
ระบบทั้งหลายมักจะชี้บอกเราว่า สิ่งนี้ห้ามทำ แต่ระบบศีลธรรมนั้น Harvey (2000) อธิบายว่าศีลในพุทธศาสนาไม่ได้มีลักษณะเป็นเพียงคำสั่งจากภายนอก แต่เป็นข้อปฏิบัติที่บุคคลรับไว้ด้วยตนเองและพยายามดำรงไว้ แม้ในทางปฏิบัติการรักษาศีลอย่างสมบูรณ์จะเป็นเรื่องยาก ดังนั้น ความซื่อสัตย์ที่แท้จริงจึงไม่ใช่ฉันทำถูกเพราะระบบกำลังตรวจสอบฉัน แต่เป็นฉันทำถูกแม้ไม่มีระบบใดกำลังมองเห็นฉัน แนวคิดนี้เมื่อซึมเข้าสู่ชีวิตก็จะทำให้เราเริ่มรู้สึกว่า สิ่งนี้ฉันไม่อยากทำ ความแตกต่างนี้มีความยิ่งใหญ่มากในระดับจิตใจ อย่างแรกคือการควบคุมจากภายนอก ในขณะที่อย่างหลังคือการกำกับตนเองจากภายใน เมื่อไม่มีใครตรวจ เมื่อไม่มีกล้อง เมื่อไม่มีหัวหน้า เมื่อไม่มีบทลงโทษ คนที่ยังไม่ทำ เพราะเห็นว่าไม่ควรทำ คนนั้นกำลังเริ่มมีความซื่อสัตย์ที่ลึกกว่าการปฏิบัติตามกฎ และนี่ย่อมเป็นจุดที่ศีลเปลี่ยนจาก ข้อห้ามไปเป็นวิถีแห่งการดำรงอยู่ เราจะมองการกระทำของตนเอง และมองว่ากำลังช่วยให้ความไม่ถูกต้องเกิดขึ้นหรือไม่? นอกจากนี้เมื่อเราเจอช่องโหว่ เราก็จะบอกตนเองได้ว่า เมื่อฉันเห็นช่องโหว่นั้น ฉันเลือกปิดมัน หรือเลือกใช้มัน? และเราจะสูญเสียอะไรในตัวเองไป หากคำตอบสุดท้ายไม่ใช่เงิน ไม่ใช่งาน ไม่ใช่ตำแหน่ง แต่เป็นความสามารถที่จะมองตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เราก็จะตื่นขึ้น และระบบป้องกันของเราก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การที่บุคคลหนึ่งเลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทุจริต แต่คือการที่เกิดความตรงกันระหว่าง การรู้ว่าไม่ถูกต้อง → เข้าใจว่าตนเองกำลังมีส่วนร่วม → ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่ง → พูดออกไป → หยุดการกระทำ กระบวนการนี้เป็นสิ่งที่เรียกว่า ความซื่อสัตย์ ซึ่งมีกรอบคิดของความครบถ้วนและไม่แตกออกเป็นส่วน ๆ ร่วมด้วย คนซื่อสัตย์จึงไม่เพียงแค่พูดความจริง แต่เขาคือคนที่สิ่งที่รู้ สิ่งที่คิด สิ่งที่พูด และสิ่งที่ทำไม่แยกออกจากกันจนกลายเป็นคนละคน
สรุป
ความซื่อสัตย์มิใช่การมีจิตใจที่ไม่เคยถูกกิเลสแตะต้อง แต่คือความสามารถในการมองเห็นว่า เมื่อใดกิเลสกำลังเข้ามาใช้ระบบ ความสัมพันธ์ และเหตุผลของเราเป็นเครื่องมือ แม้เราจะไม่สามารถสร้างโลกที่ไม่มีช่องโหว่ได้ ระบบจะยังมีรอยต่อ องค์กรจะยังมีข้อผิดพลาด กฎจะยังมีช่องว่าง และมนุษย์จะยังมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ความศรัทธา ความคิด และความกังวล แต่เราสามารถฝึกสิ่งหนึ่งได้ คือ เมื่อเห็นช่องว่าง เราไม่จำเป็นต้องใช้มัน เมื่อเห็นโอกาส เราไม่จำเป็นต้องฉกฉวยมัน เมื่อคนอื่นชวน เราไม่จำเป็นต้องตาม เมื่อทุกคนบอกว่าไม่เป็นไร เราไม่จำเป็นต้องเชื่อ และเมื่อเราพบว่าตัวเองเคยก้าวเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่ถูกต้อง เราก็ยังสามารถหยุด ถอยกลับ และเริ่มต้นใหม่ได้ เพราะการตื่นรู้ไม่ได้หมายความว่า ฉันไม่เคยหลงผิด แต่หมายถึง เมื่อเห็นว่ากำลังหลงผิด ก็ไม่หลอกตัวเองอีกต่อไป เมื่อเราซื่อสัตย์ต่อตนเอง เราก็ย่อมซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น เราไม่เอาของคนอื่น ไม่เอาสิ่งที่เขาไม่ได้ให้ ไม่ให้สิ่งที่เราไม่มีสิทธิ์ให้ ไม่ใช้ความไว้วางใจของผู้อื่นเป็นเครื่องมือ และไม่ใช้ช่องว่างของระบบเป็นข้ออ้างในการละทิ้งความซื่อสัตย์ของตนเอง เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่เราต้องรักษาอาจไม่ใช่เพียงทรัพย์สินของคนอื่น แต่คือความสามารถของใจที่จะรู้ว่าอะไรควรและไม่ควร และความซื่อสัตย์ที่แท้จริงอาจเริ่มต้นขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่มีใครเห็นเรา แต่เราเห็นตัวเอง แล้วเลือกพูดกับตนเองว่าไม่ใช่เพราะฉันกลัวว่าจะถูกจับ แต่เพราะเราเห็นแล้วว่า สิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นผ่านมือของเรา และนั่นย่อมเป็นช่วงเวลาที่ ศีลไม่ได้อยู่เพียงในคัมภีร์อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นการดำรงอยู่ของเราในโลกนี้แล้ว
เอกสารอ้างอิง
พจนา มาโนช, กีรติ บุญเจือ, เอนก สุวรรณบัณฑิต, & สิริกร อมฤตวาริน. (2563). มรดกเชิงพลวัตรผ่านกระบวนทรรศน์ 5 กับการแก้ไขทุจริต: การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์และวิธาน. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร. 8(1): 247-256.
พระครูโอภาสสราธิคุณ (ชาตรี อาสโภ), สิริกร อมฤตวาริน, กีรติ บุญเจือ, & เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2564). พุทธธรรมาภิบาลกับปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร. 9(4): 1444-1454.
Bandura, A. (1999). Moral disengagement in the perpetration of inhumanities. Personality and Social Psychology Review, 3(3), 193–209.
Bodhi, B. (1999). The noble eightfold path: The way to the end of suffering. Buddhist Publication Society.
Harvey, P. (2000). An introduction to Buddhist ethics: Foundations, values and issues. Cambridge University Press.
Rose-Ackerman, S., & Palifka, B. J. (2016). Corruption and government: Causes, consequences, and reform (2nd ed.). Cambridge University Press.

Leave a comment