ภูษณิศา ปุญพิศุทธ์1
ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต2
1นักวิชาการอิสระ
2หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

บทนำ

ในวัยหนุ่มสาว เรามักถามตนเองว่าฉันจะเป็นอะไร เมื่อเราทำงาน เราอาจถามว่าเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไร และเมื่อชีวิตยาวขึ้นเข้าสู่วัยสูงอายุ คำถามในใจก็ลึกซึ้งขึ้นคือ ชีวิตที่ผ่านมามีความหมายอย่างไร อะไรคือสิ่งที่ยังมีคุณค่าสำหรับเรา เรายังสามารถเป็นอะไรได้อีก ในขณะที่หลาย ๆ คนก็ไม่ได้มุ่งมั่นจะสร้างอะไร แต่สนใจการใช้ชีวิต เขาก็จะมีคำถามว่า ฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีชีวิตชีวาได้อย่างไร สังคมสมัยใหม่มักจะมองวัยสูงอายุผ่านกรอบของการเกษียณ (retirement) การมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต การดูแลสุขภาพ การพึ่งพิง และการลดลงของสมรรถภาพร่างกาย กรอบเหล่านี้ทำให้ความชราถูกเข้าใจเป็นขาลงของชีวิต เป็นเส้นทางของการสูญเสีย (Harnow Klausen, 2020) แต่ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางมีทรรศนะในกรอบของการตอบคำถามใหม่ว่า หากเรามองวัยสูงอายุใหม่ว่า นี่มิใช่เพียงช่วงเวลาที่ชีวิตเหลือน้อยลง หากแต่เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์มีความพร้อมที่จะมีโอกาสเข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้งขึ้น ในยุคนี้ผู้สูงอายุหลาย ๆ คนนั้นเขาไม่ต้องเรียนความรู้พื้นฐานแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อสะสมทรัพย์สมบัติ เพราะมีทรัพย์สินพอที่จะเลี้ยงดูตนเองได้อย่างไม่ยากลำบากนัก และไม่มีภาระดูแลลูกหลานอย่างสมัยก่อน การใช้ชีวิตของวัยสูงอายุจึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นช่วงแห่งการเติบโตทางจิตใจ การมีส่วนร่วม และการเติมเต็มตนเอง มิใช่เพียงการมีกิจกรรมยามว่างหลังเกษียณ (Moody, 1976)

วัยสูงอายุคือโอกาสในการไม่ยึดติดกับกรอบคำตอบเดิม

คนคนหนึ่งอาจเคยเชื่อว่าต้องทำงานจึงจะมีคุณค่า แต่เมื่อเกษียณ เขาอาจค้นพบว่าการได้พูดคุยกับลูกหลาน การปลูกต้นไม้ การอ่านหนังสือ หรือการช่วยเหลือคนอื่นก็มีคุณค่าเช่นกัน หลายคนอาจคิดว่า ตอนนี้ฉันไม่มีประโยชน์แล้ว เพราะไม่ได้ทำงาน แต่ในระดับลึกซึ้งแห่งชีวิต มีมุมมองว่า การบอกว่าคุณค่าของมนุษย์วัดจากตำแหน่งงาน เป็นเพียงกรอบคิดหนึ่งเท่านั้น ในยุคนี้ เราควรเรียนรู้และกล้าที่จะรื้อกรอบคิดนี้โดยไม่จำเป็นต้องทำลายอดีต ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางซึ่งมีหลักคิดของการไม่ยึดติดกับทฤษฎีตายตัว และมองการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นเป้าหมายสำคัญ โดยขับเคลื่อนผ่านพลังสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา (ฺBunchua, 2017) ย่อมมีทรรศนะว่า วัยสูงอายุไม่ใช่เวลาที่ต้องปกป้องคำตอบเดิมของชีวิตเหล่านั้น แต่เป็นเวลาที่เราจะได้มีอิสระในการตั้งคำถามต่อชีวิตเสียใหม่ มาสโลว์เสนอไว้ว่าชีวิตที่ดีไม่ใช่เพียงชีวิตที่อยู่รอด แต่เป็นชีวิตที่ได้เป็นตัวเอง (self-actualization) เราต่างมีความต้องการพัฒนาศักยภาพและเป็นตัวของตัวเอง เขาก็จะมีความเป็นธรรมชาติ มีความสดใหม่ในการรับรู้ และสามารถดำรงชีวิตโดยไม่ถูกครอบงำด้วยแบบแผนที่ไม่จำเป็น (Maslow, 1970) เมื่อมองจากมุมนี้ วัยสูงอายุจึงมีโอกาสทำสิ่งที่อยากทำมากขึ้นเพราะไม่จำเป็นต้องดำเนินชีวิตตามความคาดหวังของสังคมอีกต่อไป รูปแบบการใช้ชีวิตเช่นนี้เรียกว่า ความมีชีวิตชีวาด้วยตัวเอง (liveliness–spontaneity) ความมีชีวิตชีวานี้ไม่ได้หมายถึงการที่ผู้สูงอายุต้องมีความกระฉับกระเฉงทางร่างกาย แต่หมายถึง การมีชีวิตชีวาทางปัญญา คิดได้ลึกซึ่งขึ้น เข้าใจอะไรได้ชัดเจนมากขึ้น กระจ่างชัดในมุมมองต่าง ๆ มากกว่าเดิม เป็นการที่เราตระหนักว่า เรายังมีชีวิตอยู่และชีวิตนี้ยังมีบางสิ่งให้ค้นพบ

ในวัยสูงอายุ เราไม่ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ทั้งหมด แต่สามารถตีความชีวิตเดิมด้วยมุมมองใหม่ได้ อดีตที่เคยเป็นความล้มเหลวอาจกลายเป็นบทเรียน ความผิดพลาดอาจกลายเป็นปัญญา ความสูญเสียอาจทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่ยังเหลืออยู่ และการเกษียณไม่ใช่จุดจบของบทบาทแต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ การมีพื้นที่สำหรับการสร้างตัวตนใหม่โดยไม่ต้องปฏิเสธตัวตนเก่าเป็นการที่เรามุ่งที่จะก้าวข้ามตนเอง (self-overcoming) (Nietzsche, 1961) และเป็นเราที่เปลี่ยนไปได้ มนุษย์มีพลังชีวิตที่ทำให้บางสิ่งกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับตนเอง ความคิดและประสบการณ์มีผลต่อการมองคุณค่าที่เกิดขึ้นต่อชีวิต (James, 1907) ในกรอบทัศน์นี้ การเรียนปรัชญาย่อมตอบโจทย์ในการแสวงหาพื้นที่ใหม่สำหรับการคิดและนำประสบการณ์ในชีวิตของเรามาคิดใหม่ ทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น รับฟังคนอื่นได้มากขึ้น ให้อภัยตนเองได้มากขึ้น เห็นคุณค่าของชีวิตประจำวันมากขึ้น กล้าที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ และมีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ ได้มากขึ้น

อายุไม่ได้เป็นคำตัดสินสุดท้ายว่าเราเป็นใคร

แนวคิดอัตถิภาวนิยมของ Jean-Paul Sartre ให้ความสำคัญกับเสรีภาพและความรับผิดชอบของมนุษย์ บุคคลมิได้ถูกกำหนดอย่างสมบูรณ์ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน แต่ยังสามารถสร้างความหมายและกำหนดตนเองผ่านการเลือกและการกระทำ (Sartre, 2007) สำหรับผู้สูงอายุ แนวคิดของอัตถิภาวะจะทำให้ผู้สูงอายุมองตนเองใหม่ตามความเป็นจริงของชีวิต เราจะมีคำตอบว่า ในชีวิตของเราตอนนี้ เราควรใช้ชีวิตอย่างไร เราอาจพักผ่อนบ้าง ไปเที่ยวบ้าง เรียนสิ่งที่อยากเรียน เข้าร่วมกิจกรรมที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็น วาดภาพ เขียนอักษร เต้นรำ ออกกำลังกาย หรือแม้แต่เรียนรู้ในการที่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ต่าง ๆ รวมไปถึงปัญญาประดิษฐ์ เราทำอะไรก็ได้ เริ่มต้นใหม่ก็ได้ สานต่อสิ่งเดิมที่เราอยากทำก็ได้ เพราะอายุไม่ได้เป็นอุปสรรคของการใช้ชีวิต และการมีชีวิตนั้นก็คือ การมีอยู่ของเราบนพื้นที่แห่งเสรีภาพที่เรามีสิทธิที่จะเลือกนั่นเอง

ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง เสนอหลักการสำหรับวัยสูงอายุ เพื่อเป็นฐานคิดสำหรับเอาไว้ใช้เลือกที่จะพัฒนาตนเองอย่างเสรี (Suwanbundit, 2025) ได้แก่

หนึ่ง ไม่ยึดติดกับสิ่งที่เคยเชื่อ เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดิม ไม่จำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์เดิม เราไม่ต้องยึดติดสิ่งที่เคยเชื่อ เคยเป็น แต่เราสำรวจตนเองได้ว่า เราตอนนี้ต้องการอะไร เป็นความต้องการที่จะทำให้เราแสวงหาความเป็นตนเองที่ดีกว่าเดิมหรือไม่

สอง อ่านชีวิตใหม่โดยไม่ตัดสิ่งใดทิ้ง เราไม่จำเป็นต้องลืมอดีต แต่สามารถนำอดีตกลับมาอ่านใหม่ ความทรงจำกลายเป็นวัตถุดิบของกระบวนการทางปัญญา ความผิดพลาดสามารถมากลายเป็นบทเรียนให้เราทบทวนคิด ความสัมพันธ์ต่าง ๆ ก็กลายเป็นเนื้อหาให้เราทำความเข้าใจ ความสูญเสียที่เคยได้รับก็จะกลายมาเป็นการเรียนรู้เรื่องความไม่เที่ยง (อนิจจัง) และเราก็จะมีกรอบในการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้นจากบทเรียนต่าง ๆ ที่เราเข้าใจได้ลึกซึ้งขึ้น

สาม แสวงหาจุดร่วมและรักษาความแตกต่าง เราไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนอย่างที่สังคมอยากให้เราคิด เราไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนที่คนรุ่นใหม่คิด เราไม่จำเป็นต้องมีความสุขอย่างที่คนอื่นมี เรามีความสุขในชีวิตของเราได้อย่างที่เราต้องการ สิ่งที่เราพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนอื่น ๆ นั้นก็เพื่อให้เข้าใจว่าเขาคิดอะไร แล้วเรายอมรับฟังไว้เป็นเนื้อหาเพื่อการคิดของเรา สิ่งที่เราแสวงหาคือ การมีชีวิตที่มีความหมายและมีศักดิ์ศรี

ปัญญาทำให้เรามีชีวิตชีวา

การเป็นผู้สูงอายุ เราได้ผ่านชีวิตมามาก เราเห็นสิ่งสวยงาม สิ่งแปลกประหลาด สิ่งที่น่าทึ่ง น่าเคารพบูชามาตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา เราชอบ-ไม่ชอบไปตามใจของเราในตอนนั้น เมื่อเราศึกษาเรียนรู้ปรัชญา องค์ความรู้ได้มาเป็นฐานของคิดของเรา ทำให้เราประเมินคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ (appreciation) ได้กระจ่างชัดเจนขึ้น จำแนกดี-ไม่ดี สวย-ไม่สวย แปลกประหลาด-ไม่แปลกประหลาด สูงส่ง-ไม่สูงส่ง ได้ เราก็จะมีความรู้สึกถึงคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งนั้น เรามองดอกไม้ดอกหญ้าริมทาง เราจะมองเห็นความเข้มแข็งในการดำรงอยู่ของมัน ความงามเล็ก ๆ ที่ดอกไม้ริมทางนำเสนอต่อโลก เราชื่นชมความงามเหล่านั้นได้ ไม่ละเลยมันไปเพราะชีวิตที่รีบเร่งในวัยทำงานอย่างที่ผ่านมา เรามองเห็นเพื่อน เห็นลูกหลาน เห็นการใช้ชีวิตของเรา เราเห็นตัวอย่างชีวิตจากเขา และเราได้เรียนรู้จากเขา เรามองเห็นคุณค่าของการดำรงอยู่ที่แตกต่าง ไม่คิดแทรกแซงที่จะให้เขาเป็นอย่างที่เราต้องการ เพราะทุกการดำรงอยู่ ทุกรูปแบบการใช้ชีวิตต่างก็มีความงามของชีวิตในแบบของเขาเอง ด้วยการตระหนักรู้ในทางปัญญานี้ เราก็จะสร้างสรรค์และปรับตัวในการใช้ชีวิตของเราให้มีรูปแบบที่เราต้องการและมีคุณค่าความหมายแก่ชีวิตของเราได้ นอกจากนี้ปรัชญายังจะช่วยให้เรามีชีวิตที่มีชีวิตชีวาได้ เช่น

ความมีชีวิตชีวาทางความคิด การเรียนปรัชญาทำให้เราได้มีคำถามให้คิด เมื่อยังไม่ได้คำตอบของคำถามที่เราพอใจ เราก็ยังมีสิ่งให้ค้นหาต่อไปเรื่อย ๆ และเมื่อยังมีสิ่งให้ค้นหา เราก็ยังจะไม่ยอมที่จะหยุดมีชีวิต ไม่ติดที่จะอยู่เฉย ๆ ไปวัน ๆ เรามีกิจกรรมให้แสวงหาคำตอบของคำถาม และเป็นชีวิตที่มีความหมายอย่างหนึ่ง

ความมีชีวิตชีวาทางอารมณ์ การเรียนรู้ปรัชญาทำให้เราเข้าใจอารมณ์ ความสุข ความทุกข์ ความรัก ความสูญเสีย และความตายอย่างมีระยะห่างมากขึ้น เราไม่ได้เพียงรู้สึก แต่เรียนรู้ที่จะมองเห็นความรู้สึกของตนเอง

ความมีชีวิตชีวาทางความสัมพันธ์ การเรียนปรัชญาทำให้เราเห็นว่า คนอื่นอาจมีเหตุผลในการดำเนินชีวิตแตกต่างจากเรา ความแตกต่างไม่จำเป็นต้องกลายเป็นความขัดแย้ง หรือยึดติดห่วงใยจนเกินพอดี และเราสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสบายใจมากขึ้น

ความมีชีวิตชีวาทางความหมาย การเรียนปรัชญาทำให้เราสนใจต่อคำถามว่าฉันมีชีวิตเพื่ออะไร และเราจะให้ความสำคัญกับการแสวงหาคำตอบนี้ทั้งในทางความคิด การนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิต และทำให้เรามีชีวิตปกติที่มีความหมายได้

ความมีชีวิตชีวาทางการสร้างสรรค์ การเรียนปรัชญาไม่ได้จำกัดอยู่ที่การอ่านหนังสือ หรือฟังการเสวนาทางความคิดต่าง ๆ ปรัชญาเสนอว่า เราควรนำความคิดของเราไปเขียนบทความไม่ว่าจะสั้นหรือยาวก็ได้ เราเอาจคิดคำคมได้ก็นำไปบันทึกไว้ในแหล่งโซเซียลต่างๆ นำแนวคิดของเราไปทำงานศิลปะ สนทนากับลูกหลาน หรือนำไปใช้เป็นแรงบันดาลใจในการมีส่วนร่วม เช่น การมีโครงการเพื่อชุมชน เชื่อช่วยเหลือผู้คน-อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ก็ได้

ความมีชีวิตชีวาในการมองโลก เมื่อเราเรียนปรัชญาได้พอสมควร เราจะไม่มองสิ่งต่าง ๆ อย่างชาชิน โลกธรรมดา ๆ ก็จะกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง พระอาทิตย์ตกดินไม่ใช่เพียงพระอาทิตย์ตก กาแฟหนึ่งถ้วยไม่ใช่เพียงเครื่องดื่ม การสนทนากับเพื่อนไม่ใช่เพียงการใช้เวลาว่าง ทุกสิ่งสามารถกลายเป็นเหตุการณ์ที่มีความหมายในชีวิตของเราได้

อายุเพิ่มขึ้น ความมีชีวิตชีวาก็เพิ่มขึ้นได้

มนุษย์สามารถเกษียณจากอาชีพได้ แต่ไม่ควรเกษียณจากการเรียนรู้ การเรียนปรัชญาในวัยสูงอายุไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเพลโต อริสโตเติล หรืออิมมานูเอล คานท์ การเรียนอาจเริ่มต้นจากการชวนคุยผ่านคำถามง่าย ๆ ว่า อะไรทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาในวันนี้ อะไรทำให้เรามาพบเจอกัน อะไรที่เราอยากรู้ อยากเข้าใจในตอนนี้ ข่าวอะไรที่น่าสนใจ ทำไมคิดว่าน่าสนใจ แล้วเราคิดเรื่องนี้อย่างไร จากนั้นชวนมองสิ่งที่มองข้ามไป ยกแนวคิดที่จะมาช่วยอธิบายจุดที่ต้องการเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้น ไม่แข่งกันเป็นผู้รู้ หรือผู้ที่ตอบถูก แต่เน้นการเข้าใจในเรื่องนี้ผ่านประสบการณ์ในชีวิตของตน และชี้ให้เห็นว่า เมื่อเข้าใจเรื่องนี้แล้ว เราจะนำไปปรับใช้ในชีวิตอย่างไรได้บ้าง การเรียนผ่านวิธีการคุย (conversation-dialogue) จะช่วยให้เกิดการการแสวงหาความหมายภายใน และนำไปสู่หลักพื้นฐานของการกระทำผ่านพลัง 4 ได้แก่ สร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ ได้นำความคิดความเข้าใจที่ได้จากการคุยกันไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ปรับตัวกับสิ่งที่เปลี่ยนไป ร่วมมือกับผู้คนต่างวัย และแสวงหาความหมายในเรื่องต่าง ๆ ต่อไปไม่หยุด ซึ่งทำให้การมีชีวิตหลังเกษียณยังมีชีวิตชีวิต และสามารถที่จะมีชีวิตชีวาได้มากกว่าวัยทำงานก็ได้

สรุป

วัยสูงอายุย่อมมีสุขภาพกายที่ลดลง แต่เราไม่จำเป็นต้องศิโรราบกับความเสื่อม เรามีอายุ มีประสบการณ์ เรายังมีความสามารถที่จะมีชีวิต และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ และเรามีเวลาเพื่อการค้นพบการมีชีวิตที่ดีของเรา มาสโลว์ชวนให้เรามองหาการเป็นตัวของตัวเองและศักยภาพที่ยังสามารถเติบโตได้ นิชเฌอบอกให้เราก้าวข้ามตัวตนเดิมและสร้างสรรค์ชีวิต วิลเลียม เจมส์ชี้ว่าเราควรมองชีวิตผ่านพลังของประสบการณ์และผลที่เกิดขึ้นจริงต่อชีวิต อัตถิภาวะของซาร์ตทำให้เราตระหนักว่า แม้จะมีข้อจำกัด แต่มนุษย์ยังมีพื้นที่ในการเลือกและให้ความหมายแก่ชีวิตได้ ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางสอนเรื่องเหล่านี้ และชี้ชวนให้เรามองเห็นคุณค่าของความงาม ความแปลกประหลาด ความสูงส่งในผู้คนและโลกที่อยู่ตรงหน้า และยังได้เสนอข้อเสนอที่เรียบง่ายไว้ให้วันสูงอายุว่าอย่ายึดติดกับชีวิตในแบบที่เคยเป็น อ่านชีวิตใหม่โดยไม่ทิ้งสิ่งที่เรียนรู้มา เปิดพื้นที่ให้ความแตกต่างและประสบการณ์ใหม่ สร้างสรรค์สิ่งที่ยังทำได้ ปรับตัวกับสิ่งที่เปลี่ยนไป ร่วมมือกับคนรุ่นอื่น และแสวงหาความหมายต่อไป นั่นคือ การเรียนปรัชญาในวัยสูงอายุนั้นเป็นการเรียนเพื่อให้เราเข้าใจชีวิตและมีความมีชีวิตชีวามากขึ้น

เอกสารอ้างอิง

Bunchua, K. (2003). Philosophy in simple language. St. John University.

Harnow Klausen, S. (2020). Understanding older adults’ wellbeing from a philosophical perspective. Journal of Happiness Studies, 21, 1–20.

James, W. (1907). Pragmatism: A new name for some old ways of thinking. Longmans, Green, and Co.

Maslow, A. H. (1970). Motivation and personality (2nd ed.). Harper & Row.

Moody, H. R. (1976). Philosophical presuppositions of education for old age. Educational Gerontology, 1(1), 1–16.

Nietzsche, F. (1961). Thus spoke Zarathustra (R. J. Hollingdale, Trans.). Penguin Books. (Original work published 1883–1885)

Sartre, J.-P. (2007). Existentialism is a humanism (C. Macomber, Trans.). Yale University Press. (Original work published 1946)

Suwanbundit, A. (2025). Postmodern Philosophy and Thoughts. Pispes Press.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018