ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

บทนำ

เมื่อมนุษย์คนหนึ่งถูกทำให้ด้อยค่า ถูกปิดกั้นเสียง หรือถูกปฏิบัติราวกับมีคุณค่าน้อยกว่าผู้อื่น เขาคนนั้นจะเรียกร้องความเป็นธรรมโดยไม่กลายไปเป็นผู้กดขี่เสียเองได้อย่างไร และคนที่มีประสบการณ์แตกต่างกันจะสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันทุกเรื่องได้อย่างไร ข้อคำถามนี้นำไปสู่การศึกษาว่าใครเป็นผู้กดขี่ ใครเป็นผู้ถูกกดขี่ หรือสังคมควรเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจอย่างไรจนนำไปสู่ปรัชญาของผู้ถูกกดขี่ (Philosophy of the Oppressed) ซึ่งมีคุณค่าในเชิงค่านิยมในคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางอัตลักษณ์ ความเหลื่อมล้ำ การแข่งขันทางเศรษฐกิจ สื่อสังคมออนไลน์ และเทคโนโลยีที่ทำให้เสียงของคนคนหนึ่งเข้าถึงผู้คนจำนวนมากได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีเหล่านี้ก็ได้ขยายปัญหาเชิงสังคม เช่น การประณาม การแบ่งขั้ว การเหยียด และการเพิ่มความขัดแย้งจากผู้ที่เห็นต่างด้วยเช่นกัน

ผู้ถูกกดขี่

การกดขี่ (oppression) หมายถึงการที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลถูกจำกัดโอกาส ถูกเอาเปรียบ ถูกลดทอนศักดิ์ศรี หรือถูกทำให้เสียเปรียบอย่างเป็นระบบและไม่เป็นธรรมผ่านโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ดังนั้น ผู้ถูกกดขี่จึงอาจเป็นแรงงานที่ไม่สามารถต่อรองเงื่อนไขการทำงานได้ ผู้หญิงที่ถูกจำกัดบทบาทเพราะความเป็นเพศหญิง คนพิการที่เข้าไม่ถึงบริการสาธารณะ คนที่ถูกเลือกปฏิบัติเพราะชาติพันธุ์ ผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ถูกปฏิเสธการยอมรับหรือถูกจำกัดสิทธิบางประการ รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีพื้นที่แสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องที่ส่งผลต่อชีวิตของเขาเอง อย่างไรก็ตาม การกดขี่ในที่นี้ไม่ใช่การถูกปฏิบัติไม่ดีในทุกกรณีหรือเป็นสิ่งที่สร้างความทุกข์แก่ผู้ถูกกดขี่ ดังนั้น ในการใช้คำนี้ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นเพียงวาทกรรรมหรือการติดป้ายกำกับเพื่อผลทางการเมือง การที่จะเรียกใครว่าเป็นผู้ถูกกดขี่หรือผู้กดขี่ต้องพิจารณาบริบท ประวัติศาสตร์ ขนบคิด ข้อเท็จจริงและความสัมพันธ์เชิงอำนาจและอิทธิพลในโครงสร้างทางสังคม ไม่ใช่เพียงการตัดสินจากความพอใจหรือไม่พอใจ หรือจากความขัดแย้งส่วนบุคคล

กรอบการถูกกดขี่มี 3 ระดับ คือ

1. ระดับบุคคล กรอบนี้พิจารณาว่าใครถูกทำให้ทุกข์ใจ เจ็บปวด ถูกดูหมิ่น หรือถูกจำกัดเสรีภาพ

2. ระดับโครงสร้าง กรอบนี้พิจารณาถึงกฎ ระเบียบ สถาบัน และวัฒนธรรมที่ทำให้ความเสียเปรียบนั้นดำรงอยู่

3. ระดับความรู้และความหมาย กรอบนี้พิจารณาในระดับปรัชญาว่า ใครมีอำนาจนิยามว่าอะไรคือความจริง ใครมีความสามารถ และใครสมควรได้รับการยอมรับ

ปรัชญาของผู้ถูกกดขี่จึงครอบคลุมมุมมองจากปรัชญาสังคม ปรัชญาการเมือง จริยศาสตร์ ญาณวิทยา และปรัชญาการศึกษา เพราะการกดขี่มิได้เกิดเพียงกรอบคิดของการใช้กำลังกดขี่อีกฝ่าย แต่ยังรวมถึงการทำให้ความไม่เท่าเทียมดูเป็นเรื่องปกติ และทำให้ผู้เสียเปรียบเชื่อว่าตนเองไม่มีความสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้

ปรัชญาที่เกี่ยวกับการกดขี่และการปลดปล่อย

สำนักคิดทางปรัชญาต่าง ๆ อธิบายการกดขี่จากมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งควรศึกษากรอบคิดไว้เป็นฐานคิดเพื่อเข้าใจการกดขี่และแนวทางการปลดปล่อยที่มีอิทธิพลในปัจจุบัน

ลัทธิมาร์กซ์

แนวคิดของ Karl Marx (คริสต์ศตวรรษที่ 19) เริ่มจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในกระบวนการผลิต โดยมองผ่านความเป็นวัตถุ การผลิต และการเป็นเจ้าของทรัพยากรในสังคมทุนนิยม ในกรอบนี้ การกดขี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความเกลียดชังส่วนบุคคลหรืออคติทางวัฒนธรรม แต่เป็นผลผลิตโดยตรงจากโครงสร้างระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มหนึ่งสูบเลือดสูบเนื้อคนอีกกลุ่มหนึ่งอย่างเป็นระบบ ความสัมพันธ์นี้ที่เกิดขึ้นภายใต้โครงสร้างที่คนบางกลุ่มเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ขณะที่คนอีกกลุ่มจำเป็นต้องขายแรงงานเพื่อดำรงชีวิต ความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้ผลประโยชน์และอำนาจต่อรองของแต่ละฝ่ายไม่เท่ากัน เกิดเป็นการกดขี่ทางชนชั้นขึ้น ซึ่งมาร์กเสนอมโนทรรศน์สำคัญเพื่อการพิจารณาผลของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นและนำไปสู่ระดับของการกดขี่ที่แตกต่างกัน ได้แก่

1. การแสวงหาส่วนเกินจากแรงงาน (surplus value) กรอบนี้มุ่งการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างมูลค่าที่แรงงานสร้างกับการจัดสรรผลตอบแทนจากนายจ้างในระบบทุนนิยม นายทุนได้กำไรมาจากการที่มูลค่าที่แรงงานสร้างขึ้นซึ่งสูงกว่าค่าจ้างที่คนงานได้รับจริง และส่วนต่างนี้ถูกนายทุนยึดไปเป็นของตน

2. ความแปลกแยก (alienation) กรอบนี้สนใจภาวะที่มนุษย์ (โดยเฉพาะชนชั้นแรงงาน) รู้สึกถูกตัดขาด สูญเสียการควบคุม และไม่เป็นเจ้าของชีวิต หรือผลงานของตนเองในสังคมทุนนิยม ซึ่งมาร์กซ์มองว่าการทำงานไม่ได้เกิดจากความคิดสร้างสรรค์หรือความสมัครใจ แต่เป็นกิจกรรมที่ถูกบังคับ จำเจ และซ้ำซากเพื่อแลกกับค่าจ้างยังชีพ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ (Dehumanization)

3. จิตสำนึกทางชนชั้น (class consciousness) กรอบนี้มองถึงการตระหนักว่าความเดือดร้อนของตนอาจไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล แต่สัมพันธ์กับเงื่อนไขร่วมของกลุ่ม ชนชั้นแรงงานตระหนักรู้ว่าตนไม่ได้เป็นแค่ ปัจเจกบุคคลที่ต้องแข่งขันกันเอง แต่เข้าใจว่าพวกเขามีผลประโยชน์ร่วมกัน มีประสบการณ์ถูกเอารัดเอาเปรียบร่วมกัน และมีความจำเป็นต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อที่จะต่อสู้และเรียกร้องเพื่อชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ปรัชญาการศึกษาของเฟรเร

เปาโล เฟรเร (Paulo Freire) เสนอแนวคิดผ่านหนังสือ Pedagogy of the Oppressed (1967) มองว่าการกดขี่สามารถดำรงอยู่ได้ เมื่อผู้คนถูกทำให้มองตนเองเป็นเพียงวัตถุที่ต้องเชื่อฟัง มากกว่าจะเป็นมนุษย์ผู้สามารถคิด ตัดสินใจ และเปลี่ยนแปลงโลกได้ แนวคิดสำคัญของเฟรเรประกอบ 3 ประเด็นคือ

1. การศึกษาแบบธนาคารฝากเงิน (banking model of education) เฟรเรเปรียบเทียบระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมว่าเหมือนการฝากเงินในธนาคาร ระบบนี้สร้างคนให้เชื่อง ยอมจำนนต่ออำนาจ และไม่กล้าตั้งคำถามต่อสภาพสังคมที่เป็นอยู่ โดยผู้สอน คือ ธนาคารที่มีหน้าที่ฝากความรู้ (ข้อมูล ข้อเท็จจริง) และผู้เรียน คือ บัญชีที่มีหน้าที่รับฝาก ท่องจำ และรอเบิกใช้ โดยไม่ได้คิดวิเคราะห์ เฟรเรวิพากษ์การศึกษาที่ครูเป็นผู้รู้ทุกอย่างและนักเรียนเป็นเพียงภาชนะรองรับความรู้ นักเรียนจึงเรียนรู้ที่จะจำและเชื่อฟัง มากกว่าจะตั้งคำถามต่อสิ่งที่เรียน

2. การตื่นรู้เชิงวิพากษ์ (critical consciousness/ Conscientization) เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนเชื่อมโยงประสบการณ์ของตนเข้ากับบริบททางสังคม มองเห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และตระหนักว่าความเป็นจริงที่เผชิญมิใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ นั่นคือ เป้าหมายของการศึกษาไม่ใช่แค่การอ่านออกเขียนได้ (literacy) แต่เป็นการพัฒนาจิตสำนึกเชิงวิพากษ์เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถในการมองเห็นพลวัตของอำนาจ ความอยุติธรรม และเข้าใจว่าสถานการณ์การถูกกดขี่ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ด้วยมือของเราเอง

3. การสนทนาอย่างเสมอภาค (dialogue) เพื่อล้มระบบการศึกษาแบบฝากธนาคาร เฟรเรเสนอให้เปลี่ยนมาใช้การศึกษาผ่านความเสมอภาคและเป็นประชาธิปไตย ครูและนักเรียนเรียนรู้ร่วมกันในฐานะผู้ร่วมเรียนรู้ (co-investigators) ในชั้นเรียนมีการกระตุ้นการตั้งคำถาม ใช้ปัญหาจากชีวิตจริงของผู้เรียนเป็นบทเรียน เพื่อให้พวกเขาวิเคราะห์รากเหง้าของความไม่เป็นธรรมในสังคม และใช้การสนทนาเพื่อให้เกิดการสื่อสารสองทางที่ให้เกียรติและเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น นั่นคือ ผู้สอนไม่ได้มีหน้าที่มอบคำตอบสำเร็จรูปอีกต่อไป แต่ต้องเป็นผู้สร้างพื้นที่ให้ผู้เรียนร่วมตั้งคำถาม วิเคราะห์ และพัฒนาความรู้ผ่านประสบการณ์ของตนเองด้วย และผู้เรียนต้องไม่เพียงรู้จักวิพากษ์ผู้มีอำนาจ แต่ต้องช่วยให้พวกเขาตรวจสอบการใช้อำนาจของตนเองด้วย

อย่างไรก็ตาม เฟรเรเตือนถึงความเสี่ยงที่ผู้ถูกกดขี่จะรับเอาวิธีคิดของผู้กดขี่มาเป็นแบบอย่างของตน นั่นคือ ผู้ถูกกดขี่ที่ปรารถนาเพียงจะขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สามารถสั่งการผู้อื่นได้/กลายเป็นผู้กดขี่คนใหม่ โดยไม่ได้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่ทำให้บางคนมีสิทธิออกคำสั่งขณะที่บางคนถูกกำหนดให้เชื่อฟัง เช่น เมื่อพวกเขากลายเป็นหัวหน้า ครู ผู้บริหาร หรือผู้มีอิทธิพลในสังคม แนวคิดของเฟรเรมองว่าการปลดปล่อย (liberation) จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากผู้มีอำนาจเป็นคนหยิบยื่นให้ ผู้ถูกกดขี่ควรร่วมกันกระทำ (action) ผ่านการต่อสู้และการสร้างสรรค์ขึ้นโดยมาจากตัวผู้ถูกกดขี่เอง

แนวคิดหลังอาณานิคม

ฟรันซ์ ฟานง (Frantz Fanon) วิเคราะห์การกดขี่ผ่านประสบการณ์ของการถูกล่าอาณานิคม โดยชี้ให้เห็นว่าอาณานิคมมิได้ยึดครองเพียงดินแดนหรือทรัพยากร แต่ยังส่งผลต่อภาษา ภาพลักษณ์ ความรู้สึกมีคุณค่า และการรับรู้ตนเองของผู้ถูกปกครองด้วย ใน Black Skin, White Masks (1952) ฟานงชี้ว่าคนผิวดำในดินแดนอาณานิคมหรือที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองหรือค่านิยมแบบตะวันตกถูกบีบบังคับให้ต้องสวม หน้ากากคนขาว ซึ่งหมายถึงการพยายามเลียนแบบภาษา วัฒนธรรม ความคิด และพฤติกรรมของคนผิวขาว ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้รับการยอมรับและหนีพ้นจากการถูกเหยียด โครงสร้างสังคมอาณานิคมได้ปลูกฝังให้คนผิวดำมองว่าความดำเท่ากับความต่ำต้อย ความป่าเถื่อน หรือความชั่วร้าย ส่วนความขาวคือมาตรฐานของความเป็นมนุษย์ ความเจริญ และความดี ส่งผลให้คนผิวดำเกลียดชังสีผิวและอัตลักษณ์ของตนเองโดยไม่รู้ตัว (Internalized racism) แต่ในขณะเดียวกัน ในช่วงปลายยุคอาณานิคมก็ได้มีขบวนการทางวัฒนธรรมที่พยายามเชิดชูรากเหง้าแอฟริกันแบบสุดโต่งบางกลุ่ม ซึ่งฟานงก็มองว่าการพยายามสร้าง จิตวิญญาณคนดำขึ้นมาต่อกรกับฝั่งยุโรปนั้นก็เป็นเพียงภาพแทนที่ถูกสร้างขึ้นในลักษณะเดียวกัน และไม่ทำให้ความขัดแย้งหมดไป ฟานงเสนอว่าคนผิวดำไม่ควรถูกจองจำอยู่กับอดีตแต่ต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างเท่าทันโลกสมัยใหม่

ส่วนหนังสือ The Wretched of the Earth (1961) ฟานงได้ชี้ว่าระบบอาณานิคมคือโลกที่ถูกสร้างและดำรงอยู่ด้วยความรุนแรงของเจ้าอาณานิคม ซึ่งใช้กำลังทางทหารและการปกครองกดขี่ เพื่อครอบงำร่างกายและจิตใจของคนท้องถิ่น และเนื่องจากระบบอาณานิคมถูกสถาปนาและรักษาไว้ด้วยความรุนแรง การจะทำลายมันลงได้จึงต้องอาศัยความรุนแรงและการต่อต้านจากฝ่ายผู้ถูกกดขี่เช่นกัน ซึ่งความรุนแรงนี้ไม่ใช่สิ่งที่ดีในตัวเอง แต่เป็นเครื่องมือชำระล้างที่ช่วยให้ผู้ถูกกดขี่ทวงคืนศักดิ์ศรี ความกล้าหาญ และสติสัมปชัญญะกลับคืนมา ทั้งนี้ ฟานงชี้ว่าเมื่อได้รับอิสรภาพแล้ว ชนชั้นนำหรือผู้นำกลุ่มชาตินิยมท้องถิ่นมักจะเข้ามาแทนที่เจ้าอาณานิคมเดิมและดำเนินนโยบายกดขี่ประชาชนต่อไปเพื่อประโยชน์ของตนเอแทนที่จะกระจายอำนาจและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งการปลดปล่อยจะไม่สมบูรณ์หากเป็นแค่การเปลี่ยนผ่านอำนาจ ดังนั้นประชาชนต้องลุกขึ้นมาสร้างประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของตนเองขึ้นมาใหม่ด้วยกำลังกายและสติปัญญาของประชาชนเอง

ปรัชญาหลังนวยุค

มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) เสนอว่า knowledge is power ที่ยึดถือในยุคสมัยใหม่นั้นทำให้เกิดการกดขี่ที่ซับซ้อนขึ้น เนื่องด้วยว่าอำนาจมิได้อยู่เฉพาะในมือของผู้ปกครองหรือเจ้าของทรัพย์สิน แต่อำนาจทำงานผ่านสถาบัน ความรู้ ภาษา การจัดประเภท การเฝ้าระวัง และบรรทัดฐาน โดยอำนาจเป็นตัวกำหนดว่า ความรู้คืออะไร อะไรคือความจริง อะไรคือสิ่งปกติ หรืออะไรคือความเบี่ยงเบน และอำนาจไม่ได้สั่งการจากบนลงล่างโดยกษัตริย์ รัฐบาล หรือนายทุนเท่านั้น แต่อำนาจหมุนเวียนและแทรกซึมอยู่ในทุกความสัมพันธ์ทางสังคม สถาบันเช่น โรงเรียน โรงพยาบาล เรือนจำ และองค์กรต่าง ๆ ได้สร้างทั้งความรู้และระบบกำกับพฤติกรรมในเวลาเดียวกัน การกดขี่จึงมิใช่เพียงการถามถึงว่าใครออกคำสั่ง แต่ยังต้องรวมถึงการถามว่า ใครมีอำนาจกำหนดมาตรฐาน และมาตรฐานนั้นส่งผลต่อชีวิตของใครบ้าง แนวคิดของฟูโกต์ชี้ว่าแม้สังคมจะยกเลิกกฎที่ไม่เป็นธรรมบางข้อแล้ว การกดขี่ก็ยังดำรงอยู่ผ่านการจัดประเภท การประเมิน หรือการปฏิบัติที่ดูเป็นกลาง ซึ่งเราควรที่จะถามตนเองว่า เราจะใช้เกณฑ์ใดตัดสินว่าอำนาจนั้นชอบธรรมหรือไม่ และฟูโกต์ชี้ว่า ที่ใดมีอำนาจ ที่นั่นย่อมมีการต่อต้านเสมอ (Where there is power, there is resistance) นั่นคือ มนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงเหยื่อผู้ถูกกดขี่ฝ่ายเดียว แต่ทุกคนมีส่วนร่วมและสามารถสร้างพื้นที่แห่งการต่อรองหรือต่อต้านได้ในระดับจุลภาค

ลัทธิสตรีนิยม

กลุ่มแนวคิดมองว่าการกดขี่ในสังคมสมัยใหม่ไม่ได้เกิดจากผู้ปกครองเผด็จการเพียงอย่างเดียว แต่ฝังลึกอยู่ในกิจวัตรและโครงสร้างทางสังคม จึงสนใจที่วิเคราะห์การกดขี่ผ่านเพศ บทบาททางสังคม ร่างกาย แรงงาน ความรู้ และอำนาจ ผ่านมิติต่าง ๆ ได้แก่

1. การเอารัดเอาเปรียบ (exploitation) การที่แรงงานหรือประโยชน์จากคนบางกลุ่มถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของอีกกลุ่มอย่างไม่เป็นธรรม

2. การถูกทำให้เป็นชายขอบ (marginalization) การผลักไสผู้คนให้ออกนอกระบบการมีส่วนร่วมทางสังคมและการทำงาน ทำให้ต้องพึ่งพาสวัสดิการหรือตกอยู่ในภาวะขาดแคลน

3. ภาวะการไร้อำนาจ (powerlessness) ภาวะที่คนกลุ่มหนึ่ง เช่น แรงงานไร้ฝีมือ หรือพนักงานระดับล่าง ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ขาดอิสระในการทำงาน และไม่ได้รับความเคารพจากสังคมเท่ากับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญหรือชนชั้นนำ

4. จักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรม (cultural imperialism) การที่วัฒนธรรมของกลุ่มคนส่วนใหญ่หรือกลุ่มที่มีอำนาจ ถูกทำให้กลายเป็นมาตรฐานของสังคม ขณะที่วัฒนธรรมหรือประสบการณ์ของกลุ่มอื่นกลายเป็นสิ่งผิดปกติหรือไร้ตัวตน

5. ความรุนแรงอย่างเป็นระบบ (systematic violence) การที่กลุ่มคนบางกลุ่มต้องเผชิญกับความเสี่ยงหรือการถูกกระทำความรุนแรงอย่างเป็นระบบ เพียงเพราะพวกเขาเป็นสมาชิกของกลุ่มนั้นๆ

สตรีนิยมมองว่าการกดขี่ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องปรากฏในรูปของการห้ามหรือการใช้กำลังอย่างเปิดเผย หากแต่อาจอยู่ในความคาดหวังของสังคมที่ให้ผู้หญิงรับภาระดูแลผู้อื่นโดยไม่มีการแบ่งงานอย่างเป็นธรรม การไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้หญิงในที่ประชุม หรือการใช้มาตรฐานสองชุดตัดสินพฤติกรรมของคนต่างเพศ สตรีนิยมร่วมสมัยยังชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ชนชั้น เชื้อชาติ และอัตลักษณ์อื่น ๆ ด้วย เพราะผู้หญิงทุกคนไม่ได้มีประสบการณ์เหมือนกัน และความเสียเปรียบแต่ละชนิดก็ไม่อาจอธิบายด้วยปัจจัยเดียวได้ทั้งหมด ทั้งนี้ ไม่ได้มีตัวการที่เจาะจงว่าเป็นคนผิด แต่บุคคลทั่วไปจะต้องมีความรับผิดชอบทางการเมืองแบบร่วมกัน (Shared, forward-looking responsibility) เพราะวิถีชีวิตและการกระทำประจำวันของเรา เป็นตัวหล่อเลี้ยงและผลิตซ้ำโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมนี้ขึ้นมาใหม่

ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางกับท่าทีเรื่องผู้ถูกกดขี่

ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง (Moderate Postmodernism) ในแนวทางของกีรติ บุญเจือ (2003) เสนอท่าทีที่ไม่ยึดติดกับความคิดของตนจนปฏิเสธผู้อื่น แต่ก็ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ของความรู้และคุณค่าร่วมกัน โดยมีหลักสำคัญได้แก่ การไม่ยึดมั่นถือมั่นในความเชื่อเดิม การย้อนอ่านแนวคิดต่าง ๆ โดยไม่รีบปฏิเสธ และการแสวงหาจุดร่วมพร้อมสงวนจุดต่าง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวม ซึ่งกรอบนี้ก็มีความสนใจต่อปรัชญาของผู้ถูกกดขี่ กล่าวคือ ยืนยันความจำเป็นของการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมโดยไม่จำเป็นต้องยอมรับคำอธิบายจากสำนักคิดใดสำนักหนึ่งทั้งหมด และเสนอการวิพากษ์แนวคิดที่เห็นด้วยได้โดยไม่ปฏิเสธคุณค่าของแนวคิดอื่น ๆ นั้นทั้งระบบ ทั้งนี้ หลังนวยุคสายกลางไม่ได้เสนอจุดกึ่งกลางหรือจุดร่วมเชิงประนีประนอมระหว่างผู้กดขี่กับผู้ถูกกดขี่ หรือการแบ่งความถูกต้องให้แต่ละฝ่ายเท่า ๆ กัน แต่เป็นการก้าวพ้นจากการยึดติดกับคำตอบสำเร็จรูป พร้อมรักษาหลักเกณฑ์ในการแยกแยะความเป็นธรรมออกจากความไม่เป็นธรรม

ปรัชญาผู้ถูกกดขี่และการปลดปล่อยมีข้อจำกัดเนื่องจากเป็นการแบ่งมนุษย์เป็นสองฝ่าย (polarization) การใช้ความแตกต่างระหว่างผู้กดขี่กับผู้ถูกกดขี่เป็นจุดเริ่มต้นการคิดนั้นมีคุณค่าในด้านการเปิดเผยความไม่เป็นธรรมที่ถูกซ่อนอยู่ แต่หากยึดการแบ่งฝ่ายดังกล่าวเป็นข้อสรุปตายตัว เราก็อาจมองไม่เห็นว่ามนุษย์คนเดียวกันก็อาจมีสถานะได้หลายแบบในความสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน เช่น คนรุ่นใหม่อาจถูกผู้ใหญ่จำกัดพื้นที่แสดงความคิดเห็น แต่ในเวลาเดียวกันก็เขาก็ใช้อำนาจทางสังคมออนไลน์ประณามหรือกีดกันผู้ที่มีความคิดเห็นต่างจากตนเองด้วย ดังนั้น การเป็นผู้เสียเปรียบในความสัมพันธ์หนึ่งจึงไม่ได้รับประกันว่าบุคคลนั้นจะไม่ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมในอีกความสัมพันธ์หนึ่ง

ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเสนอว่า อย่าตัดสินคุณค่าทั้งหมดของบุคคลจากตำแหน่งที่เขาอยู่ในความขัดแย้งครั้งหนึ่งครั้งใด แต่จงตรวจสอบความสัมพันธ์ อำนาจ และการกระทำที่เกิดขึ้นจริงในบริบทนั้น ๆ ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องมองหาผู้ที่มีอำนาจเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นผู้มีความสามารถในการกำหนดเงื่อนไขของความสัมพันธ์ได้มากกว่าในหลาย ๆ กรณี

แนวคิดการรื้อถอนมีข้อจำกัด การวิพากษ์อำนาจเป็นกระบวนการที่จำเป็น แต่การรื้อถอนอำนาจเดิม (deconstruction) โดยไม่สร้างหลักเกณฑ์ใหม่ ก็อาจนำไปสู่สุญญากาศทางคุณค่า หรือกลายเป็นการเปิดทางให้อำนาจชุดใหม่เข้ามาแทนที่ ซึ่งย่อมจะไม่ใช่การปลดปล่อยที่แท้จริง

ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเสนอให้คิดต่อว่า หลังจากเรียกร้องความเป็นธรรมแล้ว เราจะสร้างกติกา สถาบัน และวัฒนธรรมแบบใดที่ป้องกันการกดขี่รูปแบบใหม่ เช่น ในระบบการศึกาาแบบดั้งเดิม ในชั้นเรียนที่เคยให้นักเรียนเชื่อฟังครูโดยไม่มีสิทธิตั้งคำถาม การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ควรเป็นเพียงการออกกฎมายกเลิกอำนาจของครู แต่ควรเป็นการสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างครูกับนักเรียน โดยที่ครูยังรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและการจัดกระบวนการเรียนรู้ ขณะที่นักเรียนก็ตระหนักถึงสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและมีทักษะในการทักท้วงการใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสมได้ คำตอบสำคัญของการแก้ไขการกดขี่ จึงอยู่การเปลี่ยนเงื่อนไขที่จะทำให้อำนาจถูกใช้โดยปราศจากความรับผิดชอบ

ประสบการณ์การถูกกดขี่เป็นทั้งข้อดีและข้อจำกัด ประสบการณ์ของแต่ละคนในการได้รับความไม่เป็นธรรม การถูกกดขี่นั้นเป็นแหล่งความรู้ที่มีคุณค่าสำหรับการศึกษาและสำหรับใช้เพื่อยกตัวอย่าง แต่การมีประสบการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้ทุกข้อสรุปของบุคคลนั้น ๆ ถูกต้องโดยอัตโนมัติ ในทางกลับกัน การไม่เคยประสบความเสียเปรียบโดยตรงก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะไม่สามารถเข้าใจหรือไม่อาจเข้าร่วมแก้ไขปัญหาได้

ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเสนอว่า การเรียนเรียนรู้จากประสบการณ์ที่แตกต่างกันของผู้ถูกกดขี่สำคัญและจะต้องไม่ลบล้างความไม่เท่าเทียมที่มีอยู่จริงในสังคม เช่น เมื่อคน ๆ นึ่งกล่าวว่า “ผู้ใหญ่ไม่เคยรับฟังคนรุ่นใหม่เลย” ประโยคนี้อาจสะท้อนประสบการณ์ของเขาที่เจ็บปวดจริง แต่คำว่าไม่เคยก็อาจกว้างเกินกว่าหลักฐานที่มีอยู่ ดังนั้น ในการไตร่ตรองปรากฎการณ์จึงต้องยกตัวอย่างเหตุการณ์จริง ชี้ถึงผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์นั้น ๆ และอำนาจและอิทธิพลในการตัดสินใจของคนเหล่านั้น รวมไปถึงสถานการณ์ก่อนหน้าหรือภายหลังที่สะท้อนว่า มีการรับฟังและไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอ หรือกรณีที่ผู้ถูกกดขี่อาจไม่เปิดเหตุผลของฝ่ายตรงข้าม เช่น ประเด็นที่ไม่รับฟังนั้นขัดต่อกฎระเบียบ กฎหมายหรือค่านิยมกลาง ๆ ของสังคม ซึ่งกรอบที่ขยายนี้ไม่ได้มุ่งลดทอนผลของการถูกกดขี่ แต่เป็นการทำให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและรอบด้านยิ่งขึ้น เพื่อการสร้างข้อเสนอหรือทางออกของปัญหานั้น ๆ

การปลดปล่อยด้วยวิธีการต่อต้านรุนแรงมีข้อจำกัด การปลดปล่อยนั้นจำเป็นต้องดำเนินการผ่านขบวนการเคลื่อนไหว (movement) ซึ่งมักจะมีการพัฒนาความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน เพื่อสร้างพลังในการต่อสู้ และจะทำให้การรวมตัวและเรียกร้องสิทธิเกิดขึ้นได้จริง แต่หากความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ถูกตีความว่าทุกคนต้องมีความเชื่อหรือวิธีคิดเหมือนกันทั้งหมด ก็อาจเกิดการกีดกันผู้ที่มีความเห็นต่างภายในกลุ่มนั้นเอง

ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเสนอแนวทางที่น่าสนใจ คือ แนวทางแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง เพื่อให้เกิดการร่วมมือกันในสิ่งที่เห็นพ้องกันได้ โดยไม่บังคับให้ทุกคนต้องละทิ้งความแตกต่างในเรื่องที่ยังเห็นไม่ตรงกัน นั่นคือ ไม่ตั้งอยู่บนการบังคับให้กลุ่มที่เสียเปรียบยอมรับความไม่เป็นธรรมเพื่อรักษาความสงบ และเข้าใจร่วมกันว่า การอยู่ร่วมกันที่ดีไม่ใช่การไม่มีความขัดแย้ง แต่เป็นการมีวิธีจัดการความขัดแย้งโดยไม่ทำลายศักดิ์ศรี สิทธิ และความสามารถของกันและกันในการมีส่วนร่วม

การปลดปล่อย: จากการต่อสู้เพื่อสิทธิสู่การสร้างวัฒนธรรมแห่งความรับผิดชอบร่วมกัน

กระบวนการปลดปล่อยของคนรุ่นใหม่จากการกดขี่แต่เดิมเน้นการเรียกร้องสิทธิซึ่งอาจดำเนินการผ่านการเคลื่อนไหวต่อต้านที่รุนแรงรูปแบบต่าง และการให้ความตระหนักถึงการยืนยันสิทธิ์ (assertive) ของตนเอง ในยุคปัจจุบัน ความรุนแรงเป็นสิ่งที่อันตรายในตนเอง ดังนั้น การปลดปล่อยควรปรับท่าที โดยเริ่มจากการเรียนรู้ที่จะสังเกตการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ตั้งคำถามต่อกฎเกณฑ์ และตรวจสอบความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจริง แต่การวิพากษ์การกระทำหนึ่งก็ไม่ควรนำไปสู่การตัดสินว่าบุคคลผู้กระทำนั้นไม่มีคุณค่าหรือไม่สมควรได้รับโอกาสในการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ตัวอย่างเช่น เมื่อครูใช้คำพูดดูถูกดูหมิ่นนักเรียน เราควรเรียกร้องให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวและสร้างกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่ปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินคนทั้งคนโดยสรุปว่าครูคนนั้นเป็นคนเลวในทุกมิติของชีวิต การแยกแยะระหว่างการวิพากษ์พฤติกรรมกับการทำลายคุณค่าของบุคคลจะช่วยให้การเรียกร้องความเป็นธรรมมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น

หลักการเรื่องศักดิ์ศรี ความเสมอภาค และการไม่ใช้ความรุนแรงเป็นแนวทางสำคัญในการต่อสู้เพื่อสิทธิ รับฟังผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยไม่ทำให้เสียงของพวกเขากลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือไปกระทำการตัดสินใจแทนพวกเขา แนวทางที่เหมาะสมควรเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดปัญหา การออกแบบทางเลือก การลงมือปฏิบัติ ไปจนถึงการประเมินผล ในเวลาเดียวกันก็ไม่ควรบังคับให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องมีความคิดเห็นเหมือนกัน เพราะกลุ่มที่มีประสบการณ์คล้ายกันก็อาจมีความต้องการและข้อเสนอที่แตกต่างกันได้ การเสมอภาคจึงไม่ใช่การได้รับเท่ากัน หรือได้รับรูปแบบเดียวกัน หากแต่ควรมีการปรับให้เหมาะสมตามเงื่อนไขและบริบทของแต่ละกลุ่มเท่าที่เป็นไปได้ ทั้งนี้ ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายควรสัมพันธ์กับบทบาท อำนาจ และการกระทำของฝ่ายนั้น ๆ เช่น การมีส่วนสร้างกระบวนการที่นำไปสู่การหยุดความเสียหาย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การแก้ไขกติกา และการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ เป็นต้น

ประการสุดท้าย การต่อต้านการกดขี่จะยังไม่สมบูรณ์ หากกระบวนการปลดปล่อยมองเห็นเฉพาะความไม่เป็นธรรมที่ตนได้รับ แต่มองไม่เห็นอำนาจที่ตนเองก็ใช้กับผู้อื่น เช่น การใช้อิทธิพลผ่านสื่อโซเชียลในการชี้นำ บังคับทำ หรือล่าแม่มด ซึ่งเป็นการทำให้บุคคลอื่นถูกประณามโดยไม่มีโอกาสชี้แจง การสำรวจตนเองนี้เป็นการป้องกันไม่ให้ความปรารถนาในการปลดปล่อยกลายไปเป็นการสร้างรูปแบบใหม่ของการครอบงำเสียเอง

สรุป

เมื่อพิจารณาแนวคิดปรัชญาของผู้ถูกกดขี่จากสำนักคิดมาร์กซิสม์ เฟรเร ฟานง ฟูโกต์ สตรีนิยม เราจะพบว่าการกดขี่มีความหลายมิติเกินกว่าจะอธิบายด้วยเพียงความตั้งใจร้ายของบุคคลใดบุคคลหนึ่งต่ออีกบุคคลหนึ่ง เพราะการกดขี่ดำรงอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา ภาษา ระบบความรู้ และความเข้าใจที่มนุษย์มีต่อตนเอง ปรัชญาของผู้ถูกกดขี่เสนอมุมมองที่ช่วยให้เราเห็นความจำเป็นของการรู้ถึงความไม่เท่าเทียมที่มีอยู่จริง รวมไปึงแนวทางการปลดปล่อยผ่านการเรียกร้องสิทธิ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และการคืนความสามารถให้ผู้คนได้มีส่วนกำหนดชีวิตของตนเอง ทั้งนี้ การเน้นการกดขี่และการปลดปล่อยก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ซึ่งปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเสนอว่า เมื่อเรามองเห็นความไม่เป็นธรรมแล้ว เราจะไม่ยึดติดกับคำอธิบายเดิมได้อย่างไร เราจะเปิดรับความรู้จากประสบการณ์ที่ต่างออกไปได้อย่างไร และเราจะเปลี่ยนการต่อต้านรุนแรงให้กลายเป็นการร่วมสร้างสังคมที่เป็นธรรมโดยไม่ทำให้ความแตกต่างกลายเป็นศัตรูได้อย่างไร ท่าทีเช่นนี้จะเป็นมุมมองให้คนรุ่นใหม่ ตัดสินใจที่จะเรียนรู้ว่าจะยืนหยัดต่อความไม่เป็นธรรมโดยไม่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้ใด เปิดใจรับฟังโดยไม่ละทิ้งการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และร่วมมือกันโดยไม่บังคับให้ทุกคนต้องเหมือนกันอย่างไร

ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางยังเสนอว่า การปลดปล่อยที่แท้จริงคือการที่สังคมค่อย ๆ สร้างเงื่อนไขที่จะจำกัดการที่อำนาจจะถูกใช้โดยปราศจากความรับผิดชอบ และมนุษย์ไม่จำเป็นต้องกดขี่ผู้อื่นเพื่อยืนยันคุณค่าของตนเอง ซึ่งในความเป็นจริงนั้น เราไม่สามารถเลือกได้ว่าเราจะเกิดมาในสังคมที่มีความไม่เป็นธรรมมากน้อยเพียงใด แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะไม่ส่งต่อความไม่เป็นธรรมนั้นให้แก่ผู้อื่น และร่วมกันสร้างโลกที่ไม่มีใครต้องสูญเสียศักดิ์ศรีเพื่อให้ใครอีกคนรู้สึกว่าตนมีคุณค่า กล่าวคือ การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมไม่จำเป็นต้องสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะเหนือผู้อื่น แต่สามารถพัฒนาไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนมีพื้นที่สำหรับการเติบโต การเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมในชีวิตร่วมกัน

เอกสารอ้างอิง

Cudd, A. E. (2006). Analyzing oppression. Oxford University Press.
Internet Encyclopedia of Philosophy. (n.d.). Paulo Freire. Paulo Freire — Internet Encyclopedia of Philosophy.
Stanford Encyclopedia of Philosophy. (n.d.). Feminist perspectives on power. Feminist Perspectives on Power — Stanford Encyclopedia of Philosophy.
Stanford Encyclopedia of Philosophy. (n.d.). Feminist social epistemology. Feminist Social Epistemology — Stanford Encyclopedia of Philosophy.
Stanford Encyclopedia of Philosophy. (n.d.). Frantz Fanon. Frantz Fanon — Stanford Encyclopedia of Philosophy.
เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2568). ปรัชญาและแนวคิดหลังนวยุค (e-book). กรุงเทพฯ, หจก.ปิสเปส.

Leave a Reply

Previous Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018