ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

บทนำ

รัฐสวัสดิการเป็นคำตอบของสังคมต่อคำถามพื้นฐานว่า เมื่อมนุษย์ทุกคนต้องเกิด เติบโต เจ็บป่วย ทำงาน ดูแลผู้อื่น แก่ชรา และตายในเงื่อนไขที่ไม่เท่าเทียมกัน สังคมควรจัดสรรทรัพยากร ความเสี่ยง และโอกาสให้แก่กันอย่างไร คำถามนี้มีนัยครอบคลุมทั้งคนเมืองที่มีงานประจำ คนทำงานนอกระบบ เกษตรกร คนพิการ ผู้สูงอายุ เด็ก คนไร้บ้าน ชนกลุ่มน้อย คนในพื้นที่ห่างไกล และคนชายขอบซึ่งอาจเข้าไม่ถึงทั้งสิทธิทางกฎหมายและบริการพื้นฐาน ซึ่งรัฐสวัสดิการสมัยใหม่นั้นเชื่อได้ว่าเกิดจากการประสานความคิดหลายสาย ไม่ได้มีต้นกำเนิดจากปรัชญาสำนักใดสำนักหนึ่งเพียงสำนักเดียว และไม่ใช่ผลิตผลของระบบสังคมนิยมเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลของการถกเถียงระหว่างเสรีภาพ ความเสมอภาค ความรับผิดชอบร่วมกัน ระบบตลาด ครอบครัว ชุมชน และอำนาจรัฐ ทั้งนี้ โจทย์สำคัญในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงว่ารัฐสวัสดิการควรเป็นอย่างไร หรือจะคงอยู่อย่างไร หากแต่คือ สังคมจะออกแบบหลักประกันชีวิตอย่างไรให้รับมือกับสังคมสูงวัย ปัญญาประดิษฐ์ งานที่ไม่มั่นคง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำ โดยยังรักษาความยั่งยืนทางการคลัง เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของมนุษย์ไว้ได้

ฐานคิดปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับระบบรัฐสวัสดิการ

1. เสรีนิยม (Liberalism) ซึ่งมีประมวลความคิดมาตั้งแต่ John Locke, John Stuart Mill และแนวคิดสิทธิพลเมือง ซึ่งโดยรวมนั้นเสรีนิยมให้ความสำคัญกับเสรีภาพ ความเสมอภาคภายใต้การกำกับของกฎหมาย และการคุ้มครองบุคคลจากอำนาจที่ไม่ชอบธรรม ฐานคิดนี้มีคำถามสำคัญคือ ปัจเจกจะมีเสรีภาพได้เพียงใด หากไม่มีการศึกษา การดูแลรักษาพยาบาล หรือความมั่นคงในชีวิตขั้นพื้นฐาน แนวคิดหลักเน้นสนับสนุนให้จำกัดอำนาจรัฐและให้ระบบตลาดทำงาน ขณะที่ฝ่ายเสรีนิยมทางสังคมสนับสนุนบริการสาธารณะและหลักประกันขั้นต่ำเพื่อให้คนมีความสามารถใช้เสรีภาพได้จริง

2. สังคมนิยม (Socialism) โดย Karl Marx และขบวนการแรงงาน แนวคิดสังคมนิยมเริ่มจากการวิพากษ์การกระจุกตัวของทรัพย์สิน อำนาจต่อรองที่ไม่เท่าเทียม และความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับแรงงาน โดยขบวนการแรงงานมีบทบาทสำคัญในการผลักดันสิทธิแรงงาน ชั่วโมงทำงานที่เหมาะสม ความมั่นคงในการจ้างงาน และหลักประกันทางสังคม อย่างไรก็ตาม สังคมนิยมมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การปฏิรูปผ่านประชาธิปไตยไปจนถึงการเปลี่ยนโครงสร้างกรรมสิทธิ์ให้เป็นของรัฐ

3. แนวคิดประชาธิปไตยเชิงสังคม (Social Democracy) แนวคิดนี้เน้นสิทธิทางสังคมและการประนีประนอมระหว่างทุนกับแรงงาน มุ่งประสานเศรษฐกิจเชิงตลาดกับการคุ้มครองทางสังคม สนับสนุนการจัดเก็บภาษี การเจรจาระหว่างนายจ้างกับแรงงาน การให้บริการสาธารณะ และการเมืองแบบประชาธิปไตย โดย T. H. Marshall นักสังคมวิทยาได้อธิบายพัฒนาการของความเป็นพลเมืองโดยรวมสิทธิทางสังคมเข้าเป็นองค์ประกอบสำคัญของการมีส่วนร่วมในสังคม (Marshall, 1950) รัฐสวัสดิการจึงไม่ใช่ความเมตตาจากผู้มีทรัพย์สินแต่เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิพลเมืองในสังคมสมัยใหม่

4. แนวคิดสาธารณรัฐนิยม (Republicanism) แนวคิดนี้เน้นการมีเสรีภาพในฐานะการไม่ตกอยู่ใต้อำนาจตามอำเภอใจ เสรีภาพมิใช่เพียงการไม่มีใครเข้ามาแทรกแซง แต่รวมถึงการไม่ต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจอย่างไร้ทางเลือก เช่น นายจ้าง เจ้าหนี้ หรือผู้ให้ความช่วยเหลือที่สามารถถอนสิทธิได้ตามใจ แนวคิดนี้ส่งเสริมระบบประกันทางสังคมที่ช่วยให้บุคคลมีอำนาจต่อรองและดำรงชีวิตโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้การครอบงำที่ไม่เป็นธรรม

5. ปรัชญาสตรีนิยมและจริยศาสตร์แห่งการดูแล (Feminism and Ethics of Care) แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับผู้ถูกกดขี่ และแรงงานในอาชีพการดูแล โดยมองว่า มนุษย์ไม่ได้เป็นปัจเจกที่พึ่งพาตนเองได้ตลอดเวลา เด็ก ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และคนพิการต้องอาศัยการดูแล ขณะเดียวกันผู้ดูแลก็ต้องการเวลา รายได้ และหลักประกันของตนเอง กรอบคิดนี้ทำให้รัฐสวัสดิการต้องมองเห็นคุณค่าของแรงงานดูแลที่อยู่ในครอบครัวและชุมชน ซึ่งมักไม่ได้รับค่าตอบแทน และมักเป็นภาระที่ตกอยู่กับผู้หญิงในหลาย ๆ สังคมวัฒนธรรม

6. แนวคิดชุมชนนิยมและหลักความเป็นปึกแผ่น (Communitarianism and Solidarity) ซึ่งมองผ่านชุมชน ความสัมพันธ์ และความรับผิดชอบร่วมกัน บนฐานคิดที่ว่า มนุษย์เติบโตผ่านครอบครัว ชุมชน ภาษา และวัฒนธรรม สวัสดิการจึงควรตั้งอยู่บนความเป็นปึกแผ่นระหว่างคนต่างวัย ต่างอาชีพ และต่างสถานะ อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ยึดชุมชนเชิงพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงในเชิงปฏิบัติ นั่นคือหากชุมชนกีดกันคนที่แตกต่างหรือโยนภาระการดูแลให้ครอบครัวให้บุคคลหนึ่ง ๆ จนเกินกำลัง รัฐจึงต้องคุ้มครองสิทธิของปัจเจกควบคู่กับการส่งเสริมชุมชน

7. ความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) แนวคิดของ John Rawls เน้นเรื่องความเป็นธรรมในการจัดสรร Rawls เสนอให้พิจารณาหลักการจัดระเบียบสังคมจากมุมมองที่เราไม่รู้ล่วงหน้าว่าตนจะเกิดมาอยู่ในสถานะใด และเสนอหลักความเสมอภาคของเสรีภาพขั้นพื้นฐาน โอกาสที่เป็นธรรม และการจัดการความเหลื่อมล้ำที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เสียเปรียบที่สุดในสังคม แนวคิดนี้เป็นกรอบสำหรับถามว่ากติกาของสังคมว่าเป็นธรรมต่อผู้ที่มีต้นทุนชีวิตแตกต่างกันหรือไม่ (Rawls, 1999)

จากแนวคิดทั้ง 7 ตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 15 จนถึงปัจจุบันนั้น ทำให้เกิดระบบรัฐสวัสดิการ ซึ่งมาจากแรงผลักหลายด้านร่วมกัน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม การจัดตั้งขบวนการแรงงาน การขยายสิทธิเลือกตั้ง การแข่งขันทางการเมือง การประกันความเสี่ยง และการสร้างข้อตกลงระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งในประเทศต่าง ๆ นั้นใช้หลาย ๆ กระแสมาพัฒนาระบบ ไม่ได้นำปรัชญาใดปรัชญาหนึ่งมาใช้โดยตรง หากแต่นำมาเป็นฐานสนับสนุนกระแสความคิด การขับเคลื่อนสังคมว่า ทำไมสังคมจึงควรช่วยเหลือกัน ทั้งนี้ ในประเทศที่ต่างกันก็มีกลไกทางการเมือง การต่อรองทางการเมือง เศรษฐกิจ กฎหมาย และการบริหารจัดหาเงินทุนและบริการสาธารณะที่ทำให้หลักการนั้น ๆ กลายเป็นสิทธิที่ประชาชนใช้ได้จริงต่างกันไป

พัฒนาการของระบบรัฐสวัสดิการ

เมื่อพิจารณาแนวทางการพัฒนารัฐสวัสดิการ สามารถมองได้เป็น 4 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 สวัสดิการและการดูแลเป็นเรื่องของครอบครัว ชุมชนทางศาสนา และชุมชนผู้เดือดร้อน ในระยะนี้การช่วยเหลือมาจากคำสอนเรื่องความเมตตา การทำหน้าที่ทางศาสนา ระดับความสัมพันธ์ในครอบครัว และการพึ่งพากันในชุมชน จุดแข็งคือการช่วยเหลือดูแลเกิดจากความใกล้ชิด แต่ก็ข้อจำกัดคือความช่วยเหลือขึ้นอยู่กับทรัพยากรเท่าที่มีอยู่ และความสมัครใจของผู้ให้

ระยะที่ 2 สวัสดิการในยุคอุตสาหกรรม หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้เกิดความเสี่ยงรูปแบบใหม่ในสังคม มีการย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงานในเมือง มีแรงงานรับค่าจ้าง มีอุบัติเหตุจากการทำงาน และแรงงานสูญเสียรายได้เมื่อเจ็บป่วยหรือชราภาพ ทำให้การช่วยเหลือภายในครอบครัวไม่เพียงพออีกต่อไป ในช่วงเวลานี้ มีกระแสเรียกร้องให้รัฐสร้างระบบประกันสังคมและกฎคุ้มครองแรงงาน

ระยะที่ 3 ยุคสิทธิทางสังคม แนวคิดในช่วงเวลานี้มาจากขบวนการแรงงาน แนวคิดประชาธิปไตย การประกันความเสี่ยง และแนวคิดความเป็นพลเมือง ซึ่งต่างก็เสนอว่า รัฐควรมีบริการสุขภาพ การศึกษา เงินบำนาญ และการช่วยเหลือผู้ว่างงาน โดยรัฐต้องกำหนดนโยบายสาธารณะอย่างเป็นระบบ และมุ่งรักษาคุณภาพของบริการสาธารณะไว้ได้ในระยะยาว

ระยะที่ 4 รัฐสวัสดิการแบบผสมผสาน ในยุคนี้รัฐมีฐานคิดทางเศรษฐกิจการเมือง เพิาใบทบาทในการใช้ระบบภาษีมาสนับสนุนรัฐสวัสดิการผ่านการประกันสังคม โดยระบบทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และความเสี่ยงระหว่างกลุ่มต่าง ๆ เช่น ผู้ที่มีรายได้สูงอาจจ่ายภาษีมากกว่าผู้มีรายได้น้อย คนวัยทำงานร่วมสมทบเงินในกองทุนประกันสังคม ผู้ประกอบการร่วมจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม และรัฐใช้งบประมาณสนับสนุนผู้ที่ไม่มีความสามารถในการสมทบเพียงพอ ทั้งนี้มีองค์กรไม่แสวงกำไร ครอบครัว และชุมชน เข้ามามีบทบาทยิ่งขึ้นเพื่อรับมือกับความเสี่ยงหลายประเภทอย่างเป็นระบบตลอดช่วงชีวิตของพลเมือง

Esping-Andersen (1990) เสนอแบบจำลองหลักของระบบรัฐสวัสดิการซึ่งแต่ละระบบมีลักษณะสำคัญและความเสี่ยงแตกต่างกันในด้านการมีสิทธิตามกฎหมาย ความครอบคลุม ความเพียงพอ คุณภาพ ความเป็นธรรม และความยั่งยืนทางการคลัง ได้แก่

1. เสรีนิยมเน้นระบบตลาด สวัสดิการมุ่งช่วยผู้มีรายได้น้อย และมีบริการเอกชนจำนวนมาก แต่ความแตกต่างด้านรายได้อาจทำให้การเข้าถึงบริการแตกต่างกัน

2. อนุรักษนิยม–บรรษัทนิยม (Conservative-corporatist) ระบบนี้เน้นสิทธิที่สัมพันธ์กับการทำงาน สถานะครอบครัว และประกันสังคม ข้อจำกัดคือ ผู้ทำงานนอกระบบหรือมีประวัติสมทบประกันสังคมไม่ต่อเนื่องก็ย่อมได้รับการคุ้มครองน้อยกว่า

3. ประชาธิปไตยเชิงสังคม (Social-democratic) ระบบนี้เน้นการมีบริการสาธารณะครอบคลุม และมุ่งลดความเหลื่อมล้ำ แต่รัฐต้องอาศัยฐานรายได้สาธารณะ ความสามารถบริหาร และความไว้วางใจจากประชาชนในระดับสูง

ในการบริหารจัดการแต่ละระบบมีข้อขัดแย้งทางปรัชญาอยู่เบื้องหลัง ซึ่งจะต้องมีการให้เหตุผลและการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมในประเด็นดังนี้

1) เสรีภาพกับความเสมอภาค รัฐควรแทรกแซงการกระจายทรัพยากรมากเพียงใด เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสใช้เสรีภาพได้จริง

2) การให้สิทธิแก่ทุกคนหรือควรช่วยเฉพาะกลุ่ม สิทธิในระดับพลเมืองจะช่วยลดการตกหล่น แต่ก็มักจะไม่เป็นธรรมกับผู้มีความจำเป็นสูง ซึ่งการจัดสรรทรัพยากรแก่กลุ่มเฉพาะนั้นต้องมีการจัดการข้อมูลและเกณฑ์เพิ่มเติมที่ชัดเจนร่วมด้วย

3) แนวคิดของการรับผิดชอบในระดับส่วนบุคคลกับความรับผิดชอบร่วม แนวคิดนี้ชี้ชวนให้บุคคลคิดว่าควรรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเพียงใด เมื่อโอกาสและความเสี่ยงในชีวิตไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกันจริงในสังคม

4) ประสิทธิภาพของการบริการสาธารณะกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น บริการสาธารณะบางอย่างเพื่อให้มีการครอบคลุม ทั่วถึง ก็จำเป็นต้องมีการลดต้นทุน แต่หากลดต้นทุนมากเกินไปก็ย่อมจะมีการลดคุณภาพหรือเกิดการผลักภาระกลับไปยังบุคคลหรือครอบครัวได้

ช่วงวัยและชนิดของสวัสดิการ

แรกเกิดและวัยเด็ก ได้แก่ การดูแลก่อนและหลังคลอด การรักษาพยาบาล โภชนาการ เงินช่วยเหลือครอบครัว ค่าเลี้ยงดูทารก การศึกษาปฐมวัย และการคุ้มครองเด็กจากความรุนแรง

วัยเรียนและวัยรุ่น ได้แก่ การศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ โภชนาการ-อาหารในโรงเรียน ความปลอดภัยในสถานศึกษา การช่วยเหลือเด็กยากจน การฝึกทักษะ และการเข้าถึงบริการสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจ

วัยทำงาน ได้แก่ ค่าจ้างที่เป็นธรรม ความปลอดภัยในการทำงาน การลาคลอดและลาเพื่อดูแลครอบครัว ประกันสุขภาพ ประกันว่างงาน การคุ้มครองแรงงานนอกระบบ และการฝึกทักษะใหม่

วัยสูงอายุ ได้แก่ บำนาญที่เพียงพอ เงินออมและเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุ การดูแลระยะยาว การฟื้นฟูสมรรถภาพ ที่พักอาศัย บริการดูแลในชุมชน และการสนับสนุนผู้ดูแลในครอบครัว

ระยะเจ็บป่วยรุนแรงและวาระท้ายของชีวิต การรักษาแบบประคับประคอง การบรรเทาความเจ็บปวด การดูแลด้านจิตใจ การตัดสินใจร่วมกับผู้ป่วย การช่วยเหลือครอบครัว และการจัดการร่างหลังเสียชีวิต

สวัสดิการข้ามช่วงวัย ได้แก่ การคุ้มครองคนพิการ สิทธิและการช่วยเหลือชนชายขอบ การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ระบบช่วยเหลือเมื่อสูญเสียรายได้อย่างฉับพลัน

รัฐสวัสดิการในเศรษฐกิจการเมืองปัจจุบัน

การประเมินจุดแข็ง-จุดอ่อนควรมองผ่านการจัดการของรัฐที่ให้แก่พลเมืองทั้งระดับบุคคล ครัวเรือน เศรษฐกิจ และสังคม ในมุมเศรษฐกิจการเมืองนั้น รัฐสวัสดิการสามารถช่วยแก้ปัญหาที่ตลาดไม่สามารถจัดการได้ดีเพียงลำพัง เช่น การประกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนมากพร้อมกัน การดูแลเด็กและผู้สูงอายุ และการลงทุนในบริการสาธารณะที่มีประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ซึ่งเป็นจุดแข็งในประเด็น ตัวอย่างเช่น

1) การลดความเสี่ยงที่บุคคลควบคุมไม่ได้ เช่น การเจ็บป่วย พิการ ว่างงาน และภาวะที่ประชากรอายุยืนกว่าที่คาด การป้องกันความเสี่ยงผ่านภาษีและประกันสังคมทำให้ผู้ที่ประสบเหตุไม่ต้องแบกรับต้นทุนทั้งหมดเพียงลำพัง

2) การเพิ่มความสามารถในการพัฒนามนุษย์ ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพและการศึกษาที่เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งช่วยให้ประชาชนพัฒนาความรู้ ทักษะ และสามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ มีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น

3) การพยุงเศรษฐกิจในยามวิกฤต รัฐสวัสดิการจะทำให้ครัวเรือนยังมีรายได้ขั้นต่ำและเข้าถึงบริการจำเป็น ส่งผลให้การบริโภคไม่จำเป็นต้องลดลงอย่างรุนแรงทันที เศรษฐกิจจึงไม่ตกต่ำไปมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในด้านนี้ขึ้นอยู่กับรัฐในการจัดการปัญหาเศรษฐกิจผ่านรูปแบบการช่วยเหลือ ความรวดเร็ว และวิธีจัดหาเงินกู้มาพยุงเศรษฐกิจ

4) การเพิ่มเสรีภาพ เช่น เมื่อบุคคลไม่ต้องกังวลว่าจะสูญเสียการบริการรักษาพยาบาลทั้งหมดเมื่อออกจากงาน หรือจะไม่มีรายได้เมื่อเจ็บป่วย บุคคลย่อมมีเสรีภาพที่จะปฏิเสธงานที่ไม่เป็นธรรม มีเวลาที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ และตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตได้มากขึ้น

5) การสร้างความเป็นปึกแผ่นระหว่างคนต่างกลุ่ม รัฐสวัสดิการที่พอเพียงและเป็นธรรม จะทำให้ประชาชนมองว่าทุกคนมีส่วนร่วมตามกำลังและได้รับการคุ้มครองตามความจำเป็นอย่างเท่าเทียม ช่วยเพิ่มความไว้วางใจและความรู้สึกเป็นสมาชิกของสังคมร่วมกันได้

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หากบริการมีคุณภาพต่ำ เข้าถึงยาก หรือจัดสรรอย่างไม่เป็นธรรม รัฐใช้เงินจำนวนมากแต่ยังไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้ประชาชนได้ตามเป้าหมาย ก็จะนำไปสู่การเรียกร้องและการประท้วงจากประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้ ซึ่งในขณะเดียวกันนั้น จุดอ่อนของระบบรัฐสวัสดิการก็จะปรากฎชัดเจนขึ้น ทำให้เกิดปัญหาเชิงสังคมยิ่งขึ้นตัวอย่างเช่น

1) ภาระทางการคลังจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ บำนาญ และการดูแลเพิ่มขึ้น ขณะที่ฐานผู้เสียภาษีอาจเติบโตช้าลง นำไปสู่แนวคิดการขยายฐานภาษี การปรับระบบสมทบประกันสังคม การประเมินความคุ้มค่า-รายจ่ายระยะยาว และการจัดลำดับการลงทุนในบริการสาธารณะ

2) ความขัดแย้งเรื่องภาษี ประชาชนอาจไม่เห็นว่าภาษีที่จ่ายสัมพันธ์กับคุณภาพบริการหรือความเป็นธรรมในการได้รับบริการ ซึ่งนำไปสู่การเรียกร้องการเปิดเผยข้อมูลรายจ่าย ผลลัพธ์ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมเรียกร้องระบบตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น

3) ความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้มีสิทธิ เนื่องจากระบบมักจะผูกสิทธิกับการจ้างงาน จึงมักจะคุ้มครองคนทำงานในระบบมากกว่าคนทำงานอิสระ ทำให้เรียกร้องการสร้างหลักประกันขั้นต่ำที่ไม่ขึ้นกับสถานะการจ้างงาน หรือระบบสมทบประกันสังคมที่ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น

4) ความไม่ยั่งยืนของการดูแล เนื่องจากภาระดูแลเด็ก ผู้สูงวัย ผู้ป่วย มักตกอยู่กับครอบครัวและผู้หญิง ขณะที่แรงงานในอาชีพการดูแลมีจำนวนไม่พอ ย่อมจะมีการเรียกร้องให้รัฐลงทุนในระบบบริการการดูแลช่วยเหลือ การให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม การลาที่เพียงพอ และการสนับสนุนผู้ดูแลกลุ่มต่าง ๆ

5) ระบบราชการที่เกี่ยวข้องซับซ้อน หลายหน่วยงานมีเกณฑ์ เอกสาร และฐานข้อมูลต่างกัน ทำให้บางการบริการล่าช้า ลักหลั่น จึงต้องมีการบริหารจัดการใหม่ เช่น การเชื่อมบริการ ลดขั้นตอน มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ และเปิดช่องทางอุทธรณ์ เป็นต้น

ระบบรัฐสวัสดิการของประเทศไทย

ประเทศไทยได้พัฒนาแนวคิดด้านรัฐสวัสดิการมาอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันจึงมีหลายระบบทำงานอยู่ ได้แก่ สิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบประกันสังคม เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สวัสดิการเด็ก และระบบบำนาญ ระบบเหล่านี้มีที่มาของสิทธิ เงื่อนไข และวิธีบริหารแตกต่างกัน ซึ่งยังมีข้อคำนึงถึงในส่วนตกหล่น เช่น ผู้ที่ทำงานอิสระ เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพรายวัน และแรงงานแพลตฟอร์ม-ไรเดอร์ก็อาจมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งไม่สามารถสมทบเงินในรูปแบบเดียวกับลูกจ้างประจำได้ จึงยังเสี่ยงที่จะเกิดช่องว่างในการคุ้มครองของประกันสังคมอยู่ คนชายขอบที่ขาดเอกสารแสดงตัวตน อยู่ห่างไกล ขาดอินเทอร์เน็ต มีข้อจำกัดด้านภาษา ก็ยังเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ของรัฐไม่ได้ ในขณะเดียวกันประเทศไทยที่เข้าสูงสังคมสูงวัยระยะสมบูรณ์ (ร้อยละ 20 ของประชากร) มีปัญหาการเกิดลดลง มีการลดลงของสัดส่วนประชากรวัยทำงาน และผู้สูงอายุมีความเสี่ยงด้านการเงินในวัยเกษียณ ซึ่งระบบบำนาญ เงินออม และเบี้ยยังชีพ ยังอาจไม่ครอบคลุมและเพียงพอ

รัฐมีความพยายามเชิญชวนให้มีการลงทุนในวัยทำงาน มีการออมเพื่อขึ้นเพื่อเตรียมตัวรับวัยเกษียณ รวมถึงแนวคิดการจัดระบบภาษี negative income-tax ในขณะที่ภาคประชาชนมีกระแสเรียกร้องเกิดขึ้นในเรื่องการช่วยเหลือตามความจำเป็น เช่น เงินช่วยเหลือเพิ่มเติม ค่าครองชีพ การบริการดูแลระยะยาว การสนับสนุนคนพิการ การฟื้นฟูอาชีพ และการบริการเฉพาะสำหรับครัวเรือนที่เผชิญปัญหาความเปราะบาง การช่วยเหลือเมื่อประสบภัยพิบัติ เป็นต้น ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ รัฐและผู้เกี่ยวข้องจำเป็นจะต้องแยกให้ชัดว่าอะไรคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐรับประกัน อะไรเป็นสิ่งที่รัฐควรเพิ่มหรือให้การเยียวยาตามความจำเป็น และอะไรสามารถหนุนเสริมผ่านการประกันหรือการออมได้

ในอนาคต บริบทของสังคมสูงวัย รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสภาพภูมิอากาศ ย่อมจะส่งผลต่อทั้งความต้องการสวัสดิการและแหล่งเงินทุนในอนาคต รัฐจำเป็นต้องประเมินความต้องการบำนาญ บริการสุขภาพ การดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง และการสนับสนุนผู้ดูแลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในสังคมที่ประชากรสูงวัยมากขึ้น ในขณะที่แรงงานวัยทำงานที่ลดลงอาจสร้างแรงกดดันต่อรายได้จากภาษีและเงินสมทบแก่รัฐ AI และระบบอัตโนมัติ งานแพลตฟอร์ม และการทำงานหลายอาชีพทำให้รูปแบบรายได้และการจ้างงานเปลี่ยนไป หากระบบประกันสังคมยังวางหลักการให้ยึดกับนายจ้างเพียงรายเดียว ก็อาจมีผู้ตกหล่นเชิงระบบมากขึ้น จึงควรพิจารณาอาชีพและฐานรายได้ใหม่เหล่านี้ให้เข้าถึงระบบรัฐสวัสดิการต่าง ๆ อย่างสะดวกและง่าย นอกจากนี้ การบริการสาธารณะต่าง ๆ จะต้องมีการลดขั้นตอน เพิ่มคุณภาพ มีการช่วยเหลือต่าง ๆ ที่รวดเร็ว ตรวจสอบได้ และบูรณาการเชิงระบบเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน

สรุป

รัฐสวัสดิการเกิดจากเครือข่ายความคิดที่ประกอบด้วยสิทธิและเสรีภาพ ความยุติธรรมทางสังคม การวิพากษ์ทุนนิยม ประชาธิปไตยทางสังคม ความสามารถของมนุษย์ จริยศาสตร์แห่งการดูแล และความเป็นปึกแผ่นทางสังคม ความคิดเหล่านี้ถูกแปรเป็นสถาบันผ่านการต่อรองทางการเมือง กฎหมาย การจัดเก็บภาษี ระบบประกันสังคม และบริการสาธารณะ เพื่อตอบคำถามว่า เราจะสร้างระบบที่ช่วยให้มนุษย์มีความสามารถดูแลตนเอง โดยไม่ทอดทิ้งคนที่ไม่อาจดูแลตนเองได้ในบางช่วงชีวิตอย่างไร จุดแข็งของรัฐสวัสดิการคือการกระจายความเสี่ยง เพิ่มโอกาส และช่วยให้มนุษย์ไม่ต้องเผชิญความเปราะบางตามลำพัง ส่วนข้อจำกัดคือภาระการคลัง ความเหลื่อมล้ำของสิทธิ ระบบราชการที่ซับซ้อน และความยากในการรักษาความเป็นธรรมระหว่างกลุ่มคนและคนต่างรุ่น ทั้งนี้ ความยั่งยืนของรัฐสวัสดิการจะขึ้นกับความสามารถในการปรับตัวต่อสังคมสูงวัย งานที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยีและวิกฤตภูมิอากาศ มากกว่าการคงรูปแบบสถาบันดั้งเดิมไว้ทุกประการ

ข้อเสนอแนะ

กรอบคิดปรัชญาหลังนวยุคสายกลางมีหลักการที่อาจนำไปประยุกต์เป็นแนวคิดในการจัดการระบบรัฐสวัสดิการได้ เช่น รัฐสวัสดิการควรเป็นระบบบ่มเพาะชีวิต (Life Cultivating Systems) ไม่ใช่เพียงระบบจ่ายผลประโยชน์แก่พลเมืองหรือผู้มีสิทธิเท่านั้น โดยอาจประยุกต์ใช้แนวคิดสำคัญ ๆ ได้แก่

1) การไม่ยึดติดกับรูปแบบเดียว รัฐไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างรัฐทั้งหมดกับตลาดทั้งหมด แต่พิจารณาว่าบริการสาธาณณะประเภทใดควรเป็นสิทธิถ้วนหน้า ประเภทใดใช้การประกัน และประเภทใดควรจัดการเติมเต็มตามความจำเป็น

2) ความสมเหตุสมผลและหลักฐานเชิงประจักษ์ ระบบควรมีการตรวจสอบว่ามาตรการช่วยลดความยากจน เพิ่มสุขอนามัย และเพิ่มศักยภาพของประชาชนได้จริงหรือไม่

3) การเคารพความแตกต่าง ระบบรัฐสวัสดิการควรคำนึงถึงคนพิการ เด็ก ผู้สูงอายุ แรงงานนอกระบบ และคนในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องการการสนับสนุนที่ไม่เหมือนกันและจัดการเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองอย่างเสมอภาค

4) การประสานความรู้หลายสาขา มีการบูรณาการเศรษฐศาสตร์สาธารณะ การสังคมสงเคราะห์ จริยศาสตร์ การแพทย์ เทคโนโลยี และความรู้ภูมิปัญญาจากชุมชนมาร่วมออกแบบระบบต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มชน พื้นที่และวัฒนธรรม

5) ความรับผิดชอบต่อผลระยะยาว รัฐจะต้องไม่ดำเนินนโยบาลที่ผลักภาระหนี้ ภาระดูแล หรือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมไปให้คนรุ่นถัดไปโดยไม่เปิดเผยต้นทุนที่แท้จริง ในความหมายนี้ รัฐสวัสดิการไม่ควรทำให้ประชาชนเป็นเพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่ควรช่วยให้พวกเขาเป็นผู้มีสิทธิ มีเสียง มีความสามารถ และมีโอกาสร่วมกำหนดอนาคตของตนเองด้วย

เอกสารอ้างอิง

กีรติ บุญเจือ. (2546). ปรัชญาภาษาชาวบ้าน. มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น.

Esping-Andersen, G. (1990). The three worlds of welfare capitalism. Princeton University Press.

International Labour Organization. (2024). World social protection report 2024–26: Universal social protection for climate action and a just transition. https://www.ilo.org/publications/flagship-reports/world-social-protection-report-2024-26-universal-social-protection-climate

Marshall, T. H. (1950). Citizenship and social class and other essays. Cambridge University Press.

Organisation for Economic Co-operation and Development. (2024). Megatrends and the future of social protection. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/6c9202e8-en

Rawls, J. (1999). A theory of justice (Rev. ed.). Harvard University Press. (Original work published 1971)

Sen, A. (1999). Development as freedom. Alfred A. Knopf.

World Bank. (n.d.). Adaptive social protection: Building resilience to shocks. https://www.worldbank.org/en/publication/human-capital/publication/adaptive-social-protection-building-resilience-to-shocks-key-findings

World Bank. (n.d.). Pension provision in Thailand. https://www.worldbank.org/en/country/thailand/publication/pension-provision-in-thailand

Leave a Reply

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018