อ. ดร.รวิช ตาแก้ว (ราชบัณฑิต)
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
บทนำ
เมื่อได้ศึกษาปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง (Moderate Postmodernism) ซึ่งมีหลักการสำคัญหลายประการได้แก่ 1) การไม่ยึดติดกับคำอธิบายใดคำอธิบายหนึ่ง เปิดโอกาสให้ทบทวนความเชื่อและสมมติฐานเดิม 2) การแสวงหาความจริงอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ถือว่าความเชื่อส่วนตัวหรืออำนาจประเพณีเป็นหลักประกันความถูกต้องโดยอัตโนมัติ 3) การยอมรับความแตกต่างหลากหลาย พิจารณาความแตกต่างของบริบท ประสบการณ์และมุมมอง 4) การประสานจุดแข็งและการปรับตัว ไม่ปฏิเสธมรดกเดิมทั้งหมด แต่เลือกนำส่วนที่มีคุณค่ามาประยุกต์ใช้ และ 5) การสร้างสรรค์และรับผิดชอบต่อผลของการกระทำ ใช้ความรู้เพื่อพัฒนาตนเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเหมาะสม ย่อมจะพบว่ามีแนวคิดเช่นนี้ตรงกันกับปรัชญาอินเดียในหลาย ๆ ด้าน ความคล้ายคลึงกันนี้ไม่ควรพิจารณาวางเหมือนกันในทันที หากแต่ควรมองลึกลงไปถึงวิธีเข้าใจความจริง วิธีแสวงหาความรู้ วิธีดำเนินชีวิต และวิธีจัดระเบียบสังคม เพราะแม้ปรัชญา2 สายนี้จะเสนอแนวคิดคล้ายกัน แต่ก็น่าตั้งอยู่บนฐานอภิปรัชญาและเป้าหมายของชีวิตที่แตกต่างกัน
บทความจึงทดลองความคิดโดยนำปรัชญาหลังนวยุคสายกลางมาสนทนา (dialogue) กับปรัชญาอินเดียโดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการไม่ยึดติดในทัศนะของตน การพิจารณาความจริงจากหลายมุมมอง การใช้ปัญญาอย่างมีวิจารณญาณ และการดำเนินชีวิตอย่างรับผิดชอบ ทั้งนี้ การสนทนานี้ไม่ได้รวบยอดตีความว่าปรัชญาอินเดียทุกสำนักมีจุดหมายเดียวกันหรือพัฒนาไปตามลำดับขั้นเดียวกัน หากแต่จะมองอย่างรวม ๆ โดยยกตัวอย่างแนวคิดในแต่ละช่วงที่สำคัญ ๆ มาแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อให้ได้แผนที่ความคิดอย่างสังเขปสำหรับผู้สนใจปรัชญาทั้ง 2 สายนี้
ยุคพระเวท
ยุคนี้เริ่มประมาณ 1500–500 ปีก่อนคริสตกาล ยุคนี้นับพระเวทตอนต้นถึงอุปนิษัทระยะแรก ฐานคิดทางปรัชญาของยุคนี้มีโลกทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ เทพเจ้า และระเบียบจักรวาล โดยพิธีกรรมและการสวดสรรเสริญมีบทบาทสำคัญ ส่วนอุปนิษัทได้พัฒนาคำถามเชิงลึกขึ้น เช่น อัตตาที่แท้จริงคืออะไร ความจริงสูงสุดคืออะไร และความรู้ชนิดใดนำไปสู่ความหลุดพ้น แนวคิดเรื่องพรหมัน (Brahman) และอาตมัน (Ātman) เป็นประเด็นสำคัญในปรัชญาฮินดูหลายสำนัก แม้แต่ละสำนักจะตีความความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งนี้ต่างกันไปก็ตาม ทั้งนี้ คัมภีร์พระเวทได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งความรู้ที่มีอำนาจพิเศษซึ่งต้องเชื่อ หากแต่อุปนิษัทเน้นการถามว่าผู้รู้คือใคร และสิ่งที่ปรากฏมีความสัมพันธ์กับความจริงสูงสุดอย่างไร ซึ่งเปิดพื้นที่ให้มนุษย์ทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ท่าทีของอุปนิษัทนี้ใกล้เคียงกับท่าทีของปรัชญาหลังนวยุคสายกลางในแง่ของการไม่หยุดอยู่กับคำอธิบายเดิม และการกลับมาตรวจสอบสมมติฐานที่ตนใช้ในการดำเนินชีวิตโดยพิจารณาความสมเหตุสมผลและบริบท
ยุคมหาชนบท
ยุคนี้อยู่ในช่วงประมาณศตวรรษที่ 6–4 ก่อนคริสตกาล มีความเหลื่อมซ้อนกับปลายยุคพระเวทและยุคต้นของการเกิดขบวนการสมณะ ในยุคนี้มีการขยายตัวของเมือง การค้า และรัฐ มีการรวมศูนย์อำนาจ เกิดเป็ฯแคว้นใหญ่น้อยจำนวนมาก แคว้นสำคัญคือ มคธ โกศล เป็นต้น ซึ่งต่างก็แสดงความชอบธรรมของการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับนักบวช และหน้าที่ต่อประชาชนแตกต่างกัน ทำให้คำถามและพื้นที่ถกเถียงกันในเรื่องของอำนาจ ศีลธรรม ความทุกข์ และเป้าหมายชีวิต นอกจากขนบพราหมณ์ ก็ยังมีขบวนการสมณะ (śramaṇa) ที่มีข้อเสนอใหม่ ๆ ที่ท้าทายอำนาจของพระเวทและพิธีกรรมแบบพราหมณ์ เช่น พระพุทธศาสนา เน้นวิเคราะห์ความทุกข์ เหตุปัจจัยของทุกข์ และแนวทางดับทุกข์ โดยไม่ตั้งอาตมันถาวรเป็นหลักอธิบาย ศาสนาเชนที่ให้ความสำคัญกับชีวะ กรรม การชำระพันธนาการ และอหิงสาอย่างเข้มข้น สำนักอาชีวกและแนวคิดอื่นที่เสนอพื้นที่ทางความคิดอย่างหลากหลาย การเปิดพื้นที่ให้แนวคิดทางเลือกและการตรวจสอบคำอธิบายที่สืบทอดมาของยุคมหาชนบทนี้ใกล้เคียงกับเป้าหมายของปรัชญาหลังนวยุคสายกลางที่ต้องการพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการสนทนาแลกเปลี่ยนเหตุผล เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในทางปัญญา วิชาการ และแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดี
จักรวรรดิเมารยะ
ยุคนี้อยู่ในช่วงประมาณ 322–185 ปีก่อนคริสตกาล หลังสงครามกาลิงคะ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสนับสนุนแนวทางการปกครองที่เน้นธรรมะ การลดความรุนแรง และการดูแลผู้คน การใช้ธรรมะจำกัดความรุนแรงและเพิ่มความรับผิดชอบของผู้ปกครองในยุคนี้เป็นแนวทางที่ใกล้เคียงกับท่าทีของปรัชญาหลังนวยุคสายกลางที่เน้นการประเมินผลทางจริยธรรม มองว่าความสำเร็จของรัฐไม่ควรวัดจากการขยายดินแดนหรือกำลังทหารเพียงอย่างเดียว การประยุกต์ใช้ความรู้ โดยมีหลักการว่าต้องแสดงคุณค่าผ่านการปฏิบัติจริง และการคำนึงถึงผู้อื่นการตัดสินใจใด ๆ ไม่ควรพิจารณาเฉพาะประโยชน์ของผู้มีอำนาจ
ยุคหลังเมารยะ
ยุคนี้การเมืองจะกระจายตัว มีหลายศูนย์อำนาจ เกิดเครือข่ายการค้า การเดินทางของพระสงฆ์ และการแลกเปลี่ยนระหว่างอินเดียกับเอเชียกลาง ซึ่งเปิดพื้นที่ให้แนวคิดและศิลปะหลายรูปแบบพัฒนาไปพร้อมกัน ราชวงศ์ศุงคะเกิดขึ้น ฟื้นฟูแนวคิดพระเวทและอุปนิษัท ราชวงศ์สาตวาหนะได้ตั้งตนขึ้นในอินเดียกลางและใต้ มีการอุปถัมภ์ศาสนา ศิลปะ และเครือข่ายการค้าในบริบทที่แตกต่างกันไป ส่วนจักรวรรดิกุษาณะเน้นการพัฒนาเครือข่ายการค้าและการเผยแผ่พุทธศาสนา เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม สร้างรูปแบบใหม่ของการอธิบายและการปฏิบัติได้ ดยไม่จำเป็นต้องทำลายรากฐานเดิมทั้งหมด ท่าทีของยุคนี้ทำให้เข้าใจได้ว่า ความรู้และการดำเนินชีวิตต้องสัมพันธ์กับบริบท และใกล้เคียงกับแนวคิดของปรัชญาหลังนวยุคสายกลางที่เสนอให้รับสิ่งใหม่มาพิจารณา คัดเลือกสิ่งที่มีคุณค่า และปรับใช้โดยไม่ปิดกั้นความแตกต่าง
จักรวรรดิคุปตะ
ยุคนี้เริ่มประมาณ ค.ศ. 320 จนถึงปลายคริสตศตวรรษที่ 6 มีพัฒนาการทางศิลปะ วรรณกรรม คณิตศาสตร์ และความรู้หลายแขนง สำนักปรัชญาหลายกลุ่มก็จะได้พัฒนาแนวคิดของตน เช่น พุทธปรัชญาพัฒนาการอภิปรายเรื่องความรู้ ภาษา จิต ความว่าง และความจริงสองระดับ นยายะพัฒนาตรรกะ การอนุมาน และทฤษฎีแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้ ไวเศษิกะพัฒนาแนวทางการวิเคราะห์สิ่งที่มีอยู่ผ่านประเภทและคุณสมบัติของสิ่งต่าง ๆ สางขยะเสนอถึงความแตกต่างระหว่างปุรุษะกับประกฤติ โยคะเน้นการฝึกจิตและการหลุดพ้นตามกรอบปรัชญาของความเป็นหนึ่งเดียวกัน เวทานตะพัฒนาการตีความอุปนิษัท โดยสำนักย่อยมีทัศนะต่างกันเกี่ยวกับพรหมัน อาตมัน และโลก สำนักเหล่านี้ไม่ได้มีข้อสรุปตรงกัน แต่มีการพัฒนาวิธีให้เหตุผลและระบบอธิบายที่ละเอียดขึ้น ซึ่งใกล้เคียงกับปรัชญาหลังนวยุคสายกลางที่ไม่ละทิ้งเหตุผล ความสมเหตุสมผล รวมถึงการจำแนกประเด็น และการประเมินข้อเสนออย่างมีหลักเกณฑ์ นอกจากนี้คำสอนในสำนักปรัชญาอินเดียในยุคนี้หลายคำสอน ใกล้เคียงกับหลักการของปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง เช่น แนวทางสำนักนยายะที่ให้ความสำคัญกับแหล่งความรู้ และการถกเถียงไม่ได้อาศัยความเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาว่าข้อสรุปนั้นมีหลักฐานและเหตุผลรองรับหรือไม่ สำนักมัธยมกะที่เน้นความว่าง ปรากฏการณ์ทั้งหลายอาศัยเหตุปัจจัยและความสัมพันธ์ คำสอนนี้ใกล้เคียงกับแนวทางไม่ยึดมั่นถือมั่น และการตรวจสอบข้อจำกัดของกรอบความคิด
ยุคหลังคุปตะ
ในยุคนี้เริ่มราวคริสตศตวรรษที่ 7 อินเดียมิได้มีศูนย์กลางทางการเมืองและวัฒนธรรมเพียงแห่งเดียว เกิดการเมืองระดับภูมิภาค การศาสนา การอุปถัมภ์สถาบันความรู้และเครือข่ายการค้าแตกต่างกัน เช่น ราชวงศ์ปัลลวะมีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะ ขณะที่โจฬะมีบทบาทสำคัญด้านการเมือง การค้า และเครือข่ายทางทะเลในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้แนวคิดหลายสายพัฒนาไปพร้อมกัน ส่วนราชวงศ์ปาละในเบงกอลและพิหารก็มีบทบาทในการอุปถัมภ์สถาบันการเรียนรู้ การสนับสนุนพุทธมหายานและวัชรยาน ด้วยบริบทแห่งยุคทำให้เกิดการส่งต่อความรู้ระหว่างผู้เรียน ครู สำนัก และภูมิภาค การพัฒนาความรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากปัจเจก แต่เกิดจากชุมชนแห่งการศึกษาและการสนทนาระหว่างประเพณีความเชื่อต่าง ๆ
ยุคสุลต่านแห่งเดลีและจักรวรรดิโมกุล
การขยายอำนาจของรัฐมุสลิมในอินเดียมิได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผู้ปกครอง แต่ยังสร้างเงื่อนไขใหม่สำหรับการพบกันของภาษา ศาสนา กฎหมาย ศิลปะ และปรัชญา ในสมัยจักรพรรดิอักบาร์มีความพยายามบางประการในการสนทนาระหว่างผู้แทนศาสนาและการบริหารจักรวรรดิที่มีความหลากหลายทางศาสนา การพบกันระหว่างศาสนาไม่ได้ทำให้ความแตกต่างทางอภิปรัชญาหายไป แต่สร้างโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ การปรับตัว และการตีความใหม่ได้ หากมีพื้นที่สำหรับการสนทนาอย่างมีเหตุผล ซึ่งเป็นท่าที่ใกล้เคียงกับปรัชญาหลังนวยุคสายกลางที่เน้นการเปิดคำถามเพื่อสนทนาเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกัน การตีความ และความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อกับอำนาจรัฐ
สรุป
เมื่อมองภาพรวมตั้งแต่ยุคพระเวทจนถึงยุคโมกุล เราจะพบสิ่งที่เป็นจุดสนทนาร่วมกันระหว่างหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลางกับปรัชญาอินเดียสำนักต่าง ๆ บ้างมีแนวคิดใกล้เคียงกัน บ้างก็แตกต่างกันไปตามเป้าหมายสูงสุดของสำนักคิดนั้น ๆ ซึ่งน่าสนใจสำหรับปัจจุบันที่จะนำแต่ละระบบคิดมาช่วยให้เราเข้าใจปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตในบริบทปัจจุบัน เช่น ยุคพระเวทชี้ว่าเราควรเข้าใจความจริงผ่านคัมภีร์ พิธีกรรม และการใคร่ครวญตนอย่างไร ซึ่งหลังนวยุคสายกลางเสนอว่าควรตรวจสอบทั้งคุณค่าและข้อจำกัดของมรดกทางความคิดต่าง ๆ ยุคมหาชนบทมีการเสนอความเชื่อและวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งหลังนวยุคสายกลางเสนอให้มีความกล้าในการเสนอทางเลือก มีการเปิดกว้าง แต่ก็ต้องดำเนินควบคู่กับเกณฑ์การให้เหตุผลที่ชัดเจน ยุคหลังคุปตะได้ชี้ให้เห็นถึงบริบทของสังคมวัฒนธรรม การอุปถัมภ์ การค้า การศึกษา และเครือข่ายศาสนาที่ช่วยให้แนวคิดเดินทางและเปลี่ยนรูป แต่ก็สัมพันธ์กับอำนาจและเงื่อนไขทางสังคม และในยุคสุลต่าน-โมกุล ก็จะได้แสดงบริบทของความแตกต่างหลากหลาย ทั้งนี้ การมีแนวคิดหลายสำนักไม่ได้ทำให้สังคมสงบสุขโดยอัตโนมัติ ในการอยู่ร่วมกันจึงมีการแลกเปลี่ยนทางความคิดและการแข่งขันเพื่ออำนาจ การยอมรับความแตกต่างจึงต้องประกอบด้วยการรับฟัง การให้เหตุผล การตรวจสอบหลักฐาน และการคำนึงถึงผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งล้วนสะท้อนเป็นแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตและอาจใช้มองบริบทของสังคมปัจจุบันได้ด้วย
เอกสารอ้างอิง
กีรติ บุญเจือ. (2546). ปรัชญาภาษาชาวบ้าน. มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น.
Garfield, J. L. (1995). The fundamental wisdom of the middle way: Nāgārjuna’s Mūlamadhyamakakārikā. Oxford University Press.
Internet Encyclopedia of Philosophy. (n.d.-a). Hindu philosophy. https://iep.utm.edu/hindu-ph/
Internet Encyclopedia of Philosophy. (n.d.-b). Jain philosophy. https://iep.utm.edu/jain/
Internet Encyclopedia of Philosophy. (n.d.-c). Nyāya. https://iep.utm.edu/nyaya/
Stanford Encyclopedia of Philosophy. (2023). Madhyamaka. https://plato.stanford.edu/entries/madhyamaka/
Stanford Encyclopedia of Philosophy. (2023). Jaina philosophy. In The Stanford encyclopedia of philosophy (Spring 2023 ed.). https://plato.stanford.edu/archives/spr2023/entries/jaina-philosophy/
Stanford Encyclopedia of Philosophy. (n.d.). Language and testimony in classical Indian philosophy. https://plato.stanford.edu/entries/language-india/

Leave a Reply