อ. ดร.รวิช ตาแก้ว (ราชบัณฑิต)
ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

บทนำ

ความสนใจเรื่องปรัชญาการศึกษามักเริ่มต้นจากคำถามว่าผู้เรียนควรเรียนรู้อะไร ครูควรสอนอย่างไร หรือระบบการศึกษาควรมุ่งพัฒนาสมรรถนะใด คำถามเหล่านี้จำเป็น แต่ยังไม่ใช่คำถามระดับรากฐาน เพราะก่อนที่จะกำหนดเป้าหมาย วิธีการและการประเมินผล เราจำเป็นต้องถามคำถามที่ลึกลงไปในระดับภววิทยาว่า มนุษย์คืออะไร ความรู้คืออะไร สังคมที่มนุษย์ดำรงอยู่มีลักษณะอย่างไร และการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงเหล่านั้นในลักษณะใด ภววิทยาไม่ได้หมายถึงการตั้งคำถามเชิงนามธรรมเกี่ยวกับการมีอยู่เท่านั้น แต่หมายถึงการตรวจสอบสมมติฐานเบื้องหลังการจัดการศึกษา เช่น เรามองผู้เรียนว่าเป็นผู้รับความรู้ ผู้แสวงหาความหมาย ผู้สร้างความรู้ ผู้มีศักยภาพในการกำหนดชีวิต หรือเป็นสมาชิกของระบบสังคมที่มีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และอำนาจเข้ามากำหนดโอกาสในการเรียนรู้ ความแตกต่างระหว่างสมมติฐานเหล่านี้ส่งผลต่อการออกแบบหลักสูตร บทบาทครู วิธีประเมินผล และแม้กระทั่งความหมายของคำว่าคนที่มีการศึกษาโดยตรง

หากเราเชื่อว่าความรู้ที่แท้จริงเป็นความรู้ที่คงทนและเป็นสากล เราก็จะให้ความสำคัญกับเนื้อหาหลักและการใช้เหตุผล หากเราเห็นว่าความรู้เกิดขึ้นผ่านประสบการณ์ เราก็มักจะออกแบบการเรียนรู้ให้ผู้เรียนลงมือแก้ปัญหา แต่หากเราเข้าใจว่าความรู้สัมพันธ์กับภาษา ประวัติศาสตร์ และโครงสร้างอำนาจ เราก็จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนตรวจสอบว่าความรู้ใดได้รับการยอมรับ ใครมีอำนาจในการกำหนดความรู้ และใครถูกทำให้ไม่มีสิทธิมีเสียงในระบบการศึกษา อย่างไรก็ตามการศึกษาในยุคก่อนนี้มักถูกออกแบบให้มนุษย์มีความรู้เพียงพอสำหรับการประกอบอาชีพ การเป็นพลเมือง และการดำรงชีวิต หากแต่ในยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์นี้ คำถามเหล่านี้ก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเพราะความรู้ไม่ได้เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน หรือหนังสือกับผู้อ่านอีกต่อไป แต่เกิดขึ้นภายในเครือข่ายที่ประกอบด้วยมนุษย์ ข้อมูล อัลกอริทึม แพลตฟอร์มดิจิทัล สถาบันการศึกษา ครอบครัว ตลาดแรงงาน และวัฒนธรรมของสังคม การศึกษาจึงไม่อาจอธิบายได้อย่างเพียงพอด้วยการมองผู้เรียนเป็นหน่วยอิสระที่พัฒนาตนเองโดยไม่ขึ้นกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งมนุษย์จำเป็นต้องพัฒนาความสามารถที่ลึกกว่าการจำหรือการตอบข้อสอบ เช่น การตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณ การเข้าใจตนเอง การรับผิดชอบต่อผู้อื่น การอยู่ร่วมกับความแตกต่าง และการใช้ความรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งสังคมไทยไม่ควรเลือกปรัชญาการศึกษาเพียงลัทธิเดียวแล้วบังคับจัดทำแผนการศึกษา หากแต่ควรสร้างระบบการศึกษาที่บูรณาการจุดแข็งของหลายลัทธิบนกรอบวิพากษ์ ตีความ และตัดสินใจว่าอะไรควรนำมาใช้กับใคร ในบริบทใด และเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างไร

ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางไม่ได้ปฏิเสธความรู้หรือคุณค่าทั้งหมด แต่เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่กลับมาตรวจสอบ ตีความ และใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต จึงน่าสนใจที่จะนำหลักสามประการมาพิจารณาในฐานะกรอบกำกับการศึกษา ได้แก่ 1) การไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเชื่ออยู่ ให้ผู้เรียนกล้าทบทวนความเชื่อของตน แม้ความเชื่อนั้นมาจากครู ตำรา ผู้เชี่ยวชาญ ศาสนา สื่อสังคม 2) ย้อนอ่านใหม่หมด ไม่ลดอะไรเลย คือ ไม่ตัดทิ้งทั้งความรู้ดั้งเดิมและความรู้ใหม่ แต่พิจารณาหลักฐาน บริบท ข้อจำกัด และคุณค่าของแต่ละแนวคิด และ 3) แสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง เน้นการสร้างการเรียนรู้ที่เคารพความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ ภูมิภาค ภาษา วัฒนธรรม ความสามารถ และประสบการณ์ โดยไม่บังคับให้ทุกคนคิดเหมือนกัน ทั้งนี้ หัวใจของแนวทางนี้คือ การไม่ยึดมั่นไม่เท่ากับการไร้หลักการ การเปิดรับความแตกต่างไม่เท่ากับการถือว่าทุกข้อเสนอมีคุณภาพเท่ากัน และการย้อนอ่านใหม่ไม่เท่ากับการละทิ้งความรู้ที่พิสูจน์ได้ ซึ่งน่าจะเป็นกรอบพิจารณาว่าแต่ละแนวคิดของปรัชญาการศึกษามีคุณค่าและข้อจำกัดอย่างไรในปัจจุบัน

ปรัชญาการศึกษากระแสหลัก

ปรัชญาการศึกษามีทั้งแนวคิดที่อธิบายความจริงและธรรมชาติของมนุษย์ กับแนวคิดที่เสนอว่าควรจัดการเรียนการสอนอย่างไร บางลัทธิจึงเป็นรากฐานทางปรัชญา ขณะที่บางลัทธิเป็นทฤษฎีหรือแนวทางทางการศึกษา ซึ่งอาจซ้อนทับและผสมผสานกันได้

  1. Idealism หรือลัทธิจิตนิยม สนใจมนุษย์กับความคิด คุณค่า และอุดมคติ เชื่อว่าการศึกษาควรพัฒนาจิตใจ เหตุผล คุณธรรม และการแสวงหาความจริง ไม่ใช่เพียงสะสมข้อมูล แนวคิดนี้เหมาะกับยุคปัจจุบันในด้านการพัฒนามโนธรรม ความหมายของชีวิต จริยธรรมดิจิทัล และการพิจารณาว่าอะไรควรทำ แม้ AI จะทำได้ แต่มีข้อจำกัดคือ หากเน้นอุดมคติหรือคำสอนที่กำหนดไว้มากเกินไป อาจลดพื้นที่สำหรับการตั้งคำถามและความแตกต่างระหว่างบุคคล
  1. Realism หรือลัทธิสัจนิยม สนใจความจริงของโลก หลักฐาน และสิ่งที่ตรวจสอบได้ เน้นความรู้เกี่ยวกับโลกธรรมชาติ สังคม และข้อเท็จจริงที่สามารถศึกษาอย่างเป็นระบบ เหมาะกับยุคปัจจุบันในด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์ การรู้เท่าทันสื่อ การตรวจสอบข้อมูลที่ AI สร้าง และการแยกหลักฐานออกจากความคิดเห็น แต่ก็มีข้อจำกัดคือ ข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวไม่อาจตัดสินได้เสมอไปว่าเราควรเลือกทำอะไร เพราะยังต้องพิจารณาคุณค่า จริยธรรม และผลกระทบต่อผู้อื่นด้วย
  1. Pragmatism (ลัทธิปฏิบัตินิยม) เน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์และการแก้ปัญหา โดยเฉพาะแนวคิดของ John Dewey ที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ การไตร่ตรอง และการมีส่วนร่วมในสังคม เหมาะกับยุคปัจจุบันผ่านรูปแบบการเรียนรู้ Project-based learning, การทดลองใช้ AI แก้ปัญหาชุมชน และการเรียนรู้จากผลลัพธ์จริง อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้มีข้อจำกัดคือ หากตีความว่าอะไรได้ผลก็ถือว่าดี อาจละเลยสิทธิ ความเป็นธรรม และผลเสียระยะยาว
  1. Existentialism (ลัทธิอัตถิภาวนิยม) เน้นเสรีภาพ การเลือก และความรับผิดชอบ จึงเน้นว่าผู้เรียนไม่ควรถูกกำหนดชีวิตจากมาตรฐานภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเรียนรู้ที่จะเลือกและรับผิดชอบต่อการเป็นตัวของตัวเอง เหมาะกับยุคปัจจุบันในด้านการค้นหาความหมายของชีวิต การเลือกเส้นทางอาชีพ การสร้างอัตลักษณ์ และการไม่ปล่อยให้อัลกอริทึมกำหนดคุณค่าของตน ข้อจำกัดของแนวคิดนี้คือ หากเน้นเสรีภาพโดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์และข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ก็อาจมองข้ามความเหลื่อมล้ำที่ผู้เรียนเผชิญอยู่
  1. Perennialism (ลัทธิสารัตถนิยมแบบสัจธรรมนิรันดร์) เน้นความรู้และคำถามพื้นฐานที่สนใจข้ามยุคสมัยได้ จึงให้ความสำคัญกับการอ่านงานคลาสสิก การใช้เหตุผล และคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับมนุษย์ ความดี ความจริง และความยุติธรรม เหมาะกับยุคปัจจุบันสำหรับในด้านการฝึกอ่านอย่างลึกซึ้ง การตีความข้อโต้แย้ง และการพิจารณาคำถามที่ไม่มีคำตอบง่าย ๆ ข้อจำกัดก็คือ หากยึดหลักสูตรหรือมรดกทางความคิดชุดเดิมเป็นศูนย์กลางมากเกินไป ก็อาจไม่ตอบโจทย์ความหลากหลายและความเปลี่ยนแปลงของสังคม
  1. Essentialism (ลัทธิสารัตถนิยมทางการศึกษา) เน้นความรู้พื้นฐานและวินัยทางการเรียน จึงมีรูปแบบการสอนที่เน้นการอ่าน-เขียน และเน้นวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ความรู้สำคัญ และความรับผิดชอบต่อการเรียน แนวคิดนี้ยังเหมาะกับยุคปัจจุบันเช่น การสร้างพื้นฐานภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ การคิดเชิงตรรกะ และความรู้ดิจิทัลที่ทุกคนจำเป็นต้องมี ทั้งนี้ ข้อจำกัดคือ หากเน้นเนื้อหา การสอบ และการทำตามมาตรฐานมากเกินไป ผู้เรียนอาจทำข้อสอบได้แต่ขาดความสามารถในการใช้ความรู้กับสถานการณ์ใหม่
  1. Progressivism (ลัทธิพิพัฒนาการนิยม) เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและการเรียนรู้จากประสบการณ์ จึงสนับสนุนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงชีวิตจริง การสืบค้น การแก้ปัญหา และการพัฒนาความสนใจของผู้เรียน มีความเหมาะกับยุคปัจจุบันโดยเป็นแนวคิดที่ส่งเสริมการเรียนรู้เฉพาะบุคคล การตั้งคำถามกับ AI การทำงานเป็นทีม และการสร้างผลงานที่แสดงความเข้าใจจริง ข้อจำกัดของแนวคิดนี้คือ หากกิจกรรมไม่มีการออกแบบที่ดี อาจทำให้ผู้เรียนสนุกแต่ขาดความรู้พื้นฐานที่จำเป็น
  1. Reconstructionism (ลัทธิปฏิรูปนิยมทางสังคม) เน้นการศึกษาเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม กลุ่มนี้มองว่าการศึกษาไม่ควรเพียงเป็นการให้ผู้เรียนปรับตัวเข้ากับสังคม แต่ควรช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจและแก้ไขปัญหาสังคมอย่างมีเหตุผล มีความเหมาะกับยุคปัจจุบันเพราะช่วยให้ผู้เรียนสนใจและมองหาการแก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำดิจิทัล ความเป็นพลเมือง AI สิ่งแวดล้อม การทุจริต และการมีส่วนร่วมทางสังคม ข้อจำกัดก็คือ หากกำหนดเป้าหมายทางสังคมไว้ล่วงหน้าโดยไม่เปิดให้โต้แย้ง การศึกษาก็อาจกลายเป็นการปลูกฝังอุดมการณ์แทนการคิดอย่างอิสระ
  1. Humanism (ลัทธิมนุษยนิยมทางการศึกษา) เน้นศักดิ์ศรี ความต้องการ และการเติบโตของมนุษย์ จึงมุ่งเน้นการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเข้าใจตนเอง เข้าใจความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุน ความต้องการทางอารมณ์ และการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน เหมาะกับยุคปัจจุบันเนื่องจากสนใจพัฒนาสุขภาวะทางใจ ความปลอดภัยในการเรียน การยอมรับความแตกต่าง และการพัฒนาตนเองตลอดชีวิต ข้อจำกัดคือ หากเน้นความรู้สึกและความต้องการส่วนบุคคลโดยขาดมาตรฐานทางวิชาการหรือความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ก็อาจไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนาความสามารถที่ซับซ้อน
  1. Constructivism (การสร้างความรู้) และ Critical Pedagogy (การศึกษาเชิงวิพากษ์) เน้นให้ผู้เรียนสร้างความเข้าใจและตรวจสอบอำนาจของความรู้ โดย Constructivism เน้นว่าผู้เรียนสร้างความหมายจากประสบการณ์และความรู้เดิม ส่วน Critical Pedagogy ของ Paulo Freire เน้นการตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจและการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง แนวคิดนี้เหมาะกับยุคปัจจุบันเพราะส่งเสริมการตรวจสอบอคติของข้อมูล การวิเคราะห์อัลกอริทึม การอภิปรายอย่างมีเหตุผล และการตรวจสอบว่าใครได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์จากเทคโนโลยี ข้อจำกัดคือ การสร้างความรู้ด้วยตนเองไม่ได้หมายความว่าความคิดเห็นทุกอย่างถูกต้องเท่ากัน และการวิพากษ์ต้องมีหลักฐาน มิใช่เพียงความไม่ไว้วางใจ

แต่ละลัทธิอธิบายความจริงคนละมิติ และเหมาะกับปัญหาทางการศึกษาคนละประเภท ซึ่งสามารถสังเคราะห์เปรียบเทียบแต่ละลัทธิได้ดังนี้

ลัทธิภววิทยาข้อดีข้อจำกัด
Idealismความคิด เหตุผล และคุณค่าจริยธรรม ความหมาย และอุดมคติยึดถือคุณค่าบางชุดจนไม่เปิดรับการตรวจสอบ
Realismโลกวัตถุ, ข้อเท็จจริงหลักฐาน ความถูกต้อง และการตรวจสอบอธิบายคุณค่าหรือความหมายของชีวิตได้ไม่ครบถ้วน
Pragmatismประสบการณ์ การสืบค้น และการลงมือปฏิบัติการแก้ปัญหาและการเรียนรู้จากผลจริงให้น้ำหนักกับประโยชน์ และการทำได้จริง
Existentialismการดำรงอยู่ เสรีภาพ และความรับผิดชอบการเลือก ความหมาย และการกำหนดชีวิตมองข้ามข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
Perennialismคำถามและความรู้ที่สำคัญความคิดลึกซึ้งและปัญญาระยะยาวจำกัดความหลากหลายของความรู้และประสบการณ์
Essentialismความรู้และทักษะพื้นฐานรากฐานทางวิชาการและวินัยการเรียนรู้รูปแบบการศึกษาเน้นการจำได้และการสอบ
Progressivismประสบการณ์และพัฒนาการของผู้เรียนการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้เชิงรุกละเลยความรู้พื้นฐานหากออกแบบไม่รอบคอบ
Reconstructionismสังคมและความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงเข้าใจความเหลื่อมล้ำและปัญหาส่วนรวมมีการชี้นำทางอุดมการณ์
Humanismศักดิ์ศรีและศักยภาพของมนุษย์เน้นความเป็นอยู่ที่ดีและการยอมรับความแตกต่างขาดความเข้มแข็งทางมาตรฐานทางวิชาการ
Constructivismการสร้างและปรับความหมายความรู้เดิม การตีความ และการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมเข้าใจว่าความคิดเห็นส่วนบุคคลสามารถทดแทนหลักฐานเชิงประจักษ์ได้
Critical Pedagogyความรู้ อำนาจ และการมีส่วนร่วมเน้นประเด็นการกดทับ เสียงที่ถูกละเลย และความไม่เป็นธรรมเกิดการวิพากษ์โดยไม่มีข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์ เน้นวาทกรรม โดยมักขาดหลักฐานเชิงประจักษ์และการลงมือปฏิบัติจริง

จากการศึกษาวิเคราะห์ลัทธิทางปรัชญาการศึกษาหลาย ๆ ลัทธิจนเห็นข้อดี-ข้อจำกัดนั้น การนำหลายลัทธิมาใช้ร่วมกันอย่างผสมผสาน (Eclecticism) นั้นไม่ใช้การนำแนวคิดทุกอย่างมาวางรวมกันโดยไม่ตรวจสอบความขัดแย้ง เพราะบางลัทธิมีข้อสมมติฐานเกี่ยวกับความจริง ความรู้ และธรรมชาติของมนุษย์ที่แตกต่างกันจริง สิ่งที่จำเป็นในการผสมผสานไม่ใช่การทำให้ความแตกต่างหมดไป แต่คือการพิจารณาว่าแนวคิดใดช่วยอธิบายปัญหาใด มีเงื่อนไขการใช้แบบไหน และต้องอาศัยหลักการอะไรในการตัดสินเมื่อข้อเสนอของแต่ละลัทธิไม่สอดคล้องกัน ซึ่งการจะเลือกใช้ส่วนใดกับใครในบริบทใดน้น เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของระบบการศึกษา โดยมีข้อพิจารณาได้แก่

1. ผู้เรียนไม่ใช่หน่วยโดดเดี่ยว และระบบก็ไม่ใช่ผู้กำหนดทุกสิ่ง ในกรอบนี้ ผู้เรียนเป็นทั้งบุคคลที่มีความเฉพาะตัวและเป็นสมาชิกของระบบความสัมพันธ์ ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดและเลือก แต่การพัฒนาความสามารถดังกล่าวก็ได้รับอิทธิพลจากภาษา ครอบครัว เพื่อน ครู หลักสูตร เทคโนโลยี และเงื่อนไขทางสังคม กรอบคิดนี้นี้ช่วยหลีกเลี่ยงคำอธิบายที่สุดขั้วสองแบบ ได้แก่ ปัจเจกนิยมแบบลดทอนที่มองความสำเร็จหรือความล้มเหลวเป็นผลจากความพยายามและความสามารถของบุคคลเพียงอย่างเดียว และโครงสร้างนิยมแบบกำหนดตายตัวที่มองว่าบุคคลเป็นเพียงผลผลิตของครอบครัว สังคม หรือระบบ จนลดทอนความสามารถในการเลือกและเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ ในทางภววิทยาเชิงเชิงสัมพันธ์ เราต้องมองมนุษย์ในฐานะผู้กระทำการภายในระบบที่มีเงื่อนไข ขณะเดียวกัน มนุษย์ก็สามารถมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงระบบนั้นได้ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับระบบจึงเป็นความสัมพันธ์ที่มีทั้งข้อจำกัดและความเป็นไปได้

2. เป้าหมายของการศึกษาไม่ควรถูกกำหนดจากส่วนกลาง แต่ควรเป็นทั้งทิศทางและสิ่งที่ได้รับการตรวจสอบจากประสบการณ์จริง ตัวอย่างเช่น หากสถานศึกษาประกาศว่าต้องการพัฒนาผู้เรียนให้มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ระบบประเมินให้รางวัลเฉพาะคำตอบที่ตรงกับแบบฝึกหัด ก็จะเกิดความไม่สอดคล้องระหว่างคุณค่าที่ประกาศกับกลไกที่ทำงานจริง ในทำนองเดียวกัน หากสถานศึกษามุ่งพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัล แต่ผู้เรียนไม่เคยได้รับโอกาสตรวจสอบข่าวสารหรืออภิปรายข้อขัดแย้งในชั้นเรียนอย่างปลอดภัย เป้าหมายดังกล่าวก็ไม่อาจเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ระบบต่าง ๆ จึงต้องมีการตรวจสอบสิ่งที่ระบบประกาศว่ามีคุณค่าและความสัมพันธ์ที่ระบบสร้างขึ้นจริง

3. พลวัตของผลสะท้อนกลับ การเกิดคุณสมบัติใหม่ๆ และอำนาจในการกำหนดเงื่อนไข ผลสะท้อนกลับ (feedback) เป็นการที่ผลที่เกิดขึ้นสามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนการทำงานของระบบได้ เช่น เมื่อผู้เรียนทำข้อสอบได้คะแนนต่ำ สถานศึกษาอาจเพิ่มการฝึกทำข้อสอบ หากคะแนนดีขึ้น ระบบก็อาจเชื่อว่าวิธีการนั้นมีประสิทธิภาพ แต่หากการฝึกทำข้อสอบทำให้เวลาในการอ่านอย่างลึกซึ้งลดลง ระบบก็อาจสร้างผลเสียขึ้นโดยที่ไม่ปรากฏในตัวชี้วัดเดิม คุณสมบัติใหม่ ๆ (emergence) ที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ระดับระบบที่ไม่สามารถอธิบายได้จากการนำคุณลักษณะของสมาชิกแต่ละคนมาบวกกันอย่างง่าย เช่น ความไว้วางใจในห้องเรียน วัฒนธรรมการตั้งคำถาม หรือความสามารถของชุมชนในการร่วมแก้ปัญหา คุณสมบัติเหล่านี้เกิดจากรูปแบบความสัมพันธ์ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง อำนาจและการกำหนดเงื่อนไข (power and governance) ที่บางบุคคลหรือสถาบันมีอำนาจมากกว่าคนอื่นในการกำหนดหลักสูตร เกณฑ์ประเมินความสำเร็จ การเข้าถึงทรัพยากร และความรู้ที่จำเป็นต้องรู้ การมองเห็นถึงกลไกอำนาจนี้จะทำให้การคิดเชิงระบบไม่จำกัดอยู่เพียงด้านประสิทธิภาพ แต่ครอบคลุมไปถึงด้านความเป็นธรรมด้วย กลไกทั้ง 3 นี้มีความสำคัญในยุคปัจจุบัน ระบบแพลตฟอร์มและ AI จะช่วยแนะนำเนื้อหาที่ทำให้ผู้เรียนเห็นข้อมูลบางชนิดซ้ำ ๆ จนมีอิทธิพลต่อความสนใจและการตีความ ข้อมูลที่ใช้ฝึกระบบอาจสะท้อนความไม่สมดุลเดิม และการวัดผลอัตโนมัติอาจสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนทำสิ่งที่ระบบวัดได้ง่าย มากกว่าสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิต

เมื่อเข้าใจภววิทยาของแต่ละลัทธิและความสัมพันธ์เชิงระบบแล้ว การประยุกต์ใช้จำเป็นต้องเริ่มจากการกำหนดว่า มนุษย์ที่การศึกษาต้องการส่งเสริมให้เติบโตเป็นคนเช่นใด และระบบความสัมพันธ์ใดจะช่วยให้มนุษย์เหล่านั้นเติบโตได้จริง เช่น ผู้รู้ มีความรู้พื้นฐาน เข้าใจหลักฐาน และแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อคิดเห็นได้ ผู้คิด ตั้งคำถาม วิเคราะห์ความซับซ้อน และพิจารณาทางเลือกได้ ผู้มีจริยธรรม คำนึงถึงความถูกต้อง ความเป็นธรรม และผลกระทบของการกระทำ ผู้กำหนดชีวิตตนเอง รู้จักตนเอง มีเสรีภาพในการเลือก และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ ผู้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ร่วมมือกับคนที่แตกต่าง และมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม ทั้งนี้ การพัฒนาการศึกษาย่อมมุ่งไปสู่การสร้างระบบที่ช่วยให้ความสามารถของมนุษย์นำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่ทำลายความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อื่น

การออกแบบปรัชญาการศึกษาสำหรับประเทศไทย

นักวิชาการและนักการศึกษาเห็นตรงกันว่า ไม่ควรนำปรัชญาการศึกษาตะวันตกมาใช้โดยตรงทั้งระบบ สำหรับประเทศไทยนั้น ควรพิจารณาอย่างน้อย 4 มิติ ได้แก่ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทย ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ความหลากหลายของผู้เรียน และความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี โดยที่สังคมไทยมีทุนทางวัฒนธรรมหลายประการ เช่น การให้ความสำคัญกับครอบครัว ความกตัญญูกตเวที การเกื้อกูล ความสัมพันธ์ระหว่างวัย การอยู่ร่วมกันในชุมชน ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นและแนวคิดทางศาสนา สิ่งเหล่านี้สามารถสนับสนุนการศึกษาที่มุ่งพัฒนาความรับผิดชอบและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ได้ การศึกษาจึงต้องช่วยรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรมไว้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ตีความคุณค่าเหล่านั้นใหม่ตามบริบทและความรับผิดชอบในโลกปัจจุบัน ในด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา UNESCO รายงานในปี 2025 ว่า แม้โรงเรียนไทยมากกว่า 97% จะมีอินเทอร์เน็ต แต่ยังมีความแตกต่างอย่างมากในการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท และมีเพียง 16% ของครัวเรือนที่มีคอมพิวเตอร์ที่บ้าน ดังนั้น การจัดการศึกษาจึงต้องไม่ตั้งสมมติฐานว่าผู้เรียนทุกคนมีอุปกรณ์ เวลา สภาพแวดล้อม และการสนับสนุนจากครอบครัวเท่ากัน และความหลากหลายของผู้เรียนกับความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีมีผลต่อนโยบายอย่างไร เช่น ประเทศไทยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการคิดวิเคราะห์ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การลดความเหลื่อมล้ำ และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่กับ AI มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งพอจะพิจารณาได้ว่า เป้าหมายของการออกแบบการศึกษาในประเทศไทยนั้นเน้นการสร้างรากฐานความรู้ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การส่งเสริมการเติบโตภายในของผู้เรียน และการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกได้

ลัทธิการศึกษาแกนกลาง เป็นแนวทางในการพิจารณาว่าลัทธิใดมีความเหมาะสมในการพัฒนาผู้เรียนในระดับต่าง ๆ ซึ่งสังเคราะห์ทิศทางให้สอดคล้องกับแนวคิดของ UNESCO ซึ่งเสนอสมรรถนะ AI สำหรับนักเรียน 4 มิติ ได้แก่ แนวคิดที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง จริยธรรม AI เทคนิคและการประยุกต์ใช้ AI และการออกแบบระบบ AI โดยพัฒนาจากการเข้าใจไปสู่การประยุกต์ใช้และการสร้างสรรค์ ดังนี้

แกนที่ 1: Essentialismสร้างฐานความรู้ที่มั่นคงทุกคนควรมีทักษะอ่าน เขียน คำนวณ ภาษา การรู้เท่าทันสื่อ และความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ AI ก่อนจะใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนผู้เรียนใช้เครื่องมือทางการศึกษาได้โดยเข้าใจสิ่งที่ตนกำลังทำ
แกนที่ 2: Realismสร้างความสามารถในการตรวจสอบความจริงผู้เรียนต้องตรวจสอบหลักฐาน แหล่งข้อมูล ความแม่นยำ ความไม่แน่นอน และข้อจำกัดของคำตอบที่ AI สร้างขึ้นผู้เรียนไม่สับสนระหว่างคำตอบที่ดูน่าเชื่อถือกับคำตอบที่มีหลักฐานรองรับ
แกนที่ 3: Pragmatism + Progressivismเรียนรู้ผ่านการลงมือทำการเรียนโดยใช้โครงงาน ปัญหาในชีวิตจริง การทดลอง การทำงานเป็นทีม และการประเมินผลจากผลงานจริง โดยมี AI เป็นเครื่องมือช่วยคิดและทดลองผู้เรียนเปลี่ยนความรู้ให้เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและสร้างสิ่งที่มีประโยชน์
แกนที่ 4: Humanism และ Existentialismพัฒนามนุษย์ที่มีคุณค่าความหมายและความรับผิดชอบให้ผู้เรียนสำรวจความสนใจ จุดแข็ง คุณค่าของตน ความหมายของชีวิต และผลของการเลือกที่มีต่อผู้อื่นการเรียนแบบไม่มีเกรด มุ่งเน้นคุณค่าของมนุษย์ที่ได้ระหว่างการเรียนรู้
แกนที่ 5: Reconstructionism + Critical Pedagogyเรียนรู้เพื่อพัฒนาสังคมให้ผู้เรียนศึกษาปัญหาชุมชน ความเหลื่อมล้ำ อคติของ AI ความเป็นส่วนตัว สิ่งแวดล้อม และการกระจายประโยชน์จากเทคโนโลยีผู้เรียนมีความเป็นพลเมืองที่ร่วมสร้างสังคม ไม่ใช่เพียงผู้บริโภคเทคโนโลยี

การนำปรัชญาการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในระดับต่าง ๆ สามารถสังเคราะห์เบื้องต้นได้ดังนี้

ประถมศึกษาEssentialism, Progressivism, Humanismให้ผู้เรียนใช้ AI ช่วยตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน แล้วออกไปสังเกตและตรวจสอบด้วยตนเองผู้เรียนอ่านเขียนเป็น สังเกตเป็น กล้าถาม และรู้จักแยกคำตอบจากหลักฐาน
มัธยมต้นRealism, Constructivism, Critical Pedagogyผู้เรียนเปรียบเทียบคำตอบจาก AI กับแหล่งข้อมูลหลายประเภท แล้วอภิปรายว่าข้อมูลใดน่าเชื่อถือกว่าผู้เรียนสามารถตรวจสอบหลักฐาน รู้เท่าทันสื่อ และเห็นข้อจำกัดของ AI ได้
มัธยมปลายPragmatism, Reconstructionismผู้เรียนใช้ AI วิเคราะห์ปัญหาเช่น ขยะ น้ำเสีย หรือการจราจรในชุมชน แล้วพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาผู้เรียนสามารถแก้ปัญหาเป็น ทำงานร่วมกัน และรับผิดชอบต่อผลของโครงการ
มหาวิทยาลัยRealism, Pragmatism, Critical Pedagogyผู้เรียนสร้างงานวิจัยหรือผลิตภัณฑ์ (ด้วย AI) พร้อมบันทึกวิธีใช้ ตรวจสอบแหล่งข้อมูล และอภิปรายข้อจำกัดผู้เรียนสร้างองค์ความรู้และประเมินผลกระทบทางจริยธรรม
วัยทำงานและวัยสูงอายุPragmatism, Humanismใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ปัญหาในองค์กร/สังคม โดยตรวจสอบข้อมูลและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจสุดท้ายมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต ปรับตัว และตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ

บทบาทของครูและสถานศึกษา

ในระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม ครูถูกคาดหวังให้เป็นผู้ถ่ายทอดเนื้อหาและเป็นแหล่งคำตอบหลัก แต่ในยุค AI บทบาทของครูควรขยายไปสู่การเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ ผู้ให้คำปรึกษา ผู้ช่วยพัฒนาวิจารณญาณ และผู้สร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้เรียนกล้าตั้งคำถาม อย่างไรก็ตาม ครูยังจะเป็นแหล่งความรู้เชิงลึก ความเข้าใจผู้เรียน ความสัมพันธ์ทางมนุษย์ และความรับผิดชอบทางวิชาชีพ ดังนั้นสถานศึกษาจึงควรดำเนินการ 4 ประการ คือ

  1. พัฒนาครู ในด้านความรู้ทางวิชาการ การออกแบบการเรียนรู้ การรู้เท่าทัน AI และจริยธรรมดิจิทัล
  2. การออกแบบหลักสูตร ให้ความรู้พื้นฐานและการคิดวิเคราะห์เดินควบคู่กับการเรียนรู้ผ่านโครงงาน
  3. การสร้างธรรมาภิบาล กำหนดแนวทางเรื่องความเป็นส่วนตัว ความถูกต้อง การเปิดเผยข้อมูล การใช้ AI ในการเรียนการสอน และความรับผิดชอบในการประเมิน
  4. การประเมินติดตามผล ตรวจสอบว่าหลักสูตร รูปแบบการเรียนการสอน การใช้เทคโนโลยี ช่วยผู้เรียนที่มีข้อจำกัดจริงหรือไม่ และไม่ทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น

สรุป

ภววิทยาของปรัชญาการศึกษาทำให้เห็นว่า แต่ละลัทธิเริ่มต้นจากการให้ความสำคัญกับมิติที่แตกต่างกันของความเป็นจริง Idealism เน้นความคิดและคุณค่า Realism เน้นโลกและหลักฐาน Pragatism เน้นการสืบค้นและผลของการปฏิบัติ Essentialism เน้นความรู้พื้นฐาน ขณะที่ Progressivism เน้นประสบการณ์ของผู้เรียน Existentialism เน้นเสรีภาพและความรับผิดชอบ Humanism เน้นศักดิ์ศรีและการเติบโตของบุคคล ส่วน Perennialism, Reconstructionism, Constructivism และ Critical Pedagogy ช่วยขยายความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้ ประสบการณ์ สังคม และอำนาจในมิติที่ต่างกัน เมื่อพิจารณาผ่านภววิทยาเชิงสัมพันธ์จะเห็นว่าไม่มีองค์ประกอบใดทำงานโดยปราศจากความสัมพันธ์กับองค์ประกอบอื่น ความสามารถของผู้เรียนสัมพันธ์กับคุณภาพการสอน ทรัพยากร วัฒนธรรม และโอกาสในการเรียนรู้ ขณะที่เทคโนโลยีก็ไม่ได้ส่งผลต่อการศึกษาอย่างเป็นกลางโดยอัตโนมัติ แต่มีผลผ่านการออกแบบ กติกา และรูปแบบการใช้งานในสังคม แต่ละลัทธิจึงควรช่วยตรวจสอบและเติมเต็มข้อจำกัดของกันและกัน ภายใต้หลักการที่ไม่ละทิ้งเหตุผล หลักฐาน จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ความสนในในการประยุกต์ใช้ปรัชญาการศึกษาสำหรับประเทศไทยจึงไม่ควรเป็นการเลือกข้างระหว่างการสอนแบบดั้งเดิมกับการเรียนรู้แบบใหม่ หรือระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี เพราะการศึกษาที่เหมาะสมในยุคปัจจุบันนั้นผู้เรียนต้องมีทั้งความรู้พื้นฐานที่มั่นคง ความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผล เสรีภาพในการเลือก ความรับผิดชอบต่อสังคม และความสามารถในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง การจัดการศึกษาตามบริบทสังคมไทยจึงควรศึกษาและใช้จุดแข็งของปรัชญาการศึกษาหลายลัทธิร่วมกันเป็นแกนกลางในการจัดการเรียนการสอน ได้แก่ 1) Essentialism เพื่อไม่ให้ผู้เรียนขาดความรู้พื้นฐาน 2) Realism เพื่อไม่ให้ผู้เรียนหลงเชื่อคำตอบที่ปราศจากหลักฐาน 3) Pragmatism และ Progressivism เพื่อให้ผู้เรียนใช้ความรู้แก้ปัญหาได้จริง 4) Humanism และ Existentialism เพื่อให้ผู้เรียนเติบโตเป็นมนุษย์ที่รู้จักตนเองและรับผิดชอบต่อการเลือก และ 5) Reconstructionism และ Critical Pedagogy เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจปัญหาสังคมและมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง โดยอาจบูรณาการแนวทางของปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง อันได้แก่ การไม่ยึดมั่นถือมั่น การย้อนอ่านใหม่โดยไม่ลดทอน และการแสวงหาจุดร่วมโดยสงวนจุดต่าง มาร่วมเป็นกรอบดำเนินการ โดยที่จำเป็นต้องปรับเป้าหมายของการศึกษาจากการสร้างคนเก่งเพื่อแข่งขันในตลาดแรงงานไปสู่การสร้างมนุษย์ที่สามารถใช้ความรู้และเทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ มีมโนธรรม ใช้ความสามารถของตนเพื่อประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น และร่วมสร้างสังคมที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

เอกสารอ้างอิง

กีรติ บุญเจือ. (2546). ปรัชญาหลังนวยุค แนวคิดเพื่อการศึกษาแผนใหม่. กรุงเทพฯ: ดวงกมล.

กีรติ บุญเจือ. (2560). อรรถปริวรรตปรัชญาไทย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.

เอนก สุวรรณบัณฑิต, รวิช ตาแก้ว, & ภาสกร อดุลพัฒนกิจ. (2025). การศึกษาแบบมีส่วนร่วมกับกลไกขับเคลื่อนระดับจังหวัดของประเทศไทย . วารสารวิจัยธรรมศึกษา, 8(2), 1–17.

Bertalanffy, L. von. (1968). General system theory: Foundations, development, applications. George Braziller.

Bronfenbrenner, U. (1979). The ecology of human development: Experiments by nature and design. Harvard University Press.

Chuengsamran, K., Keawkongthong, S., Takaew, R., & Suwanbundit, A. (2025). The Action Plan for Establishing Learning Ecosystems in Basic Education Institutions. Journal of Dhamma for Life, 31(1), 91–115.

Dewey, J. (1916). Democracy and education: An introduction to the philosophy of education. Macmillan.

Freire, P. (2000). Pedagogy of the oppressed (30th anniversary ed.; M. B. Ramos, Trans.). Continuum. (Original work published 1970)

Miao, F., Shiohira, K., & Lao, N. (2024). AI competency framework for students. UNESCO.

Noddings, N. (2013). Education and democracy in the 21st century. Teachers College Press.

Rogers, C. R. (1969). Freedom to learn: A view of what education might become. Charles E. Merrill.

Suwanbundit, A. (2021). Structural Analysis of the Participatory education with the classic design: a case study of 3 countries. Journal of MCU Buddhasothorn Review, 1(1), 1–14.

UNESCO. (2024). AI competency framework for teachers. UNESCO.

UNESCO. (2025, January 27). Can AI close the learning gap in Thailand’s schools?
UNESCO

UNESCO. (2025). AI and the future of education: Disruptions, dilemmas and directions. UNESCO

Leave a Reply

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018