ดร.อัครกาญจน์ วิชัยดิษฐ์1
อ.ดร.รวิช ตาแก้ว, ราชบัณฑิต2
1นักวิชาการอิสระ
2หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
บทคัดย่อ
จตุษโกฏิเป็นรูปแบบการให้เหตุผลสี่ทางเลือกในบริบทอินเดียก่อนหรือร่วมสมัยกับพุทธศาสนา ได้แก่ (1) เป็น (2) ไม่เป็น (3) ทั้งเป็นและไม่เป็น และ (4) ไม่ทั้งเป็นและไม่เป็น โดยพุทธศาสนายุคต้นชี้ว่า อย่าเพิ่งยึดคำตอบ แต่พิจารณาว่าการยึดคำถามและกรอบคิดกำลังทำอะไรกับเรา ต่อมานาคารชุนแห่งมัธยมิกะได้พัฒนาเพื่อวิพากษ์การยึดมั่นถือมั่นในมโนทรรศน์และสภาวะ ตรวจสอบการสร้างสิ่งสมมติให้เป็นสิ่งมีอยู่โดยตัวมันเอง ซึ่งจะนำไปสู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น อันเป็นหลักการอย่างหนึ่งที่ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางให้คุณค่าและมองว่าสามารถประยุกต์ใช้หลักการนี้เพื่อตระหนักว่ากรอบที่เราใช้ตั้งคำถามอาจแคบกว่าความเป็นจริง ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้
คำสำคัญ: จตุษโกฏิ, พระพุทธศาสนา, มัธยมิกะ, ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง
บทนำ
การวิเคราะห์คำถามทางอภิปรัชญาในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะคำถามที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ หรืออัพยากตะ 10 (avyākata) ปัญหาที่ไม่ทรงพยากรณ์/ไม่ทรงตอบในลักษณะยืนยันหรือปฏิเสธ ปรากฎในพรหมชาลสูตร, จูฬมาลุงกยสูตร, วัจฉคุตตสูตร โดยคำถามสำคัญได้แก่
โลกเที่ยงหรือไม่
โลกไม่เที่ยงหรือ?
โลกมีที่สุดหรือไม่?
โลกไม่มีที่สุดหรือ?
ตถาคตมีอยู่หลังความตายหรือไม่?
ตถาคตไม่มีอยู่หลังความตายหรือ?
พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่า คำถามบางประเภทไม่ได้ช่วยให้เกิดการดับทุกข์ ซึ่งในทางพระพุทธศาสนามองว่าทิฎฐิสุดขั้วเหล่านี้เป็นเพียงเล่ห์ของตรรกะเชิงนามธรรม ซึ่งรูปแบบการคิดนี้มีรากอยู่ในภูมิปัญญาอินเดียโบราณและอาจมีพัฒนาการก่อน-ร่วมสมัยกับพระพุทธศาสนายุคต้น เรียกว่า จตุษโกฎิ (Catuskoti; tetralemma; four-cornered negation)
โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์มักเริ่มต้นการคิดด้วยคำถามแบบ 2 ทาง คือ ใช่หรือไม่ใช่, มีหรือไม่มี, จริงหรือไม่เท็จ, ดีหรือชั่ว, ถูกหรือผิด รูปแบบคำถามเหล่านี้ช่วยให้มนุษย์จัดระเบียบความคิดและลดความซับซ้อนของโลกลงจนอยู่ในระดับที่ทำความเข้าใจในสิ่งที่ต้องการรู้ได้ และสามารถที่จะนำความรู้ไปวางแผนดำเนินการในด้านต่าง ๆ ต่อไป อย่างไรก็ตาม เมื่อคำถามเกี่ยวข้องกับความเป็นจริง เช่น ตัวตน การมีอยู่ ความตาย พุทธเกษตร นิพพาน หรือความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง หากแต่กรอบคิด 2 ทางกลับเป็นการจำกัดการรับรู้ประสบการณ์ที่ซับซ้อน ในบริบทปรัชญาอินเดียจึงปรากฏรูปแบบการตั้งคำถามที่เปิดพื้นที่มากกว่าสองทางเลือกขึ้น โดยมองเป็น 4 ทางเลือก ได้แก่ เป็น, ไม่เป็น, ทั้งเป็นและไม่เป็น และไม่ทั้งเป็นและไม่เป็น (Raju, 1954; Westerhoff, 2006) ตัวอย่างเช่น การตั้งคำถามของสัญชัยปริพาชกแห่งนครราชคฤห์ จตุษโกฎิได้รับการพัฒนาโดยนาคารชุนแห่งมัธยมิกะ (พุทธศตวรรษที่ 8) ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการวิพากษ์การยึดมั่นต่อมโนทรรศน์ (Westerhoff, 2006, 2009) ซึ่งน่าสนใจที่จะพิจารณาผ่านปรัชญาหลังนวยุคสายกลางสำหรับประยุกต์ใช้ในการอยู่กับโลกที่ซับซ้อน หลากหลาย และเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
จตุษโกฏิ
จตุษโกฏิในภาษาสันสกฤตหมายถึงสี่มุม หรือสี่ปลายทางของข้อเสนอ ในงานของราชู (1954) ได้ใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า four-cornered negation หากแต่ในงานวิชาการสมัยใหม่ ใช้คำว่า Tetralemma เพื่อสื่อถึงรูปแบบตรรกะ 4 ค่า ซึ่งสามารถเขียนได้ว่า
| A | สิ่งนั้นเป็น |
| Not A | สิ่งนั้นไม่เป็น |
| Both A and Not A | สิ่งนั้นทั้งเป็นและไม่เป็น |
| Neither A nor Not A | สิ่งนั้นไม่ใช่ทั้งเป็นและไม่ใช่ไม่เป็น |
อย่างไรก็ตาม จตุษโกฏินั้นไม่ใช่รูปแบบตรรกะ 4 ค่า ตามแนวคิดตะวันตก หากแต่เป็นแนวทางเพื่อเสนอให้มีการเลือกหนึ่งในสี่ทางเลือก บางกรณีเลือก 2 ทางเลือก ในบางกรณีปฏิเสธทั้งสี่ทางเลือก และในบางกรณีก็อาจเป็นการยืนยันทั้งสี่ทางเลือก (Westerhoff, 2006, 2009)
ในพระพุทธศาสนายุคต้นปรากฏคำถามที่มีลักษณะสี่ทางเลือกอย่างชัดเจน เช่น โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง มีขอบเขตหรือไม่มีขอบเขต ตลอดจนคำถามเกี่ยวกับพระตถาคตหลังความตายว่า มีอยู่,ไม่มีอยู่, ทั้งมีและไม่มี หรือไม่ทั้งมีและไม่มี โดยพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตอบคำถามเหล่านี้ด้วยการเลือกหนึ่งในสี่ข้อ หากทรงจำแนกว่า คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้ทรงประกาศ เพราะไม่สัมพันธ์โดยตรงกับเป้าหมายของพรหมจรรย์และไม่ได้นำไปสู่ความคลายกำหนัด ความดับทุกข์ และนิพพาน นั่นคือ คำถามนี้ควรถูกถามอย่างไรและมีประโยชน์ต่อการพ้นทุกข์หรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาในบริบทพุทธศาสนา คำถามแบบจตุษโกฏิเช่นนี้ทำให้เห็นว่า ตัวคำถามเองก็เป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ เพราะเราต้องทบทวนคิดว่า เหตุใดเราจึงคิดว่าความเป็นจริงต้องเป็นไปตามข้อหนึ่งข้อใดในกรอบคำตอบเหล่านี้ตั้งแต่ต้น และการไม่ตอบก็เพื่อจะไม่ตกไปในความสุดโต่งของกรอบคำถาม ต่อมาในมัธยมิกะนั้น การคิดแบบสี่ทางเลือกถือเป็นกระบวนการโต้แย้งเพื่อการคลายการยึดมั่นต่อข้อเชื่อ มโนทรรศน์ หรือสภาวะอย่างอภิปรัชญาที่มักยกข้ออ้างที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าสิ่งต่าง ๆ มีสภาวะหรือความเป็นโดยตัวมันเองอย่างเป็นอิสระและคงที่ และการที่เราพูดถึงความเป็นจริงนั้น มีข้อจำกัดด้วยภาษา ทำให้เราอธิบายความจริงไม่ได้ด้วยรูปแบบแบบเดียว การปฏิเสธการยึดมั่นในคำตอบไม่เท่ากับการปฏิเสธความเป็นจริง หากแต่เป็นการปฏิเสธการทำให้คำอธิบายของเราแข็งตัวจนกลายเป็นความจริงทั้งหมด ซึ่งมัธยมกะชี้ว่า เมื่อเราเข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ มีตัวตนโดยตัวมันเองอย่างอิสระและไม่ขึ้นต่อเงื่อนไข เรากำลังเข้าใจผิด ความว่างไม่ได้หมายความว่ามีความว่าง ไม่มีความว่าง ทั้งมีความว่างและไม่มีความว่าง ไม่ทั้งมีความว่างและไม่ว่าง หากแต่เราต้องเข้าใจว่า ความว่างไม่ได้หมายถึงไม่มีอะไรอยู่เลย จุดนี้คือการที่ความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องเท่ากับกรอบภาษาที่เราใช้พูดถึงสิ่งนั้น และจุดหมายของมัธยมิกะนั้นไม่ใช่การค้นหา คำตอบข้อที่ห้า แต่คือการทำให้เห็นว่า สิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นความจริงที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว แท้จริงดำรงอยู่โดยอาศัยความสัมพันธ์และปัจจัย
ตัวอย่างการคิดแบบจตุษโกฏิ
1) โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง
| มุม | คำตอบ |
|---|---|
| 1. A | โลกเที่ยง |
| 2. Not A | โลกไม่เที่ยง |
| 3. Both A and Not A | โลกทั้งเที่ยงและไม่เที่ยง |
| 4. Neither A nor Not A | โลกไม่ทั้งเที่ยงและไม่เที่ยง |
พุทธศาสนาไม่ได้ต้องการให้ผู้ปฏิบัติเสียเวลาไปกับการเลือกหนึ่งในสี่คำตอบ หากคำถามนั้นไม่ช่วยให้เกิดปัญญาที่นำไปสู่การดับทุกข์ จึงเกิดหลักสำคัญว่าไม่ใช่ทุกคำถามที่สามารถตอบได้ด้วยการเพิ่มข้อมูล และบางครั้งสิ่งที่จำเป็นกว่าคือ การตรวจสอบสมมติฐานที่อยู่เบื้องหลังคำถาม
อย่างไรก็ตาม เมื่อเรานำกรอบความคิดแบบ 2 ขั้ว ไปครอบความจริง ความจริงอาจไม่อยู่ในกรอบนั้นเลย มัธยมิกะจึงอาจช่วยอธิบายได้ว่า สิ่งนี้ดำรงอยู่ได้อย่างไร ในความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นและในเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลง โดยมีหลักว่า ความจริงมิได้ดำรงอยู่ในฐานะสิ่งตายตัว หากดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ เงื่อนไข ความเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปได้หลายด้าน โลกที่เราประสบมีความจริง เช่น ความเจ็บปวด ความรัก ความตาย เศรษฐกิจ ครอบครัว ธรรมชาติ และสังคม ล้วนส่งผลต่อชีวิตจริง แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความหมายตายตัวโดยไม่ขึ้นกับบริบท ดังนั้น โลกมีจริง แต่ความหมายของโลกมิได้แข็งตัว โลกที่เป็นดาวโลกย่อมอยู่ใต้กฎของฟิสิกส์ โลกที่เป็นโลกแห่งปรากฎการณ์ที่เราได้มีประสบการณ์ย่อมอยู่ในกระบวนการของเหตุและปัจจัย
2) ตถาคตมีอยู่หลังความตายหรือไม่
| มุม | คำตอบ |
|---|---|
| 1. A | ตถาคตมีอยู่ |
| 2. Not A | ตถาคตไม่มีอยู่ |
| 3. Both A and Not A | ตถาคตทั้งมีอยู่และไม่มีอยู่ |
| 4. Neither A nor Not A | ตถาคตไม่ทั้งมีอยู่และไม่มีอยู่ |
กรอบความคิดเรื่อง มีอยู่/ไม่มีอยู่ ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าตถาคตเป็นสิ่งชนิดหนึ่งที่มีตัวตนถาวรให้สามารถติดป้ายว่ามีหรือไม่มีได้ ซึ่งการมีอยู่นั้นสัมพันธ์กับหลักปฏิจจสมุปบาท และอนัตตา กล่าวคือ สิ่งต่าง ๆ มิได้ดำรงอยู่ในฐานะสารัตถะอิสระถาวร แต่เกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัย ดังนั้น การถามว่ามันมีหรือไม่มี จึงเป็นการนำกรอบภาษาที่ไม่เหมาะสมไปใช้กับสิ่งที่มีลักษณะเป็นกระบวนการและความสัมพันธ์
3) พระนิพพานมีอยู่จริงหรือไม่
| มุม | คำตอบ |
|---|---|
| 1. A | นิพพานมีอยู่ |
| 2. Not A | นิพพานไม่มีอยู่ |
| 3. Both A and Not A | นิพพานทั้งมีอยู่และไม่มีอยู่ |
| 4. Neither A or Not A | นิพพานไม่ทั้งมีอยู่และไม่มีอยู่ |
กรอบคิด 2 ขั้ว จะชี้ให้เลือกคำตอบข้อหนึ่งข้อใด แต่ก่อนเลือกคำตอบ เราควรย้อนถามต่อว่า มีอยู่ หมายถึงอะไร ถ้าหมายถึงมีอยู่แบบวัตถุหนึ่งที่สามารถหยิบ จับ วัด และตั้งอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง คำตอบก็เป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าหมายถึงความดับแห่งตัณหา อุปาทาน และทุกข์ในประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติ กรอบคำถามก็เปลี่ยนไป ดังนั้น การถามว่านิพพานมีอยู่หรือไม่ จึงเป็นคำถามที่ต้องแยกความหมายของคำว่า มีอยู่ ให้เข้าใจตรงกันเสียก่อน
4) มนุษย์ต้องการศาสนาหรือไม่
| มุม | คำตอบ |
|---|---|
| 1. A | มนุษย์ต้องการศาสนา |
| 2. Not A | มนุษย์ไม่ต้องการศาสนา |
| 3. Both A and Not A | มนุษย์ทั้งต้องการและไม่ต้องการศาสนา |
| 4. Neither A nor Not A | มนุษย์ไม่ทั้งต้องการและไม่ต้องการศาสนา |
กรอบคิด 2 ขั้ว จะชี้ให้เลือกคำตอบว่า ต้องมีศาสนา หรือไม่ต้องมีศาสนา การพิจารณาบนคำตอบ 4 ทางเลือก ย่อมเปิดพื้นที่ให้ขยายเป็นมนุษย์จำเป็นต้องมีศาสนา, ไม่มีศาสนา, มีและไม่มีในเวลาเดียวกันในบางความหมาย และไม่สามารถจำแนกด้วยคำว่ามี/ไม่มีศาสนาได้ทั้งหมด เช่น คน ๆ หนึ่งอาจไม่สังกัดศาสนาอย่างเป็นทางการ แต่เป็นคนมีเมตตา สนใจความตาย ความหมายชีวิต และปฏิบัติตนตามหลักจริยธรรมที่ดี คำถามจึงไม่ควรติดอยู่ในกรอบว่า เขานับถือศาสนาหรือไม่ หากแต่ควรย้ายคำถามไปยังกรอบที่ว่า เขากำลังใช้หลักอะไรในการดำรงชีวิต และสิ่งนั้นทำให้เขาเป็นมนุษย์แบบใด
5) ศาสนากับวิทยาศาสตร์ขัดแย้งกันหรือไม่
| มุม | คำตอบ |
|---|---|
| 1. A | ศาสนาขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ |
| 2. Not A | ศาสนาไม่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ |
| 3. Both A and Not A | ศาสนาทั้งขัดแย้งและไม่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ |
| 4. Neither A nor Not A | ศาสนาไม่ทั้งขัดแย้งและไม่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ |
กรอบคิดแบบ 2 ขั้ว มีสมมติฐาน/นิยามว่า ศาสนา = เชื่อ, วิทยาศาสตร์ = พิสูจน์ คำถามนี้จึงเกิดคำตอบว่า ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่การพิจารณาบนคำตอบ 4 ทางเลือก จะเเริ่มจากคำถามว่า มีบางเรื่องที่วิทยาศาสตร์อธิบายได้, มีบางเรื่องที่ศาสนาตอบในระดับคุณค่าและความหมาย, มีพื้นที่ที่ทั้งสองอาจสนทนากันได้ และมีคำถามบางประเภทที่ทั้งสองระบบไม่ควรอ้างว่าตนมีคำตอบทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องตัดสินว่า ศาสนาถูก หรือวิทยาศาสตร์ถูก แต่ควรที่จะถามว่า คำถามนี้เป็นคำถามประเภทใด และวิธีรู้แบบใดเหมาะกับคำถามนั้น
การตีความด้วยปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง
จุดสำคัญในการตีความคือ ท่าทีต่อความจริงและต่อสิ่งที่ตนเองเชื่อ ดังนั้นปรัชญาหลังนวยุคสายกลางสามารถนำจตุษโกฏิมาอ่านใหม่ผ่านหลัก 3 ประการ ได้แก่
1) การไม่ยึดมั่นถือมั่น เมื่อเราพบว่า A อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปยึด Not A แทน การไม่ยึดมั่นมิใช่การไม่มีจุดยืน หากแต่คือการมีจุดยืนโดยไม่ทำให้จุดยืนนั้นกลายเป็นกรงของความคิด หรืออาจมองว่า มีหลักยึดเหนี่ยวแต่ไม่ยึดติด
2) ย้อนอ่านใหม่หมด ไม่ลดอะไรเลย ซึ่งหลักจตุษโกฏิชี้ให้เราต้องย้อนกลับไปตรวจสอบสมมติฐานที่วางอยู่ในคำถาม เช่น ถ้าเราเชื่อว่าศาสนากับปรัชญาขัดแย้งกัน เราสามารถตรวจสอบว่าศาสนาและปรัชญาขัดแย้งกันหรือไม่ ไม่ขัดแย้งกันหรือไม่ หรือบางระดับขัดแย้งกัน แต่บางระดับไม่ขัดแย้งกัน หรือคำว่า ศาสนาและคำว่าปรัชญาที่เราใช้นี้มีความไม่เข้าใจตรงกัน กว้างเกินไป-แคบเกินไป จนทำให้คำถามผิดรูป หรือในประสบการณ์ของแต่ละคนแตกต่างกัน การย้อนอ่านใหม่เช่นนี้ไม่ใช่เพื่อทำลายความเชื่อ แต่เพื่อค้นหาสมมติฐานที่ซ่อนอยู่หลังความเชื่อ
3) แสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง ซึ่งเมื่อ A และ Not A ไม่สามารถครอบคลุมความเป็นจริงทั้งหมด มนุษย์จึงไม่จำเป็นต้องบังคับให้ทุกคนอยู่ข้างเดียวกัน แต่ละฝ่ายต่างเห็นความจริงบางส่วน จึงเกิดเป็นพื้นที่แห่งความแตกต่าง ซึ่งในยุคสมัยใหม่ เราควรถามว่า แต่ละฝ่ายเห็นความจริงส่วนใด และเราสามารถรักษาความแตกต่างใดไว้ได้ โดยไม่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างกัน พื้นที่แห่งนี้ก็จะแสวงจุดร่วมต่อกันได้
การประยุกต์ใช้เพื่อลดภาวะความเป็นขั้ว
โลกสมัยใหม่ ผู้คนเติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่การตัดสินใจจำนวนมากถูกนำเสนอในรูปแบบคู่ตรงข้าม เช่น ถูก-ผิด, ดี-ไม่ดี, จริง-ไม่จริง ระบบขั้วดังกล่าวทำให้เราเก่งในการจัดหมวดหมู่เพื่อเข้าใจ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้เราเข้าใจโลกแบบลดทอนความซับซ้อน ขาดความยืดหยุ่นทางความคิด เพราะผู้คนจะมุ่งแต่การตอบให้ถูกต้อง ดังนั้น การพัฒนาการคิดควรเน้นการเข้าใจว่าคำถามแบบใดเหมาะสมกับความเป็นจริงประเภทใด และควรใช้วิธีใดในการเข้าถึงความจริงนั้น ซึ่งปรากฎในข้อสอบ PISA และยังเป็นปัญหาในการเข้าใจคำถามของคนไทย
ในมิติการพัฒนาตนเอง การใช้คำตอบ 4 ทางเลือก เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบตัวตนที่เรายึดถือ ตัวอย่างเช่น ฉันเป็นคนสำเร็จ เราสามารถแยกออกได้เป็น
A: ฉันประสบความสำเร็จ
Not A: ฉันไม่ประสบความสำเร็จ
Both A and Not A: ฉันทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ (ฉันประสบความสำเร็จบางด้าน ล้มเหลวบางด้าน)
Neither A nor Not A: ฉันไม่ทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ (ฉันไม่ได้ประสบความสำเร็จ และก็ไม่ได้ล้มเหลว)
จากมุมของคำตอบทั้ง 4 ทางเลือก เราจะเห็นข้อจำกัดของกรอบเดิม นั่นคือ สำเร็จ/ล้มเหลวอาจไม่ใช่กรอบที่เหมาะสมในการอธิบายคุณค่าทั้งหมดของชีวิต เราควรมองหาคำถามที่เหมาะสมยิ่งกว่า เช่น ฉันกำลังเป็นอะไร หรือฉันกำลังจะกลายไปเป็นอะไร ซึ่งเป็นการปรับระดับการมองจากอัตลักษณ์ (identity) ไปสู่พื้นที่ของความจะเป็น (becoming) ซึ่งการมองในมุมใหม่ จะช่วยให้เราไม่ทำให้ตัวตนของตนเองกลายเป็นสิ่งตายตัว และเปิดพื้นที่ใหม่สำหรับการคิดว่าเราจะพัฒนาตัวเองหรือดำรงชีวิตต่อไปอย่างไร
ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางชี้ชวนให้เราทำการรื้อถอนความเชื่อ โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการสร้างสรรค์ การปรับตัว การร่วมมือ และการแสวงหา เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เราสร้างสรรค์ผ่านการมองเห็นทางเลือกที่อยู่นอกกรอบเดิม ปรับตัวโดยไม่ยึดคำตอบเดิมเมื่อบริบทเปลี่ยน ร่วมมือโดยยอมรับว่าคนอื่นอาจเห็นอีกมุมหนึ่งของความจริง และแสวงหาโดยเปลี่ยนจากการปกป้องคำตอบไปสู่การค้นหาความจริง ซึ่งเน้นที่การตอบอย่างมีสติและรู้ขอบเขตของคำตอบ ซึ่งเป็นท่าทีหนึ่งของความอ่อนน้อมทางปัญญา (intellectual humility) และเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้แสวงหาความจริงที่จะตรวจสอบกรอบคิด ตีความตามบริบท แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง เลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต แล้วลงมือปฏิบัติและเรียนรู้ใหม่อยู่เสมอ
สรุป
พระพุทธศาสนายุคต้นใช้รูปแบบคำถามสี่ทางเลือกในบริบทของปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงงดเว้นจากการตอบ ในพุทธศาสนานั้นจุดหมายสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่การค้นหาคำตอบทางอภิปรัชญาให้ได้ครบทั้งสี่ข้อ หากอยู่ที่การคลายความยึดมั่นซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์ ต่อมานาคารชุนได้พัฒนาจตุษโกฏิให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการวิพากษ์การยึดมั่นในทรรศนะและมโนทรรศน์ และชี้ว่า ความจริงอาจซับซ้อนกว่ากรอบที่มนุษย์ใช้พูดถึงความจริง และบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรายังหาคำตอบไม่พบ แต่อาจอยู่ที่เราตั้งคำถามอยู่ภายในกรอบที่แคบเกินไป ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเสนอให้ย้อนอ่านใหม่ โดยมองว่า ตัวเลือก 4 ทางนั้นสอดคล้องกับหลัก ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเชื่ออยู่ ย้อนอ่านใหม่หมดโดยไม่ลดอะไรเลย และแสวงหาจุดร่วมโดยสงวนจุดต่าง ทั้งนี้ เราไม่จำเป็นต้องเลือกข้างอย่างรวดเร็วเพียงเพราะคำถามถูกสร้างขึ้นมาให้มีสองข้าง ไม่รีบด่วนเอาคำตอบที่สร้างขึ้นด้วยภาษาไปแทนที่ความเป็นจริง และการแสวงหาความจริงมิใช่เพียงการหาคำตอบที่ถูกต้อง แต่คือการเรียนรู้ที่จะเห็นข้อจำกัดของกรอบที่เราใช้ตั้งคำถาม ซึ่งจะช่วยให้เราคลายความยึดมั่นถือมั่นว่าเราครอบครัวความจริงไว้แล้ว การคิดเช่นนี้จึงทำให้มนุษย์มีความอ่อนน้อมต่อความจริงมากขึ้น
เอกสารอ้างอิง
กีรติ บุญเจือ. (2560). อรรถปริวรรตในปรัชญา ศาสนาและจริยศาสตร์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.
รวิช ตาแก้ว. (2569). ญาณวิทยากับสัญชาตญาณปัญญา. https://philosophysuansunandha.com/2026/06/26/epistemology-and-intellectual-instinct/
Nāgārjuna. (1995). The fundamental wisdom of the Middle Way: Nāgārjuna’s Mūlamadhyamakakārikā (J. L. Garfield, Trans. & Comm.). Oxford University Press.
Raju, P. T. (1954). The principle of four-cornered negation in Indian philosophy. The Review of Metaphysics, 7(4), 694–713.
Westerhoff, J. (2006). Nāgārjuna’s Catuṣkoṭi. Journal of Indian Philosophy, 34(4), 367–395.
Westerhoff, J. (2009). Nāgārjuna’s Madhyamaka: A philosophical introduction. Oxford University Press.

Leave a comment