อ. ดร.รวิช ตาแก้ว (ราชบัณฑิต)
ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
บทนำ
ในปรัชญาของโสเครติส การตั้งคำถามมีความสำคัญต่อการแสวงหาความรู้ มนุษย์ไม่ควรด่วนเชื่อว่าตนเข้าใจเพียงเพราะสามารถกล่าวคำตอบออกมาได้ นั่นคือ อย่าวัดความรู้จากความสามารถในการให้คำตอบเพียงอย่างเดียว แต่ควรวัดจากความสามารถในการอธิบายเหตุผล ตั้งคำถาม และตรวจสอบคำตอบนั้นด้วย ในทางญาณวิทยา (epistemology) เราสามารถตั้งคำถามได้ว่า เมื่อมีผู้ให้คำตอบที่ถูกต้องแก่เรา เราในฐานะผู้ใช้คำตอบ เรารู้คำตอบนั้นในความหมายใดได้บ้าง ซึ่งเราสามารถพิจารณาได้เป็น 3 กรณี คือ 1) เรารู้ว่าคำตอบนั้นถูกเพราะเราจำหลักการและเข้าใจเหตุผลด้วยตนเอง 2) เรารู้ว่าคำตอบนั้นถูกเพราะ ผู้รู้เป็นผู้ให้คำตอบ แล้วเราตรวจสอบกับหลักฐานจนมีเหตุผลเพียงพอที่จะยอมรับว่าคำตอบนั้นถูก และ 3) เรารู้ว่าคำตอบนั้นถูก เพราะผู้รู้บอกเช่นนั้น และเราเชื่อว่าผู้รู้น่าจะให้คำตอบที่ถูก แม้ทั้ง 3 กรณีนี้เราจะรู้ว่าคำตอบที่ถูกและใช้คำตอบนั้นในการเข้าใจหรือนำไปแก้ปัญหาได้ แต่ในทางญาณวิทยามองว่าสถานะทางความรู้นั้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กรณีแรก เราเป็นผู้รู้ด้วยและได้คำตอบที่เรายืนยันได้ว่าถูก กรณีที่สอง เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างด้วยตนเองอย่างสมบูรณ์ เราอาศัยความรู้จากผู้อื่นอยู่แล้ว การอ้างอิงนั้นต้องอาศัยความสามารถในการประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งความรู้ และรู้ว่าเมื่อใดควรตรวจสอบเพิ่มเติม สำหรับกรณีที่สาม เราพึ่งพึงความรู้จากผู้อื่นด้วยเชื่อในความน่าจะเป็นของความรู้นั้นว่าถูกต้อง ซึ่งในกรณีนี้เราไม่ได้ทำการยืนยันความถูกต้องนั้น จึงทำให้สถานะของความรู้ต่ำที่สุด ปัญหาในทางญาณวิทยาของการรู้ จึงไม่ได้อยู่ที่การรับความรู้จากภายนอก หากแต่อยู่ที่การยอมรับความรู้นั้น ๆ ไว้ว่าถูกต้องโดยปราศจากความสามารถในการตรวจสอบความเชื่อนั้นโดยตนเอง ซึ่งในญาณวิทยาทางสังคม เราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่อง แต่ต้องรู้ว่าใครหรืออะไรควรได้รับความไว้วางใจ เพราะวาความรู้ของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นในสมองของแต่ละคนอย่างเอกเทศ ความรู้ที่เราใช้ในชีวิตนั้นมาจากงานค้นคว้า งานวิจัย รวมถึงการอาศัยความรู้จากชุมชนวิชาการที่ร่วมกันสร้างและร่วมกันตรวจสอบยืนยันแนวคิดทฤษฎีต่าง ๆ ทั้งในแบบยืนยันว่าถูกต้อง (verification) และยืนยันว่าถูกจนกว่าจะพบว่าผิด (falsification) (กีรติ บุญเจอ, 2546) ซึ่งประชาชนคนทั่วไปก็ได้อาศัยผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ชี้คำตอบในเรื่องที่ตนไม่ได้ศึกษาเรียนรู้โดยตรง มนุษย์นำความรู้ไปสร้างผลผลิต ซึ่งโลกได้ก้าวหน้าขึ้นบนความมั่นใจในความรู้ของมนุษย์ บนฐานคิด Knowledge is power ซึ่งทุกอย่างดูเหมือนกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ มนุษย์ทำงานได้เร็วขึ้น ลดข้อผิดพลาดบางประเภทลง และมีเวลาสำหรับภารกิจอื่นมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของโลกสมัยใหม่ที่มนุษย์ควรจะมีเวลามากขึ้นในการแสวงหาชีวิตที่มีความหมายและสร้างความหมายแก่ชีวิต (meaninig of life) ของตนเอง
มนุษย์ล้วนให้ความสำคัญกับความรู้ ความรู้ทั้งหลายที่ได้เกิดขึ้นและได้รับการยอมรับเชื่อถือจากคน ๆ หนึ่งไปสู่คนกลุ่มหนึ่งล้วนมีความสำคัญในการผลักดันความเจริญต่าง ๆ มาแต่อดีต การรวบรวมสะสมความรู้ไว้ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นหน้าที่อย่างหนึ่ง และการสืบทอดความรู้ที่มีคุณค่าเหล่านั้นก็เป็นหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง หน้าที่ทั้ง 2 ส่วนนี้ได้ทำการร่วมกันจนเกิดเป็นอารยธรรมที่มนุษย์ต่างพร้อมใจกันที่จะช่วยสืบทอดอารยธรรมความรู้ไว้ให้แก่โลก (เอนก สุวรรณบัณฑิต, 2564) ฐานคิดนี้ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในความรู้ ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการธำรงคุณภาพชีวิตบนวิถีชีวิตใหม่ของมนุษย์ ด้วย 1) มนุษย์มีความเชื่อมั่นในสมรรถนะปัญญาว่าตนมีปัญญาที่จะสามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ พิสูจน์และหยั่งรู้สิ่งต่าง ๆ จนมีความรู้ที่เพียงพอให้สามารถทำงาน และความรู้จะช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ได้ 2) มนุษย์มีการสะสมความรู้ที่เข้มข้นขึ้นตามลำดับ ยิ่งคิดที่จะฉลาดก็ต้องมีความรู้ ยิ่งมีมากก็ยิ่งได้ชื่อว่าฉลาด จึงยิ่งสะสมความรู้ และใช้วิธีการที่ทันสมัยที่สุดเพื่อการสะสมความรู้ 3) มนุษย์ชื่นชอบที่จะเรียนรู้และชอบถ่ายทอดความรู้ ด้วยส่วนใหญ่เชื่อว่า เมื่อมีความรู้ก็จะแสวงหาความสุขในโลกนี้ได้มากขึ้น เพราะความรู้เป็นเคล็ดลับของการกระทำ และมีส่วนร่วมกับความเจริญของมนุษยชาติ 4) มนุษย์ใช้ความรู้เพื่อการยกระดับตนเอง เพื่อเลื่อนชั้นทางสังคม และจะได้มีชีวิตที่ดี และ 5) รัฐเป็นตัวกระทำการ (agent) ที่สำคัญของการสะสมความรู้ในระดับมหภาคผ่านนโยบายการศึกษา การส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบันทุกชาติทุกประเทศต่างมีระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมีการจัดซื้อจัดสร้างระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลสำคัญต่าง ๆ สำหรับกิจการภาครัฐ และข้อมูลข่าวสารสำหรับประชาชนทั่วไป โดยมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามอุดมการณ์ของรัฐสมัยใหม่
มนุษย์ในยุคเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์
นักปรัชญาอย่างเพลโตและอริสโตเติลแสดงทรรศนะต่อ “techne” ที่แปลว่าศิลปะ อันเกิดจากทักษะ ความชำนาญด้านเครื่องไม้เครื่องมือในการสร้างวัตถุบางอย่าง แต่ผลของการสร้างสรรค์เหล่านี้มีส่วนผสมผสานระหว่างงานศิลปะและสิ่งประดิษฐ์ (Aristotle, 1999) เป้าประสงค์ของสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้กำหนดไว้ด้วยเกณฑ์ด้านสุนทรียศาสตร์ (aesthetics) มากกว่าเกณฑ์ด้านประโยชน์ใช้สอย (function) แต่ทั้ง2 ท่านก็ยังถือว่าความรู้ในลักษณะทักษะความชำนาญนี้มีสถานะที่ต่ำกว่าความรู้วิชาการ อย่างไรก็ตาม การมองว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นผลมาจากความรู้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่นั้นจะนำไปสู่ความเข้าใจตามสามัญสำนึกว่าเทคโนโลยีนั้นมีคุณสมบัติที่เป็นกลางและปลอดค่านิยม (neutral and value – free) ความเข้าใจเช่นนี้ทำให้เกิดแนวคิดที่ว่าผลดีหรือร้ายของเทคโนโลยีไม่ได้อยู่ในตัวเทคโนโลยีเอง แต่อยู่ที่คนที่นำไปใช้ ถ้าคนนั้นเป็นคนดีมีจริยธรรมเทคโนโลยีจะถูกใช้ไปในทางที่ดี แต่หากคนที่ใช้เป็นคนไม่ดี ผลที่ออกมาจะเลวร้ายไปด้วย หากแต่อิทธิพลของเทคโนโลยีสมัยใหม่ในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม โลกอุตสาหกรรม และโลกเทคโนโลยีได้พัฒนามาตามลำดับ จนมาถึงโลกปัญญาประดิษฐ์ วิถึชีวิตของผู้คนก็มีการเปลี่ยนแปลงไป คาร์ล มาร์ก (Karl Marx 1818 – 83) ได้เขียนไว้ว่า รูปแบบที่มนุษย์ผลิตสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตนั้นได้ตัดสินรูปแบบของสังคมที่พวกเขาอาศัยอยู่ ซึ่งมีนัยว่า เทคโนโลยีคือรูปแบบการผลิตแบบหนึ่งในสังคม เป็นสิ่งที่มีพลังทางกายภาพ และพลังทางกายภาพที่ผันแปรไปตามรูปแบบการผลิตหรือเทคโนโลยีนี้ส่งผลที่แตกต่างกันต่อชีวิต ความเป็นอยู่ และความคิดของผู้คน ทำให้ผลกระทบที่เทคโนโลยีมีต่อสังคมในด้านต่าง ๆ เกิดขึ้น มีทั้งส่วนดีและส่วนที่นำไปสู่ปัญหาในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ความเป็นอยู่และความเป็นไปของผู้คนหรือสังคมทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม วิธีมองโลก วิธีคิด วิถีชีวิต ซึ่งมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger 1899 – 1976) ได้เสนอไว้ว่า มนุษย์ต้องยอมรับว่าตนอยู่ในโลก (being – in – the – world) และการที่เราอยู่ในโลกนั้นก็แสดงถึงการที่เราอยู่ร่วมกับผู้อื่นหรือสิ่งอื่น (being – with – others) นั่นคือเราอยู่ในโลกแบบที่มีวัตถุรายล้อม และวัตถุเหล่านี้เป็นวัตถุที่พร้อมใช้ (ready in hand) ไม่ใช่วัตถุที่ปรากฏต่อหน้าเราเฉย ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกหรือสภาพแวดล้อมในการมีประสบการณ์ของมนุษย์นั้นเป็นความสัมพันธ์ในทางปฏิบัติ (practical relation) ของการกระทำ ซึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้เกิดการจัดระเบียบ (ordering) และจะทำให้มนุษย์ ธรรมชาติ วัตถุ ต้องดำรงอยู่เพื่อการจัดระเบียบต่อ ๆ ไปอีก (for order its sake) และทั้งตัวเราและสิ่งอื่นทั้งหลายต่างก็กลายเป็นสิ่งพร้อมใช้ (standing – reserve) เทคโนโลยีไมได้ควบคุมและหลอกลวงมนุษย์ให้หลงอยู่กับความสุขสบาย แต่มนุษย์ก็ไม่ได้เป็นนายที่สามารถควบคุมเทคโนโลยีได้ และในบริบทปัจจุบัน มนุษย์จึงรู้สึกไม่เป็นอิสระ เสมือนถูกผูกมัดไว้กับเทคโนโลยี แต่ก็ไม่อาจยอมรับหรือปฏิเสธอย่างแข็งขันว่าตนเองถูกผูกมัดอยู่กับการใช้เทคโนโลยี ทั้งนี้ เทคโนโลยีคือการปิดล้อม (enframing) สิ่งต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่มากขึ้น และเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพนี้ก็เพียงเพื่อการมีประสิทธิภาพที่มากยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก (Heidegger, 1977) จึงอาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ในปัจจุบันถูกรายล้อมด้วยเทคโนโลยีและมนุษย์เองก็กำลังวิ่งไล่ตามการพัฒนาและความเจริญต่าง ๆ เพียงเพื่อตัวความเจริญเองและกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ไม่มีผู้ใดกำกับนี้
เจอร์เก็น ฮาเบอร์มาส (Jurgen Habermas 1929 – 2026) มีทรรศนะว่ารูปแบบสังคมช่วงปลายยุคทุนนิยมมีการก่อตัวของจิตสำนึกแบบนิยมเทคโนโลยีและอำนาจของการผลิต ทำให้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการเชิงเทคนิคกลายเป็นพื้นฐานของความถูกต้องไปในที่สุด เทคโนโลยีมีคุณลักษณะบางอย่างที่สามารถครอบกลืนระบบคุณค่าอื่นในสังคมได้ ฌาค เอลลู (Jaque Ellul 1912 – 1994) ชี้ว่าสังคมเทคโนโลยีสมัยใหม่ตกอยู่ภายใต้การกำหนดของเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีมีอำนาจในตัวเอง และเป็นอำนาจเชิงสาเหตุ (causal power) ที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทุก ๆ เหตุการณ์หรือการกระทำในสังคมเทคโนโลยีล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้กรรมวิธีทางเทคนิค (technological order) ที่มีเหตุผลเพื่อนำสู่ประสิทธิภาพสูงสุดในกิจกรรมทุกด้านของมนุษย์ ซึ่งรวมความไปถึงวิธีคิดของทุกคนในสังคมที่เกี่ยวกับการจัดการสิ่งต่าง ๆ ในสังคมด้วย ซึ่งเราจะพบว่าความคิดเห็น การตัดสิน ความเชื่อ และมายาคติของมนุษย์ล้วนถูกดัดแปลงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างใหม่นี้ทั้งสิ้น มนุษย์พยายามที่จะคิดค้นหาวิธีที่จะเป็นนายโดยที่สามารถเลือกกรรมวิธีทางเทคนิคที่จะนำไปสู่เป้าหมายของตัวเองได้ ดังนั้นสภาวะทางความคิดของมนุษย์สมัยใหม่จึงถูกครอบด้วยคุณค่าทางเทคนิค (technical values) เพื่อมุ่งไปที่เป้าหมายของตนอันได้แก่ ความก้าวหน้าและความสุข แลงดอน วินเนอร์ (Langdon Winner) ชี้ว่ามนุษย์ไม่ได้มีสภาวะอิสระในการเลือกอย่างที่เคยมีมาแต่เดิมอีกต่อไป ทุกวันนี้มนุษย์ต่างก็เดินละเมอทางเทคโนโลยี (technological somnambulism) นั่นคือ มีรูปแบบการดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีอย่างไม่รู้ตัว อัลเบิร์ก บอร์กแมน (Albert Borgman , 1937-2023) ก็มองว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ต่างก็ทำตาม ๆ กันไป บริโภคเครื่องไม้เครื่องมือสมัยใหม่ แต่การใช้เครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้ก็ทำให้ความชำนาญหรือทักษะในบางด้านของมนุษย์ลดลงเช่นกัน ยูเรท มอร์คคูเนียน (Jurate Morkuniene) ได้แสดงทรรศนะว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นได้ทั้งโอกาสและความเสี่ยงใหม่ การไม่รู้คอมพิวเตอร์ทำให้เกิดยุคใหม่แห่งความไม่เท่าเทียมกัน และเป็นอันตรายอย่างใหม่ต่อจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ และอาจทำให้สังคมเกิดการแบ่งแยกไปเป็นสังคมคนรวยข้อมูลข่าวสาร (info rich) และสังคมคนจนข้อมูลข่าวสาร (info poor) ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีสารสนเทศก็ได้สร้างปัญหาทางสังคมให้ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด เช่น การปลีกตัวจากสังคมของปัจเจกบุคคล (isolation of individual) ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ในการอยู่เป็นชุมชน (a lost sense of community) คนรุ่นใหม่ยังชื่นชอบอยู่กับการความเกินจริง (virtualisation of hyper-reality) ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมทางสังคมด้านอื่น ๆ เกิดปัญหาความรับผิดชอบในฐานะความเป็นพลเมืองของชุมชนนั้น ๆ
เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก้าวมาเสริมโลกสารสนเทศ นักเรียนที่เขียนเรียงความได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมี AI ช่วยจัดลำดับความคิด โปรแกรมเมอร์ที่ส่งมอบงานได้มากขึ้น เพราะ AI ช่วยสร้างโค้ด และผู้บริหารที่จัดทำรายงานเชิงวิเคราะห์ได้ภายในเวลาสั้น ๆ ไม่กี่นาที เราอาจแยกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเองเป็น 2 มิติ คือ 1) ความสามารถ (competence) ที่เราสั่งสมไว้คือ ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และวิจารณญาณที่ทำให้เราสามารถลงมือทำ อธิบาย ตรวจสอบ และปรับตัวได้ด้วยตนเอง และ 2) ความสามารถในการผลิตผลงาน (performance) คือ สิ่งที่เราสามารถทำสำเร็จได้ภายใต้เงื่อนไขและเครื่องมือที่มีอยู่ ซึ่ง AI ช่วยให้ผลการปฏิบัติงานดีขึ้นได้ทันที นั่นคือ เพิ่มความสามารถในการผลิตผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องทำให้ความสามารถภายในของผู้ใช้เพิ่มขึ้นก็ได้ ซึ่งในส่วนนี้ได้เกิดขอบเขตปัญหาใหม่คือ เราไม่เห็นคุณค่าของความสามารถภายในของตน เรามักจะข้ามกระบวนการที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ไปเสียทั้งหมด เพราะเราได้ผลผลิตออกมาแล้วโดยมี AI เป็นผู้ช่วย เราเพียงแค่ต้องรู้เทคนิคในการสั่งงาน AI เท่านั้นก็พอ ปัญหาในสังคมเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์จึงมากกว่าในยุคต้นปี 2000 นั่นคือ ปัญหาที่ว่า เมื่อเราเรายอมให้เครื่องมือ เช่น AI ช่วยคิดมากเท่าไร เราได้ถ่ายโอนภาระทางปัญญา (intellectual loads) อะไรออกไปบ้าง เช่น เมื่อเราให้ให้ AI ช่วยจำแนกข้อมูล คำนวณ หรือจัดรูปแบบ เราก็จะลดงานซ้ำซ้อนและเหลือทรัพยากรไว้คิดเรื่องสำคัญ หรือเมื่อเรากำหนดให้ AI เสนอข้อแย้งหรือข้อวิพากษ์สมมติฐานที่เราตั้งขึ้น เราก็ได้โอกาสเรียนรู้เพิ่มในมิติอื่น ๆ แต่ในการโอนภาระทางปัญญานี้ เมื่อถ่ายโอนไปแล้วโดยให้ AI กำหนดปัญหา วิเคราะห์ ตัดสินใจ และสรุปแทนเรา และเราแทบจะไม่ตรวจสอบคำตอบ เราก็จะเสี่ยงต่อการพึ่งพาเกินพอดีและเราก็สูญเสียโอกาสฝึกทักษะการคิดของตนเอง คำถามจึงนำไปสู่ข้อคำนึงว่า หากเราถ่ายโอนภาระทางปัญญาในแบบที่ 3 นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายเราจะยังสามารถรักษาความสามารถภายในที่จำเป็นต่อการคิดและการตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณไว้ได้ต่อไปหรือไม่ (Clark, & Chalmers, 1998)
ในการประชุมวิชาการ CHI 2025 ลี เหา ผิง (Lee Hao-Ping) ได้นำเสอนผลการสำรวจแรงงานความรู้ (knowledge workers) จำนวน 319 คน และรวบรวมตัวอย่างประสบการณ์การใช้ AI ในการทำงาน 936 กรณี ผลการศึกษาแสดงว่า ความเชื่อมั่นใน AI ที่สูงขึ้นนั้นแปรผันกลับกับการใช้ความคิดเชิงวิพากษ์ที่ลดลง ขณะที่ความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองแปรผันตรงกับการใช้ความคิดเชิงวิพากษ์ที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้ทำให้การคิดเชิงวิพากษ์หายไปโดยสิ้นเชิง แต่เปลี่ยนลักษณะของการคิด จากการสร้างคำตอบด้วยตนเองไปสู่การเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูล การผสานคำตอบ และการกำกับดูแลกระบวนการทำงาน ซึ่งผลการศึกษานี้นำไปสู่คำถามต่อคนรุ่นใหม่ว่า หากมนุษย์ยังคงคิดอยู่ แต่คิดในรูปแบบที่แตกต่างออกไป เราควรประเมินทักษะของมนุษย์ด้วยเกณฑ์ใด ทักษะในการตรวจสอบคำตอบของ AI อาจเป็นทักษะที่มีคุณค่า แต่การตรวจสอบให้ได้ความจริงนั้นจำเป็นต้องอาศัยความรู้พื้นฐาน ความเข้าใจในเนื้อหา และความสามารถในการสังเกตข้อผิดพลาด ซึ่งหากเราไม่มีความรู้เพียงพอที่จะตรวจสอบ เราก็ง่ายที่จะรับรองคำตอบที่เราไม่สามารถประเมินได้ และกลายเป็นการเชื่อในข้อมูลที่เพียงแค่มีความน่าจะเป็นว่าจริง ซึ่งเป็นเทคนิควิธีของการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) ที่เป็นรากฐานในการพัฒนา AI
ปัญหาในระดับญาณวิทยาของยุคปัญญาประดิษฐ์
เมื่อนักเรียนนักศึกษาให้ AI อธิบายทฤษฎีหนึ่ง ๆ แล้วนำคำอธิบายไปส่งเป็นรายงาน นักศึกษาคนนี้อาจมีผลงานที่สมบูรณ์ครบ 5 บท แต่เมื่อถูกถามว่าเหตุใดทฤษฎีดังกล่าวจึงมีเหตุผล หรือมีข้อโต้แย้งใดที่ทำให้ทฤษฎีนั้นน่าเชื่อถือน้อยลง หากเขาไม่ทบทวนอ่านหรือสืบค้นต่อ เขาก็อาจตอบคำถามไม่ได้ นี่คือปัญหาที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน ปัญหาของการขาดการเชื่อมโยงข้อมูล (data) กับความเข้าใจของตนเอง (understand) ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การที่เรารับความรู้จากภายนอก (คำตอบของ AI) แต่อยู่ที่การยอมรับความรู้นั้นไว้โดยปราศจากความสามารถในการกำกับความเชื่อ (belief regulation) ของตนเอง นั่นคือ เราไม่มีความเชื่อเป็นของตนเอง และง่ายต่อการเชื่อคำตอบต่าง ๆ ว่าจริงไปทั้งหมด ในยุค AI เราจึงควรพัฒนาทักษะ 2 ระดับไปพร้อมกัน คือ 1) การมีความรู้เฉพาะเรื่อง รู้เนื้อหา หลักการ และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น ๆ และ 2) การมีความรู้เกี่ยวกับการรู้ของตนเอง รู้ว่าตนเข้าใจอะไร ไม่เข้าใจอะไร คำตอบใดมีหลักฐานรองรับ และเมื่อใดควรระงับการตัดสินใจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการคิดของเรา (metacognition) ซึ่งหากเราขาดความสามารถนี้ เราก็จะไม่สามารถแยกแยะระหว่างคำตอบที่น่าเชื่อถือกับคำตอบที่เพียงดูจะน่าเชื่อถือ (Noessel, 2026) โดยแนวโน้ม AI มักจะเสนอทั้งคำถาม กรอบการตีความ ลำดับเหตุผล และข้อสรุปให้เราได้ในคราวเดียว ซึ่งเมื่อเราใช้เครื่องมือที่ผลิตข้อสรุปให้ได้ทันทีเช่นนี้ เราก็จะเคยชินยกับการบริโภคคำตอบมากกว่าการสร้างคำตอบ และยิ่งระบบ AI ช่วยจัดระเบียบความคิดให้เราจนเสร็จ มนุษย์ก็จะมีโอกาสในการฝึกจัดระเบียบความคิดด้วยตนเองน้อยลงไปเรื่อย ๆ (McLuhan, 1964) ซึ่งหากระบบการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือขาดการออกแบบกิจกรรมชดเชยไว้ เราก็จะขาดระเบียบความคิด (ฐานคิด) ของตนเอง นำไปสู่พฤติกรรมการรู้ที่ต่างกันออกไป
การพัฒนาความสามารถและวิจารณญาณ
น Nicomachean Ethics อริสโตเติลอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการฝึกฝน นิสัย และการพัฒนาคุณธรรม ความสามารถของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากการเข้าใจหลักการเพียงครั้งเดียว แต่พัฒนาผ่านการกระทำและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง (Aristotle, 1999) ดังนั้น ผู้ที่ต้องการมีวิจารณญาณก็ควรต้องฝึกพิจารณาเหตุผลและตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ แนวคิดเรื่องการฝึกฝนของอริสโตเติลเป็นกรอบอย่างง่ายที่ทำให้เราเข้าใจปัญหาการด้อยทักษะ (deskilling) ในยุคปัญญาประดิษฐ์ เช่น เมื่อนักเรียนให้ AI วิเคราะห์โจทย์ทุกครั้งพร้อมแสดงคำตอบ เขาก็จะไม่ได้ลองวิเคราะห์คำถามนั้นเอง ไม่ว่าคำถามจะง่ายหรือยากก็ตาม หากเราให้ AI สร้างโครงเรื่องบทความทุกครั้งก่อน เราก็จะไม่ได้ฝึกจัดระเบียบความคิดว่าจะนำเสนอบทความอย่างไร เป็นลำดับอย่างไร หรือหากผู้บริหารใช้ AI ในการตัดสินใจแทนในกรณีที่มีความซับซ้อน เขาก็จะสูญเสียโอกาสในการฝึกทักษะการตัดสินใจปัญหาซับซ้อน ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องใช้ประสบการณ์และการฝึกฝนระยะยาว และเขาจะกลายเป็นเพียงผู้ทำตามคำตอบของ AI และไม่ใช่ผู้นำอย่างที่ควรจะเป็นอีกต่อไป การไม่ได้ฝึกทักษะที่เป็นความสามารถภายในเหล่านี้จะไม่ปรากฏเป็นผลเชิงลบในทันที เพราะ AI ยังช่วยให้ผลงานสำเร็จอยู่ แต่เมื่อระบบ AI ทำงานบพร่องหรือใช้ถามถึงปัญหาที่แตกต่างจากรูปแบบที่ AI เคยช่วยจัดการ คำตอบที่ได้นั้นก็อาจผิด แต่เราจะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นผิด ปัญหานี้เรียกอีกอย่างว่า การขาดปัญญาปฏิบัติ (phronesis) นั่นเคือ เราขาดความสามารถในการไตร่ตรองว่า ในสถานการณ์เฉพาะนั้น ๆ อะไนควรทำ อะไรจึงจะเหมาะสม และสอดคล้องกับชีวิตที่ดี (เป้าหมายและคุณค่า) ความฉลาดในการหาวิธีไปสู่เป้าหมายไม่ได้แปลว่าเรามีปัญญาในการเลือกเป้าหมายที่ดีเสมอไป เช่น ระบบ GPS เมื่อเราต้องการเดินทางไปให้เร็วที่สุด ระบบอาจสามารถเสนอเส้นทางและขั้นตอนการเดินทางที่ทำให้เราเดินทางได้รวดเร็ว แต่การตัดสินใจว่าเราจะเดินทางเส้นทางไหน อย่างไร เราก็จะต้องพิจาณาเป้าหมายที่จะเดินทางไป และการเดินทางนั้นต้องไม่กระทบความปลอดภัย ค่าใช้จ่าย บริบทและประสบการณ์ที่เราอาจจะมีหรือเคยมีกับเส้นทางการเดินทางนั้นด้วย การเลือกทางที่เหมาะสมจำเป็นต้องมีทั้งความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ ความสามารถในการไตร่ตรอง และความเข้าใจในคุณค่าที่เราต้องการรักษาไว้
จอห์น ดิวอี้ (John Dewey 1859-1952) เสนอให้เราควรเข้าใจการเรียนรู้ในฐานะกระบวนการที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสถานการณ์ ลงมือกระทำ สังเกตผล และนำประสบการณ์กลับมาคิดไตร่ตรอง การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะบุคคลได้รับคำอธิบายที่ถูกต้อง แต่เกิดจากการที่เราไปมีส่วนร่วมกับปัญหาและเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลที่ตามมา (Dewey, 1938) กล่าวคือ ในการฝึกฝนนั้นเราสามารถลองผิดลองถูกได้ (trial and error) ซึ่งความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา เพราะทำให้เราเห็นขอบเขตของความเข้าใจของตนเอง แต่หากเรามองเพียงต้นทุนที่ต้องเสียไปจากความผิดพลาดและเราไม่ต้องการจ่ายใด ๆ เลย เราก็จะมุ่งแต่คำตอบที่ถูกต้อง และเราจะไม่มีพื้นที่สำหรับการทดลอง การยอมรับความผิดพลาด และการรับผิดชอบต่อความผิดพลาดนั้น อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดที่มีผลรุนแรงหรือเสี่ยงสูง เราก็ควรเลือกที่จะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น แต่หากเป็นความผิดพลาดระดับต่ำ เราก็ควรที่จะใช้เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ได้
เปาโล เฟรเร (Paulo Freire 1921-97) เสนอแนวคิดการศึกษาเชิงวิพากษ์โดยวิจารณ์รูปแบบการศึกษาที่ผู้เรียนเป็นเพียงผู้รับความรู้จากผู้สอน และเสนอให้การเรียนรู้เป็นกระบวนการสนทนา ตั้งคำถาม และทำความเข้าใจโลกที่ตนเองดำรงอยู่ (Freire, 2000) ในกรอบคิดนี้ พิจารณาได้ว่า AI กำลังทำให้ผู้ใช้กลายเป็นผู้บริโภคคำตอบที่พร้อมใช้ เช่น เมื่อนักเรียนใช้ AI เพื่อเขียนรายงาน แก้โจทย์คำถาม รวมถึงการวิเคราะห์ สังเคราะห์ การสร้างวิพากษ์ โดยที่นักเรียนไม่ต้องนำเสนอหรืออธิบายว่าตนเองเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำตอบนั้น การศึกษาก็จะกลายเป็นเพียงกระบวนการผลิตผลงานเพื่อส่งครู มากกว่ากระบวนการพัฒนาปัญญาของผู้เรียน
การมีวิจารณญาณ (critical mind) นั้น เราจะต้องฝึกฝนที่จะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ อำนาจ และบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault 1926-84) ได้ชี้ว่า เราได้รับแรงกดดันจากโครงสร้างของสังคมที่กำหนดกรอบบางอย่างไว้ เช่น อะไรคือคำตอบที่ดี อะไรคือผลงานที่มีคุณภาพ และอะไรคือพฤติกรรมที่ควรได้รับการยอมรับ การใช้ AI ก็เท่ากับการผลักภาระทางปัญญาออกไปจากตน และ AI ก็จะกลายเป็นผู้กำหนดว่าอะไรถูกหรือผิด และเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลของการกำหนดนั้น ๆ และเราในฐานะผู้ใช้ก็จะเป็นเพียงคนส่งสารเท่านั้น คุณค่าของการเป็นเรานั้นก็จะลดลงไป เราจึงอย่างน้อยก็ควรมีวิจารณญาณในการตรวจสอบคำตอบของ AI และกล้าที่จะรับผิดชอบต่อการนำคำตอบนั้นไปใช้ ทั้งนี้ เราควรมีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยกับ AI นั่นคือ เราไม่ควรเป็นเพียงผู้กดเห็นชอบ แต่เราควรที่จะมีความรุ้ มีความเข้าใจในสิ่งที่ระบบ AI เสนอ และเข้าใจว่าในความเป็นจริงเป็นอย่างไร ประเมินข้อเสนอหรือคำตอบได้ ปฏิเสธหรือเสริมข้อแนะนำของคำตอบนั้น ๆ รวมไปถึงการขอความคิดเห็นที่ 2 จากผู้เชี่ยวชาญอื่น เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เรามีอิสระในการใช้ AI ได้และมีวิจารณญาณในการใช้ความรู้เพื่อการกำกับตนเองในการดำรงตนระดับต่าง ๆ ด้วย
มนุษย์ในฐานะผู้กระทำทางปัญญา
ในญาณปรัชญา มนุษย์มีฐานะเป็นผู้กระทำทางปัญญา (intellectual agent) โดยโสเครติสถามเราว่า เราเข้าใจจริง ๆ หรือเพียงคิดว่าเรารู้ ญาณวิทยาสอนให้เราต้องมีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อคำตอบนั้น ไฮเดกเกอร์บอกเราว่า เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนวิธีที่เรามองโลกและคุณค่าของมนุษย์ไปอย่างไร และเราจะใช้เครื่องไม้เครื่องมือสมัยใหม่ขยายความสามารถอย่างไรโดยไม่สูญเสียการกำกับตนเอง ซึ่งอริสโตเติลก็บอกว่า เราต้องฝึกฝนตนเองให้มีความสามารถและปัญญาปฏิบัติในการรู้ว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร จอห์น ดิวอี้ บอกว่า เราต้องมีพื้นที่ลองผิดลองถูก เพื่อให้เราได้เรียนรู้จากกระบวนการลงมือทำและเรียนรู้จากผลจริงที่เกิดขึ้น เปาโล เฟรเรบอกว่า การศึกษาต้องหันไปสร้างผู้ที่ตั้งคำถามต่อโลก ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ใช้คำตอบสำเร็จรูป และมิเชล ฟูโกต์เสนอให้เราคิดวิพากษ์ว่า ใครหรืออะไรเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน และระบบสังคมกำลังผลักให้เราพึ่งพา AI มากขึ้นจนเกินไปหรือไม่
การเป็นมนุษย์ในยุค AI นั้น เราควรรู้ปัญหาที่เกิดจากการเคยชินในการได้คำตอบที่เร็ว ถูกต้องจากระบบ AI ซึ่งทำให้เราลดการฝึกฝนทักษะในการกำกับกระบวนการคิดของตนเอง ซึ่งเราต้องตระหนักที่จะพัฒนาคุณค่าในการเป็นมนุษย์ของเราให้เหมาะสมตามยุคสมัย ไม่ใช่การต่อต้าน AI แต่เป็นการดำรงอยู่ในสังคมที่เราร่วมออกแบบให้มีการเกื้อหนุนกันระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี (OECD, 2026) หลักการ Human Goes First เป็นสิ่งที่ควรนำมาใช้ในงานที่ต้องการรักษาหรือพัฒนาความสามารถภายในของผู้ใช้ แนวปฏิบัติคือให้มนุษย์คิดเบื้องต้นก่อน แล้วจึงเปิดรับความช่วยเหลือจาก AI เช่น นักเรียนลองแก้โจทย์ก่อนดูวิธีทำ นักเขียนกำหนดประเด็นหลักก่อนให้ AI ช่วยจัดโครงสร้างของเรื่อง นักวิเคราะห์ตั้งสมมติฐานก่อนขอให้ AI เสนอคำอธิบายทางเลือก ผู้เชี่ยวชาญประเมินสถานการณ์เบื้องต้นก่อนเปรียบเทียบกับข้อเสนอจาก AI กรอบนี้จะทำให้ผู้ใช้ AI มีกรอบความคิดเบื้องต้นของตนสำหรับเปรียบเทียบกับคำตอบที่ได้รับจาก AI และสามารถสังเกตได้ว่าตนเองเข้าใจถูกหรือผิดตรงไหน อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์ เช่น มีเหตุฉุกเฉินหรืองานมีความเสี่ยงสูง หรือ AI สามารถช่วยป้องกันอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า เราก็ควรใช้ AI ในเรื่องนั้น ๆ และชดเชยด้วยการฝึกทักษะเข้าใจว่า AI ทำงานอย่างไร และเราคิดอย่างนั้นได้หรือไม่ เราใช้ AI เป็นผู้ช่วยลดภาระ กำหนดให้ AI ช่วยจำแนกข้อมูล คำนวณ หรือจัดรูปแบบ เพื่อลดงานซ้ำซ้อนและเหลือทรัพยากรไว้คิดเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ เรายังฝึกฝนตนเองด้วยการใช้ AI เพื่อช่วยขยายความคิด โดยเราตั้งคำถาม วิเคราะห์ แล้วจึงให้ AI เสนอข้อโต้แย้งหรือมุมมองเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มโอกาสเรียนรู้และทดสอบสมมติฐานของเรา นอกจากนี้เรายังสามารถออกแบบคำสั่งให้ AI คิดต่างไปจากข้อสรุปที่เคยมี เพื่อช่วยเปิดเผยข้อจำกัดของความคิดของเรา การฝึกฝนเช่นนี้จะทำให้เรามีทักษะในการเรียนรู้ร่วมกับ AI ได้ และเรายังเป็นผู้เรียนที่คิดเป็น ใช้เป็น เรียนรู้เป็นอย่างต่อเนื่อง
สรุป
ในการรู้ของมนุษย์ เราไม่เคยดำรงอยู่ด้วยความสามารถของตนเองอย่างเอกเทศ เราเรียนรู้จากครู ใช้ภาษาเพื่อจัดระเบียบความคิด อาศัยหนังสือเพื่อขยายความรู้ และสร้างเครื่องมือเพื่อทำสิ่งที่เกินขีดจำกัดของร่างกายและสมอง การพึ่งพาเครื่องมือจึงไม่ได้เป็นสิ่งตรงข้ามกับความเป็นอิสระเสมอไป บางครั้งเครื่องมือทำให้มนุษย์เป็นอิสระจากข้อจำกัดเดิม และเปิดโอกาสให้เราใช้ความสามารถไปกับสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าเดิม แต่ความสัมพันธ์นี้ก็มีเงื่อนไขสำคัญคือ เราต้องไม่สูญเสียความสามารถในการทำความเข้าใจ ประเมิน และกำกับสิ่งที่ตนพึ่งพาจนไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล ในการใช้ AI ก็เช่นกัน เราใช้เพื่อช่วยจัดระเบียบข้อมูล แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น การใช้นี้ก็เพื่อการขยายปัญญาของเราเอง หากเราใช้ AI เพื่อค้นหาข้อโต้แย้ง แล้วฝึกประเมินเหตุผลอย่างรอบด้าน เราก็กำลังเพิ่มความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ และหากเราใช้ AI เพื่อจำลองสถานการณ์ที่ซับซ้อน แล้วฝึกตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขที่หลากหลาย เรากำลังพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้และใช้วิจารณญาณ ในทางตรงกันข้าม หากเราใช้ AI โดยยกภาระให้ AI เราก็จะเคยชินที่จะหลีกเลี่ยงทุกขั้นตอนที่ต้องอาศัยความพยายามทางปัญญา เราจะไม่สนใจว่าทักษะใดของเรากำลังถูกละเลยหรือหายไป นั่นคือ เราอาจกำลังแลกเปลี่ยนความสามารถในระยะยาวกับความสะดวกในระยะสั้น ดังนั้น สิ่งที่ควรตระหนักในวิธีการเป็นมนุษย์ในยุค AI คือ เราไม่ได้สูญเสียความสามารถในการคิดเพราะ AI ฉลาดขึ้น หากแต่เราสูญเสียโอกาสที่จะพัฒนาความสามารถของตนเองเพียงเพราะเราออกแบบการเรียนรู้และการทำงานให้ไม่จำเป็นต้องคิดอีกต่อไปต่างหาก ในความเป็นจริงเราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธความก้าวหน้าของ AI เพื่อรักษาความเป็นมนุษย์ และไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามนุษย์ต้องเก่งกว่าเครื่องจักรในทุกเรื่อง สิ่งที่เราควรทำคือ การเข้าใจว่าเราต้องมีความสามารถภายใน เราต้องมีความสามารถในการเรียนรู้ การตั้งคำถาม การประเมินความสมเหตุสมผล การเลือกเป้าหมายที่มีคุณค่า และมีความรับผิดชอบต่อผลของการกระทำของตน
เอกสารอ้างอิง
Aristotle. (1999). Nicomachean ethics (T. Irwin, Trans., 2nd ed.). Hackett Publishing Company.
Clark, A., & Chalmers, D. (1998). The extended mind. Analysis, 58(1), 7–19. https://doi.org/10.1093/analys/58.1.7
Dewey, J. (1938). Experience and education. Macmillan.
Freire, P. (2000). Pedagogy of the oppressed (30th anniversary ed., M. B. Ramos, Trans.). Continuum. (Original work published 1970)
Heidegger, M. (1977). The question concerning technology and other essays (W. Lovitt, Trans.). Harper & Row.
Lee, H.-P., Sarkar, A., Tankelevitch, L., Drosos, I., Rintel, S., Banks, R., & Wilson, N. (2025). The impact of generative AI on critical thinking: Self-reported reductions in cognitive effort and confidence effects from a survey of knowledge workers. Proceedings of the 2025 CHI Conference on Human Factors in Computing Systems. https://doi.org/10.1145/3706598.3713778
McLuhan, M. (1964). Understanding media: The extensions of man. McGraw-Hill.
Noessel, C. (2026). Deskilling and overreliance: Two long-term risks of AI assistance, and what designers can do about them. AI Magazine, 47(3), Article e70096. https://doi.org/10.1002/aaai.70096
Organisation for Economic Co-operation and Development. (2026). Empowering learners for the age of AI: An AI literacy framework for primary and secondary education. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/65cd27d4-en
Organisation for Economic Co-operation and Development. (2026). OECD digital education outlook 2026: Exploring effective uses of generative AI in education. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/062a7394-en
กีรติ บุญเจือ. (2546). ปรัชญาภาษาชาวบ้าน. มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น.
เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2564). ความรู้และสันติภาพ (e-book). หจก.ปิสเปส.

Leave a Reply