pse

@ กีรติ บุญเจือ

เมื่อเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญา อย่างที่เรียกได้ว่า “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” จะเข้าใจให้ลึกซึ้งได้ก็ต้องวิเคราะห์วิจักษ์และวิธานกันอย่างปรัชญาและด้วยปรัชญาสายกลางที่ทันสมัย ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย เป็นหลักยึดเหนี่ยวที่ไม่ยึดติด ยึดเหนี่ยวแล้วได้พัฒนาคุณภาพชีวิตไปเรื่อย ๆ พัฒนาไปปรับตัวไปเรื่อย ๆ เลยขั้นหนึ่งแล้วก็แสวงหาขั้นต่อไปโดยไม่ยึดติดแต่ยึดเหนี่ยวเพื่อเป็นขั้นกลางให้พัฒนาสู่ขั้นที่สูงขึ้น ได้ขั้นสูงขึ้นแล้วก็ปล่อยวางจากทุกขั้นที่ผ่านมาแล้ว และใช้ขั้นปัจจุบันเพื่อเป็นทางผ่านสู่ขั้นต่อไปตามลำดับ

นี่คืออุบายของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นทั้งปรัชญาสายกลางและเป็นวิถีพัฒนาคุณภาพชีวิตตามขั้นตอนของคุณธรรมเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียงในฐานะปรัชญา

การมองเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็น “ปรัชญา” มิใช่เพียงระบบคำสอนทางเศรษฐศาสตร์ หากเป็นกรอบคิดเชิงภววิทยา-ญาณวิทยา-จริยศาสตร์ ที่กำกับวิถีชีวิตมนุษย์ทั้งระบบ

  1. ภววิทยา มองโลกตามความเป็นจริงของเหตุ-ปัจจัย ความไม่เที่ยง และความสัมพันธ์เชื่อมโยงของระบบเศรษฐกิจ-สังคม
  2. ญาณวิทยา ส่งเสริมการรู้แจ้งอย่างมีเหตุผล รู้เท่าทันความพอประมาณ ความเสี่ยง และการเปลี่ยนแปลง
  3. จริยศาสตร์ ตั้งมั่นในคุณธรรม เช่น ความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน และมีภูมิคุ้มกัน ไม่โลภเกินพอดี

ตัวปรัชญานี้จึงมิใช่สูตรสำเร็จ หากเป็นโครงสร้างทางปัญญาที่ช่วยมนุษย์มองเห็นความจริงและเลือกใช้ปัญญาตัดสินใจในทุกบริบทของชีวิต

ปรัชญาสายกลาง

จุดเด่นของปรัชญาสายกลาง คือความเป็น “สายกลาง” ไม่สุดโต่ง ไม่แข็งตัว และไม่เปลี่ยนไปตามอารมณ์สังคม แต่ “ปรับใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย” เพราะอาศัยหลักการไม่ใช่รูปแบบ
“สายกลาง” ในที่นี้จึงไม่ใช่การประนีประนอมแบบอ่อนแรง แต่เป็นภาวะสมดุลที่เคลื่อนไหวได้ (dynamic equilibrium)

ยึดเหนี่ยว เพราะมีหลักกว้าง ๆ เช่น พอประมาณ มีเหตุผล ภูมิคุ้มกัน

ไม่ยึดติด เพราะแต่ละหลักไม่กำหนดรูปแบบตายตัว ให้ตีความตามบริบท เช่น ในยุคดิจิทัล “พอประมาณ” อาจหมายถึงการใช้อัลกอริทึมที่รับผิดชอบ ไม่ใช่ลดการใช้เทคโนโลยี

นี่คือสภาวะที่ดูเหมือนจะขัดแย้ง แต่แท้จริงคือความสัมพันธ์ในเชิง ภาวะคู่ (complementary duality) ที่ปรัชญาตะวันออกนิยมใช้ และเข้ากันได้กับแนวคิดปรัชญาสมัยใหม่แบบปรากฏการณ์สัมพันธ์ (relational ontology)

ขั้นบันไดแห่งการพัฒนา

“ยึดเหนี่ยวแล้วได้พัฒนาคุณภาพชีวิตไปเรื่อย ๆ”

“เลยขั้นหนึ่งแล้วก็แสวงหาขั้นต่อไปโดยไม่ยึดติด”

“ใช้ขั้นปัจจุบันเป็นทางผ่านสู่ขั้นต่อไป”

นี่คือโครงสร้างความคิดแบบ วิภาษวิธีเชิงคุณธรรม (moral dialectic) ซึ่งสอดคล้องกับพุทธจิตวิทยาและกับปรัชญาพัฒนาการของเฮเกลในเชิงนามธรรม หลักคือ

  1. ถือหลักรักษาระดับ (Stability) ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อไม่ให้ชีวิตเอนเอียงหรือพังทลาย
  2. ปล่อยมือเพื่อก้าวหน้า (Transcendence) เมื่อพัฒนาแล้ว ต้องปล่อยความสำเร็จเดิม มิฉะนั้นจะกลายเป็นความติดยึด
  3. ตั้งหลักใหม่ (Re-Grounding) ใช้ระดับปัจจุบันเป็นฐานชั่วคราวเพื่อพัฒนาไปสู่ขั้นใหม่เสมอ

การ “ยึดเพื่อไม่ติด” เป็นทักษะปรัชญาที่สูง เพราะทำให้การพัฒนามนุษย์ไม่หยุดนิ่ง และไม่หลงไปกับความสุดโต่งของอุดมคติหรือความโลภทางเศรษฐกิจ

กุศโลบายของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อมองในเชิงลึกจะพบว่า เศรษฐกิจพอเพียงทำหน้าที่เป็นกลไกฝึกจิตและปัญญา มากกว่าคำสอนเศรษฐศาสตร์ ในทางศาสนา “อุบาย” (skillful means) หมายถึง วิธีการที่ทำให้มนุษย์ก้าวผ่านความหลง ความอยาก ความลุ่มหลงในวัตถุ แต่ไม่ปฏิเสธวัตถุ อุบายนี้ทำงานเป็น 3 ระดับคือ

  1. ระดับกายภาพ การใช้ทรัพยากรอย่างพอประมาณ
  2. ระดับปัญญา การคิดอย่างรอบคอบ ตัดสินใจบนข้อมูลและเหตุผล
  3. ระดับจิตวิญญาณ การปล่อยวางความกังวล ความกลัวการเปรียบเทียบ และความยึดติดในสถานะ

เมื่อการทำงานเกิดรวมกันแล้ว ย่อมเกิดเป็นวิถีพัฒนาคุณภาพชีวิตตามขั้นตอนของคุณธรรมเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นองค์รวม

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นทั้งหลักยึดเหนี่ยวที่ไม่ผูกมัด และเป็นสะพานที่นำมนุษย์ก้าวข้ามจากความพอเพียงในวันนี้สู่ความพอใจในคุณธรรมและปัญญาในวันหน้าอย่างต่อเนื่อง

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018