Augustine on ethics จริยศาสตร์ของออเกิสทีน
ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ
แนวโน้มจริยธรรม จริยธรรมของออเกิสทีนเป็นเชิงปฏิเสธแบบยิว ตรงข้ามกับจริยธรรมของกรีกโบราณซึ่งส่วนมากเป็นเชิงปฏิฐาน กล่าวคือนักปรัชญากรีกพยายามค้นหาดูว่า ทำอย่างไรคนเราจึงมีความสุข และมั่นใจว่าเราจะบรรลุถึงความสุขนั้นด้วยความพยายามของเราเอง ส่วนออเกิสทีนพยายามค้นหาวิธีหลีกเลี่ยงการผิดน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า แม้อะไรที่สงสัยว่าพระเป็นเจ้า แม้อะไรที่สงสัยว่าพระเป็นเจ้าจะไม่ทรงพอพระทัยก็ให้หลีกเลี่ยงไว้เพื่อความปลอดภัย เพราถ้าพระเป็นเจ้าไม่ทรงโปรดปรานแล้ว จะต้องเสียความสุขในโลกหน้าอย่างแน่นอน เนื่องจากมนุษย์เราจะทำดีเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นแม้จะต้องเสียสละเกินๆไว้หน่อยก็ยังดีกว่าขาดไป ทั้งนี้เพื่อจะแลกเอาความสุขในสวรรค์ ความคิดนี้แหละที่ทำให้คริสตศาสนามีข้อห้ามมากมายจนบางสมัยค่อนข้างจะมากเกินไป
มาตรการความประพฤติดี ออเกิสทีนถือเอาเจตนาเป็นหลัก โดยมีเหตุผลว่า พระเป็นเจ้าดูน้ำใจของผู้กระทำมากกว่าผล ซึ่งเป็นของไม่มีค่าอะไรสำหรับพระเป็นเจ้า ดังตัวอย่างคำแนะนำของออเกิสทีนว่า สตรีที่ถูกอนารยชนฉุดคร่าไปทำอนาจาร ให้ยอมเสียตัวโดยไม่เสียเจตนา ดีกว่าฆ่าตัวตายเพื่อรักษาตัวบริสุทธิ์ เพราะถ้าใจไม่ยินยอมแล้วก็ไม่ได้เสียหายอะไรเลย ดีกว่าฆ่าตัวตายซึ่งเป็นบาปอย่างแน่นอน
จริยธรรมสามระดับ ออเกิสทีนแบ่งจริยธรรมออกเป็น 3 ระดับให้เลือกปฏิบัติตามอัตภาพ ขั้นต่ำสุดสำหรับบุคคลทั่วไปได้แก่ การปฏิบัติตนตามบทบีญญัติของศาสนา นับว่าเพียงพอสำหรับเอาตัวรอดไปสวรรค์ สำหรับผู้ที่ต้องการจะให้พระเป็นเจ้าเห็นใจมากขึ้น เพื่อให้การเอาตัวรอดไปสวรรค์แน่นอนมากขึ้น ก็พึงปฏิบัติจริยธรรมระดับสูงขึ้นไปเรียกว่าระดับกรรมฐาน ซึ่งในช่วงแรกจะต้องปฏิบัติสมณะ (asceticism) เพื่อเข้าถึงปัสนาการ (contemplation) ต่อไปเป็นอันดับสุดท้าย
ตัณหา ตัณหาอันได้แก่ความอยากที่ไม่นำไปสู่เป้าหมายสุดท้ายนั้น ออเกิสทีนถือว่าเลยทั้งสิ้น ส่วนเอเริสทาเทิลถือว่า ความอยากภายใต้เหตุผลไม่เป็นตัณหา จะเป็นตัณหาก็ต่อเออยู่นอกการควบคุมของเหตุผบ เพราะฉะนั้นการกินการดื่ม การชอบศีลปะในระดับปกติ ซึ่งเอเริสทาเทิลมีจุดหมายเพื่อรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่วนออเกิสทีนถือว่าเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยพระเป็นเจ้า ทั้งสองเห็นว่า การปล่อยตัวตามตัณหาเป็นสิ่งน่าละอาย แต่เกี่ยวกับสาเหตุของความละอายนั้นมีความเป็นต่างกัน
ถ้าความยากรุนแรงจนพ้นอำนาจของสติปัญญาที่จะควบคุมได้ ก็เป็นอันว่าผู้นั้นไม่ต้องรับผิดชอบและไม่น่าละอายสำหรับเอเริสทาเทิล ส่วนออเกิสทีนถือว่าต้องรับผิดชองเสอมและน่าละอาย เพราะไม่มีความอยากใดพ้นอำนาจการควบคุมของสติปัญญาไปได้ ที่เราคิดว่าพ้นนั้นก็เพราะนำใจไม่ดี ต้องสวดภาวนาของพระเป็นเจ้าให้บำรุงน้ำใจให้ดีขึ้น
เอเริสทาทเถิลถือว่าตามปกติมนุษย์มีเจตจำนงดี เพราะฉะนั้นการพลาดพลั้งมีน้อย นอกจจากจะทำโดยไม่รู้ซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบ ส่วนออเกิสทีนเห็นว่าตามปกติเรามีเจตจำนงเลว เนื่องจากทุกคนมีบาปกำหนด (original sin) เพราะฉะนั้น การพลาดพลั้งมสีบ่อยแม้ในคนดี ต้องรับผิดชอบและยอมรับผิดต่อพระเป็นเจ้าอยู่เสมอ
เอเริสทาทเถิลสนใจวิเคราะห์ดูความประพฤติดี โดยจำแนกเป็นคุณธรรมต่างๆ เพราะเห็นว่า คุณะรรมนี่แหละที่ทำให้คนเป็นคนสมศัดิ์ศรี ส่วนออเกิสทีนเห็นว่า จุดสำคัญอยู่ที่หน้าที่ตามพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า คือให้รักพระเป็นเจ้าและเพื่อนมนุษย์ เมื่อมีหลักค้ำประกันเช่นนี้แล้วก็ให้ปฏิบัติไปตามที่ศาสนาจะสั่ง พระเป็นเจ้าเป็นผู้สร้างตัวเราไม่ใช่เราสร้างของเราเอง เรามีหน้าที่เพียงยอมเป็นเครื่องมือที่โอนอ่อนตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าก็พอ ถ้าเช่นนั้นร่างกายของเราจะมิเป็นสิ่งเลวในตัว ดังที่ลัทธิมานีและบางลัทธิสอนหรือ หามิได้ ร่างกายมิใช่สิ่งเลวในตัว เพราะสสารก็เป็นสิ่งสร้างของพระเป็นเจ้าเช่นเดียวกับจิต พระบุตรเองก็มิได้ทรงรังเกียจมาเกิดเป็นมนาย์ที่มีร่างกายเป็นสสาร แต่ทว่าสสารมีอยู่เพื่อจิต ร่างกายเพื่อวิญญาณ ร่างกายจะดีหรือเลวจึงอยู่ที่ว่าวิญญาณใช้มันในทางบุญหรือบาป
ความสุข เป้าหมายและจุดหมายของมนุษย์ คือความสุข ความสุขที่แท้จริงจะพบได้ในสภาวะที่ดับความอยากและความต้องการได้อย่างหมดสิ้น และจิตใจจะต้องได้ทการเต็มที่ในความสงบ ออเกิสทีนจึงสรุปว่า ความสุขที่แท้จริงดังกล่าวนี้จะพบได้แต่ในพระเป็นเจ้าเท่านั้น โดยที่วิญญาณจะเข้าใจพระเป็นเจ้าและรักพระองค์อย่างชื่นชม และสภาวะนั้นจะไม่มีความกังวลใดๆอีกเลย
หน้าที่ในสังคม สมัยนั้นมีบางคนคิดว่าเพื่อจะไปสวรรค์ได้แน่นอนควรละทิ้งโลกปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียวเพื่อปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด แต่ออเกิสทีนเห็นว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นการละเลยหน้าที่ในสังคม คนดีควรอยู่ในสังคม ร่วมมือกันสร้างนครของพระเป็นเจ้าเพื่อต่อต้านนครแห่งโลกนี้อันได้แก่คนเลวทั้งหลาย
หน้าที่ในการเมือง ออเกิสทีนถือว่า อำนาจทางการเมืองมาจากพระเป็นเจ้า ฉธนั้นพลเมืองทุกคนมีหน้าที่จะต้องเคารพเชื่อฟังผู้มีอำนาจ เพราะเห็นแก่พระเป็นเจ้า ไม่ว่าผู้กุมอำนาจจะดีหรือเลวสักปานใดก็ตาม เพราะเป็นแผนการของพระเป็นเจ้า เราอาจจะเข้าใจไม่ถึงว่า พระองค์ทรงมีแผนการอะไรในระยะยาว และในขอบเขตของมนุษยชาติ หน้าที่ของคริสตชนก็คือร่วมมือกับรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างดีที่สุด เพราะออเกิสทีนถือว่าการมีผู้ปกครองบ้านเมืองที่เลวยังดีกว่าการจลาจลวุ่นวายไม่มีขื่อไม่มีแป
สถานภาพของทาส ในแง่ของเหตุผลแล้ว ออเกิสทีนเห็นว่าระบบมีทาสเป็นระบบเลว แต่ก็เป็นระบบเลวที่จำเป็นต้องยอมรับเหมือนการปกครองบ้านเมืองโดยคนเลว เพราะพระเป็นเจ้าทรงยินยอมให้เป็นไปเช่นนั้น จำต้องยอมทนเพื่อเห็นแก่พระองค์จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงด้วยสันติวิธี

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018