reduction

correspondence theory ทฤษฎีสมนัย

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ทฤษฎีที่เชื่อว่าประสบการณ์ทุกอย่างมีความเป็นจริงตอบสนอง แต่ก็มีปัญหามากเช่น

1) ประสบการณ์ของทุกคนตรงกันหรือไม่ แม้จะพูดออกมาได้ตรงกัน

2) ที่พูดออกมาไม่ตรงกันนั้น เป็นเพราะความสามารถบรรยายไม่เหมือนกันหรือเป็นเพราะว่ามีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน

3) คนคนเดียวกันแสดงความรู้ได้ต่างกันหากมีเครื่องมือช่วยมากน้อยต่างกัน เช่น พื้นกระดานใสเรียบ ดูด้วยตาเปล่ากับดูด้วยกล้องขยายจะเห็นต่างกัน และกล้องที่ขยายน้อย ๆ และมากขึ้น ๆ ตามลำดับ ก็แสดงประสบการณ์ทางตาต่างกันต่อพื้นกระดานเรียบแผ่นเดียวกัน

ทฤษฎีสมนัยเชิงวิชาการต้องอาศัยระเบียบการของอุปนัย (ดู induction) เป็นเกณฑ์ความจริง โดยมีกฎความสมเหตุสมผลว่า

“ต้องมีประสบการณ์จนสามารถปลงใจเชื่อได้” แต่ก็แน่ใจได้ในระดับน่าจะเป็น (probability) เท่านั้น ซึ่งจะมากน้อยแล้วแต่ว่าได้ระมัดระวังตัวการทำลายความน่าจะเป็นมากน้อยเพียงใด สองตัวการดังกล่าวได้แก่

  1. ตัวการไม่เกี่ยว (irrelevant factor)
  2. ตัวการรอดพ้นสายตา (unnoticed factor)

เพราะเหตุแห่งความกลัว 2 ตัวการนี้แหละ ทำให้ผู้บริหารงานทั้งหลายต้องยอมซื้อความเสี่ยงด้วยราคาแพงอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น จะสร้างเขื่อนราคาแสนล้าน ต้องยอมจ้างผู้เชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษาเพื่อตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ เป็น เงินล้านบาทต่อเดือนโดยไม่ต้องทำอะไรนอกจากคอยตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับความเสียหาย (ดู induction)


One response to “correspondence theory”

  1. […] อันที่จริงความต้องการเหตุผล ต้องการพิสูจน์ความรู้หรือความจริงที่เรายอมรับด้วยเหตุผลก็เป็นความต้องการของบรรดานักปราชญ์ยุคกลางอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักปรัชญาอัสสมาจารย์ (ดู scholasticism) แต่สมัยนั้นมุ่งสร้างระบบความรู้ คือพยายามเรียบเรียงความรู้ทุกอย่าง ทั้งทางโลกและทางธรรม ให้มีเหตุผลอ้างอิงถึงกันเป็นระบบเดียวและระบบเดียวทีแต่ละคนเชื่อนั้นก็มีหลายระบบ แล้วแต่ว่าจะใช้วิธีใดสร้างระบบให้เชื่อถือได้ เช่นใช้วิธีสหนัย (ดู coherence theory) ทฤษฎีมูลฐาน (ดู foundation theory) ทฤษฎีสมนัย (ดู correspondence theory) […]

    Like

Leave a comment