wittgenstein

Wittgenstein on Grammar of the Word God  ไวยากรณ์ของคำพระเจ้าของวีทเกินชทายน์

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ทฤษฎีภาพ (picture theory) ของ วิทเกินชทายน์ (Ludwig Wittgenstein 1889-1951) เมื่อประยุกต์ใช้ในการศึกษาศาสนา จะทำให้เปลี่ยนท่าทีของผู้เชื่อโดยไม่เปลี่ยนความเชื่อ นั่นคือต้องไม่เปลี่ยนคำสอนแต่เปลี่ยนความเข้าใจคำสอนอย่างมีเหตุผล เช่น แทนที่จะเข้าใจภาษาศาสนาตามตัวอักษรเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นเกมภาษาอย่างหนึ่ง แล้วเสริมด้วยศัพท์ที่บัญญัติขึ้นใหม่ให้เป็นวิชาการด้วยภาษาอุดมการณ์ ก็ให้รับรู้ว่าภาษาศาสนามีเป้าหมายต่างจากวิชาการ จึงต้องใช้ไวยากรณ์ความคิด(gramma of concept)ต่างกัน คือ พยายามหาแรงบันดาลใจให้พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยภาษาสามัญที่ใช้เป็นสื่อในศาสนาถ้าเชื่อตามวิทเกินชทายน์ แล้วก็หมายความว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คัมภีร์ศาสนากล่าวถึงก็จะเป็นเพียงภาพของความเป็นจริง (picture of reality) ซึ่งก็หมายความว่า เรารู้ได้เพียงครึ่ง ๆ ของความเป็นจริง ไม่รู้เต็ม ๆ

ส่วนความจริง (truth) เมื่อก่อนที่เชื่อกันตามตัวอักษรในระดับชาวบ้าน และตามภาษาอุดมการณ์ของนักปรัชญา ก็ไม่เคยมีใครบอกว่ารู้ได้เต็มหรือแค่ไหน แต่ผู้เข้าถึงฌานกลับบอกว่า ภาษาทั้ง 2 ระดับที่ใช้เป็นภาษาศาสนานั้นเข้าไม่ถึงความเป็นจริง ซึ่งรู้แล้วพูดไม่ถูก ถ้าอย่างนั้นแล้วเราเดินทางสายกลางว่า ที่รู้นั้นรู้อยู่บ้าง ไม่เต็มและไม่ผิดหมด ตามทฤษฎีภาพขอวิทเกินชทายน์จะมิดีกว่าหรือ จะได้ไม่สำคัญผิด และไม่สิ้นหวังที่จะรู้ เมื่อตระหนักได้อย่างนี้จะทำให้เป็นคนใจกว้าง คือเมื่อ ก.รู้ว่าตนรู้ได้ส่วนหนึ่ง ข. ก็รู้ว่าตนรู้ได้ส่วนหนึ่ง ก. กับ ข. ก็ยินดีแลกเปลี่ยนความคิดกัน ทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่จำเป็นต้องคิดว่าตนมีศรัทธาต่อสิ่งสูงสุดกันคนละองค์ แต่อาจจะศรัทธาต่อสิ่งสูงสุดองค์เดียวกันก็ได้ เพียงแต่รู้คนละส่วน จึงช่วยกันรู้ให้มากขึ้น ดังนี้เมื่อเล่นเกมเดียวกัน แต่ใช้ไวยากรณ์กันคนละระบบก็ไม่น่าจะมีปัญหาอยู่แล้ว เรียกได้ว่าไวยากรณ์ของคำพระเจ้า (the grammar of the word God)

ถ้าอย่างนั้นแล้ว ใครที่เชื่อสิ่งเหนือธรรมชาติก็เป็นเพียงหลงใหลเชื่อว่ามีทั้ง ๆ ที่ไม่มีอย่างนั้นหรือจะเชื่อได้อย่างไรว่าที่เชื่อตามไวยากรณ์ของเรา ซึ่งก็คือภาพของสิ่งที่เชื่อรู้อย่างไรว่าเบื้องหลังภาพนั้นมีของจริงตามที่ภาพนั้นแสดง วิทเกินชทายน์คงจะให้คำตอบว่า ถ้าไม่มีของจริงก็ไม่มีภาพ วิทเกินชทายน์เชื่อว่ามีภาพก็ต้องมีของจริงที่ภาพนั้นแสดง วิทเกินชทายน์เพียงแต่ไม่อยากให้เชื่อว่าภาพนั้นเป็นรูปถ่าย รูปถ่ายมีความเหมือนมากกว่ารูปภาพ รูปภาพแสดงเฉพาะส่วนสำคัญและความสัมพันธ์ระหว่างส่วนสำคัญ จึงไม่รู้รายละเอียดเท่ากับเห็นรูปถ่าย ฟิลลิปส์(Phillips) ชี้แจงว่า “วิทเกินชทายน์ ในฐานะที่เป็นนักอสัจนิยม (non-realist) เห็นว่าความเชื่อทางศาสนาเป็นท่าทีแสดงให้เห็นได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เชื่อ ภาพนี่แหละที่ให้เข้าใจได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เราเข้าใจกับสิ่งที่เชื่อ

คนเชื่อกับไม่เชื่อย่อมเล่นเกมต่างกันลิบลับ ต่างคนต่างเล่นเกมของตน เล่นกันคนละเกม คนเชื่อแต่เชื่อต่างกันก็เล่นคนละเกม มีส่วนคล้ายกัน พูดกันรู้เรื่องบางส่วน คนที่เชื่อเหมือนกันและมุ่งมั่นเหมือนกันจึงรู้เรื่องกันดีที่สุด อย่างที่ชาวพุทธเชื่อว่า ผู้บรรลุอรหัตผลด้วยกันจึงรู้การบรรลุของกันและกัน ฟิลลิปส์กล่าวว่า คนที่เชื่อพระเจ้าและไม่เชื่อพระเจ้า เขาแย้งกันหรือไม่ วิทเกินชทายน์ บอกว่าไม่ ผิดกับคนที่เชื่อว่ามีมังกรกับเชื่อว่าไม่มี อย่างนี้แย้งกัน พระเจ้าไม่เหมือนสิ่งอื่น ๆ จึงตัดสินตามเกมของสิ่งอื่น ๆ ไม่ได้

วิทเกินชทายน์ ต้องการจะบอก และเตือนนักเทววิทยาที่ชอบพิสูจน์ข้อเชื่อทุกข้อด้วยเหตุผล แต่ก็เตือนว่าบางเรื่องก็แฝงตัวมาในคราบของศาสนา แต่ไม่ใช่เรื่องศาสนา เช่น พิสูจน์ว่าพระธาตุเป็นของแท้หรือไม่ ไม่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา ทั้ง ๆ ที่พระธาตุเป็นศาสนวัตถุ ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าเป็นเรื่องศาสนาแล้ว น้ำหนักทั้งหมดอาจจะอยู่ที่รูปภาพวิทเกินชทายน์ ยกตัวอย่างรูปพระเจ้าสร้างโลกของไมเคิลแอนเจโลว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของความหมายที่ไมเคิลแอนเจโล (Michelangelo) ได้จากภาษาศาสนา ก็ต้องเข้าใจว่านั่นไม่ใช่ภาพถ่ายของการสร้างโลก ยิ่งเราได้หลาย ๆ ภาพมาประกอบ จะได้ภาพความเป็นจริงของเราเองมากขึ้นตามลำดับ

One response to “Wittgenstein on Grammar of the Word God”

  1. […] จาก Wittgenstein on Grammar of the Word God […]

    Like

Leave a reply to Note about Language game | a little byte ; Cancel reply

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018