ความรู้ (Knowledge) เป็นแกนสำคัญของมโนทรรศน์ของสังคมสนเทศ ดังนั้น จึงต้องเข้าใจปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังความรู้เสียก่อน โดยมีอภิปรัชญาในความรู้แตกต่างกันไป และแยกส่วนกับญาณวิทยา ในบทความนี้สนใจเพียงด้านอภิปรัชญาของความรู้และขอแสดงมโนคติทางปรัชญาดังนี้

อริสโตเติล (Aristotle, ก.ค.ศ. 384 – 322) นิยามคนไว้ว่า Man is rational animal (กีรติ บุญเจือ, 2546) นักปรัชญาและนักวิชาการส่วนใหญ่แปลตามความหมายภาษาอังกฤษได้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์เหตุผล อย่างไรก็ตาม กีรติ บุญเจือได้แสดงความเชื่อว่าแอร์เริสทาทเถิลต้องการหมายความว่าคนต่างกับสัตว์ตรงที่มีปัญญา (nous) โดยที่อริสโตเติลได้จำแนกไว้ว่าปัญญานั้นสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ พิสูจน์และหยั่งรู้ได้ ถ้าอยู่ในระดับน่ายกย่องเรียกว่า ปรีชาญาณ (wisdom) ถ้าสามารถใช้การหยั่งรู้สร้างสรรค์สิ่งที่น่าพอใจ เรียกว่าศิลปะ (ภาษากรีกเรียกว่า techne ภาษาละตินว่า ars ซึ่งแปลได้เท่ากับ art) ถ้ารู้แต่เพียงลอกเลียนแบบที่ผู้อื่นได้ทำไว้ให้และทำได้ดี รู้จักแก้ปัญหาได้ เรียกว่า เทคนิค (ภาษากรีก rhompeira ซึ่งแปลว่า technique) แต่ถ้ารู้จักทำตามแบบแผนเดิมจนคล่องแคล่ว ไม่แก้ปัญหาใหม่ ไม่รู้จักปรับปรุงวิธีทำ เรียกว่า ทักษะ (ภาษากรีก peira ซึ่งแปลว่า skill)

ความคิดแบบกรีกเช่นนี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการเรียนรู้ของมนุษยชาติ ความรู้วิชาการทั้งหลายจะต้องมาจากการใช้วิจารณญาณที่รู้กฎเกณฑ์ ซึ่งกฎเกณฑ์ทั้งหมดอยู่รวมกันอย่างเป็นระบบเครือข่ายโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่หลักการหนึ่งอันเป็นหลักการแม่บท (the first principle) ควบคุมกฎอื่น ๆ ทั้งหมดซึ่ง เธลิส (Thales ก.ค.ศ. 640 – 545) ได้เสนอไว้ ต่อมา โสเครติส (Socrates, ก.ค.ศ. 470 – 399) เพลโทว์ (Plato, ก.ค.ศ. 428 – 348) และอริสโตเติลได้มีความเห็นร่วมกันว่าหลักการแม่บทของความคิดแบบกรีกนั้นไม่ใช่อยู่ที่ว่าความเป็นจริงคืออะไร แต่อยู่ที่ว่าเราเข้าใจความเป็นจริงอย่างไร เพราะชาวกรีกสมัยนั้นเชื่อเหมือนกันทุกคนโดยสามัญสำนึกอยู่แล้วว่าทุกสิ่งที่พวกเขารู้โดยประสบการณ์เป็นสิ่งมีอยู่จริง (to on = the being) ซึ่งเป็นคำสามัญที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันในความหมายว่า “สิ่ง” อยู่แล้ว ตรงนี้ต้องกำหนดให้ชัดเจน เมื่อกำหนดได้แล้ว
จึงค่อยกำหนดว่ามีความเป็นจริงอะไรอยู่เบื้องหลังอีกหรือไม่ ถ้ามีมันคืออะไร เมื่อใช้วิธีคิดที่ถูกต้องแล้ว ความรู้ก็จะเพิ่มได้เรื่อย ๆ จนกว่าจะสมบูรณ์ ต่อมานักปรัชญากรีกเชื่อร่วมกันว่า การเรียนรู้อย่างถูกต้องจะช่วยให้สมองได้ความจริงถูกต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ความเห็นแตกต่างยังมีอยู่เพราะไม่มีใครรู้หมด การรู้ไม่หมดทำให้ต้องเดาต่อ ความแตกต่างจึงอาจจะมาจากความรู้ที่มีอยู่ยังไม่ถูกต้องตามเกณฑ์ หรือการเดายังไม่แม่นยำหรือยังรู้ไม่หมด การวิภาษ (dialectic) จะช่วยขัดเกลากันและกันให้ได้ความจริงตรงกับความเป็นจริงเร็วขึ้น ดังนั้นการให้การศึกษาจึงได้แก่ การจัดระบบให้ความรู้และฝึกฝนอย่างมีประสิทธิภาพ

โสเครติสให้หลักการของความดีว่า “virtue is knowledge” ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งใน  Socratic Paradoxes (Terrance, 2007, 14) ตามไวยากรณ์กรีกจะแปลตรงตัวว่าคุณธรรม คือ ความรู้ หรือกลับไวยากรณ์เป็น ความรู้ คือ คุณธรรม ก็ได้ โสเครติสอธิบายว่า “ผู้มีความรู้จริงย่อมจะไม่ทำผิดต่อความรู้ของตน” จากหลักการนี้แสดงว่าความรู้เป็นสิ่งสำคัญ อย่างยิ่งในการสร้างความยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ นักปรัชญาต่างเห็นความสำคัญของความรู้และเห็นพ้องต้องกันว่ามนุษย์จำเป็นต้องมีความรู้เพื่อให้เป็นคนดี คนดีคือคนมีคุณธรรม ต่อมาในยุคกลาง เบคอน (Francis Bacon, 1561 – 1625) ผู้ที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้สถาปนาระบบเครือข่าย ซึ่งบุกเบิกกระบวนทรรศน์นวยุค ได้เน้นย้ำความสำคัญของความรู้ โดยได้เน้นว่า ความรู้ คือ พลัง (knowledge is power) (กีรติ บุญเจือ, 2546ง) และสอนให้มุ่งแสวงหาความรู้ที่แน่นอนเพื่อควบคุมธรรมชาติให้ตอบสนองตามความต้องการของเราเป็นเกณฑ์เพราะนั่นคือความรู้และพลังของมนุษย์ ความรู้คือพลังได้นำพามนุษย์ก้าวสู่ยุคใหม่ที่มีความเจริญทางเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างไรก็ตาม ฟูโกล์ (Michel Foucault, ค.ศ. 1926 – 1984) ได้ย้อนแย้งว่ามนุษย์ได้ใช้ความรู้ไปในทางที่มุ่งแสวงหาและพิทักษ์อำนาจของพวกตนทำให้แท้จริงแล้ว ความรู้ คือ อำนาจ (กีรติ บุญเจือ, 2546) โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เป็นอำนาจของนักการเมืองที่ใช้ลวงประชาชนเพื่อธำรงอำนาจการปกครองของพวกตน

จากมโนคติต่างๆ ผู้เขียนมีทรรศนะเห็นพ้องว่าความรู้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด จึงต้องลงลึกในเนื้อหาปรัชญา และขอวิเคราะห์ด้วยหลักปรัชญากระบวนทรรศน์ ดังต่อไปนี้

กระบวนทรรศน์เป็นวิวัฒนาการในการมองปัญหาของมนุษย์ เมื่อใช้วิจารณญาณประเมินจากประวัติศาสตร์ปรัชญาเป็นสำคัญพบว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการทางปัญญามาแล้ว 4 ครั้ง โดย กีรติ บุญเจือ ได้เสนอไว้เป็นหลักการพัฒนาการทางปัญญา (Development of thought) และแบ่งออกเป็น 5 กระบวนทรรศน์ปรัชญา (กีรติ บุญเจือ, 2546ก-จ) คือ

1 กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ (primitive paradigm) มองทุกอย่างว่ามาจากน้ำพระทัยของอำนาจลึกลับหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน มนุษย์มีชีวิตต่อสู้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติและสัตว์ป่า ต้องประสบกับภัยธรรมชาติต่างๆ  เกิดความกลัว  เพราะไม่รู้สาเหตุแห่งภัย ความไม่รู้ทำให้มนุษย์ในยุคดึกดำบรรพ์นั้นดำรงชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว ความตื่นตระหนก และความทุกข์ มนุษย์คิดว่าความน่ากลัวของภัยธรรมชาติเกิดจากอำนาจลึกลับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน ดังนั้นเพื่อความอยู่รอด มนุษย์จึงได้พยายามเอาใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนด้วยการแสดงความเคารพสักการะเบื้องบนโดยหวังว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคุ้มครองพวกเขาให้ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติทั้งปวง และเกิดการเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นความคิดที่จะช่วยขจัดทุกข์และหาความสุขทางใจแก่พวกตนได้ อย่างไรก็ตามมนุษย์เป็นผู้มีปัญญาจึงเมื่อพ้นจากภัยแล้วยังสามารถคิดต่อไปได้ว่าภัยอันตรายที่ตนเองเพิ่งผ่านพ้นไปแล้วนั้นอาจเกิดขึ้นอีกเมื่อใดก็ได้ จะมีหนทางใดในการป้องกัน มีผู้คนคิดหาคำตอบต่าง ๆ กันไป แต่มีคำตอบหนึ่งที่ถูกใจคนส่วนใหญ่ในระดับอารยธรรมดึกดำบรรพ์ นั่นคือ ภัยธรรมชาติมาจากเบื้องบน อันเป็นอำนาจลึกลับ ดังนั้นทางแก้ไขคือ พยายามเอาใจเบื้องบนให้ท่านพึงพอใจมากที่สุด ท่านจะได้เมตตาตนไม่ให้เกิดภัยธรรมชาติแก่ตน ทั้งนี้เพราะพวกเขาคิดไม่ถึงว่าโลกมีกฎเกณฑ์เองได้ โลกในยุคดึกดำบรรพ์จึงไม่มีกฎเกณฑ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงแล้วแต่น้ำพระทัยเบื้องบน โลกตามทรรศนะนี้ได้ชื่อว่ากลีภพ (chaos) คำตอบที่อ้างถึงเบื้องบนเป็นที่นิยมทั่วไปในหมู่มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ ผลของคำตอบนี้สร้างคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติในยุคนั้น เพราะช่วยลดความเครียดอันเกิดจากความเกรงกลัวภัยธรรมชาติ พวกเขามีทางออก สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ด้วยความสงบสุข ไม่ต้องคอยหนีอย่างไร้สติ เฉกเช่นสัตว์เดรัชฉาน วิจารณญาณทำนองนี้เกิดขึ้นกับมนุษย์ดึกดำบรรพ์ทุกแห่ง ไม่ว่าอยู่ส่วนใดของโลก

2 กระบวนทรรศน์โบราณ (ancient paradigm) มองทุกอย่างว่ามาจากกฎเกณฑ์ตายตัว ซึ่งอาจเป็นกฎไสยศาสตร์ ตำนานปรัมปรา หรือระบบเครือข่ายของเจ้าสำนัก มนุษย์ในยุค 1,000 ปีก่อนคริสตศักราชเป็นต้นมา ได้มีการพัฒนาทางความคิดมากขึ้นจากความอยากรู้ อยากเห็น ความไม่พอใจกับความรู้เท่าที่รู้ มองเห็นคำถามต่อไปแล้วต้องการหาคำตอบที่น่าพึงพอใจใหม่ ๆ เริ่มมีปัญหาว่าเราจะอธิบายเหตุการณ์ทั้งหลายในธรรมชาติโดยไม่ต้องอ้างเบื้องบนจะได้ไหม คำตอบที่พอใจกันอย่างกว้างขวางก็คือ ได้ พวกเขารับรู้ว่าโลกมีกฎมีระเบียบซึ่งปัญญาเข้าถึงได้จากการสังเกต และเก็บรวบรวมข้อมูล จนสามารถสรุปได้ว่าภัยธรรมชาติมักเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาเป็นวงจรของธรรมชาติ นั่นคือมีกฎธรรมชาติ กฎธรรมชาติที่ตายตัวไม่เข้าใครออกใคร มนุษย์เริ่มมีความเข้าใจและพยายามที่จะค้นหาสาเหตุของภัยธรรมชาตินั้น เช่นเดียวกับการที่จะพยายามหาสาเหตุของความทุกข์ ความวิตกกังวล หรือความไม่รู้เพื่อที่จะขจัดปัญหาสงสัยต่าง ๆ ความรู้ได้ถูกรวบรวมเพื่อสรุปเป็นระเบียบแบบแผนไว้ และกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ต่าง ๆ โดยมีเป้าประสงค์ในการที่มนุษย์จะได้มีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้าได้โดยรู้และทำตามกฎธรรมชาติ

3 กระบวนทรรศน์ยุคกลาง (medieval paradigm) มองทุกอย่างว่าเป็นทางไปสู่โลกหน้า มนุษย์เริ่มพบว่าแม้จะรู้กฎธรรมชาติและปฏิบัติตามแล้วก็ยังคงมีความทุกข์จึงพยายามหาความสุขอย่างมีความหวัง ศาสนาได้เข้ามามีบทบาทหลักในยุคนี้ด้วยความเชื่อที่ว่าทุกอย่างที่กระทำในโลกนี้ก็เพื่อส่งผลดีในโลกหน้า มนุษยชาติจึงเข้าสู่กระบวนทรรศน์ยุคกลาง  เกิดความศรัทธาต่อศาสนาและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์คำสอนของศาสนาอย่างเคร่งครัด โดยคำสอนที่สำคัญคือ มนุษย์ผู้ใดที่กระทำความดีในโลกนี้จะได้รับผลของความดีในโลกหน้า ถึงแม้ว่ามนุษย์จะมีความทุกข์ในโลกนี้ก็ให้กระทำความดี แม้ชีวิตจริงจะยังมีความทุกข์อยู่ก็ไม่ต้องสนใจ พวกเขาต้องอดทนและหมั่นกระทำความดี หลีกเลี่ยงความชั่ว เพราะจะมีความสุขในโลกหน้าที่รออยู่ ความเชื่อนี้ช่วยทำให้มนุษย์ในสังคมอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบสุข

4 กระบวนทรรศน์นวยุค (modern paradigm) มองทุกอย่างว่าเป็นระบบเครือข่ายตามเกณฑ์วิทยาศาสตร์ ทุกอย่างที่เป็นความจริงต้องสามารถพิสูจน์ได้ในระบบเครือข่ายทางวิทยาศาสตร์  มนุษย์ในกระบวนทรรศน์นี้มีความเชื่อว่า ความรู้ทุกอย่างมาจากการหาความรู้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่แน่นอน สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักเหตุผลที่สนับสนุนด้วยกฎทางวิทยาศาสตร์ เป็นความรู้ที่เป็นจริงที่สนับสนุนด้วยกฎทางวิทยาศาสตร์ที่ทุกคนยอมรับได้ ความรู้จึงเป็นสากลไม่ขึ้นกับสำนักอีกต่อไป เมื่อมนุษย์มีปัญหาก็จะพยายามเอาชนะปัญหา ไม่ต้องรอให้ถึงโลกหน้า ความสุขที่แท้จริงสามารถสร้างขึ้นได้ในโลกนี้ วิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ได้ สักวันหนึ่งวิทยาศาสตร์อาจจะรักษาโรคได้ทุกชนิด วิทยาศาสตร์อาจจะขจัดความตายและชราภาพ มนุษย์ทุกคนอาจจะเป็นหนุ่มสาวตลอดกาล ไม่ต้องกลัวความเจ็บ ความป่วย ความชรา และความตายอีกต่อไป วิธีการทางวิทยาศาสตร์อาจจะช่วยวางระเบียบสังคมให้มนุษยชาติได้แบ่งสันปันส่วนความสุขกันอย่างยุติธรรม แต่ละคนได้แบ่งส่วนทำงานน้อยที่สุดและใช้เวลาที่เหลือส่วนใหญ่หาความบันเทิงอย่างไร้ความกลัวและความกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น โลกนี้น่าจะเป็นสวรรค์ได้โดยไม่ต้องหวังพึ่งโลกหน้า กระบวนทรรศน์นวยุคยึดวิธีการวิทยาศาสตร์เป็นหลักเพราะเชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์และวิธีการวิทยาศาสตร์เป็นทางพบกฎของโลก มนุษย์ทุกคนต้องร่วมกันสนับสนุนการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ โดยหวังว่าวิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ กระบวนทรรศน์นวยุคได้สร้างข้อสมมติขึ้น 3 ข้อ ที่เสริมสร้างความแน่นแฟ้นของระบบเครือข่าย นั่นคือ

  • เชื่อว่ากฎของเอกภพประสานกันเป็นระบบเครือข่าย (network) แน่นอนตายตัวเพียงระบบเดียว
  • เชื่อว่าปัญญาของมนุษย์สามารถเข้าใจกฎและระบบเครือข่ายได้ตามความเป็นจริง
  • เชื่อว่ามนุษย์สามารถสร้างภาษาอุดมการณ์เพื่อสื่อความรู้ได้ตรงตามความเข้าใจ

โดยกระบวนทรรศน์นวยุคเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าข้อสมมติทั้ง 3 อันได้แก่ ระบบเครือข่ายของเอกภพ ระบบเครือข่ายของความรู้และระบบเครือข่ายของภาษานั้นตอบสนองกันได้อย่างดีเยี่ยม ความเชื่อนี้เรียกว่าลัทธิวจนศูนย์นิยม (logocentrism) ซึ่งประสานระบบเครือข่ายทั้ง 3 เป็นตาข่าย โดยมีปมข่าย (net – point) คือ กฎเกณฑ์วิทยาศาสตร์ และเชื่อมโยงกันด้วยใยข่าย (net – line) ซึ่งก็คือ วิธีการวิทยาศาสตร์และตรรกะต่าง ๆ ดังภาพ 1 โครงสร้างเครือข่ายตามกระบวนทรรศน์นวยุค

5 กระบวนทรรศน์หลังนวยุค (postmodern paradigm) มองทุกอย่างด้วยวิจารญาณในความหมายที่ว่าจะต้องมีการวิเคราะห์ ประเมินค่า และประยุกต์ มนุษย์ได้รับบทเรียนสำคัญจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่าวิทยาศาสตร์ไม่ได้ให้ความสุขล้วน ๆ แก่โลก แต่ทว่าสร้างหายนะได้มากยิ่งกว่ายุคสมัยใด ๆ จึงได้พากันทบทวนระบบความคิดและพบว่า ความรู้ทุกอย่างนั้นมีประโยชน์แต่ต้องมองและคิดด้วยวิจารณญาณ ต้องวิเคราะห์แยกประเด็น ต้องประเมินค่าความรู้ด้วยการตีความหมายและคุณค่าอื่น ๆ แล้วจึงนำไปประยุกต์โดยเก็บเฉพาะส่วนดีเอาไปใช้อย่างเล็งผลเลิศ กระบวนทรรศน์หลังนวยุคเปิดโอกาสให้แก่ความรู้ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยกฎเกณฑ์วิทยาศาสตร์ได้แสดงบทบาทในทางสร้างสรรค์สังคม ความรู้เหล่านี้คือความรู้ในตาข่าย (net – eye) ซึ่งกระบวนทรรศน์หลังนวยุคได้พัฒนาเป็น 2 ระยะ คือ ปรัชญาหลังนวยุคสุดขั้ว (extreme postmodernism) ที่ปฏิเสธระบบเครือข่าย เปิดกว้างต่อการตีความ ยอมรับฟังข้อวิจารณ์และสนใจความเป็นไปได้ต่าง ๆ  โดยพยายามเลี่ยงความเห็นที่อิงอยู่กับหลักเกณฑ์ใดหลักเกณฑ์หนึ่ง และปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodernism) ที่มีหลักอยู่ที่ประนีประนอมด้วยแนวคิดที่ว่าย้อนอ่านทั้งหมด ไม่ปฏิเสธสิ่งใด (reread all, reject none) และเห็นว่ามนุษย์ทุกคนมีโอกาสที่จะสร้างโครงสร้างใยข่ายความรู้ในสมองตนเองเพื่อประโยชน์ในการช่วยจำ เข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ที่ตนเองรับรู้และสามารถพัฒนาสติปัญญาตัวเองได้ด้วยการฟัง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น โครงสร้างความรู้ส่วนตัวของแต่ละคนจึงไม่อาจที่จะเหมือนกันอย่างไม่แตกต่าง นั่นคือ หลังจากที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดความรู้ซึ่งกันและกัน พวกเขาก็จะพยายามศึกษาและเข้ากันซึ่งกันและกันเพื่อจะช่วยเหลือกันแก้ไขปัญหา

กีรติ บุญเจือ (2546) เสนอว่าปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodern philosophy) เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้วยพลัง 4 ประการ ได้แก่

  1. สร้างสรรค์ (creativity) การคิดหรือทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นการเพิ่มความก้าวหน้าแก่มนุษยชาติ เปิดโอกาสให้มีการประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์โดยทั่วไป
  2. การปรับตัว (adaptivity) การดัดแปลงการประยุกต์ใช้ให้เป็นคุณ ปราศจากโทษ หรือดัดแปลงโทษให้เป็นคุณ
  3. การร่วมมือ (collaborativity) การร่วมมือทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมาย และเป็นความปรองดองสามัคคีกันของกลุ่มชนนั้น
  4. การแสวงหา (requisitivitiy) ปัญญาของมนุษย์มีศักยภาพที่จะคิดเข้าใจถึงโลกจึงต้องการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ

พลังแห่งการสร้างสรรค์ การปรับตัว การร่วมมือ และการแสวงหา เมื่อรวมกันก็คือ การห่วงใยดูแลผู้อื่น (care the Other) เพื่อความสุขแท้ตามความเป็นจริง หากพลังทั้งสี่ประการนี้แสดงพลังออกมาอย่างเต็มที่ก็จะปลุกให้แต่ละคนตื่นจากความหลงไปตามกระแส นั่นคือ มนุษย์จะใช้ปัญญาในการคิดอย่างมีวิจารณญาณต่อทุกๆ ประเด็น และยอมรับความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ การพร้อมรับฟังกระแสความคิดและประมวลความคิดอย่างใหม่ย่อมจะทำให้เขาสามารถคิดแนวทางปฏิบัติที่ดีเพิ่มเติมขึ้นได้มากกว่าเท่าที่มีอยู่

 

ที่มา: วิบูลย์ แสงกาญจนวนิช, เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2559). การฟังอย่างตั้งใจในยุคสังคมก้มหน้า. งานวิจัย, มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

One response to “Knowledge in Paradigm”

Leave a reply to From One2Three to EOCR knowledge system – ปรัชญาสวนสุนันทา Philosophy & Ethics Cancel reply

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018