อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

แนวคิดกระบวนทรรศน์ยุคกลาง

ปรัชญากระบวนทรรศน์ยุคกลาง (Medieval Philosophy) จำแนกตามพื้นฐานความเชื่อเรื่องโลกหน้าอันเป็นคำสอนทางศาสนาของศาสนาที่นับถือพระเจ้า และศาสนาที่เชื่อว่ามีเทวะ การแบ่งขอบเขตยุคจึงยุ่งยากในแต่ละศาสนา แต่หากพิจารณาเป็นกระบวนทรรศน์ก็แบ่งย่อยไปตามศาสนา

  1. กระบวนทรรศน์ยุคกลางของตะวันตก นับจากปี ค.ศ.529 ซึ่งศาสนาคริสต์ได้รับการยกเป็นศาสนาประจำอาณาจักรโรมัน และมีการห้ามนับถือศาสนาอื่น ทำให้อิทธิพลของศาสนาคริสต์เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางกว่า 1,000 ปี
  2. กระบวนทรรศน์ยุคกลางในศาสนาอิสลามนับเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.622 ซึ่งเป็นปีที่ 1 แห่งฮิจเราะห์ศักราช
  3. กระบวนทรรศน์ยุคกลางในศาสนาพุทธ นับเริ่มตั้งแต่ปี ก.ค.ศ.543 ซึ่งเป็นปีที่ 1 แห่งพุทธศักราช

กฎหมายโรมันให้อิสระในการนับถือและเผยแผ่ศาสนา ลัทธิเพลโทว์ใหม่ (Neo-Platonism) เพื่อการประนีประนอมระหว่างปรัชญากับศาสนา World of Idea นำไปสู่ Idea of the Good ซึ่งก็คือ God นั่นเอง

นักปรัชญากระบวนทรรศน์ยุคกลางในศาสนาอื่น ได้แก่

  1. Philo of Alexandria (ก.ค.ศ.15-ค.ศ.50) ใช้ปรัชญาอธิบายพระเจ้าในศาสนายูดาห์ว่า God is absolutely transcendent และ his notion is even more abstract
  2. Plotinus (ค.ศ.205-270) ใช้ปรัชญาอธิบายศาสนา Zoroaster (Zarathustra
    ก.ค.ศ.1800-600) ผ่าน The One, the Intellect และ The Soul
  3. Avicenna (Ibn-Sina ค.ศ. 980-1037) ใช้แนวคิดการฟุ้งออก (emanation) จากพระเจ้าตามแนวคิด Neo-Platonism เพื่ออธิบายพระเจ้าและการสร้างในศาสนาอิสลามและ การแยกระหว่าง essense กับ existence ตามแนวคิด Aristotelianism
  4. Averroes (Ibn Rushd ค.ศ.1126-1198) ใช้แนวคิดของ Aristotle คัดค้านแนวคิดของ Avicenna และเสนอว่า individual existing substances are primary และ existence and essence are one เพื่ออธิบายพระเจ้าในศาสนาอิสลาม
  5. Avicebron (Solomon ibn Gabirol ค.ศ. 1022-1070) ใช้แนวคิด Neo-Platonism ในศาสนายูดาห์ เสนอว่า all created being are constituted of form and matter และ มี physical world กับ spiritual world

จักรพรรดิ Nero (ค.ศ.54-68) สั่งห้ามนับถือศาสนาคริสต์ ลงโทษเข้มงวด จักรพรรดิ Constantine (ค.ศ.306-337) สมัยเป็นแม่ทัพหันมานับถือศาสนาคริสต์ตามภรรยา นำทัพชนะขุนศึกอื่นๆ จนได้เป็นจักรพรรดิ จึงให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาคริสต์อีกครั้ง และสร้างเมือง Constantinople เป็นเมืองหลวงทางตะวันออก ค.ศ.370 โรมันถูกโจมตีจากชาวเยอรมันและวิสิกอธที่ถูกชาวฮั่น (ซงหนู) ไล่โจมตีมาอีกทีหนึ่ง จักรพรรดิ Theodosius I (ค.ศ. 379-395) ประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำอาณาจักร ค.ศ.395 อาณาจักรตะวันออกและตกแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด มีจักรพรรดิของตนเอง

ค.ศ.410 กรุงโรมถูกปล้นครั้งใหญ่  ค.ศ.476 จักรพรรดิแห่งโรมันตะวันตกถูกนายพลชาวเยอรมันถอดจากตำแหน่ง แล้วขึ้นปกครองเอง โรมันจึงเหลือแต่อาณาจักรโรมันตะวันออก

จักรพรรดิ Justinian the Great (ค.ศ.527-565) ประกาศห้ามนับถือศาสนาอื่นใดนอกจากศาสนาคริสต์ ในปี ค.ศ.529 โรมันตะวันออกเกิดสงครามกับเปอร์เซียและสลาฟตั้งแต่รวม ค.ศ.600

กองทัพไบแซนไทน์แพ้ต่อกองทัพเซลจุคเติร์กในปี ค.ศ.1071 จักรพรรดิ Alexis I เรียกร้องให้ผู้นำคริสต์ในดินแดนตะวันตกมาช่วย และระหว่างนั้นมีการทำลายเมืองศาสนาสถานของคริสต์จำนวนมากโดยกาหลิบอัล-ฮาคิม แห่งราชวงศ์ al-Fatimiyyun)

สงครามครูเสด (Crusade) หรือสงครามไม้กางเขน เกิดขึ้นระหว่าง 1095-1192 ออตโตมันเติร์กมีชัยเหนือกรุงคอนสแตนติโนเปิล ในปีค.ศ. 1453  ยุโรปในยุคกลางแบ่งเป็น ยุคมืด (dark age) ยุครุ่งโรจน์และปลายยุคกลาง

จักรพรรดิ Charlemagne แห่งชาวแฟรงก์ได้ช่วยขับไล่ช่วยไล่ชาวเยอรมันลอมบาร์ดจากการรุกรานโรม สันตะปาปาจึงแต่งตั้งเป็นจักรพรรดิแห่งมหาอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (holy roman empire) เมื่อ ค.ศ.800 เกิดระบบ Feudal คือ กษัตริย์ เจ้าของที่ดิน อัศวินและชาวนา ประชากรเพิ่มขึ้นมากใน ศตวรรษที่ 10 เกิดมหาวิทยาลัยจำนวนมากตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 จักรวรรดิออตโตมันได้ยึดครองจักรวรรดิไบแซนไทน์ ใน ค.ศ. 1453 ทำให้นักปราชญ์และตำราความรู้ต่าง ๆ ไหลเทไปยังยุโรป ทำให้ยุโรปเข้าสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ

นักปรัชญาคนสำคัญ

นักปรัชญาที่เป็นแกนแห่งยุคกลาง ได้แก่

  1. เซนต์ ออเกิสทีน ( Augustine 354-430) เสนอลัทธิไตรเอกานุภาพ (Doctrine of The Trinity) พระเจ้านั้นเป็นหนึ่ง คือเป็นองค์เดียวแต่แบ่งเป็น 3 ภาค คือ
    • พระบิดา (The Father)
    • พระบุตร (The Son)
    • พระจิต (The Spirit)

ความรู้มีค่าที่สุด หรือความรู้เกี่ยวกับพระเป็นเจ้าและวิญญาณ ความรู้ประเภทอื่นจะมีค่าก็ต่อเมื่อนำมาสนับสนุนความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า เพื่อให้เข้าใจพระเจ้าเท่านั้น เป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องเข้าใจสิ่งที่ตนเองเชื่ออย่างแน่วแน่ และพยายามหาพื้นฐานของศรัทธาด้วยเหตุผล

การมีศรัทธานั้นก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เชาว์ปัญญาเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจ จะรู้แจ้งได้ต้องอาศัยรู้ด้วยตนเองหรือมีปัญญาอย่างแท้จริง ดังนั้นปัญญาที่รู้แจ้งเช่นนี้สามารถจะรู้เรื่องพระเจ้าและวิญญาณได้  พระเจ้าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง ทุกสิ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า พระองค์เป็นอยู่นิรันดร และตามหลักจริยศาสตร์ของท่านกล่าวว่า เมื่อจิตใจมั่นคงอยู่กับพระเจ้า ก็คือการได้เห็นพระเจ้านั่นเอง

ชีวิตในโลกนี้ของคนเราเป็นเพียงทางบำเพ็ญบุญ เพื่อเข้าถึงพระเจ้าเท่านั้น เราจะเข้าถึงพระเจ้าได้เพราะความรัก ความรักจึงเป็นคุณธรรมสูงสุด และความยุติธรรมคือการรับใช้พระเจ้า

  1. เซนต์โธมัส อไควนัส ( Thomas Aquinas ค.ศ. 1225-1274) ใช้ปรัชญาของ Aristotle ว่า
    • God is the maker of heaven and earth, of all that is visible and invisible.
    • Faith and reason complement rather than contradict each other, each giving different views of the same truth

ปรัชญาจึงเริ่มจากความจริงไปยังพระเจ้า ส่วนในด้านเทววิทยาจะเริ่มจากพระเจ้าไปหาความจริง ระหว่างเหตุผลกับความเชื่อนั้น  ความดีกับความงามเป็นอันเดียวกัน ความรู้จริง คือ ความรู้จากความคิดอย่างลึกซึ้ง ทั้งที่เป็นสากลและเฉพาะ รูปแบบทางปัญญาของท่านนั้นเรียกว่า บ่อเกิดความรู้

นักอภิปรัชญากระบวนทรรศน์ที่ 3 ช่วงหลังไม่ว่าจะนับถือศาสนาคริสต์ อิสลามหรือยูดาห์ ถือเป็นแนวคิดร่วมกันว่าเอาปรัชญาของอริสโตเติลเป็นหลัก แต่ไม่เห็นด้วยว่า ความเป็นจริงในเอกภพเกิดจากการผสมของธาตุ 4 จึงแปลงให้เข้ากับความเชื่อเรื่องพระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสิ่งในเอกภพ ในการสร้างพระองค์ทรงมีแผนการสร้างอันมีระเบียบตามพระสัพพัญญู (Providence)

สิ่งสร้างทั้งหลายแบ่งออกเป็น 2 ระดับใหญ่ คือ ระดับสสารและระดับจิต โดยมีมนุษย์เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสสารกับจิต สสารเป็นเนื้อเดียว แต่ต่างกันที่รูปแบบซึ่งเรียงลำดับชั้นตามแผนการสร้างของพระองค์คือ วัตถุ พืช สัตว์ มนุษย์และเหนือมนุษย์ขึ้นไปก็มีเทวดาซึ่งมีการลดหลั่นชั้นต่าง ๆ จากต่ำไปหาสูง

ช่วงเปลี่ยนถ่ายความคิดทางปรัชญานี้มีการกระทบกระทั่งกันของนักปรัชญาทั้งสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างนำเสนอเพื่อให้ฝ่ายตนชนะว่าเป็นระบบเครือข่ายที่ตอบสนองต่อแนวทางปกครองโดยศาสนจักร เนื่องจากหลักค้ำประกันความเป็นจริงถูกเสริมความเข้มแข็งด้วยวิวรณ์ทางศาสนา เกิดแนวคิด Si Vis Pacem, Para Bellum (แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์)

ใครคิดเห็นไม่ตรงกันจึงถูกกล่าวโทษ โดยมีการจัดตั้งศาลศาสนา (inquisition) ระหว่าง ค.ศ. 1231 – 1834 เพื่อไต่สวนลงโทษผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความคิดเห็นขัดแย้งกับคำสอนในศาสนาคริสต์

คำถามสำคัญแห่งยุคคือ การประนีประนอมปรัชญากับศาสนาทำได้อย่างไร

  • ไม่มีการประนีประนอม ศาสนาประเสริฐกว่าปรัชญา อย่าเสียเวลาสนใจปรัชญา พึงเร่งบำเพ็ญกุศลอย่างเคร่งครัด
  • ประนีประนอมด้วยลัทธิเพลโทว์ใหม่ (Neo-Platonism)
  • ประนีประนอมด้วยลัทธิอย่างอริสโตเติล (Aristotelianism)

สรุป

ปรัชญากระบวนทรรศน์ยุคกลางแสดงบทบาทสำคัญของศาสนาและการเชื่อโลกหน้า ทั้งนี้จะต้องเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ของยุโรปและศาสนาคริสต์อันเป็นที่มาของกระบวนทรรศน์ยุคกลางของตะวันตก

One response to “ปรัชญาศึกษา: บทที่ 7 กระบวนทรรศน์ยุคกลาง”

Leave a reply to ปรัชญาศึกษา: บทที่ 6 กระบวนทรรศน์โบราณ (3) – ปรัชญาสวนสุนันทา Philosophy and Ethics Cancel reply

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018