อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

แนวคิดกระบวนทรรศน์นวยุค

ปรัชญากระบวนทรรศน์นวยุค (Modern Philosophy) นับเริ่มประมาณ ค.ศ.1600 ทำไมจึงเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ เพราะว่าปรัชญายุคกลางในสมัยอัสสมาจารย์ (scholastic period) ได้นำปรัชญาของ Aristotle มาอธิบายศาสนา ทำให้เกิดการถกปัญหาปรัชญาศาสนาจนถึงระดับอิ่มตัว

นักปรัชญาจึงหันมาสนใจปรัชญาวิทยาศาสตร์ (science=ความรู้) ซึ่งในระหว่างยุคกลางนั้นชาวยุโรปได้รับวิชาเคมีมาจากทางเปอร์เซีย จึงนำมาทดลองในชื่อ Alchemy ซึ่งศาสนจักรออกกฎหมายห้าม  เมื่ออาณาจักรไบเซนไทน์แตก ทำให้นักปรัชญาและตำราต่างๆ กลับมาสู่ยุโรป มีการรื้อฟื้นความรุ่งเรืองของกรีก-โรมัน เรียกว่ายุคฟื้นฟู (Renaissance) เกิดปัญหาการเมืองกับศาสนจักร ทำให้หมดความศรัทธาในองค์กรศาสนา จึงมีกระแสแยกอาณาจักรออกจากศาสนจักร สนใจวิธีการวิทยาเพื่อค้นหาความจริง เกิดคำถามสำคัญ คือ “คิดอย่างไรจึงจะได้ความจริง” นักปรัชญาคนสำคัญ ได้แก่

  1. Francis Bacon (1561-1626) แม้มนุษย์ไม่มีกิเลส คนเราก็คิดไม่ตรงกัน นั่นคือนักบุญทั้งหลายก็ไม่ได้คิดตรงกัน จึงเป็นไปได้ว่าน่าจะมีอคติ (prejudices = สิ่งที่อยู่ก่อนการตัดสินใจ) ซึ่งน่าจะมีได้ Idols คือเทวรูปที่คนอื่นเคารพ แต่เราไม่เคารพ 4 ประการ
    • Idol of the tribe ความโน้มเอียงเนื่องจากสายเลือด สายตระกูล เผ่าพันธุ์
    • Idol of the den ความโน้มเอียงจากสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู
    • Idol of the market place ความโน้มเอียงจากภาษาที่ใช้จนเคยชิน
    • Idol of the theater ความโน้มเอียงจากขนมธรรมเนียม ประเพณี ศาสนา

มาตรการความจริง คือ ความรู้ที่หามาได้อย่างถูกวิธีและไร้อคติใดๆ ทั้งสิ้น

วิธีการวิทยาคือ Induction by elimination หาสิ่งเฉพาะหน่วยให้มาก แล้วคัดไว้เฉพาะหน่วยที่มีลักษณะที่ต้องการเอามาเรียงลำดับเพื่อเข้าใจสาเหตุ และจะได้ตัดอคติออกไปได้

  1. Rene Descartes (1596-1650) ปัญหาของวิธีคิดต่างหากเป็นปัญหาที่แท้จริง ประสบการณ์เฉพาะหน่วยย่อมหลอกเราได้ มาตรการความจริง คือ เรขาคณิต ซึ่งเริ่มจากมูลบท (postulate) และสัจพจน์ (axiom) อันนำไปสู่ปฐมบท (assumption) เสนอมูลบท 3 ได้แก่ I doubt, I think therefore I am.

ทฤษฏีบท 3 ได้แก่ what is clear and distinct is true, God is exists, matter exists as extension เสนอวิธี Methodical (universal) Doubt

  1. Benedict of Spinoza (1632-1677) ส่งเสริมวิธีคิดของ Descartes โดยเสนอการพิสูจน์ทฤษฎีบท มาเพิ่มเป็นส่วนของ E.D. (quod erat demonstradum; ซึ่งต้องพิสูจน์) โดยมีนิยาม 8 ข้อความ มูลบท 7 ข้อความ รวมปฐมบททั้งหมด 15 ข้อความ พิสูจน์ทฤษฎีบทใดแล้ว เอามาใช้อ้างเพื่อยืนยันเหตุผลต่อไปได้ เพราะพระเจ้าสร้างปัญญามนุษย์มาให้พิสูจน์ความรู้ทุกอย่างได้ตามความเป็นจริง ดังคติ God doesn’t fail
  2. John Locke (1632-1704) เสนอว่าไม่มีมูลบทใดที่ดีพอ ดังนั้นความรู้น่าจะเริ่มต้นจากประสบการณ์ มนุษย์เกิดมาเหมือนกระดาษเปล่า (tabula rosa)
    • All knowledge comes from experience
    • ศาสนากับศีลธรรม มูลบทไม่ได้มาจากประสบการณ์แต่มาจากวิวรณ์ (revelation) ของพระเจ้า แล้วจึงค่อยพิสูจน์ต่อไป

ล็อกทำให้เกิดแนวคิดเบื้องต้นสำหรับ Enlightenment movement คือ มนุษย์เชื่อได้เฉพาะประสบการณ์และความจริงที่พิสูจน์ได้จากประสบการณ์เท่านั้น ความรู้อื่นถือเป็นสิ่งงมงาย

  1. David Hume (1711-1776) เสนอว่าความรู้เริ่มต้นจากประสบการณ์ อะไรที่มีประสบการณ์ไม่ได้ก็ไม่ควรรับรอง และเสนอหลักการใหม่ที่เคร่งครัดว่า
    • All knowledge is analyzed into ideas.
    • All ideas come from experiences.
    • All experiences come by way of the senses.

มนุษย์เสียเวลาศึกษาเรื่องที่เกินกว่าประสบการณ์ งมงายในความเชื่อโบราณ อันได้แก่ Substance, Matter, Spirit, Principle of causality และ Uniformity of nature

  1. Immanuel Kant (1724-1804) เห็นว่าเหตุผลนิยมได้ทำลายศาสนาและศีลธรรม ประสบการณ์นิยมทำลายคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ความจริงมิได้ขึ้นกับผัสสะและเหตุผล แต่ขึ้นกับโครงสร้างสมอง (ปัญญา) ของมนุษย์ ความรู้ของมนุษย์จึงเป็นเพียงความรู้เท่าที่ปรากฏ (phenomena) และไม่มีทางรู้ noumena ปัญญามีกลไกสำคัญ คือ
    • Pure forms of sensation รู้สิ่งเฉพาะหน่วยในระบบ time-space
    • Pure forms of understanding ความรู้เฉพาะหน่วยกลายเป็นความรู้สากล
    • สมรรถภาพปัญญาได้บิดผันความเป็นจริงที่รับรู้ โดยปรุงแต่งเป็นความจริงสำเร็จรูป
    • Pure reason สำหรับรับรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
    • Practical reason สำหรับรับรู้ศีลธรรมและศาสนา ไม่ผ่านกลไกสมอง รับรู้โดยตรงและปฏิบัติอย่างไม่ใช้เหตุผล (Category Imperative; duty to be done)

ช่วงปลายกระบวนทรรศน์วิทยาศาสตร์

เมื่อเกิดความกังขาต่อการรับรู้ความเป็นจริง จึงนำไปสู่ยุคกังขา ปรัชญากระบวนทรรศน์
นวยุคถูกสั่นคลอนด้วยแนวคิดของ Kant อย่างเด่นชัดตั้งแต่ ค.ศ.1800

  1. คนที่ไม่เชื่อ Kant ยอมรับว่าสมองย่อมแปรสภาพความเป็นจริงภายนอกที่รับรู้เข้ามาบ้าง แต่ไม่น่าจะทำให้ต่างไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นจึงยึดหลักการที่ว่า “สมองของมนุษย์สามารถรู้ความจริงวัตถุวิสัยได้”
  2. คนที่เชื่อ Kant ก็ใช้หลักการที่ว่า “สิ่งที่เรารู้มันไม่จริง สิ่งจริงเราไม่รู้” มนุษย์มีโครงสร้างสมอง แต่ไม่เชื่อว่าจะแบ่งอย่างเป็น 12 ช่องจริง จึงทำให้หันมาพยายามศึกษาโครงสร้างของสมองว่าทำงานอย่างไร คิดได้อย่างไร ซึ่งได้ก้าวหน้าเป็นวิชาประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuro-Science)

วงการปรัชญาได้ปรับตัวด้วยการจัดแบ่งเป็นลัทธิ (-ism) เพื่อให้เข้าใจความคิดได้เป็นกลุ่มๆ ได้แก่

  1. ลัทธิญาณวิเศษ, อัชฌัตติกญาณนิยม (Intuitionism) มีหลักการว่าเมื่อเราไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ พึ่งศาสนาก็ไม่ได้ ให้พึ่งผู้มีญาณ หรือผู้ทรงปัญญาไว้ก่อน เกิดนักปรัชญาคนสำคัญ 2 ท่าน คือ
    • George Wilhelm Friedrich Hegel ( 1770-1831) ญาณวิเศษจะทำให้เห็นว่าความเป็นจริงมีแต่จิตดวงเดียว แต่จิตยังไม่สมบูรณ์พร้อม จึงอาจก้าวหน้าได้ จะก้าวหน้าต้องชนะอุปสรรค ดังนั้นจึงต้องแสดงตัวเป็นสสาร จิตที่เข้มข้นย่อมนำไปสู่มนุษย์ที่ดี
      • Hegelian dialectics (แนวคิดปฏิพัฒนาการ) คือ การเสนอ thesis และสิ่งตรงข้าม anti-thesis และใช้ synthesis เพื่อแก้ไข tension ระหว่าง 2 ฝ่าย
    • Karl Marx (1818-1883) แย้งว่าความเป็นจริงคือ สสาร ไม่ใช่สสารอย่างฟิสิกส์ แต่เป็นสสารที่ดิ้นรนเพื่อความก้าวหน้า อุปสรรคก็คือสสารเช่นกัน หากมีความขัดแย้งกันมาก สสารก็จะพัฒนาเป็นชีวิตพืช ขัดแย้งมากก็เป็นชีวิตสัตว์ และขัดแย้งยิ่งขึ้นก็เป็นชีวิตมนุษย์ มนุษย์ที่ต่อสู้และขัดแย้งกันจะมีความก้าวหน้ามากกว่ามนุษย์ที่ถือ temperance (อดทน)
      • Marxist dialectic คือ การเสนอ thesis และมีการคัดค้าน anti-thesis นำไปสู่ความก้าวหน้าใหม่ synthesis
  2. ลัทธิปฏิบัตินิยม (Pragmatism) มีหลักการว่าเมื่อเราไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ พึงยึดถือสิ่งที่ปฏิบัติได้ อะไรปฏิบัติได้มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งดี
    • Charles S. Peirce (1839-1914) เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาแนวคิดขึ้นในปี ค.ศ. 1870 สิ่งใดจะถือว่ามีความหมายหรือไม่ ให้ดูที่ผลทางการปฏิบัติของสิ่งนั้น ถ้ามีผลทางการปฏิบัติอย่างเดียวกัน ก็ต้องถือว่า 2 เรื่องนั้นมีความหมายหรือมีค่าเท่ากัน
    • William James (1842-1910) ความจริงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ภายในจิต อาศัยจิตเกิดขึ้น ทำหน้าที่รับรู้แล้วแปลตามความหมาย จากประสบการณ์และแสดงออกมาให้เห็นในมุมมองที่แตกต่างกัน
    • John Dewey (1895-1952) ไม่จำเป็นต้องมีทฤษฎีความเป็นจริง เพราะความเป็นจริงไม่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่มนุษย์ประสบนั้นกลับมีแต่ความเปลี่ยนแปลง ไม่แน่นอน และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา นั่นคือประสบการณ์ที่มนุษย์จะต้องเรียนรู้ไปตลอด
  3. ลัทธิปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) มุ่งสนใจโครงสร้างของประสบการณ์และสำนึก เพราะความจริงที่เราสนใจคือ โลกที่ปรากฏต่อหน้า (immanence)
    • Edmund Husserl (1859-1938) เสนอว่า สำนึกจึงต้องพุ่งความสนใจไปยังวัตถุใดวัตถุหนึ่งจะจึงเกิดความรู้ได้transcendental consciousness sets the limits of all possible knowledge
    • Martin Heidegger (1889-1976) เสนอ Dasein และ being in the world
    • Maurice Merleau Ponty (1908-1961) การรับรู้มีบทบาทสำคัญในการทำความเข้าใจโลกดังเช่นที่มันได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโลก และสำนึก (consciousness) เป็นบ่อเกิดของความรู้
  4. ลัทธิอัตถิภาวนิยม (Existentialism) มีหลักการว่าทุกคนจะต้องเป็นตัวของตัวเอง ต้องเผชิญปัญหา กล้าประเมินวิธีปฏิบัติและกล้าตัดสินใจด้วยความรับผิดชอบ
    • Soren Kierkegaard (1813-1855)เป็นสกุลคิดให้มนุษย์กล้าเผชิญปัญหา และกล้าลงมือกระทำ
    • Jean Paul Sartre (1905-1980) ขยายความคิดเพื่อปลุกใจชาวฝรั่งเศสให้ต่อต้านกองทัพนาซี ชี้ว่ามนุษย์ต้องมีเสรีภาพที่แสดงนัยของความรับผิดชอบทางสังคม
    • Albert Camus (1913-1960) เสนอว่า life is absurd มนุษย์ถูกทำให้มีเสรีภาพและถ้าไม่มีเสรีภาพชีวิตก็น่าหัวเราะสิ้นดี
  5. ลัทธิสัจนิยมใหม่ (Neo-realism) มีหลักการว่าสามารถประนีประนอมความรู้ทุกๆ ด้านที่มนุษย์รู้เข้าด้วยกัน science is not systematically the ultimate measure of truth and reality but it does not mean that we should abandon the notions of reality, truth or objectivity
    • Edwin Bissel Holt (1873-1946) ก่อตั้งร่วมกับนักปรัชญาอีก 6 คนเพื่อคัดค้านแนวคิดสัจนิยมของ Locke และ William James
    • Ralph Barton Perry (1876-1957) เป็นศิษย์ของ William James แต่สนใจ perception and knowledge และวลีสำคัญ total but not totalitarian
  6. ลัทธิปฏิฐานนิยม (Positivism) มีหลักการว่าไม่มีหลักการใดที่จะน่ายึดถือยิ่งไปกว่าวิธีการวิทยาศาสตร์ อะไรที่พิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้ก็อย่างเพิ่งยอมรับ
    • Auguste Comte (1798-1857) เสนอ category of knowledge
      • Religious knowledge
      • Philosophical knowledge
      • Scientific knowledge
    • Emile Durkheim (1858-1917) ชี้ว่าสังคมวิทยาเป็น logical continuation ของธรรมชาติที่มีอยู่จริง realm of human activity
  1. ลัทธิปฏิฐานนิยมใหม่ (Neo-Positivism, logical positivism) มีหลักการว่าวิธีการทางฟิสิกส์จึงเป็นหลักการพิสูจน์ที่น่าเชื่อถือที่สุด และต้องใช้คณิตศาสตร์ร่วมด้วย เน้นการนำเสนอเชิงปริมาณ (quantification) พฤติกรรมศาสตร์ (behaviorism) และ วิธีการวิทยาศาสตร์ (positivist epistemology)
    • Vienna Circle (ก่อตั้ง 1907) โดย Rudolf Carnap (1891-1970) ใช้ physicalism แทนที่ phenomenalism
    • reality คือ a state true in all possible world
  1. ลัทธิภาษาวิเคราะห์ (language analysis) ภาษากับความคิดเป็นของคู่กัน การวิเคราะห์ความหมายของภาษาจนได้ความเข้าใจกระจ้างแจ้ง จึงน่าเชื่อถือที่สุด
    • Friedrich Schleiermacher (1768-1834) ความหมายล้วนพบได้ในเนื้อหา เพื่อเข้าใจว่าผู้แต่งคิดอย่างไรจึง creation of a text
    • Ludwig Wittgenstein (1889-1951) ทุกอย่างเป็นเพียงเกมภาษา (language game)
    • Jacques Lacan (1901-1981) ชี้ว่า the Symbolic is a linguistic dimension
    • Paul Ricoeur (1913-2005) ใช้ phenomenological description และ hermeneutics เพื่อตีความเนื้อหา (textual interpretation)
    • Hans Georg Gadamer (1900-2002) ชี้ว่าการตีความคือ a philosophical effort to account for understanding as an ontological process of man
  2. ลัทธิอัสสมาจารย์นิยมใหม่ (neo-scholasticism, neo-Thomism) เน้นการสอนศาสนาโดยปรับคำสอนของ Thomas Aquinas ด้วยเนื้อหาจากวิชาอื่นๆ ทุกระบบมาสร้างระบบปรัชญาที่มีคำสอนคริสต์เป็นแกนกลาง เช่น Pope Leo XIII ได้เสนอผ่าน Arterni Patris, 1879 แนวคิดหลักที่ไม่เปลี่ยนแปลง ได้แก่
    • God, pure actuality and absolute perfection
    • whatever exists is itself
    • Man, a compound of body (matter) and of soul (form), puts forth activities of a higher order—knowledge and volition

ราวกลาง ศตวรรษที่ 20 ปรัชญาบริสุทธิ์จึงได้แยกตัวออกเป็นความสนใจเฉพาะสาขาตามความสนใจของนักปรัชญา ได้แก่

  1. Philosophy and religious
  2. Political philosophy
  3. Analytic metaphysics
  4. Philosophy of language
  5. Philosophy of science
  6. Philosophy of …….
  7. Epistemology
  8. Aesthetics

สรุป

ปรัชญากระบวนทรรศน์นวยุคเน้นกระบวนการวิทยาศาสตร์และการพิสูจน์ความจริง มีการจำแนกสำนักคิดออกจำนวนมาก มีนักปรัชญาจำนวนมากที่มีแนวคิดที่น่าสนใจและมีวิธีการคิดทางปรัชญาที่ควรศึกษาและเข้าใจอิทธิพลของวิธีคิดต่อทรรศนะของคนในยุคปัจจุบัน

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018