อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

แนวคิดกระบวนทรรศน์หลังนวยุค

ปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุค  (Post-Modern Philosophy) เป็นกระแสที่ไม่มีขอบเขตเริ่มต้นชัดเจน แต่เป็นการปรับท่าทีต่อการใช้ปรัชญาโดยชี้ว่าปัญหาใหญ่ของโลกเช่น สงครามโลกล้วนเกิดจากความยึดมั่นถือมั่น (attachment) ของผู้ถือปรัชญายุคก่อนหน้าทั้งสิ้น

จุดสะดุดสำคัญคือ สงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่าง ค.ศ.1914-1918 ชนวนสำคัญคือนโยบายจักรวรรดินิยมที่แย่งชิงการมีอิทธิพลเหนือผลประโยชน์ในดินแดนต่างๆ จนมีกองกำลังเสียชีวิตรวม 10 ล้านคน บาดเจ็บ 20 ล้านคน สูญหาย 8 ล้านคน และจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี จักรวรรดิออตโตมัน จักรวรรดิเยอรมันต้องล่มสลายลง

จุดสะดุดที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายบนหลังลาคือ สงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่าง ค.ศ. 1939-1945 กองกำลังเสียชีวิตรวม 24 ล้านคน พลเรือนเสียชีวิต 49 ล้านคน และจบสงครามด้วยการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ซึ่งเป็นความก้าวหน้าล่าสุดของวิทยาศาสตร์ในขณะนั้น มนุษยชาติจึงพากันตระหนักว่าโลกไม่อาจรองรับสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้อย่างแน่นอน

ปรัชญามองว่าความรุนแรงของสงครามเกิดจากการพัฒนาวิทยาศาสตร์เข้มข้นตามปรัชญานวยุค (modern philosophy) ภาพยนตร์ โทรทัศน์และนิยายต่างๆ ล้วนนำเสนอภัยของวิทยาศาสตร์

ปรัชญาจึงปรับท่าทีเพื่อแก้ปัญหาหรือปฏิเสธความเป็นนวยุค (modernity) โดยปฏิเสธวนจศูนย์นิยม (logocentrism) ซึ่งเป็นเทอมที่บัญญัติเพื่ออธิบาย western science โดย Ludwig Klages (1920) นั้นคือ การปฏิเสธ assumption ที่ว่า

  1. ความเป็นจริงทั้งหมดประสานกันเป็นระบบเครือข่ายที่ตายตัว
  2. มนุษย์สามารถสร้างความจริงวัตถุวิสัยเป็นระบบเครือข่ายได้
  3. มนุษย์สามารถถ่ายทอดความรู้เป็นระบบเครือข่ายได้ตรงตามที่คิดด้วยภาษาอุดมคติ

การระเบิดทิ้งอาคารที่พักอาศัย Prutt-Igoe, St.Louis , Missouri (ค.ศ.1954-1972) เพราะโครงการล้มเหลว จนไม่มีผู้พักอาศัย คนส่วนใหญ่เกิดความรู้สึกไม่ชอบตึกที่พักที่เป็นแท่งเหลี่ยมๆ (ศิลปะโมเดิร์น) จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

กระแสข้อกังขา

  1. Werner Heisenberg (ค.ศ.1901-1976) เสนอหลักความไม่แน่นอน (Uncertainty theory) ทำให้ Quantum theoryซึ่งแสดงความตายตัวของอนุภาคซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกสิ่ง เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง เพราะความไม่แน่นอนทำให้ไม่อาจพยากรณ์ได้
  2. Frank Ramsey (ค.ศ.1903-1930) ได้แสดงว่าความน่าจะเป็นคือระดับวัดความเชื่อของผู้ใช้เหตุผล แม้จะมีค่าสูงเท่าใด และเชื่อว่าใกล้เคียงกับความจริงวัตถุวิสัยที่สุด แต่สำหรับผู้ใช้เหตุผลก็เป็นเพียงระดับความเชื่อถือต่อข้อมูลที่ได้
  3. Edvard Westermarck (ค.ศ.1862-1939) ชี้ว่าหลักจริยธรรมเป็นสัมพัทธ์ตามวัฒนธรรมของสังคมที่ตนจำกัดอยู่ กฎจริยศาสตร์เป็นอัตวิสัยเกิดจากอารมณ์ (emotion) ไม่ใช่จากเหตุผล (reason)
  4. Ludwig Wittgenstein (ค.ศ.1889-1951 ) ภาษาพัฒนาไปตามความสำนึก ภาษาที่ใช้กันคือภาษาสามัญเป็นภาษาสังคมและมีความหมายลึกซึ้งอยู่ในตัว ความรู้ของมนุษย์เป็นเพียง picture of reality
  5. Friedrich Hegel (ค.ศ.1770-1831 ) มองว่าความรู้ทั้งหลายที่เราคิดว่าเป็นความจริงและความเป็นจริงล้วนแต่ตรงกับระบบเครือข่ายตรรกะ ดังนั้นจึงเป็นระบบเครือข่ายตรรกะนั่นเองที่แสดงตัวออกไปภายนอกความคิด

 

กระแสรื้อถอน: ความเป็นหลังนวยุคด้วยการวิจารณ์เชิงลบ (deconstructionism)

  1. Friedrich Nietzsche (ค.ศ.1844-1900) ชี้ว่าความเป็นจริงเป็นพลังที่แสวงหาอำนาจอย่างตาบอด ไม่อยู่นิ่งตายตัวและไม่เป็นระบบระเบียบ ความเป็นสากลเป็นเพียงสถิติบันทึก  การสร้างกฎเกณฑ์จึงเป็นการบิดเบือนและหลอกตนเองของมนุษย์
  2. Jean Paul Sartre (ค.ศ.1905-1980) เน้นว่ามนุษย์นั้นอิสระและรับผิดชอบในการกระทำของตน
  3. Michel Foucault (ค.ศ.1926-1984) มองว่าจิตแสดงออกมาเป็นความเป็นจริงและความจริงให้กับสังคม ซึ่งก็คือความต้องการของผู้มีอำนาจในสังคมที่แสดงออกมา ปัญญาชนในแต่ละยุคเป็นผู้กำหนดความคิดของสังคมก็เป็นไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจที่สนับสนุนปัญญาชนนั้นๆ อยู่
  4. Jacques Lacan (ค.ศ. 1901-1981) ชี้ว่าต้องถอด signifier ที่มีต่อภาษาออกก่อน จึงจะเข้าใจเนื้อหาในภาษานั้นได้
  5. Jacques Derrida (ค.ศ. 1930-2004) ความหมายของภาษานั้นสมควรเลื่อนออกไปก่อน (difference)
  6. Jean Baudrillard (ค.ศ. 1929 – 2007) ชี้ว่าเทคโนโลยีก่อให้เกิดความสามารถในการผลิตซ้ำได้อย่างไม่จำกัด ทำให้เกิด hyper-reality society ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งจำลอง (simulacrum) จนไม่สามารถที่จะแยกระหว่างของจริงกับสิ่งจำลองได้
  7. Jean Francios Lyotard (ค.ศ. 1924 – 1998) เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนทางญาณวิทยาซึ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่ความรู้ และเป็นเพียงเรื่องเล่าใหญ่ (grand narrative) เท่านั้น องค์ความรู้ที่ดีที่สุดในโลกยุคนี้คือความรู้แบบชั่วคราวที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า Postmodern ในชื่อหนังสือ The Postmodern Condition : A Report on Knowledge (1979)
  8. Claude Levi-Strauss (ค.ศ. 1908-2009) ชี้ว่าเรื่องปรัมปรา (myth) และเรื่องเล่า (narrative) ล้วนมีความหมายตรงกับความเป็นจริงอยู่บ้าง จึงต้องเข้าใจอย่างองค์รวมและนำวัฒนธรรมมาคิดเปรียบเทียบด้วยเสมอ
  9. Gilles Deleuze (ค.ศ. 1925-1995) สิ่งที่เราบ่งชี้ได้ล้วนเกิดจากความแตกต่าง (all identities are effects of difference)

กระแสรื้อสร้างใหม่ด้วยการวิจารณญาณ (reconstructionism)

  1. Clifford Geertz (ค.ศ. 1926-2006) มนุษย์สากลไม่มีจริง สิ่งสากลทางวัฒนธรรมอันได้แก่ความเชื่อร่วมกันของมนุษย์ทุกคนก็ไม่มีจริง เพราะว่าค้นหาไม่พบ พบแต่ความแตกต่าง เจตจำนงเลือกอย่างเสรีและความสามารถจำอย่างไม่มีขีดจำกัดทำให้มนุษย์จำการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมได้ สามารถรวบรวมไว้ปฏิบัติและถ่ายทอดสืบต่อมาด้วยภาษาและการปฏิบัติเป็นตัวอย่าง จนเป็นประเพณีและวัฒนธรรมประจำสังคมนั้นๆ
  2. Donald Davidson (ค.ศ.1917-2003) ภาษามีลักษณะ holistic ประโยคประกอบขึ้นด้วยความหมายของคำ แต่ความหมายของคำก็ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของประโยชน์นั้นเช่นกัน
  3. Richard Rorty (ค.ศ. 1931-2007) เสนอ representationalism คือ การถอดประวัติศาสตร์ออกจากคำ และชี้ว่า pragmatized culture ต้องเน้น naturalism, liberalism, ethnocentrism
  4. Hilary Putnam (ค.ศ. 1926- ) ความหมายของคำนั้นเกิดจากวัตถุที่คำนั้น refer to ซึ่งจัดหมวดหมู่โดยrigid designator ในเรื่องนั้นๆ
  5. Vienna Circle ได้ปรับท่าทีมาเน้น Critical thinking ตามแนวคิดของ ได้แก่ analysis, appreciation, application
  6. กระแสหลักการประนีประนอมด้วยแนวคิดที่ว่าย้อนอ่านทั้งหมด ไม่ปฏิเสธสิ่งใด (reread all, reject none)
  7. กระแสการเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต
    • In postmodern world, we have begun to talk not about life itself, but the quality of life (Ette, E.K. 2009. Annang Wisdom: tools for postmodern living. Xlibris, USA; p.452)
  8. การมุ่งความสุขแท้ตามความเป็นจริง
    • Authentic Happiness according to reality (Kirti, B., Fangton, L., Xuanmeng, Y., Wujin, Y. (1999). The bases of values in a time of change: chinese and western. Cutural heritage and contemporary change. Series III, Asia; vol 17; 134)

สรุปรวบยอดปรัชญากระบวนทรรศน์

  1. กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ (primitive paradigm) มองทุกอย่างว่ามาจาก

    น้ำพระทัยของเบื้องบน
  2. กระบวนทรรศน์โบราณ (ancient paradigm) มองทุกอย่างว่ามาจากกฎเกณฑ์ตายตัว
  3. กระบวนทรรศน์ยุคกลาง (medieval paradigm) มองทุกอย่างว่าเป็นทางไปสู่โลกหน้า
  4. กระบวนทรรศน์นวยุค (modern paradigm) มองทุกอย่างว่าเป็นระบบเครือข่ายตามเกณฑ์วิทยาศาสตร์
  5. กระบวนทรรศน์หลังนวยุค (postmodern paradigm) มองทุกอย่างด้วยวิจารญาณเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

สรุป

ปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุค ตั้งประเด็นโจมตีกระบวนทรรศน์นวยุคอย่างชัดเจน และมาคลายตัวในแนวทางสายกลาง ทั้งนี้ กระแสคิดนี้ยังไม่เดินทางถึงที่สุด จะต้องติดตามว่ามีแนวคิดปรัชญาใหม่ๆ ใด หรือ แนวคิดที่ปรับปรุงของเก่าอะไรเกิดขึ้นมาเพื่อชี้แนะต่อโลกในยุคปัจจุบันที่มีอิทธิพลของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต่างๆ อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงสันติภาพโลก

2 responses to “ปรัชญาศึกษา: บทที่ 9 ปรัชญาหลังนวยุค-1”

  1. […] อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 9 ปรัชญาหลังนวยุค-1 […]

    Like

  2. […] อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 9 ปรัชญาหลังนวยุค-1 […]

    Like

Leave a reply to ปรัชญาศึกษา: บทที่ 9 ปรัชญาหลังนวยุค-2 – ปรัชญาสวนสุนันทา Philosophy and Ethics Cancel reply

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018