อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

ความเป็นมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงเห็นว่าแนวทางการพัฒนาประเทศไทยที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะเกิดปัญหาได้ การพัฒนาประเทศในช่วงระยะเวลากว่าเกือบครึ่งศตวรรษนี้ ได้สร้างความเจริญทางวัตถุอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม ภายใต้กระบวนการพัฒนาที่ขาดสมดุลและขาดการพิจารณาปัญหาอย่างเป็นองค์รวม ทำให้การพัฒนาในส่วนอื่นไม่สามารถก้าวทันความเจริญทางวัตถุ

เช่น การศึกษา การพัฒนาระบบประชาธิปไตย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น จึงได้พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไว้เป็นฐานคิดของสังคมไทย ในชั้นแรกเรียกว่า “ทฤษฎีใหม่” โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่

ระดับแรก ให้ทุกครอบครัวมีการผลิตที่พอเพียงกับความต้องการของตนเอง มีกิน มีใช้ ทุกคนสบาย

ระดับที่ 2 ให้เกิดการรวมตัวของชุมชน เป็นธุรกิจชุมชนจะทำให้ฐานล่างหรือเศรษฐกิจระดับจุลภาคมีความมั่นคง

ระดับที่ 3 ให้มีบริษัทขนาดใหญ่มาเชื่อมกับชุมชน จะได้สามารถส่งสินค้าเข้าเมือง ส่งสินค้าออก ทำให้ชุมชนเข้มแข็งขึ้น

แนวทางการมีความสุขในชีวิตอย่างพอเพียงอันเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย ดังที่พระราชทานไว้ดังนี้ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2554, หน้า 22-3)

“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียงหมายถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบและความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริตและให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญาและความรอบคอบเพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี”

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริได้มีการอธิบายปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผ่านมโนคติสำคัญตามดำรัสพระราชทาน คือ  3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ

  1. ห่วงความสัมพันธ์ระหว่างความพอประมาณ ความมีเหตุผลและภูมิคุ้มกัน คือ

1) ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

2) ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ

3) ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

  1. เงื่อนไขคือ เกณฑ์ของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง 2 ประการ ดังนี้คือ

1) เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกันเพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ

2) เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

ทุกฝ่ายต่างได้พิจารณาคุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือ การนำมาเป็นหลักคิดเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตและประกอบธุรกิจ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ ร่วมกันกับการพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวมที่มีคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุค (กีรติ บุญเจือ, 2556)

ความเป็นปรัชญาจริยะ

องค์การ UNESCO ได้เข้ามาร่วมศึกษาและยกย่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็น a new ethical paradigm for sustainability (UNESCO, 2012) โดยถือว่าเป็นแนวทางที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิต ความประพฤติที่สามารถการประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงการบริหารจัดการและการพัฒนาประเทศ และกีรติ บุญเจือ (2556) ได้ชี้ว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาประยุกต์ที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ซึ่งชัดเจนว่าต้องเข้าใจให้ถึงระดับปรัชญาและต้องประยุกต์สู่การปฏิบัติ ดังนั้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นจริยศาสตร์ (ethics) อันเป็นปรัชญาประยุกต์ว่าด้วยคุณธรรมแห่งความสุข

“มนุษย์ควรดำรงอยู่อย่างไรจึงจะมีความสุขได้?” เป็นคำถามที่มีหลายคำตอบ แต่ยังไม่มีคำตอบใดเป็นคำตอบที่ถูกต้องไม่เปลี่ยนแปลง มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมที่ปัจจุบันขยายใหญ่ขึ้นโดยไม่มีพรมแดนซึ่งเรียกกันว่าสังคมโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่นต่างๆ ไปสู่ความทันสมัย (modernization) โดยเสนอผ่านความเป็นสากล (universalization) ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงมีความซับซ้อนจนยากที่จะอธิบายในเชิงสาเหตุและผลลัพธ์ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดต่างเป็นปัจจัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

ความสุขที่มนุษย์แสวงหาได้ถูกแสดงออกมาทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพตามจุดเน้นของแต่ละกระบวนทรรศน์และลัทธิความคิดต่างๆ การพัฒนาไปสู่ความทันสมัยได้ชี้ชวนว่าจะเป็นคุณภาพของสังคมที่ดีสำหรับมนุษย์ทั้งหลาย ผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นเด่นชัด ได้แก่ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเจริญทางด้านโครงสร้างภายในและสาธารณูปโภคต่าง ๆ ระบบสื่อสารที่ทันสมัย และการจัดการศึกษาขั้นต่ำ ซึ่งถือได้ว่าก้าวไปข้างหน้าตามกระบวนทรรศน์นวยุค ซึ่งเกณฑ์ตัดสินจริยธรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือเกณฑ์ประโยชน์นิยม เน้นประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่การเน้นข้อคุณธรรมเรื่องพอเพียง (Self-sufficient) ดังเช่น ลัทธิสโตอิค และไม่ใช่การบริหารความสุขให้ยาวนานมากที่สุดอย่างลัทธิเอพพิคิวเริส หากแต่เป็นการชี้ถึงการใช้ปัญญาในการจัดการชีวิตของตนเองให้มีความสุขอย่างลัทธิปัญญานิยม และเป็นแนวทางสำหรับแก้ไขปัญหาอันเกิดจากลัทธิประโยชน์นิยมและระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโดยเสนอเป็นทางสายกลางและชี้ถึงความผาสุกของประชาชนซึ่งหมายถึงระดับมหภาคเป็นสำคัญ แต่ก็มิได้ให้แต่ละคนเสียสละจนขาดความสุข

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าแนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลักนั้นถือว่าเป็นความดีระดับพอใช้ เพราะตัดสินใจลงไปตามแนวทางประโยชน์นิยมตามลัทธิทุนนิยม ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะได้รับผลประโยชน์ที่ดี หากแต่ก็มองได้ว่าย่อมเกิดผลเสียตามมาได้ จึงเป็นเพียงความดีระดับพอใช้ พระองค์จึงทรงเน้นการมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน เมื่อมีพื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรแล้ว จึงสร้างความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น ซึ่งหมายถึง การปรับตัวจากจุดเน้นของการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเพื่อนำการพัฒนาประเทศ มาเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจพื้นฐาน  คือ เน้นการกระจายรายได้ เพื่อสร้างพื้นฐานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนการพัฒนาในระดับสูงขึ้นไป

คุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือการชี้ให้เห็นความเป็นจริงเชิงอภิปรัชญาและญาณปรัชญาและการประยุกต์เพื่อเป็นหลักความประพฤติดีที่ไม่ตายตัวในฐานะปรัชญาจริยะในบทนี้  ผู้มีปัญญาย่อมพิจารณาถึงหลักการไม่ยึดมั่นถือมั่น  หลักการเอาใจเขามาใส่ใจเรา และการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งจะทำให้มองเห็นความเป็นปรัชญาหลังนวยุคจากตัวบท (text) ที่ได้พระราชทานมาถึงข้อความในตัวบทที่ชี้ถึงความเป็นปรัชญาจริยะและความเป็นองค์ประกอบคุณธรรม  ดังนี้

1) การไม่ยึดมั่นถือมั่น พบได้จากคำว่า “ทางสายกลาง” อันเป็นหลักการที่แสดงถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะทางสายกลางไม่ได้เอียงข้างไปซ้าย (อิสระ เสรี หย่อนยาน) หรือขวา (เข้มงวด ตามกฎเกณฑ์) โดยทางสายกลางคือสิ่งดีที่มีพื้นที่ของการแสดงความประพฤติที่หลากหลาย บนทางสายกลางจึงเปิดโอกาสสำหรับความคิดเห็น และการแสดงออกต่างๆ ได้มาก โดยไม่ปิดกั้น เพียงระวังไม่ให้ออกนอกกรอบทางสายกลางเท่านั้น

2) การเอาใจเขามาใส่ใจเรา พบได้จากคำว่า “แนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ” อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าเปิดให้มีการประยุกต์ใช้ได้ในบริบทที่แตกต่างหลากหลาย และมุ่งใช้กับผู้ด้อยโอกาส ชนส่วนน้อย คนชายขอบ ผู้เสียเปรียบในสังคม  เพื่อให้เขาได้มีโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตและร่วมสร้างสรรค์สังคมไปพร้อม ๆ กันกับคนส่วนใหญ่โดยไม่จำเป็นต้องคิดและเชื่อเหมือนกัน ย่อมต้องใช้คุณค่าของความเข้าใจและการยอมรับในความเป็นอื่น

3) การพัฒนาคุณภาพชีวิต การประพฤติดีในทางสายกลางอย่างหลังนวยุคคือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ จนพบความสุขในระดับที่พอใจ แล้วก็พัฒนาต่อไปสู่ความสุขที่มากขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด เป็นระดับคุณภาพความสุข ไม่ใช่ปริมาณความสุขมากที่สุด ความประพฤติใดๆ เพื่อการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงต้องกระทำด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ การปรับตัว การร่วมมือและการแสวงหา เพื่อให้เกิดการก้าวไปข้างหน้าเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ (Proactive) ไม่หยุดนิ่งเฉยเพียงเท่านี้ และย่อมสามารถประยุกต์ใช้ในบริบทต่างๆ ได้

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาจริยะที่นำเสนอแนวทางการดำรงชีวิตผ่านการประพฤติดี มีลักษณะที่ย้อนแย้งลัทธิประโยชน์นิยม เนื่องจากให้พิจารณาประโยชน์อย่างพอเพียง จึงมีความแตกต่างกันแนวทางของลัทธิทุนนิยมและลัทธิสังคมนิยม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีคำอธิบายที่ตีความออกไปได้ครบตามองค์ประกอบคุณธรรม 4 ด้าน คือ รอบคอบรอบรู้ กล้าหาญ พอเพียงและแบ่งปัน ซึ่งเป็นคุณลักษณะของคุณธรรมต่างๆ ซึ่งสนับสนุนเงื่อนไขคุณธรรม และสามาระชี้แนวทางกำกับการประพฤติดี รวมไปถึงการวางแผนและดำเนินการในทุกขั้นตอนและในทุกระดับของสังคม  ดังนั้น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาจริยะจึงเกี่ยวข้องกับการทำดีและเป้าหมายสำคัญคือการมีความสุข โดยที่ความสุขนี้จะต้องประเมินจากระดับปรัชญาอันจะนำไปสู่การวิจักษ์คุณค่าที่แท้จริงของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นแนวทางให้เกิดการประยุกต์ใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและความผาสุกของประชาชน

หลักความประพฤติดีของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามคติหลังนวยุคย่อมไม่มีเกณฑ์ตายตัว ว่าจะมีจำนวนกี่ข้อ การมีเกณฑ์เท่านั้นเท่านี้ข้อเป็นสิ่งที่ได้ถูกตีความในชั้นหลัง การตีความจริงต้องพิจารณาจากตัวบท (text) ที่ทรงพระราชทานไว้นั้นเป็นเพียงตัวอย่างที่ยกขึ้นประกอบคำอธิบาย หากจะพิจารณาเกณฑ์จริยธรรมจะต้องพิจารณาในเชิงสัมพันธ์นิยมและสมบูรณ์นิยม คือ ไม่มีข้อคุณธรรมใดที่เป็นแม่ของคุณธรรมอื่น และเกณฑ์ตัดสินความดีนั้นขึ้นกับบริบทของผู้กระทำการ เจตนา และผลลัพธ์ รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม สังคม ประเพณีและวัฒนธรรมด้วย แต่ก็มีมาตรการสากลที่ควรคำนึงว่ามีอยู่เพื่อการกำกับความประพฤติให้ได้ชื่อว่าเป็นคุณธรรม เป็นความประพฤติดีในระดับปัจเจก สังคม ประเทศชาติ มาตรการสากลนี้ได้ถูกเสนอไว้โดยแอร์เริสทาทเถิล เรียกว่าองค์ประกอบของคุณธรรม (cardinal virtue) ประกอบด้วยแนวทางการกำกับความประพฤติ 4 ด้าน มีด้านใดด้านหนึ่งก็ไม่ถือว่าเป็นคุณธรรม ขาดด้านใดด้านหนึ่งก็ไม่ถือว่าเป็นคุณธรรม คือ เป็นส่วนกำกับความประพฤติดี หากมีองค์ประกอบไม่ครบคือไม่อาจบอกได้ว่าเป็นความประพฤติดีได้อธิบายองค์ประกอบ 4 ด้านนี้ ได้แก่

1)    รอบคอบ รอบรู้  มาจากภาษากรีก “phronesis”  ต่อมาละตินใช้ว่า “arête”  ภาษาอังกฤษว่า  “prudence”   คือ รอบรู้ในความรู้ต่างๆ จนถึงขั้นรู้ตามความเป็นจริง และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติที่แท้ได้ ลักษณะการกำกับคือความประพฤตินั้นได้กระทำด้วยผู้กระทำที่ได้ศึกษาอย่างรอบรู้ รอบด้าน และลงมือปฏิบัติอย่างรอบคอบแล้วตามหลักวิชาและบริบทอย่างเหมาะสมแล้วหรือไม่

2)    ความกล้าหาญ  มาจากภาษากรีก “tharros”   ภาษาอังกฤษว่า “fortitude”  ความหมายถือมีความมุมานะกระทำการอย่างเข้มแข็ง มีความระมัดระวังในการกระทำ ไม่บ้าบิ่น และทำอย่างเต็มกำลัง

3)    พอเพียง มาจากภาษากรีก “metrispatheia”  ภาษาอังกฤษว่า “temperance,  self-sufficing”  ความหมายคือการอดกลั้นต่อความยากลำบาก เมื่อทำแล้วไม่ย่อท้อ ไม่ละเลิกโดยง่าย แต่ก็ไม่ทำจนเกินกำลัง ทำอย่างเหมาะสม

4)    การดูแล มาจากภาษากรีก “dikaiosune”  ต่อมาละตินใช้ว่า “Just”  ภาษาอังกฤษว่า  “Just”  ความหมายของ dikaiosune คือการให้ตามที่เห็นว่าเหมาะสม  (give to his due) อย่างไรก็ตามเนื่องจากในระหว่างทางได้ถูกใช้ในความหมายว่า Just จึงได้มีการพิจารณาเป็นความยุติธรรม หมายถึง มีการกระทำลงไปด้วยความยุติธรรมต่อทุกฝ่ายแล้วหรือไม่ สำหรับหลังนวยุคพิจารณาจากภาษากรีก จึงมีทรรศนะให้ใช้ในความหมายเดิม ซึ่งภาษาอังกฤษจะตรงกับคำว่า “caring”

 สรุป

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาในกระแสกระบวนทรรศน์หลังนวยุค มีส่วนที่คิดใหม่และส่วนที่ปรับปรุงของเก่า ทั้งนี้ จุดสำคัญอยู่ที่ปรัชญาจริยะ และการนำไปใช้ตามแนวทางหลังนวยุคสายกลาง

 

2 responses to “ปรัชญาศึกษา: บทที่ 10 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018