พระครูโอภาสสราธิคุณ (ชาตรี อาสโภ) ;

 “พุทธธรรมาภิบาล” ปรากฏครั้งแรกในเอกสารการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The 8th conference of the United Nations Day of Vesak จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดย อุทัย สติมั่น (2554) ในหัวข้อ พุทธธรรมาภิบาลสำหรับผู้นำยุคโลกาภิวัฒน์  บนแนวคิดว่าการศึกษาหลักธรรมาภิบาลตามแนวคิดของ อุทัย สติมั่น เรียกว่า “พุทธธรรมาภิบาล” (Buddhist good governance) ซึ่งปรากฎในพระไตรปิฎก อัคคัญสูตร ทีฆนิกาย เกี่ยวกับกำเนิดมนุษย์ที่ไม่มีความแตกต่างทางชนชั้น (อุทัย สติมั่น, 2554 น.133)

โดยมีทรรศนะว่า ธรรมาภิบาลแบบตะวันตกมีจุดอ่อนคือ เป็นแนวคิดแบบวัตถุนิยมหรือประโยชน์นิยม กระบวนการธรรมาภิบาลให้ความสำคัญกับผู้นำหรือผู้บริหารมากกว่าพนักงานหรือประชาชน รวมถึงโครงสร้าง มีการใช้กฎหมาย กฎบัตรหรือกติการ่วมเป็นเครื่องมือมากกว่าจะเริ่มต้นที่ภายในจิตใจซึ่งมีความละเอียดลึกซึ้ง โดยมองว่า ธรรมาภิบาลดังกล่าวมีลักษณะหยุดนิ่ง มุ่งเพียงสันติภาพภายนอก ไม่เอื้อต่อการเข้าถึงธรรมหรืออุดมคติที่สูงขึ้นไปอีก ในขณะที่พระพุทธศาสนามีอุดมการณ์และเป้าหมายสูงส่งและแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยสังฆสังคมเป็นต้นแบบแห่งพุทธธรรมาภิบาลและได้วิเคราะห์หลักพุทธธรรมาภิบาลตามกรอบธรรมาภิบาล 6 ประการโดยจัดกลุ่มตามกรอบแนวคิดเชิงระบบ กับพุทธธรรมาภิบาลตามหลักมรรคมีองค์ 8 อีกด้วย

คำว่าพุทธธรรมาภิบาลยังปรากฏอีกหลายครั้ง เช่น สุชินชยันต์ เพ็ชรนิลและสุธี ประศาสน์เศรษฐ์ (2556) ได้ใช้คำว่าพุทธธรรมาภิบาลสำหรับการนำเอาหลักพุทธธรรมาภิบาลแนวพุทธมาเป็นตัวกำหนดบทบาทของการบริหารการจัดการวัด ซึ่งก็ใช้ภาษาอังกฤษ Buddhist good governance เช่นกัน โดยพิจารณาหลักธรรมาภิบาล 6 ประการต่อประสิทธิภาพของการบริหารจัดการวัด อย่างไรก็ตาม ในงานวิจัยของพระมหาไกรวรรณ์ ชินทตติโย และคณะ (2560) ได้ศึกษาเรื่องการบริหารองค์กรธุรกิจตามหลักพุทธธรรมาภิบาล ได้ชี้ว่า ธรรมาภิบาลในระดับโลกที่ธนาคารโลกนำเสนอนั้น ซิ่งประกอบด้วยหลักสากล 6 ประการ มีความจำเป็นที่จะต้องนำมาปฏิบัติเพื่อให้เป็นหลักเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการบริหารจัดการองค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ชี้ว่า หลักธรรมาภิบาลในทางพระพุทธศาสนานั้นมีอยู่แล้ว หลักธรรมาภิบาลในพระพุทธศาสนานั้นไม่ได้มีจำเพาะเจาะจงไว้ตายตัว แต่สามารถรู้ว่าธรรมะชุดที่เป็นหลักธรรมาภิบาลได้ก็ด้วยความหมายของธรรมะหมวดนั้น ๆ กล่าวคือ หลักพุทธธรรมาภิบาล คือ หลักธรรมะที่มีลักษณะเนื้อหาไปในทิศทางด้านบริหารจัดการ การปกครอง การสร้างมนุษย์สัมพันธ์เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอีกทั้งมีความหลากหลายทั้งในมิติการเมืองการปกครอง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม เป็นต้น และชี้ว่าเป็นแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปปฏิบัติได้โดยไม่ต้องตีความ หรือไปกำหนดแนวปฏิบัติเพิ่มเติมให้ยุ่งยาก โดยหลักธรรมาภิบาลก็คือ หลักเบญจศีล เบญจธรรม ซึ่งเป็นกรอบเพื่อการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข ในทางพระพุทธศาสนาสามารถจัดหลักธรรมที่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลได้ เป็น 3 หมวด คือ หมวดจริยธรรมขององค์กรธุรกิจ ได้แก่ หลักนิติธรรมและหลักความโปร่งใส หมวดอุดมการณ์ในการบริหารองค์กรธุรกิจ ได้แก่ หลักความรับผิดชอบและหลักการมีส่วนร่วม หมวดผลธรรมขององค์กรธุรกิจ ได้แก่ หลักคุณธรรมและหลักความคุ้มค่า ในการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมาภิบาลในการบริหารองค์กรธุรกิจ พบว่า หมวดจริยธรรมขององค์กรธุรกิจ ได้แก่ หลักเบญจศีลและหลักสุจริต หมวดอุดมการณ์ในการบริหารองค์กรธุรกิจ ได้แก่ หลักทิศ 6 และหลักอปริหานิยธรรม 7 หมวดผลธรรมขององค์กรธุรกิจ ได้แก่ หลักเบญจธรรมและหลักโภควิภาค ทั้งนี้ พุทธธรรมาภิบาลมีความละเอียดที่มากกว่าและลึกซึ้งกว่าหลักธรรมาภิบาลสากล เพราะเป็นหลักการที่เกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนในสังคม 

 โดยสรุป แนวคิดพุทธธรรมภิบาลเริ่มจากนักวิชาการชาวพุทธได้ตระหนักคุณค่าของการดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาลว่าเป็นสิ่งดี มีประโยชน์ทั้งกับส่วนรวมและส่วนตน รวมไปถึงได้เป็นการทำดีตามหลักศาสนาอีกด้วย จึงทำให้เกิดการตีความด้วยมองการปกครองที่ดีในฐานะหน้าที่ของผู้ปกครอง จึงมีการส่งเสริมหลักพุทธธรรม เช่น หลักทศพิธราชธรรม  จักรวรรดิธรรม  อปริหานิยธรรม ไปแทนที่หลักธรรมาภิบาล เรียกว่า ธรรมาภิบาลเชิงพุทธ หรือไม่ก็นำหลักธรรมาภิบาล 6 ประการมาเปรียบเทียบเพื่อหาชุดข้อธรรมที่เข้ากันได้แต่ละข้อ เพื่อให้เกิดการประยุกต์ใช้หลักธรรมสำหรับธรรมาภิบาลแต่ละด้าน ก็เรียกว่า ธรรมาภิบาลเชิงพุทธ เช่นกัน  โดยมีการประดิษฐ์คำใหม่คือ “พุทธธรรมาภิบาล” โดย อุทัย สติมั่น และนำเสนอในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The 8th conference of the United Nations Day of Vesak ในปี พ.ศ. 2554 ในหัวข้อ พุทธธรรมาภิบาลสำหรับผู้นำยุคโลกาภิวัฒน์ และได้มีนักวิชาการทางพระพุทธศาสนาอีกหลายท่านได้ใช้คำนี้ โดยยังคงพิจารณาบนฐานธรรมาภิบาล 6 ประการ หากแต่ พระมหาไกรวรรณ์ ชินทตติโย และคณะได้มองว่า พุทธธรรมาภิบาลเป็นหลักการที่เกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนในสังคม

ทั้งนี้ Moore (2015) ชี้ถึงทรรศนะหนึ่งว่า การปกครองและการหลุดพ้นไม่สามารถแยกจากกันได้ โดยมีพระสูตรสำคัญทีต้องพิจารณาคือ อัคคัญญสูตรเพื่อให้เห็นถึงเรื่องสัญญาประชาคม (social contract) เนื่องจากมีความไม่เท่าเทียมกันอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จากความเป็นจริงของชีวิต (fact of life) จักรวรรดิวัตรที่เน้นเรื่องธรรมชาติของความถูกต้องทางการปกครอง (the nature of political legitimacy) รวมถึงการปกครองตนเองโดยธรรม (moral self-reform) ทั้งนี้ การเข้าใจในระดับสารัตถะ เช่น แนวคิดเรื่อง การไม่มีตัวตน เป็นแก่นที่จะนำไปสู่อิสรภาพ (liberation) และการบรรลุนิพพาน (enlightenment) และข้อธรรมทั้งหลายล้วนจำเป็นสำหรับการบรรลุนิพพานทั้งสิ้น บนฐานคิดเช่นนี้จึงทำให้พื้นที่สำหรับขบคิดทางปรัชญาในด้านนี้ยังคงเปิดกว้างอยู่ 

One response to “พุทธธรรมมาภิบาล”

  1. ณธษา ภรณ์พัทธ์ Avatar
    ณธษา ภรณ์พัทธ์

    เนื้อหา อ่านง่าย เข้าใจและมีความสอดคล้องในการเรียบเรียงดีคะ

    Like

Leave a reply to ณธษา ภรณ์พัทธ์ Cancel reply

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018