ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
ในฐานะปรัชญาตะวันตก เราย่อมจะชี้แจงและอธิบายแนวคิด moderate postmodern philosophy (ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง) ผ่านการวิเคราะห์พัฒนาการทางปรัชญา และการเปลี่ยนผ่านจากยุคหนึ่งสู่อีกยุคหนึ่ง เพื่อให้เห็นว่าแนวคิดแบบ postmodern ที่เป็นสายกลาง นั้นมีรากเหง้าอย่างไร และมีจุดยืนที่แตกต่างจาก extreme postmodern ที่มีแนวทางแบบสุดโต่งอย่างไร
วิธีการหนึ่งที่น่าสนใจคือ Historical genealogy โดยเฉพาะแนวคิดของ Michel Foucault และ Nietzsche นั้นไม่ได้มองประวัติศาสตร์เป็นเส้นตรงที่มีจุดเริ่มต้น-จุดสิ้นสุดชัดเจน แต่คือการสืบสาวรากเหง้าของแนวคิดเพื่อเผยให้เห็นว่าแนวคิดนั้น ๆ ไม่ได้อยู่ดี ๆ ก็ปรากฎขึ้น แต่มีอิทธิพลหรือบริบททำให้เกิดขึ้น และไม่ได้มีความจริงแท้เป็นหนึ่งเดียว แต่มักเป็นก่อร่าง สืบทอด เป็นผลผลิตของเงื่อนไขทางสังคม อำนาจ และการต่อสู้เชิงวาทกรรมที่ซับซ้อน ผ่านการวิพากษ์แนวคิดอย่างเป็นพลวัต
รากฐานจากปรัชญานวยุค
หากเราย้อนกลับไปยังรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ ปรัชญานวยุค-สมัยใหม่ (modern philosophy) ตั้งมั่นอยู่บนความเชื่อในอำนาจของเหตุผล มนุษย์ถูกวางไว้ ณ ศูนย์กลางของจักรวาล โดยเชื่อว่ามนุษย์มีสมรรถภาพเข้าถึงความจริงผ่านการคิดแบบมีเหตุผล ดังปรากฏในงานของ René Descartes, Immanuel Kant และนักคิดยุค Enlightenment ที่เน้นการปลดปล่อยมนุษย์จากอคติ ความเชื่อดั้งเดิม และอำนาจศาสนา แนวคิดช่วงนี้เน้นว่า เราสามารถรู้จักโลกได้โดยอาศัยเหตุผลที่บริสุทธิ์ สังคมในยุคสมัยใหม่นี้เชื่อมั่นในความก้าวหน้า (progress) ความรู้สากล (universal knowledge) และอัตวิสัย (objectivity)
การเกิดขึ้นของความเป็นหลังนวยุค
ในศตวรรษที่ 20 Nietzsche พูดถึง death of God และ Heidegger ตั้งคำถามว่า “Being” คืออะไร และสงครามโลก การล่าอาณานิคม และการใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ในการควบคุมมนุษย์ กลายเป็นเครื่องชี้ว่าความเชื่อมั่นในเหตุผลบริสุทธิ์อาจมีด้านมืด Nietzsche และ Foucault ต่างชี้ให้เห็นว่า แนวคิดอย่างสมัยใหม่เหล่านี้ไม่ใช่ความจริงนิรันดร์ หากแต่เป็นผลผลิตของบริบทประวัติศาสตร์ วาทกรรม และอำนาจ บรรทัดฐานของเหตุผลเองก็มีรากฐานจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ซับซ้อน
นอกจากนี้การที่โลกประสบกับเหตุการณ์ที่ทำให้ความเชื่อมั่นในเหตุผลเริ่มสั่นคลอนยิ่งขึ้นเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในทางทำลายล้าง ทำให้เกิดการวิพากษ์ใหญต่อแนวคิดดั้งเดิมว่า เป้าหมายของวิทยาศาสตร์ก็เป็นเรื่องเล่าใหญ่ (grand narratives) ที่อ้างว่าเป็นจริงสากล นักปรัชญาอย่าง Jean-François Lyotard, Jacques Derrida และ Michel Foucault ต่างเสนอว่า ความรู้คือผลผลิตของวาทกรรม ไม่มีความจริงหนึ่งเดียว มีแต่ความหลากหลายของการตีความ และการครอบงำของวาทกรรมใดวาทกรรมหนึ่งคือรูปแบบของอำนาจ
อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้นำไปสู่ภาวะสุดโต่งจนเกิดเป็นแนวคิด relativism ที่มีมุมมองหนึ่งว่า ทุกอย่างต่างเป็นเพียงสัมพัทธ์ ไม่มีสิ่งใดถูกต้องที่สุด ซึ่งทำให้เกิดการเข้าใจว่า ไม่มีความจริงอะไรเลย ทุกอย่างเท่ากันหมด เนื่องจากไม่มีความจริงแท้ มีแต่การตีความ ซึ่งก็เป็นอันตรายต่อการสนทนาเชิงเหตุผล และการสร้างสังคมที่มีจริยธรรม บริบทนี้เองคือ ช่องว่างที่ปรัชญาหลังนวยุคได้พยายามเข้ามาเติมเต็ม
สายกลางเสนอการวิพากษ์อย่างมีความรับผิดชอบ
ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางมิใช่การปฏิเสธเหตุผลหรือความจริงเสียทั้งหมด แต่เป็นการวิพากษ์โดยมีสำนึกในบริบทและขอบเขตของความรู้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การวิพากษ์นั้นต้องมีความรับผิดชอบด้วย นักคิดในแนวทางนี้ เช่น Richard Rorty ปฏิเสธการหาความจริงแบบอภิปรัชญา (metaphysical) แต่ยังคงให้คุณค่ากับความเป็นมนุษย์และความเป็นธรรมทางสังคม โดยเสนอให้เราใช้ภาษาและวาทกรรมเพื่อสร้าง solidarity แทนการค้นหา truth
Charles Taylor วิพากษ์แนวคิดสุดโต่ง (extreme postmodern) และยอมรับว่าบุคลิกภาพมนุษย์ (identity) ถูกประกอบสร้างผ่านวัฒนธรรมและภาษา Nancy Fraser ใช้เครื่องมือของหลังนวยุคในการวิเคราะห์ความไม่เสมอภาคทางเพศและเชื้อชาติ แต่ยังเชื่อในความเป็นไปได้ของประชาธิปไตยที่มีเหตุผล
แนวคิดหลังนวยุคสายกลางจึงมีลักษณะลื่นไหลแต่ไม่เลื่อนไหล (fluid but not ungrounded) ยอมรับความซับซ้อนแต่ไม่ยอมจำนนต่อความว่างเปล่าทางความหมาย นั่นคือ ยอมรับว่าความรู้มีเงื่อนไขทางวัฒนธรรม/ภาษา มนุษย์ไม่มีสมรรถภาพในการรู้ทุกสิ่ง และต้องระวังอำนาจที่แฝงมากับความจริง หรือวาทกรรมต่าง ๆ แต่ไม่ถึงขั้นปฏิเสธหมดจนแบบสุดโต่ง ไม่บอกว่าไม่มีความจริงเลย ไม่เชื่อว่าทุกการตีความเท่ากันหมด และพยายามหาจุดยืนที่เปิดพื้นที่ให้การวิพากษ์เชิงสร้างสรรค์ (constructive critique) เป็นการปรับท่าทีให้สมดุลระหว่างความเข้าใจในอำนาจ/วาทกรรมแบบ postmodern กับความพยายามสื่อสารข้ามความต่างแบบมีเหตุผล
หากจะวาง moderate postmodernism บนเส้นสายรากเหง้าตามแนวทาง genealogical map เราอาจกล่าวได้ว่า ปรัชญาหลังนวยุคเป็นหลานของ Nietzsche ลูกของ Foucault คือ ผลผลิตของการเคลื่อนไหวทางปรัชญาที่มีรากเหง้ามาจากวิกฤตของเหตุผลยุคสมัยใหม่ และการวิพากษ์ของ postmodernism แบบสุดโต่ง แต่สายกลางได้เน้นการกลั่นกรองและสร้างสมดุลที่พยายามรักษาคุณค่าของการวิจารณ์ ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความหวังในการสื่อสาร และความยุติธรรมในระดับสังคม นั่นคือ หลังนวยุคสายกลางแต่งงานกับ Habermas ที่เน้นการกล้าตั้งคำถามแต่ไม่ละทิ้งความรับผิดชอบ
ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางจึงวางอยู่บนบริบทของการที่เราจะดำรงตนอยู่กับโลกที่ไม่มั่นคงด้วยความลุ่มลึก ระมัดระวัง และเปิดกว้างต่อความเป็นไปได้ใหม่ ๆ โดยไม่สูญเสียจริยธรรม และไม่ยอมจำนนต่อความว่างเปล่าทางความหมาย
moderate postmodernism ในบริบทไทย
แนวคิดนวยุค-สมัยใหม่ในประเทศไทยนั้นต้องเริ่มจากการเข้าใจโครงสร้างอำนาจและอุดมการณ์ที่ชี้นำสังคมไทยช่วงหลังการปฏิรูปสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 และการเกิดรัฐชาติไทยสมัยใหม่ แนวคิดแบบสมัยใหม่ (modernism) ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐ เช่น การรวมศูนย์อำนาจ การจัดระเบียบราชการ การสร้างประวัติศาสตร์ชาติ และการเสริมสร้างชาตินิยมผ่านวาทกรรม การศึกษาและศาสนา โดยเฉพาะกับพุทธศาสนา จนเกิดแนวทางแบบราชการ สร้างความชอบธรรมให้แก่ระเบียบทางสังคมที่เน้นความมีระเบียบวินัย หน้าที่ และความเป็นไทยแบบสากลนิยม
ปรัชญาหลังนวยุคแทรกซึมเข้ามาในวงวิชาการของประเทศไทยช่วงตั้งแต่ ปลายทศวรรษ 2530–2540 ผ่านการวิพากษ์อำนาจของรัฐ การตั้งคำถามต่อวาทกรรมชาตินิยม และการปรากฏของแนวคิดท้องถิ่นนิยมใหม่จากแวดวงสังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา และวรรณกรรม
นักคิดที่เริ่มตั้งคำถามต่อความจริง แบบรัฐชาติ ได้แก่ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่วิพากษ์โครงสร้างอำนาจศักดินา ความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐ และการรื้อฟื้นวาทกรรมพุทธแบบวิพากษ์ ถือเป็นพื้นฐานของปรัชญาหลังนวยุคแบบเอเชียที่ได้รับการยอมรับในสังคมไทย เกษียร เตชะพีระ เป็นหนึ่งในผู้เผยแพร่แนวคิด postmodern อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในงานเกี่ยวกับการเมืองหลังสมัยใหม่ และการวิจารณ์ความคิดแบบอำนาจนิยม ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เน้นเรื่องสันติภาพและพุทธปรัชญา แต่ก็ได้แสดงท่าทีที่สอดคล้องกับหลังนวยุคโดยวิพากษ์อำนาจอย่างมีจริยธรรมและไม่สุดโต่ง
ลักษณะของหลังนวยุคสายกลางที่ปรากฎในประเทศไทย
การกลายรูปของ postmodernism ในไทยไม่เหมือนตะวันตกที่มาจากความสิ้นหวังในเหตุผล แต่ในไทยมักเป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิดตะวันตกกับความรู้ท้องถิ่นดั้งเดิม มีลักษณะสำคัญคือ
- การวิพากษ์อำนาจโดยไม่ละทิ้งจริยธรรม นักคิดไทยมักตั้งคำถามต่ออำนาจรัฐ ชาติ ศาสนา ด้วยกรอบแบบ Foucault แต่ยังคงเน้นความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ถึงขั้นยึดมั่นเป็น relativism พยายามเปิดพื้นที่ของการวิพากษ์อย่างมีจริยธรรม และสร้างความรู้ใหม่ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้คน
- การผสานความรู้ท้องถิ่นกับแนวคิดสมัยใหม่ เกิดแนวทางแบบ Thai-style postmodernism เน้นยกย่องจุดเด่นของความรู้แบบชาวบ้าน (local knowledge) กับการวิพากษ์ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์
- การใช้ภาษาวาทกรรมเป็นเครื่องมือวิพากษ์ กลุ่มนักวิชาการในช่วงหลังพฤษภา 2535 เช่น มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ตั้งคำถามต่อวาทกรรมของสื่อ มหาอำนาจ วาทกรรมราชการ โดยใช้กรอบวิเคราะห์แบบ discourse analysis
กรอบหลังนวยุคที่วิพากษ์ผ่านวาทกรรมที่ปรากฎขึ้นและยังปรากฎอยู่นั้น สะท้อนความตึงเครียดระหว่าง modernism และ postmodernism ในไทย คือ ประชาธิปไตยแบบไทย ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ถูกใช้โดยชนชั้นนำเพื่อให้เหตุผลต่อโครงสร้างอำนาจที่เป็นระบบรัฐราชการ ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ ในขณะที่นักคิดไทยรุ่นใหม่นำแนวคิดมาร์กซิสต์ใหม่มาชีจุดอ่อนของสังคม แต่ก็มิได้ปฏิเสธแนวคิดประชาธิปไตย หากแต่วิเคราะห์ว่า ประชาธิปไตยเองก็เป็นวาทกรรมที่มีพลวัต ต้องการการตีความและการปฏิบัติใหม่ ๆ ให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น โดยไม่ละทิ้งหลักสิทธิเสรีภาพ
กีรติ บุญเจือกับสำนักคิดสวนสุนันทา
กีรติ บุญเจือ ราชบัณฑิตและผู้เชี่ยวชาญปรัชญาตะวันตกสนใจปรัชญาหลังนวยุคสายกลางหลังเกิดเหตุการณ์ 911 (11 กันยา 2001) และนำเสนอแนวคิดนี้ในวงการปรัชญา และในระดับมหาวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ต่อมาในปีพ.ศ. 2551 ได้นำเสนอที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และได้พยายามสอนปรัชญาจนนำไปสู่ “สำนักคิดสวนสุนันทา” โดยเน้นพื้นที่ปฏิบัติการทางความคิดที่ ผสมผสานปรัชญาตะวันตกกับโลกทัศน์อย่างไทย งานของสำนักคิดนี้จะสังเกตได้ว่าเน้นภาษาไทยที่เข้าถึงได้ง่าย ผสมผสานคำศัพท์จากพุทธ ปรัชญาตะวันออกและตะวันตกอย่างประนีประนอม ให้ความสำคัญกับปัญญาและจริยธรรมในฐานะเครื่องมือสร้างความเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตทั้งในระดับบุคคล สังคมและประเทศชาติ
สรุป
ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเป็นผลผลิตของการเคลื่อนไหวทางปรัชญาที่มีรากเหง้ามาจากวิกฤตของเหตุผลยุคสมัยใหม่และการวิพากษ์ของหลังนวยุคสุดโต่ง ปรับเปลี่ยนเป็นแนวทางการกลั่นกรองและสร้างสมดุลเชิงคุณค่าของการวิจารณ์ การสื่อสาร และมุ่งความยุติธรรมในระดับสังคม เป็นทางสายกลางที่กล้าตั้งคำถามแต่ไม่ละทิ้งความรับผิดชอบ ประเทศไทยไทยรับปรัชญาหลังนวยุคมาโดยมิได้เป็นเพียงการเลียนแบบตะวันตก แต่เกิดจากการเคลื่อนไหวเชิงความคิดที่ต่อรองกับอำนาจของรัฐ ความรู้ และความจริงในบริบทที่สังคมถูกชี้นำด้วยวาทกรรมชาตินิยม ศีลธรรมแบบพุทธ และโครงสร้างอำนาจแบบอุปถัมภ์ แนวคิดของ กีรติ บุญเจือ และสำนักคิดสวนสุนันทามองปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเป็นแนวทางในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อมุ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นทางออกสำหรับความตึงเครียดและปัญหาในการพัฒนาประเทศชาติ

