ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ประเทศไทย

บทนำ

หนึ่งในวิกฤตที่สุดของสังคมร่วมสมัยมิใช่วิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง หรือเทคโนโลยี หากแต่เป็นวิกฤตของมโนธรรม (crisis of conscience) ซึ่งดำรงอยู่ในระดับภววิทยา (ontology) และจริยศาสตร์ (ethics) ของมนุษย์ในยุคสมัยใหม่ วิกฤตดังกล่าวมิได้ปรากฏในรูปของความชั่วร้ายที่เด่นชัดอย่างความโหดร้ายของสงคราม ความรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน หากกลับแฝงตัวอยู่ในความปกติสามัญของชีวิตในแต่ละวันของคนธรรมดาจนตัวเราและสังคมไม่อาจตระหนักได้ว่าตนเองและสังคมกำลังสูญเสียความสามารถในการซาบซึ้งต่อคุณธรรม ความเสียสละ และความหมายทางจิตวิญญาณไปอย่างช้า ๆ

ปรากฏการณ์ความชินชาทางจริยธรรม (moral habituation) ดำเนินไปอย่างช้า ๆ ผ่านการเสื่อมของอารมณ์ความรู้สึกต่อเรื่องดีและเรื่องไม่ดี ผลกระทบไม่ใช่ผลรวม (accumulation) ของเหตุการณ์ทีละเหตุการณ์ แต่คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการดำรงอยู่ของมนุษย์ (structure of being) อย่างค่อยเป็นค่อยไปก่อนที่จะก้าวกระโดดไปสู่ระดับใหม่ซึ่งทำให้มนุษย์รู้สึกสูญเสียความสัมพันธ์กับต้นธารของความดี (the source of goodness) ที่เคยเป็นรากฐานของอารยธรรมทั้งหลายของมนุษยชาติ

ในอดีต ความดีมิได้เป็นเพียงกฎศีลธรรม แต่เป็นพลังแห่งความหมายที่เชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับจักรวาล ชุมชน และตนเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกเข้าสู่หลังนวยุคภาพ (postmodernity) การล่มสลายของเรื่องเล่าใหญ่ (Lyotard, 1984) ทำให้คุณค่าทางศีลธรรมสูญเสียฐานอภิปรัชญาเดิม มนุษย์เริ่มมองคุณธรรมว่าเป็นเพียงวาทกรรม (discourse) หรือเครื่องมือทางอำนาจมากกว่าจะเป็นความจริงเชิงภววิทยา

ผลลัพธ์สำคัญคือ มนุษย์ค่อย ๆ กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่คุ้นชินกับความดีจนไม่สามารถรับรู้คุณค่าของมันได้อีกต่อไป ความเสียสละของบรรพชน ความเกื้อกูลของครอบครัว หรือแม้แต่เสรีภาพที่สังคมมอบให้ กลับถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ควรมีอยู่แล้ว (ready-in-hand) โดยไม่ตระหนักถึงประวัติศาสตร์แห่งความเจ็บปวดและการต่อสู้ที่ทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนสิ่งที่ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) เรียกว่า ภาวะหลงลืมความเป็น (forgetfulness of Being) มนุษย์หลงลืมต้นกำเนิดของการดำรงอยู่ และจมอยู่กับโลกแห่งความเคยชิน (everydayness) จนไม่สามารถเข้าถึงความจริงแท้ของชีวิตได้อีก

ภววิทยาของความชินชา

ความชินชาไม่ใช่เพียงสภาวะทางจิตวิทยา แต่เป็นภาวะเชิงภววิทยาที่กำหนดวิธีที่มนุษย์สัมพันธ์กับโลก ในเชิงปรากฏการณ์วิทยา มนุษย์มิได้รับรู้โลกอย่างเป็นกลาง หากรับรู้ผ่าน โครงสร้างของประสบการณ์ (structures of experience) ที่ถูกสร้างขึ้นจากการใช้ชีวิตซ้ำ ๆ ปอนตี (Maurice Merleau-Ponty) เสนอว่า ร่างกายมนุษย์มิใช่วัตถุ แต่เป็นผู้รับรู้โลก (lived body) สิ่งใดก็ตามที่ปรากฏซ้ำจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต จะค่อย ๆ หายไปจากการตระหนักรู้ ตัวอย่างเช่น มนุษย์มักไม่รู้สึกถึงการหายใจของตนเอง จนกระทั่งเกิดภาวะขาดอากาศ เช่นเดียวกัน ความรัก ความเมตตา หรือบุญคุณที่ได้รับมาตั้งแต่เกิด มักกลายเป็นพื้นหลังของชีวิต (background of existence) ที่ถูกมองข้าม

ดังนั้น การลืมบุญคุณจึงมิใช่เพียงความอกตัญญู แต่คือผลผลิตของโครงสร้างการรับรู้ที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่มีอยู่ตลอดเวลา ความน่ากลัวของความชินชาอยู่ตรงที่มันมิได้ทำลายมนุษย์อย่างรุนแรง แต่ค่อย ๆ ทำให้มโนธรรมด้านชาโดยไม่รู้ตัว มนุษย์ยังสามารถพูดเรื่องคุณธรรมได้ ยังสามารถอ่านตำราศีลธรรมได้ แต่ไม่สามารถรู้สึกถึงความจริงของสิ่งนั้นได้อีกต่อไป

การเสื่อมลงของประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ

สังคมสมัยใหม่ทำให้ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณถูกแทนที่ด้วยประสบการณ์แบบบริโภค (consumer experience) ทุกสิ่งถูกเร่งให้รวดเร็ว ฉาบฉวย และเปลี่ยนผ่านอย่างต่อเนื่อง มนุษย์กำลังสูญเสียความสามารถในการหยุดนิ่งเพื่อพินิจไตร่ตรอง (capacity for contemplation) เพราะสังคมแห่งข้อมูลข่าวสารทำให้จิตใจถูกกระตุ้นตลอดเวลาด้วยกลัวจะตกข้อมูลหรือความทันเหตุการณ์ เมื่อไม่มีการหยุดเพื่อใคร่ครวญ มนุษย์ย่อมไม่สามารถเข้าถึงประสบการณ์เชิงลึกของความกตัญญู ความเสียสละ หรือความศักดิ์สิทธิ์ได้

ในอดีต ประสบการณ์ทางศาสนา พิธีกรรม หรือการดำเนินชีวิตแบบชุมชน ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ของการระลึก (space of remembrance) ซึ่งช่วยให้มนุษย์ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่น แต่ในโลกสมัยใหม่นับแต่ปลายศตวรรษที่ 20 ต่อเนื่องมาถึงต้นศตวรรษที่ 21 นี้ ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่นได้ถูกทำให้เป็นปัจเจก (individualized) และเป็นไปในเชิงเชิงธุรกรรมแลกเปลี่ยน (transactional) เท่านั้น มนุษย์ถามคำถามซ้ำ ๆ ว่า คนอื่นให้อะไรแก่ฉัน บ่อยครั้งกว่าที่จะถามตนเองว่า ฉันดำรงอยู่ได้เพราะใครบ้าง นี่คือการเปลี่ยนจากความกตัญญูในชีวิต (รู้บุญคุณ) ไปสู่การได้มาโดยสิทธิอันชอบธรรม (entitlement)

ตัวบทไม่อาจแทนประสบการณ์

หนึ่งในปัญหาสำคัญของโลกวิชาการคือ การเข้าใจผิดว่าการรู้เท่ากับการเข้าถึงความจริง กาดาเมอร์ (Hans-Georg Gadamer) เสนอว่า ความเข้าใจมิใช่การรับข้อมูล แต่เป็นเหตุการณ์แห่งการตีความ (event of understanding) ที่เกิดขึ้นเมื่อประสบการณ์ของผู้ตีความหลอมรวมเข้ากับตัวบท

ดังนั้น ผู้ที่อ่านเรื่องความเสียสละกับผู้ที่เคยถูกช่วยชีวิตย่อมอยู่ในคนละ horizon of understanding ตัวบทสามารถให้ข้อมูล แต่ไม่สามารถถ่ายทอดแรงสั่นสะเทือนของการดำรงอยู่ (existential shock) ที่เกิดขึ้นในประสบการณ์จริง นี่คือเหตุผลที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากสามารถศึกษาวรรณกรรม เรื่องราวในประวัติศาสตร์ เนื้อหาแนวคิดปรัชญา ศาสนา หรือจริยศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้ง เข้าใจในทฤษฎีและแนวคิดอย่างดีเยี่ยม แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงความซาบซึ้งเชิงจิตวิญญาณได้อย่างแท้จริง

ไฮเดกเกอร์ชี้ว่า มนุษย์มักเข้าถึงความจริงแท้ของชีวิตผ่านสถานการณ์ชายขอบ (boundary situations) เช่น ความตาย ความสูญเสีย หรือความทุกข์ เมื่อมนุษย์เผชิญหน้ากับความเปราะบางของชีวิต เขาจะเริ่มตระหนักว่า การดำรงอยู่ของตนมิได้เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ทั้งหมด และเริ่มเห็นคุณค่าของผู้ที่ยื่นมือเข้ามาในช่วงเวลานั้น ประสบการณ์ของการถูกฉุดขึ้นจากห้วงทุกข์ จึงมีลักษณะกึ่งเกี่ยวข้องกับเบื้องบน (quasi-transcendental) และจะเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนวิธีมองโลกทั้งหมดของคน ๆ นั้น การรู้บุญคุณจึงมิใช่เพียงอารมณ์ในจังหวะชีวิตนั้น แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการตื่นรู้ (awakening) ของคน ๆ นั้นเอง

เมื่อคุณธรรมกลายเป็นอำนาจ

เวเบอร์ (Max Weber) อธิบายว่า อำนาจบารมี (charismatic authority) มีพลังเพราะผู้คนเชื่อในคุณลักษณะพิเศษของผู้นำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อำนาจเช่นนี้มักถูกทำให้เป็นอำนาจเชิงสถาบัน (routinization of charisma) ผลคือ ความสัมพันธ์เชิงคุณธรรมถูกแทนที่ด้วยความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ผู้คนไม่ได้เคารพเพราะเห็นความดี แต่จะเชื่อฟังเพราะกลัวสูญเสียผลประโยชน์ นี่คือการเสื่อมของจริยศาสตร์จากระบบคุณธรรมไปสู่จริยธรรมแห่งการพึ่งพิง (ethics of dependency)

ในสังคมอุปถัมภ์ ความดีก็มักถูกผูกเข้ากับอำนาจ ผู้มีบารมีกลายเป็นผู้ให้ความคุ้มครอง และผู้ใต้บารมีกลายเป็นผู้แสวงหาความปลอดภัย ความสัมพันธ์เช่นนี้มีลักษณะอสมมาตร (asymmetrical relation) ซึ่งทำให้ความกตัญญูรู้คุณถูกทำให้กลายเป็นหนี้บุญคุณ (debt) แทนที่คุณธรรมจะนำไปสู่ความเป็นอิสรภาพ (freedom) แต่กลับนำเราไปสู่การสยบยอม (surrender)

Alasdair MacIntyre (2007) วิจารณ์ว่า สังคมสมัยใหม่ทำให้คุณธรรมสูญเสียบริบทชุมชนเดิม และกลายเป็นเพียงภาษาทางศีลธรรมที่ไร้รากฐาน มนุษย์จึงพูดเรื่อง “ความดี” แต่ไม่รู้ว่าความดีนั้นผูกโยงกับวิถีชีวิตแบบใด

การอ่านใหม่และการฟื้นคืนมโนธรรม

ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง เสนอทางออกของการชินชาในความดี โดยมองว่า มนุษย์จำเป็นต้องย้อนอ่านใหม่ (rereading) ทั้งโลก ประวัติศาสตร์ และตนเอง การอ่านใหม่มิใช่การปฏิเสธอดีต แต่คือการกลับไปเห็นเงื่อนไขแห่งการดำรงอยู่ที่ถูกลืมไปแล้ว การอ่านใหม่จึงเป็นทั้งการตีความ (hermeneutic act) และการกระทำเชิงจริยธรรม (ethical act)

ระหว่างที่เราอ่านใหม่ต่อทุกเรื่องราวแม้แต่เรื่องชีวิตจากประสบการณ์ของเราเองนั้น มนุษย์ต้องถามตัวเองว่าความสุขที่เรามี ถูกสร้างขึ้นโดยใคร อิสระเสรีภาพที่เราถือเป็นเรื่องธรรมดานี้เคยต้องแลกมาด้วยอะไร และความสัมพันธ์ที่เรามี เกิดขึ้นจากความรักหรือความกลัว ตัวอย่างคำถามเหล่านี้จะทำหน้าที่ปลุก มโนธรรมเชิงประวัติศาสตร์(historical conscience) ในใจของเราขึ้นมาเพื่อที่เราจะได้ตระหนักรู้ในตนเอง (self-awakening)

สังคมร่วมสมัยจำเป็นต้องพัฒนาจริยธรรมที่ตั้งอยู่บนการระลึกถึงเหตุปัจจัยแห่งการดำรงอยู่ (ethics of remembrance) ซึ่งเป็นจริยธรรมที่มิได้เกิดจากการบังคับ แต่เกิดจากการตระหนักว่า เราไม่เคยดำรงอยู่เพียงลำพัง มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นผลผลิตของความเสียสละ ความรัก และความพยายามของผู้อื่น เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ความกตัญญูรู้คุณจะไม่ใช่หน้าที่ของสังคมมาบอกให้เรารู้ แต่เป็นสภาวะแห่งการตื่นรู้ที่เราจะรู้ด้วยตนเอง

สรุป

การฟื้นคืนจิตวิญญาณในยุคแห่งความชินชานั้นจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเราตระหนักง่าวิกฤตที่แท้จริงของโลกปัจจุบันมิใช่การขาดข้อมูล แต่คือการขาดประสบการณ์ที่ทำให้หัวใจตื่น ขาดประสบการณ์ในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับโลก และขาดการมีความหมายในชีวิตจากการมีประสบการณ์เหล่านั้น มนุษย์ในปัจจุบันเรียนมากขึ้น รู้มากขึ้น แต่ซาบซึ้งน้อยลง เชื่อมต่อกันมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี แต่เข้าใจกันน้อยลง เพราะยึดมั่นในตัวเอง แม้จะดูเหมือนมีเสรีภาพมากขึ้นในด้านต่าง ๆ แต่กลับสูญเสียความหมายของชีวิตในการเป็นมนุษย์ลงไปทุกที ๆ

การไม่รู้บุญคุณ การลืมบุญคุณที่เกิดขึ้นอย่างสามัญในยุคนี้ จึงมิใช่เพียงความล้มเหลวหรือเสื่อมถอยทางศีลธรรม หากเป็นสัญญาณของการเสื่อมถอยในระดับอารยธรรม แม้เราอาจจะบอกว่า มโนธรรมยังไม่ถึงกับตายโดยสมบูรณ์ เพราะมนุษย์ยังมีศักยภาพในการระลึกถึงและอ่านใหม่ต่อโลก แต่เมื่อสำรวจตนเองจากภายใน เราก็พบว่า แม้แต่ตัวเราเองก็เริ่มป่วยด้วยภาวะนี้ไม่มากก็น้อยเช่นกัน

ความเจ็บป่วยนี้เกิดทั้งในระดับความคิด (mental illness) และระดับจิตวิญญาณ (spiritual illness) ซึ่งจำเป็นที่เราจะต้องยอมรับความเจ็บป่วยและมองหาการฟื้นคืนทั้งความคิดและจิตวิญญาณ ซึ่งไม่อาจเกิดจากอำนาจ การบังคับ หรือการโฆษณาเชิงคุณธรรม หากแต่ต้องเกิดจากการที่เราไปมีประสบการณ์ในชีวิต (lived experience) ในเรื่องเหล่านี้ซึ่งจะทำให้เราในฐานะมนุษย์มองเห็นความเปราะบางและความเชื่อมโยงของการดำรงอยู่ของเราในโลกนี้

เมื่อมนุษย์กลับมารับรู้ว่า ชีวิตของตนตั้งอยู่บนความดีของผู้อื่น เราก็จะเริ่มเปลี่ยนจากการเป็นผู้บริโภคโลกไปสู่การเป็นผู้ดูแลโลก และนั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอารยธรรมที่ยังคงมีหัวใจของความเป็นมนุษย์อยู่ท่ามกลางยุคสมัยแห่งการก้าวไปข้างหน้านี้

เอกสารอ้างอิง

  1. Bunchua, K. (2003). Philosophy in Ordinary Language. [in Thai] Bangkok: Saint John University.
  2. Gadamer, H. G. (2004). Truth and Method (J. Weinsheimer & D. G. Marshall, Trans.; 2nd rev. ed.). Continuum. (Original work published 1960).
  3. Heidegger, M. (1962). Being and Time (J. Macquarrie & E. Robinson, Trans.). New York: Harper & Row. (Original work published 1927).
  4. MacIntyre, A. (2007). After Virtue: A Study in Moral Theory (3rd ed.). Notre Dame, IN: University of Notre Dame Press.
  5. Merleau-Ponty, M. (1962). Phenomenology of Perception (C. Smith, Trans.). London: Routledge & Kegan Paul.
  6. Sartre, J. P. (1992). Being and Nothingness (H. E. Barnes, Trans.). New York: Washington Square Press. (Original work published 1943).
  7. Weber, M. (1947). The Theory of Social and Economic Organization (A. M. Henderson & T. Parsons, Trans.). Free Press.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018