อ.ดร.ณศิรัตน์ อธิธารินภิรมย์
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ประเทศไทย
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิดปรัชญาสังเคราะห์ของเฮอเบิร์ต สเปนเซอร์ กับปรัชญาฝ่าเจียของหานเฟยจื่อ เพื่อเสนอกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีสำหรับการพัฒนาวัฒนธรรมในระดับครอบครัว องค์กร และประเทศ ผลการวิจัยพบว่า สเปนเซอร์เสนอว่าาจักรวาล สังคม และสถาบันต่าง ๆ พัฒนาไปตามกฎวิวัฒนาการจากสภาวะที่ไม่เป็นระเบียบไปสู่ความเป็นระเบียบ ความแตกต่างหลากหลาย และการบูรณาการที่ซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่หานเฟยจื่อเสนอว่าระเบียบทางสังคมมิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ต้องอาศัยระบบกฎหมายผ่านการออกแบบสถาบัน ตัวบทกฎหมาย และกลไกการบริหารที่มีประสิทธิภาพในการกำกับพฤติกรรมของมนุษย์ ผลการวิจัยนี้เสนอว่า การพัฒนาวัฒนธรรมที่ยั่งยืนควรเกิดจากการบูรณาการระหว่างวิวัฒนาการเชิงอินทรีย์ และการจัดระเบียบเชิงสถาบันโดยมองว่าวัฒนธรรมเป็นระบบที่ต้องสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบกติกาและโครงสร้างที่ส่งเสริมการเติบโตของมนุษย์และสังคม
คำสำคัญ: Herbert Spencer, Han Feizi, Legalism, Synthetic Philosophy, Organizational Culture, Social Evolution, Cultural Development
บทนำ
ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เปลี่ยนเป็นการส่งเสริมการตระหนักถึงบทบาทของวัฒนธรรม สถาบัน และคุณภาพของความสัมพันธ์ทางสังคมในฐานะปัจจัยพื้นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปรากฎการณ์การล่มสลายของหลายองค์กร การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำซาก ความขัดแย้งทางการเมือง และความเสื่อมถอยของทุนทางสังคมในหลายประเทศได้แสดงให้เห็นว่า การมุ่งเน้นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างสังคมที่มั่นคงได้ หากปราศจากวัฒนธรรมที่เหมาะสมสำหรับการรองรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ วัฒนธรรมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงค่านิยม ความเชื่อ หรือประเพณีเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงรูปแบบพฤติกรรม ระบบความสัมพันธ์ และกลไกการตัดสินใจร่วมกันของสมาชิกในสังคม คำถามปรัชญาที่สำคัญคือ อะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้ระบบสังคมสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน คำถามดังกล่าวสามารถพบได้ในงานของนักปรัชญาและนักคิดจากหลากหลายอารยธรรม แม้ว่าจะใช้ภาษาและกรอบแนวคิดที่แตกต่างกันก็ตาม
ในปรัชญาตะวันตก เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer) พยายามอธิบายวิวัฒนาการของจักรวาล ชีวิต และสังคมผ่านแนวคิดปรัชญาสังเคราะห์ (synthetic philosophy) ซึ่งถือเป็นความพยายามสร้างทฤษฎีเอกภาพของความรู้ (unified theory of knowledge) ที่ครอบคลุมทุกมิติของความเป็นจริง ในขณะที่แนวคิดจากปรัชญาจีน หานเฟยจื่อพยายามตอบคำถามเดียวกันผ่านการศึกษาธรรมชาติของมนุษย์และการปกครอง โดยเสนอว่าความมั่นคงของรัฐขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบกติกาและสถาบันที่เหมาะสม แม้ว่าทั้งสองแนวคิดจะมีจุดเริ่มต้นแตกต่างกันอย่างมาก โดยสเปนเซอร์มุ่งเน้นวิวัฒนาการตามธรรมชาติ ส่วนหานเฟยจื่อมุ่งเน้นการจัดระเบียบโดยมนุษย์ แต่ทั้งคู่ต่างพยายามอธิบายกลไกที่ทำให้ระบบขนาดใหญ่สามารถดำรงอยู่และพัฒนาได้ การวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายในการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างแนวคิดตะวันตกและตะวันออกดังกล่าวเพื่อพัฒนากรอบทฤษฎีสำหรับการสร้างวัฒนธรรมในโลกยุคใหม่
เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ และปรัชญาสังเคราะห์
Herbert Spencer (1820–1903) นักปรัชญาผู้มีบทบาทสำคัญในการนำแนวคิดวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วินมาเป็นแนวคิดสังคมศาสตร์ แม้ว่าปัจจุบัน สเปนเซอร์ มักถูกจดจำผ่านแนวคิดการอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุด (survival of the fittest) แต่ผลงานสำคัญที่สุดของเขาคือโครงการปรัชญาสังเคราะห์ (Synthetic Philosophy) ซึ่งเป็นความพยายามสร้างทฤษฎีที่อธิบายปรากฏการณ์ทั้งหมดของจักรวาลภายใต้กฎวิวัฒนาการเดียวกัน สเปนเซอร์เชื่อว่าจักรวาลมิได้ประกอบด้วยปรากฏการณ์ที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นระบบที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ดังนั้น วิชาเพื่อเข้าใจโลกกายภาพทั้งหมด เช่น ฟิสิกส์ ชีววิทยา จิตวิทยา สังคมวิทยา และจริยศาสตร์ จึงมิใช่วิชาที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นการแสดงออกของกฎพื้นฐานเดียวกันในระดับที่แตกต่างกัน
1. กฎแห่งวิวัฒนาการ
สเปนเซอร์นิยามวิวัฒนาการว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจากความเหมือนกันที่ไม่ชัดเจนและไม่เป็นระเบียบ ไปสู่ความแตกต่างหลากหลายที่มีความชัดเจนและเป็นระเบียบ (an indefinite, incoherent homogeneity to a definite, coherent heterogeneity) แนวคิดนี้มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1) ความแตกต่างหลากหลาย (Differentiation) ระบบที่พัฒนาแล้วจะมีความแตกต่างของหน้าที่มากขึ้น ตัวอย่างเช่น
สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว → สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์
ครอบครัวเกษตรกรรม → สังคมอุตสาหกรรม
องค์กรขนาดเล็ก → องค์กรสมัยใหม่
เมื่อระบบเติบโตขึ้น หน่วยย่อยจะมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น
2) การบูรณาการ (Integration) แม้องค์ประกอบต่าง ๆ จะแตกต่างกันมากขึ้น แต่ก็ต้องเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ สเปนเซอร์สังเกตว่า สิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนขึ้นไม่ได้เกิดจากการเพิ่มอวัยวะเท่านั้น แต่เกิดจากการประสานงานระหว่างอวัยวะเหล่านั้น ซึ่งอุปมาได้เช่นเดียวกันกับสังคมที่พัฒนาแล้วไม่ใช่สังคมที่มีหน่วยงานจำนวนมากแต่เป็นสังคมที่หน่วยงานต่าง ๆ สามารถทำงานร่วมกันได้
3) การปรับตัว (Adaptation) ระบบที่อยู่รอดได้คือ ระบบที่สามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ดีที่สุด ดังนั้น การพัฒนาจึงมิใช่การแสวงหาความสมบูรณ์แบบ แต่เป็นการเพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลง
2. สังคมในฐานะสิ่งมีชีวิต
แนวคิดสำคัญของสเปนเซอร์คือ การเปรียบเทียบสังคมกับสิ่งมีชีวิต (social organism) โดยมองว่า ครอบครัวเปรียบเสมือนเซลล์ องค์กรเปรียบเสมือนอวัยวะ และประเทศเปรียบเสมือนร่างกายทั้งหมด สังคมที่พัฒนามากขึ้นมิใช่สังคมที่ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่เป็นสังคมที่สมาชิกมีความหลากหลายทางบทบาท ความเชี่ยวชาญ และหน้าที่ ขณะเดียวกันก็สามารถประสานงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สังคมที่แข็งแรงจึงต้องมีทั้งความหลากหลาย ความร่วมมือ การประสานงาน และการปรับตัว แนวคิดนี้กลายเป็นรากฐานของทฤษฎีระบบ (systems theory) และทฤษฎีองค์กรสมัยใหม่ในเวลาต่อมา
หานเฟยจื่อกับปรัชญานิตินิยม
หานเฟยจื่อ (280–233 ก่อนคริสตกาล) ในช่วงปลายยุคชุนชิวของจีน เป็นช่วงเวลาที่รัฐต่าง ๆ ทำสงครามกันอย่างต่อเนื่อง ระบบคุณธรรมแบบขงจื่อไม่สามารถยุติความวุ่นวายทางการเมืองได้ หานเฟยจื่อจึงตั้งคำถามสำคัญว่า หากมนุษย์มิได้มีคุณธรรมโดยธรรมชาติ เราจะสร้างระเบียบทางสังคมได้อย่างไร หานเฟยจื่อมองว่า ธรรมชาติของมนุษย์มิได้มีคุณธรรมโดยกำเนิดและไม่ควรคาดหวังว่าผู้คนจะกระทำสิ่งที่ดีงามด้วยเหตุผลทางศีลธรรมเพียงอย่างเดียว ฐานคิดนี้เชื่อว่า มนุษย์มีธรรมชาติที่แสวงหาประโยชน์และหลีกเลี่ยงความเสียหายเป็นพื้นฐาน การปกครองที่ดีจึงไม่ควรตั้งอยู่บนความหวังว่ามนุษย์จะเป็นคนดี แต่ควรออกแบบระบบที่ทำให้การกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมสอดคล้องกับผลประโยชน์ส่วนบุคคล แนวคิดของหานเฟยจื่อถือเป็นแนวคิดเชิงสถาบัน (institutional thinking) ที่ก้าวหน้ามากที่สุดในยุคนั้นและกลายเป็นรากฐานของสำนักฝ่าเจีย (Legalism) ซึ่งมีอิทธิพลต่อการปกครองของจีนในยุคต่อ ๆ มา
1. แนวคิดลัทธิฟาเจีย
1) หลักการ Fa (法) หรือกฎหมาย โดยมีความหมายรวมถึงกฎเกณฑ์ กติกา มาตรฐาน ระบบประเมินผล ระเบียนปกิบัติ และกำไกกำกับพฤติกรรม หานเฟยจื่อมองว่า ปัญหาของสังคมไม่ได้เกิดจากการขาดคนดี แต่เกิดจากการขาดระบบที่ดี ดังนั้น การปกครองจึงไม่ควรฝากความหวังไว้กับคุณธรรมของผู้นำหรือความเมตตาของผู้มีอำนาจ แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ทุกคนรู้ว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ผลตอบแทนคืออะไร และบทลงโทษคืออะไร กล่าวอีกนัยหนึ่ง หานเฟยจื่อเป็นนักคิดที่พยายามเปลี่ยนการปกครองจากการปกครองโดยผู้นำ (rule of man) ไปสู่การปกครองโดยระบบ (rule of system)
2) หลักการ Shi (勢) หรืออำนาจเชิงโครงสร้าง เป็นเรื่องของอำนาจที่เกิดจากตำแหน่งและโครงสร้าง หานเฟยจื่อเสอนแนวคิดนี้จากการวิจารณ์แนวคิดขงจื่อที่เชื่อว่าผู้ปกครองที่มีคุณธรรมจะนำพาประเทศไปสู่ความสงบสุข โดยเขาเสนอว่า แม้จะได้คนดีมาปกครอง หากโครงสร้างอำนาจไม่เหมาะสม ระบบก็ยังล้มเหลวได้ ในทางกลับกัน แม้ผู้นำจะไม่ได้มีคุณธรรมสูงส่ง แต่หากโครงสร้างได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม รัฐก็ยังสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎีองค์กรร่วมสมัยที่มองว่า วัฒนธรรมมียุทธศาสตร์เป็นมื้อเช้า (culture eats strategy for breakfast) แต่ในขณะเดียวกัน โครงสร้างก็ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมได้ (structure shapes culture) นั่นคือ วัฒนธรรมที่ดีไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในโครงสร้างที่บิดเบี้ยว
3) หลักการ Shu (術) ศิลปะแห่งการบริหาร หานเฟยจื่อมองว่า ผู้นำที่ดีไม่ใช่คนที่ทำทุกอย่างด้วยตนเอง แต่เป็นคนที่สามารถสร้างระบบติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลได้ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การควบคุมคน แต่คือการออกแบบระบบ แนวคิดนี้ปรากฎอยู่ในการบริหารกิจการรัฐ การปกครองและทฤษฎีระบบสถาบัน (institutional theory)
ตาราง 1 เปรียบเทียบแนวคิดของสเปนเซอร์และหานเฟยจื่อ
| เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ | หานเฟยจื่อ |
|---|---|
| เน้นวิวัฒนาการ | เน้นการควบคุม |
| เน้นการเติบโตตามธรรมชาติ | เน้นการออกแบบสถาบัน |
| เน้นเสรีภาพ | เน้นระเบียบ |
| เน้นการปรับตัว | เน้นเสถียรภาพ |
หากมองในระดับปรัชญา แนวคิดของสเปนเซอร์และหานเฟยจื่อต่างก็มุ่งที่จะตอบคำถามของสังคมมนุษย์ คือ ระบบขนาดใหญ่จะสามารถดำรงอยู่และพัฒนาได้อย่างไร โดยแนวคิดของสเปนเซอร์เน้นคำตอบเชิงพลวัต ในขณะที่หานเฟยจื่อให้คำตอบในเชิงโครงสร้าง
การสังเคราะห์เชิงอภิปรัชญา
จากแนวคิดของสเปนเซอร์และหานเฟยจื่อ เมื่อนำมาวิเคราะห์เชิงอภิปรัชญา (ontological synthesis) บนฐานคิดปรัชญาหลังนวยุค (postmodern philosophy) จะพบว่า สเปนเซอร์ให้ความสำคัญกับการกลายเป็น (becoming) โดยมองว่า โลกคือกระบวนการ ทุกสิ่งกำลังวิวัฒน์ ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง และเมื่อมองบนฐานวัฒนธรรม สเปนเซอร์มีมุมมองว่า วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งคงที่แต่เป็นผลผลิตของวิวัฒนาการทางสังคม ภาษา ค่านิยม ความเชื่อและประเพณี ซึ่งล้วนเป็นผลของการปรับตัวร่วมกันของมนุษย์ และในช่วงเวลายาวนานนี้ มนุษย์ชาติได้วิวัฒน์ไปสู่สภาพที่ดีขึ้น จิตใจสูงขึ้น มีอุดมคติอยากทำความดีมากขึ้นเรื่อยไป การทำความชั่วจึงเป็นเรื่องของความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะอยู่ในระดับต่ำของวิวัฒนาการ เมื่อมีวิวัฒนาการสูงขึ้นก็จะดีขึ้นไปเอง ในขณะที่หานเฟยจื่อให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบ (ordering) โดยมองว่า ทุกระบบต้องการหลักเกณฑ์เพื่อป้องกันการสลายตัว ซึ่งมองในเชิงวัฒนธรรมได้ว่า วัฒนธรรมไม่ได้พัฒนาเองโดยอัตโนมัติแต่ได้รับอิทธิพลจากสถาบันและกติกา ดังนั้น ในมุมมองการสังเคราะห์ของผู้วิจัย วัฒนธรรมจึงเป็นทั้งผลลัพธ์ของวิวัฒนาการของความสามารถและผลลัพธ์ของระบบกติกาที่เหมาะสม และได้ข้อเสนอแนวคิดใหม่ว่า การพัฒนาไม่ใช่เพียงการเติบโต และระเบียบไม่ใช่เพียงการควบคุม แต่การพัฒนาคือการสร้างระเบียบที่เอื้อต่อวิวัฒนาการ
การสังเคราะห์แนวคิดนี้มองในเชิงบูรณาการแนวคิดของสเปนเซอร์กับแนวคิดของหานเฟยจื่อ ในทางปรัชญาหลังนวยุคจำเป็นใช้ทฤษฎีวิพากษ์มาช่วยเสริมแนวคิดให้มั่นคงขึ้น โดยหากทำการวิพากษ์แนวคิดของสเปนเซอร์จากมุมมองหานเฟยจื่อก็จพบว่า แม้แนวคิดของสเปนเซอร์จะให้ภาพการพัฒนาที่ทรงพลังก้าวไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง แต่ก็มีข้อจำกัดสำคัญคือ การมองโลกในเชิงวิวัฒนาการมากเกินไป จนบางครั้งเชื่อว่าระบบจะพัฒนาตนเองได้ แต่มุมมองของหานเฟยจื่อย่อมจะตั้งคำถามว่า หากมนุษย์มีแรงจูงใจส่วนตัว เหตุใดเราจึงเชื่อว่าระบบจะจัดระเบียบตัวเองได้เสมอ มุมมองเชิงวิพากษ์นี้ช่วยเตือนว่า วัฒนธรรมที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องมีการออกแบบเชิงสถาบันรองรับด้วยเช่นกัน และเมื่อวิพากษ์หานเฟยจื่อจากมุมมองของสเปนเซอร์ ย่อมจะได้แนวคิดที่ว่า หานเฟยจื่อเน้นการควบคุมมากเกินไป อาจทำลายความสามารถในการวิวัฒน์ของระบบ และเมื่อสมาชิกไม่สามารถทดลองสิ่งใหม่ได้ ระบบจะสูญเสียความสามารถในการปรับตัวและอาจล่มสลายเมื่อต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ดังนั้นระเบียบที่มากเกินไปก็อาจกลายเป็นศัตรูของวิวัฒนาการเช่นกัน
ผลการสังเคราะห์สามารถเสนอข้อสรุปเชิงทฤษฎีที่สำคัญได้ว่า วัฒนธรรมที่ยั่งยืนเกิดจากการประสานกันระหว่างวิวัฒนาการและระเบียบ บนฐานของสเปนเซอร์ที่มองว่า ระบบต้องมีชีวิต ระบบต้องเรียนรู้ และระบบต้องเปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกันก็ต้องเกิดบนฐานของหานเฟยจื่อที่มองว่า ระบบต้องมีกติกา ระบบต้องมีโครงสร้าง และระบบต้องมีความรับผิดชอบ การพัฒนาวัฒนธรรมจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างวิวัฒนการอย่างเสรีหรือการจัดระเบียบควบคุม แต่คือการออกแบบระเบียบที่ส่งเสริมการเติบโตของชีวิต
อภิปรายผล
การสังเคราะห์แนวคิดปรัชญาสังเคราะห์ของสเปนเซอร์และแนวคิดนิตินิยมของหานเฟยจื่อช่วยให้เห็นว่าวัฒนธรรมมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติทั้งหมด และมิใช่สิ่งที่ถูกกำหนดจากเบื้องบนทั้งหมดเช่นกัน วัฒนธรรมเป็นผลลัพธ์ของปฏิสัมพันธ์ระหว่างพลวัตของการเรียนรู้ โครงสร้างทางสถาบัน ระบบแรงจูงใจ และการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อม การพัฒนาวัฒนธรรมครอบครัว องค์กร และประเทศในศตวรรษที่ 21 จึงควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญว่า เปิดพื้นที่ให้เกิดวิวัฒนาการ แต่สร้างโครงสร้างที่เอื้อต่อระเบียบ เมื่อความหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกับกติกาที่เป็นธรรม สังคมย่อมสามารถพัฒนาไปสู่ความซับซ้อน ความมั่นคง และความยั่งยืนได้พร้อมกัน ดังนั้น ผู้นำในทุกระดับจึงควรทำหน้าที่เป็นสถาปนิกแห่งวิวัฒนาการมากกว่าผู้ควบคุมหรือผู้ปล่อยเสรีเพียงฝ่ายเดียว
องค์ความรู้ใหม่
จากการสังเคราะห์แนวคิด ผู้วิจัยเสนอแบบจำลอง cultural evolution governance โดยมองแนวคิดของสเปนเซอร์และหายเฟยจื่อว่าสามารถดำเนินไปคู่กันได้ ดังภาพ 1

ภาพ 1 แบบจำลอง cultural evolution governance
ที่มา: ผู้วิจัยวาดเอง
ในส่วนบนของแบบจำลอง ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่
- Variation เปิดรับความหลากหลาย ตามแนวคิดของสเปนเซอร์ เปิดพื้นที่ให้สมาชิกสามารถเสนอแนวคิดใหม่ ทดลองสิ่งใหม่และสร้างนวัตกรรม
- Selection การคัดเลือก ตามแนวคิด Fa ของหานเฟยจื่อ ทำการคัดเลือดด้วยข้อมูลและเหตุผล ระบบประเมินว่าอะไรได้ผล อะไรไม่ได้ผล
- Stabilization การทำให้มั่นคง ตามแนวคิด Shi และ Shu ของหานเฟยจื่อ เน้นการทำให้มั่นคงด้วยระบบและมาตรฐาน เพื่อการสร้างมาตรฐาน แนวปฏิบัติที่ดีถูกทำให้เป็นมาตรฐาน
- Evolution การพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามแนวคิดของสเปนเซอร์ ที่เน้นการปรับปรุงให้ดีขึ้น มาตรฐานเดิมสามารถถูกปรับปรุงได้ ไม่มีระบบใดสมบูรณ์ตลอดไป ต้องเรียนรู้และพัฒนาต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด
ในส่วนล่างของแบบจำลอง ประกอบด้วย 5 ฐาน ได้แก่
- Rule-Based มีกติกาที่ชัดเจน โปร่งใส เป็นะรรม ใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม
- Learning-Based เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการเรียนรู้ สะท้อนผลและปรับปรุงได้
- Evolution-Based เปิดพื้นที่ให้เกิดนวัตกรรม ทดลองสิ่งใหม่ ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
- Evidence-Based ตัดสินใจบนข้อมูล ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ และวิเคราะห์เชิงระบบ
- Purpose-Based มีเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน กำหนดเป้าหมายร่วม สร้างคุณค่าร่วม
แบบจำลองนี้เมื่อนำไปประยุกต์ใช้ในระดับครอบครัว องค์กร และประเทศ โดยไม่มองว่าเป็นสิ่งคงที่ แต่เป็นระบบมีชีวิตที่ต้องเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ต้องมีกติกาและสถาบันที่ช่วยรักษาเสถียรภาพและความเป็นธรรม ย่อมจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สำคัญเชิงวัฒนธรรมคือ ความสามัคคีและความไว้วางใจ ประสิทธิภาพ ความมั่นคงและความยั่งยืน และคุณค่าและความสุขของสังคมร่วมกันในโลกยุคสมัยใหม่นี้
สรุป
เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ และหานเฟยจื่อเป็นนักคิดจากสองระบบปรัชญาแตกต่างกัน แต่ทั้งสองต่างพยายามตอบคำถามเดียวกันเกี่ยวกับเงื่อนไขของความมั่นคงและความก้าวหน้าของสังคม สเปนเซอร์เสนอว่าระบบที่ดีต้องสามารถวิวัฒน์ เรียนรู้ และปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่หานเฟยจื่อเสนอว่าระบบที่ดีต้องมีสถาบัน กติกา และกลไกการกำกับที่ชัดเจน การสังเคราะห์แนวคิดทั้งสองนำไปสู่กรอบ cultural evolution governance ซึ่งมองว่า การปกครองที่ดีต้องสร้างวัฒนธรรมแห่งการวิวัฒนาการบนระบบที่มั่นคง โดยเชื่อว่าวัฒนธรรมที่ยั่งยืนเกิดจากการผสานระหว่างพลังแห่งการวิวัฒนาการ (evolutionary dynamics) และพลังแห่งการจัดระเบียบ (institutional order) ในท้ายที่สุด การพัฒนาวัฒนธรรมมิใช่การเลือกระหว่างเสรีภาพของสมาชิกในสังคมกับระเบียบของสังคม หากแต่เป็นการสร้างระเบียบที่เอื้อต่อการเติบโต และสร้างการเติบโตที่ไม่ทำลายระเบียบ อันเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการพัฒนามนุษย์ องค์กร และอารยธรรมในศตวรรษที่ 21
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะเพื่อการประยุกต์ใช้ในการพัฒนาวัฒนธรรม
1. การประยุกต์สู่การพัฒนาวัฒนธรรมครอบครัว สังคมเกิดจากหน่วยย่อยที่เชื่อมโยงกัน ครอบครัวจึงเป็นเซลล์พื้นฐานของสังค หากครอบครัวมีสุขภาวะที่ดี สังคมโดยรวมก็มีแนวโน้มพัฒนาอย่างมีคุณภาพ ครอบครัวไม่ควรถูกมองเป็นเพียงหน่วยทางสายเลือด แต่เป็นระบบแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน (learning system) ดังนั้น ครอบครัวควรส่งเสริมสมาชิกแต่ละคนสามารถพัฒนาอัตลักษณ์ของตนเอง ลูกไม่จำเป็นต้องเหมือนพ่อแม่ พี่น้องไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน สมาชิกแต่ละคนควรได้รับโอกาสค้นหาศักยภาพเฉพาะตน และครอบครัวต้องสามารถปรับตัวได้ตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสิ่งแวดล้อม ครอบครัวที่ยึดติดกับรูปแบบเดิมอย่างแข็งตัวก็มักเผชิญความขัดแย้งระหว่างรุ่น จึงควรมีธรรมนูญครอบครัว และวัฒนธรรมการสะท้อนคิด แต่ในขณะเดียวกัน ครอบครัวที่มีความรักอย่างเดียว ก็อาจไม่สามารถรักษาระเบียบได้ ครอบครัวจึงต้องมีกติกาครอบครัว เช่น ความรับผิดชอบ วินัยทางการเงิน การแบ่งหน้าที่ และการจัดการเวลา เป็นต้น กติกาที่ชัดเจนช่วยลดความขัดแย้งได้มากกว่าการตำหนิภายหลัง เมื่อนำแบบจำลองไปใช้ร่วมกับการสื่อสารอย่างเปิดกว้างและความรับผิดชอบร่วมกันจะทำให้วัฒนธรรมครอบครัวมีความยั่งยืนได้
2. การประยุกต์สู่การพัฒนาวัฒนธรรมองค์กร เมื่อสังคมเป็นสิ่งมีชีวิต องค์กรก็สามารถมองเป็นสิ่งมีชีวิตได้เช่นกัน องค์กรที่เติบโตมิใช่องค์กรที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นองค์กรที่เรียนรู้เร็วที่สุด แต่องค์กรจำนวนมากต่างก็เผชิญปัญหา 2 ด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือ มีระบบควบคุมมากเกินไป จนเกิดวัฒนธรรมความกลัว ด้านที่สองคือ ไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนจนเกิดความสับสน ผลลัพธ์คือ องค์กรไม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้ และไม่สามารถรักษาคุณภาพได้พร้อมกัน แบบจำลองนี้จะช่วยให้องค์กรมีคุณลักษณะสำคัญคือ มีพื้นที่สร้างสรรค์ มีวินัยในการปฏิบัติ มีความสามารถในการเรียนรู้ และมีโครงสร้างรองรับการเติบโต
3. การประยุกต์สู่การพัฒนาประเทศ ประเทศในฐานะระบบซับซ้อนวิวัฒน์จากชุมชนเรียบง่ายไปสู่สังคมอุตสาหกรรมและวิวัฒนาการสู่ระบบที่ซับซ้อนมากขึ้น ประเทศจึงเป็นระบบที่ประกอบด้วยเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา วัฒนธรรม และเทคโนโลยี ซึ่งต้องประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง เมื่อนำแบบจำลองไปประยุกต์ใช้ ประเทศจึงจะพัฒนาไปสู่คุณลักษณะสำคัญคือ มีสถาบันเข้มแข็ง การบริหารที่ปรับตัวได้ มีนโยบายบนฐานข้อมูล ใช้ปัญญาร่วมของสังคม เรียนรู้จากความผิดพลาดและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องได้
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
1. ระดับครอบครัว ควรสร้างธรรมนูญครอบครัว ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน พัฒนาวัฒนธรรมการสะท้อนคิด
2. ระดับองค์กร ควรสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ พัฒนาระบบข้อมูลป้อนกลับ ส่งเสริมการบริหารนวัตกรรม
3. ระดับประเทศ มุ่งปฏิรูประบบราชการให้เป็นระบบราชการที่ปรับตัวได้ มีการสร้างระบบข้อมูลสาธารณะ เน้นลงทุนในทุนมนุษย์ และสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
เอกสารอ้างอิง
- Bellah, R. N. (2011). Religion in human evolution: From the Paleolithic to the Axial Age. Harvard University Press.
- Hanfeizi. (2003). Han Feizi: Basic writings (B. Watson, Trans.). Columbia University Press.
- North, D. C. (1990). Institutions, institutional change and economic performance. Cambridge University Press.
- Peel, J. D. Y. (1971). Herbert Spencer: The evolution of a sociologist. Basic Books.
- Schein, E. H., & Schein, P. (2021). Organizational culture and leadership (5th ed.). Wiley.
- Senge, P. M. (2006). The fifth discipline: The art and practice of the learning organization (Rev. ed.). Doubleday.
- Spencer, H. (1862). First principles. Williams and Norgate.
- Spencer, H. (1876). The principles of sociology (Vol. 1). Williams and Norgate.
- Turner, J. H. (2011). Theoretical principles of sociology (Vol. 1). Springer.
- Wong, J. (2012). Han Feizi and the legalist philosophy. Chinese University Press.
- รวิช ตาแก้ว. (2018). ความดี. สืบค้นจาก https://philosophysuansunandha.com/2018/05/24/concept-and-criteria-of-good/
- สิริกร อมฤตวาริน. (2017). ลัทธิฟาเจีย (นิตินิยม). สืบค้นจาก https://philosophysuansunandha.com/2017/10/19/chinese-philosophy-of-law/

Leave a comment