ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา

บทคัดย่อ

บทความนี้วัตุประสงค์เพื่อศึกษาความหมายเชิงปรัชญาและจิตวิญญาณของการฝึกจิตในขนบความคิดตะวันตกโบราณ โดยเสนอว่าการฝึกจิตมิใช่เพียงกิจกรรมเพื่อความผ่อนคลายทางจิตวิทยา หากแต่เป็นกระบวนการทางภววิทยาและการขัดเกลาจิตวิญญาณเพื่อยกระดับมนุษย์จากโลกแห่งผัสสะและอัตตาไปสู่การเข้าถึงสัจธรรมสูงสุด บทความใช้ระเบียบวิธีการตีความเชิงปรัชญาเพื่อวิเคราะห์แนวคิดจากสามขนบหลัก ได้แก่ 1) ปรัชญากรีกโบราณของเพลโตและโสเครติส 2) จริยศาสตร์แบบสโตอิก และ 3) เพลโตใหม่และรหัสยนิยมคริสเตียนยุคแรก ผลการศึกษาพบว่า การฝึกจิตในโลกตะวันตกโบราณมีลักษณะร่วมกันคือ การมองมนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่สมบูรณ์ และจำเป็นต้องฝึกฝนตนเองเพื่อกลับคืนสู่ความจริงแท้ของการดำรงอยู่ ผลการศึกษานี้เสนอให้นำแนวคิดเหล่านี้เป็นฐานสำคัญในการฟื้นฟูจิตวิญญาณมนุษย์ในโลกสมัยใหม่ที่เผชิญวิกฤตความหมายและภาวะความแตกแยกภายใน

Keywords: contemplative practices, theoria, askesis, ontology, mysticism, Stoicism, Plato, spiritual philosophy

บทนำ

ในโลกสมัยใหม่ การฝึกจิต (contemplative practice) มักถูกลดทอนให้กลายเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อการผ่อนคลาย การจัดการความเครียด หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่หากพิจารณาย้อนกลับไปยังรากฐานของประเพณีปรัชญาตะวันตกโบราณ จะพบว่า การฝึกจิตมิใช่เพียงเทคนิคหรือทักษะเชิงจิตวิทยา แต่คือ วิถีแห่งการเปลี่ยนผ่านของการดำรงอยู่ (transformation of being) Pierre Hadot (1995) อธิบายว่า ปรัชญาในโลกโบราณมิใช่เพียงระบบความคิดเชิงทฤษฎี แต่เป็นวิถีชีวิต (way of life) ที่ต้องอาศัยการฝึกฝนตนเองอย่างต่อเนื่อง ผ่านสิ่งที่เรียกว่าการฝึกฝนทางจิตวิญญาณ (spiritual exercises) ซึ่งรวมถึงการภาวนา (pray) การใคร่ครวญ (meditation) การตรวจสอบตนเอง (introspection) และการฝึกวินัยทางจิตใจ (spiritual discipline) แนวทางดังกล่าวสัมพันธ์กับแนวคิด Theoria ซึ่งหมายถึงการเพ่งพินิจเพื่อเข้าถึงความจริงสูงสุด และ Askesis ซึ่งหมายถึงการขัดเกลาหรือฝึกฝนตนเองในระดับจิตวิญญาณ

ในบริบทประเพณีปรัชญาตะวันตกโบราณ การฝึกจิตจึงมีมิติทางภววิทยา (ontology) กล่าวคือ มนุษย์มิได้เพียงศึกษาเรียนรู้ข้อมูล แต่กำลังศึกษาและฝึกฝนการเปลี่ยนรูปแบบของการดำรงอยู่ของตนเอง การฝึกฝนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปลดปล่อยจิตวิญญาณจากความมืดบอดของความยึดติดตัวตน กิเลส และโลกแห่งภาพลวงตา เพื่อนำไปสู่การหลอมรวมกับความจริงแท้ (truth) ความดีสูงสุด (the Good) หรือพระผู้เป็นเจ้า (God) บทความนี้จึงเน้นการนำเสนอแนวทางการฝึกจิตในสามขนบของโลกตะวันตกโบราณ ได้แก่ ปรัชญากรีกแบบเพลโต สโตอิก และรหัสยนิยมคริสเตียนยุคแรก เพื่อทำความเข้าใจว่า การฝึกจิตในโลกโบราณมีลักษณะเป็นการเดินทางทางภววิทยา (ontological journey) อย่างไร และแนวคิดเหล่านี้สามารถมีนัยสำคัญต่อมนุษย์ในยุคสมัยปัจจุบันอย่างไร

Theoria และ Dialectic ในปรัชญากรีกโบราณของเพลโต

แนวคิดโลกแห่งแบบ (Forms) ในปรัชญาของเพลโตมีทรรศนะว่า โลกแห่งผัสสะเป็นเพียงเงาสะท้อนของโลกแห่งแบบ (world of forms) ซึ่งเป็นความจริงนิรันดร์และไม่เปลี่ยนแปลง (Plato, trans. 1997) สิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสล้วนเป็นเพียงภาพเลือนรางของความเป็นจริง มนุษย์จึงตกอยู่ในสภาวะของความลืมเลือนทางภววิทยา เพราะจิตวิญญาณถูกกักขังอยู่ในโลกแห่งวัตถุ การฝึกจิตในแนวคิดสายเพลโตจึงมีเป้าหมายเพื่อให้จิตวิญญาณระลึกได้ (anamnesis) ถึงความจริงเดิมที่ตนเคยสัมผัสมาก่อนการถือกำเนิดในโลกวัตถุนี้ แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า ความรู้มิใช่เพียงการสะสมข้อมูล แต่เป็นการตื่นขึ้นของจิตวิญญาณ

1. การฝึกฝนทางจิตที่สำคัญของเพลโต คือ การก้าวสู่ปัญญาญาณ (the intellectual ascent) ผ่านการใคร่ครวญคิด (meditation) โดยเริ่มจากการมองความงามในโลกวัตถุ จากนั้นขยับไปสู่ความงามของความรู้ ความงามของสัจธรรม จนกระทั่งจิตหลุดพ้นจากภาพลักษณ์ทั้งปวง เหลือเพียงการเพ่งมองความดีงามสูงสุด (The Good) ด้วยตาแห่งจิต แบ่งเป็น 4 ขั้น ได้แก่

  • ขั้นต้น the particular to the universal การสังเกตธรรมชาติจากวัตถุภายนอกสู่การตระหนักในธรรมชาติ
  • ขั้นกลาง from senses to mind จากผัสสะสู่ความงามของความรู้และเหตุผล
  • ขั้นสูง from Knowledge to virtue จากความรู้เฉพาะทางสู่คุณธรรมและความดีงามอันเป็นสากล เช่น ความยุติธรรมและความเมตตา
  • ขั้นสูงสุด the form of the Good การรวมเป็นหนึ่งกับสัจธรรมจนเกิดเป็นปัญญาญาณอันบริสุทธิ์ (pure understanding)

2. การฝึกฝนทางจิตที่สำคัญของโสเครติสคือ การสนทนาเชิงวิพากษ์ (dialectic) การสนทนาแบบถกเถียงนี้มิได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อเอาชนะทางเหตุผล แต่เพื่อรื้อถอนความหลงผิดภายในตนเอง (self-deconstruction) Foucault (2005) อธิบายว่า การตรวจสอบตนเองแบบโสเครติสเป็นเทคนิคแห่งตน (technologies of the self) ที่ช่วยให้มนุษย์กลับมาดูแลจิตวิญญาณของตนเอง การตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการฝึกจิตที่นำไปสู่การหยั่งรู้ภายใน (insight) แบ่งเป็น 3 บท ได้แก่

  • บทตั้ง แสดงแนวคิด เหตุผล และการยืนยันแนวคิด ความเชื่อ และโน้มน้าวให้เกิดการพิสูจน์เชื่อตามแนวคิดของฝ่ายตน
  • บทค้าน แสดงแนวคิด เหตุผล และค้านแนวคิดของฝ่ายตรงข้าม โน้มน้าวให้เกิดการพิสูจน์ว่าแนวคิดของฝ่ายตรงข้ามนั้นมีจุดอ่อน
  • บทสนับสนุน แสดงแนวคิด เหตุผล ที่สนับสนุนแนวคิดของฝ่ายค้าน โน้มน้าวให้เกิดการพิสูจน์ในระดับต่าง ๆ เพื่อยืนยันว่าแนวคิดของฝ่ายค้านนั้นดีกว่า ควรเชื่อและนำไปปฏิบัติ

การฝึกฝนอย่างกรีกโบราณนี้จะทำให้เราพัฒนาในปัญญา เข้าถึงความเป็นจริง ไม่ติดในนิยาม และไม่หลงความเชื่อผิดๆ เมื่อฝึกฝนจนชำนาญ จิตย่อมเกิดความสว่างวาบ สว่างไสวในเรื่องราวต่าง ๆ และไม่รู้สึกติดขัดในการเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง

ลัทธิสโตอิกและการฝึกจิตเพื่ออิสรภาพภายใน

ลัทธิสโตอิกมีมุมมองว่า จักรวาลถูกกำกับโดยเหตุผลสากล (Logos) (Long, 2002) ความทุกข์ของมนุษย์มิได้เกิดจากเหตุการณ์ภายนอก แต่เกิดจากการตีความของมนุษย์ต่อเหตุการณ์เหล่านั้น ดังนั้น การฝึกจิตคือ การทำให้จิตสอดคล้องกับธรรมชาติและเหตุผลสากล มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะแยกแยะระหว่างสิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ การฝึกจิตจึงเป็นไปเพื่อให้อยู่เหนือความทุกข์และโลกธรรม เพื่อบรรลุสภาวะจิตใจที่ราบเรียบดั่งผิวน้ำที่ไม่มีวันสั่นคลอนโดยสิ่งภายนอก (ataraxia)

1. การใคร่ครวญถึงเหตุการณ์เลวร้ายล่วงหน้า (praemeditatio Malorum) มาร์คุส เอาเรลิอุส (Marcus Aurelius) บอกว่า “สิ่งที่คาดคิดไว้ล่วงหน้า ย่อมสร้างความตระหนกได้น้อยกว่า” ความทุกข์ส่วนใหญ่ของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากตัวเหตุการณ์เอง แต่เกิดจากความตกใจกลัวเพราะคิดว่า สิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับฉัน การฝึกใคร่ครวญถึงเหตุผลการณ์เลวร้ายล่วงหน้าจะช่วยทำลายความประหลาดใจนั้น ทำให้เมื่อภัยพิบัติมาถึง จิตจะพูดอย่างสงบว่า “เรารู้จักเจ้าอยู่แล้ว เราซ้อมรับมือเจ้ามาทุกวันในความคิด” การจินตนาการถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตเช่น ความตาย ความสูญเสีย หรือความเจ็บปวด เพื่อลดความตระหนกและสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ (Seneca, trans. 2004) การฝึกเช่นนี้มิใช่ความมองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นการลดอำนาจของความกลัว เมื่อมันเกิดขึ้นจริง จิตจะสงบและพร้อมรับมือ

เทคนิคการฝึกฝน เริ่มจากการหาเวลาที่เงียบสงบในยามเช้าตรู่ก่อนเริ่มวัน หรือยามดึกสงัดก่อนเอนกายลงนอน นั่งหลังตรง หายใจเข้าออกให้สม่ำเสมอ แล้วเริ่มปฏิบัติตาม 4 ขั้นตอนดังนี้

  • การจินตนาการอย่างเป็นรูปธรรม (vivid visualization) จงอย่าคิดถึงความทุกข์แบบกว้างๆ แต่จงเจาะจงลงไปในสถานการณ์ที่กลัวที่สุดในชีวิตปัจจุบัน เช่น 1) การสูญเสียทรัพย์สิน โดยจินตนาการว่างานของท่านล้มเหลว ท่านไม่มีเงินทองทรัพย์สิน ท่านต้องสูญเสียบ้านและสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด 2) การถูกทรยศหรือนินทา โดยจินตนาการถึงคำพูดที่เยาะเย้ยถากถางจากคนที่เรารักหรือเพื่อนร่วมงาน และ 3) ความเจ็บป่วยและความตาย โดยจินตนาการถึงวันที่ร่างกายของเราโรยรา เดินไม่ได้ หรือแม้กระทั่งความตายของบุคคลอันเป็นที่รัก
  • การถอดถอนอารมณ์ (emotional detachment) ในขณะที่จินตนาการภาพเหล่านั้น จิตของเราจะเริ่มตื่นตระหนกและหัวใจจะเต้นแรง… นั่นคือจุดที่เราต้องฝึกฝน จงบอกตัวเองว่า “นี่คือภาพจำลองในใจ ยังมิใช่ความจริง” จากนั้นสูดหายใจลึกๆ และเฝ้ามองความกลัวนั้นด้วยสายตาเป็นกลาง จงทำให้จิตใจนิ่งราบเรียบต่อภาพที่เห็น
  • การแยกแยะสิ่งที่ควบคุมได้ (the dichotomy of control) เมื่อเผชิญหน้ากับภัยพิบัติในจินตนาการนั้นแล้ว จงถามตนเองด้วยคำถามว่า “ในสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ สิ่งใดที่เราวบคุมไม่ได้ และสิ่งใดที่เรายังควบคุมได้?” ค้นคำตอบในใจไปเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะพบคำตอบในใจว่า เราควบคุมไม่ให้ทรัพย์สินสูญหายไม่ได้ ควบคุมไม่ให้คนอื่นเกลียดชังไม่ได้… แต่เรายังควบคุมการตอบสนองและคุณธรรมของตนเองได้เสมอ แม้ในวันที่ยากจนที่สุด เราก็ยังเลือกที่จะเป็นคนซื่อสัตย์ได้ แม้ในวันที่เจ็บป่วยที่สุด เราก็ยังเลือกที่จะไม่คร่ำครวญได้
  • การแปรเปลี่ยนความกลัวเป็นความกตัญญู (negative gratitude) เมื่อเราลืมตาขึ้นมาจากการฝึกฝน จงมองไปรอบๆ ตัว… บ้านของเรายังอยู่ คนที่เรารักยังหายใจ ร่างกายของเรายังแข็งแรง ตอนนี้ให้เรารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง (gratitude) ต่อสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะเราเพิ่งรู้ซึ้งว่าสิ่งเหล่านี้พร้อมจะหายไปได้ทุกเมื่อ และกำหนดในใจว่า เราจะไม่ละเลยคนรัก และไม่ประมาทกับทรัพย์สินอีกต่อไป

เมื่อฝึกฝนได้แล้ว เราจะมีความไม่หวั่นไหว (ataraxia) gikจะกลายเป็นมนุษย์ที่ไม่มีสิ่งใดในโลกกระชากความสงบไปจากใจได้ มีความกล้าหาญ (courage) เมื่อได้ซ้อมแพ้ และซ้อมตายมานับครั้งไม่ถ้วนในใจ เราก็จะกล้าสู้เพื่อความถูกต้องในโลกความจริงโดยไม่มีความกลัวมาเหนี่ยวรั้ง เราจะมีอิสรภาพที่แท้จริง (freedom) เราจะไม่เป็นทาสของวัตถุหรือคำสรรเสริญ เพราะเรารู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงของหยิบยืมมาจากจักรวาล และจักรวาลจะทวงคืนเมื่อใดก็ได้

    2. การระลึกถึงความตายอย่างสม่ำเสมอ (memento mori) โดยระลึกและเตือนตนเองในทุกเช้าและค่ำคืนว่า “จงระลึกไว้เถิดว่าเราต้องตาย” (Remember You Must Die) เพื่อให้จิตใจไม่ยึดติดกับสิ่งของชั่วคราว และใช้ชีวิตทุกขณะจิตด้วยความดีงามและมีคุณธรรม ความตายคือกรอบรูปที่ทำให้ภาพวาดแห่งชีวิตงดงามที่สุด หากไม่มีกรอบนี้ ชีวิตก็จะเป็นเพียงเส้นสายที่กระจัดกระจายไร้ความหมาย มนุษย์ส่วนใหญ่อมทุกข์และเสียเวลาไปกับสิ่งไร้สาระ เพราะพวกเขาใช้ชีวิตราวกับว่าตนเองจะเป็นอมตะ พวกเขาสะสมความโกรธแค้น ผลัดวันประกันพรุ่ง และวิ่งไล่ล่าลาภยศที่ไม่อาจนำติดตัวไปได้เมื่อลมหายใจสุดท้ายมาถึง

    การฝึกจิตนี้ไม่ใช่การนั่งเศร้าสร้อยรอความตาย แต่มันคือการปลุกให้ตื่น (awakening) มันคือการเตือนสติว่า เวลาของเรามีจำกัด จงหยุดเสียเวลากับสิ่งที่ไม่สำคัญได้แล้ว เพื่อทำให้เราตระหนักถึงความไม่เที่ยงของชีวิต และใช้ชีวิตด้วยคุณธรรมในปัจจุบัน Hadot (1995) ชี้ว่า การระลึกถึงความตายมิใช่การหมกมุ่นกับความสิ้นหวัง แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เราได้คำนึงถึงชีวิตที่มีมีความหมายอย่างแท้จริง

    เทคนิคการฝึกฝนในการฝึกฝน มีหลายวิธี เช่น

    • การเตือนสติยามรุ่งอรุณ (the morning threshold) เมื่อเราลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ก่อนที่จิตของเราจะคิดไปคิดถึงภารกิจอันวุ่นวายหรือแผนการในวันนั้น จงนั่งนิ่งๆ บนขอบเตียงแล้วกล่าวคำประกาศสิทธิ์กับตนเองในใจ “เราอาจไม่ได้เห็นดวงอาทิตย์ตกดินในเย็นวันนี้ วันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายที่เราได้เดินบนผืนโลก” การคิดเช่นนี้จะทำลายความเกียจคร้านในใจ เราจะเริ่มวันใหม่ด้วยความกระตือรือร้นและสำนึกรู้ว่า วันนี้คือ ของขวัญชิ้นพิเศษที่จักรวาลหยิบยื่นให้ ไม่ใช่สิ่งตายตัวที่เราพึงจะได้
    • การสัมผัสสิ่งของจำลองความตาย (the physical reminders) เราอาจหาหัวกะโหลกจำอลง (skull), นาฬิกาทราย (hourglass) หรือ เทียนที่ดับไปแล้วบางส่วน วางไว้บนโต๊ะทำงาน การเห็นสิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องเตือนใจเล็กๆ ที่จะสะดุดสายตาของเรา ทุกครั้งที่เราเห็นสิ่งนี้ จงยอมให้มันทำหน้าที่เป็น เครื่องหยุดความโลภ ความโกรธ หรือความหงุดหงิดใจจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ในชีวิตประจำวัน
    • การปฏิสัมพันธ์ด้วยความตระหนักรู้ (the final farewell) การฝึกที่ทรงพลังและปวดร้าวที่สุด ทว่าทำให้มนุษย์เปี่ยมด้วยความเมตตาก็คือ เมื่อท่านกำลังจะกอดลากัลยาณมิตร บุตร หรือคนรักเพื่อไปทำงาน หรือก่อนจะล้มตัวลงนอน จงเตือนตนเองลึกๆ ในใจว่า “นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน หนึ่งในเราอาจต้องจากไปก่อนวันพรุ่งนี้” เมื่อเราตระหนักเช่นนี้ ความโกรธเคืองที่เคยมีจะมลายหายไป ทิฐิจะพังทลายลง ท่านจะปฏิบัติต่อคนตรงหน้าด้วยความรัก ความอ่อนโยน และความใส่ใจอย่างที่สุด เพราะเราย่อมไม่อยากให้ความทรงจำสุดท้ายที่เขามีต่อเราคือคำพูดในฝ่ายลบต่าง ๆ นานา
    • การทบทวนชีวิตยามราตรี (the nightly audit) เมื่อเอนกายลงบนหมอน จงหลับตาและจินตนาการว่าเตียงนอนนี้คือ โลงศพของเรา และผ้าห่มคือผ้าห่อศพ จงถามตนเองว่า “หากชีวิตของเราต้องจบลงในคืนนี้ เราได้ใช้ชีวิตวันนี้อย่างคุ้มค่า มีคุณธรรม และไม่ติดค้างสิ่งใดแล้วหรือยัง?” ให้ใจตอบตนเอง หากคำตอบคือ “ใช่” จงหลับไปด้วยความอิ่มเอมใจ หากคำตอบคือ “ยัง” จงจดจำไว้เพื่อแก้ไขในวันพรุ่งนี้ (หากจักรวาลยังเมตตามอบวันพรุ่งนี้ให้เรา)

    เมื่อเราฝึกฝนการตระหนักถึงความาย เราจะลดอัตตา (ego) ไม่แย่งชิงลาภยศอันไร้สาระ เพิ่มความกล้า (courage) ไม่กลัวการสูญเสีย เพราะไร้สิ่งใดครอบครองแท้จริง อยู่กับปัจจุบัน (ยresence) ดื่มด่ำและใส่ใจในทุกขณะจิต

    3. การมองจากเบื้องบน (the view from above; the cosmic ascent) โดยจินตนาการว่าจิตของท่านลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า มองลงมาเห็นตัวเอง เมืองที่อยู่ และโลกทั้งใบ ใช้สายตาของผู้อยู่เบื้องบนเห็นตัวเองที่กำลังดำเนินไป และเพื่อให้เห็นว่าปัญหาที่เรากำลังเผชิญนั้นช่างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับจักรวาลอันกว้างใหญ่ เทคนิคนี้จะช่วยลดอัตตา (Ego) ได้อย่างลึกซึ้ง และช่วยคืนความสงบระงับ (Ataraxia) ให้แก่จิตใจ มนุษย์มักมีการมองโลกผ่านสายตาที่คับแคบและจดจ่ออยู่แต่กับตัวเอง นี่คือบ่อเกิดแห่งความวิตกกังวล ความโกรธ และความซึมเศร้าที่ไม่รู้จักจบสิ้น จงหลับตาลง หลบเร้นจากเสียงอึกทึกของโลก แล้วออกเดินทางไปด้วยจิตวิญญาณเพื่อขยายขอบเขตทัศนวิสัยให้กว้างไกลไปสุดขอบจักรวาล

    เทคนิคการฝึกฝน เริ่มจากการหาที่นั่งที่สบาย ปล่อยวางความเครียดในร่างกาย แล้วใช้พลังแห่ง จินตภาพเชิงสร้างสรรค์ (creative visualization) ขยายจิตของเราตามลำดับขั้น ดังนี้

    • การมองแบบขยายออก (the zoom-out) เริ่มเพ่งเล็งมาที่ตัวของเราเองในขณะนี้ว่า นั่งอยู่ในห้อง บนเก้าอี้ กำลังหายใจและแบกความทุกข์หรือความกังวลใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่ จากนั้น จงค่อยๆ ขยับมุมมองของจิตให้ลอยสูงขึ้นไป… มองเห็นตัวเองจากมุมบนของเพดานห้อง เห็นท่าทางของตนเองที่กำลังนั่งอยู่ การมองเห็นนี้จะเป็นจิตระดับบุคคล
    • การมองจากบนฟ้า (the aerial view) จงปล่อยให้จิตลอยสูงขึ้นไปอีก ผ่านหลังคาตึก ทะยานขึ้นสู่ก้อนเมฆ บัดนี้ท่านจะมองเห็นเมืองทั้งเมืองที่ท่านอาศัยอยู่ ให้เพ่งมองดูผู้คนนับแสนนับล้านคนในเมืองนั้น บางคนกำลังแต่งงาน บางคนกำลังจะตาย บางคนกำลังทะเลาะกันบนท้องถนน บางคนกำลังร้องไห้ในโรงพยาบาล จงทบทวนและตระหนักรู้ว่า ปัญหาที่เราคิดว่ายิ่งใหญ่เหลือเกินที่ตัวเราแบบรับไว้นั้น บัดนี้มันได้กลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ จุดหนึ่งในท่ามกลางเสียงคร่ำครวญและรอยยิ้มของคนนับล้านแล้ว การมองเห็นนี้จะเป็นจิตระดับเมือง
    • การมองจากนอกโลก (the planetary view) จงให้จิตทะยานสูงขึ้นไปจนพ้นชั้นบรรยากาศของโลก บัดนี้เราจะเห็นโลกทั้งใบเป็นลูกกลมๆ สีน้ำเงินครามลอยคว้างอยู่ในความมืดมิดของอวกาศ จากมุมมองนี้ เส้นพรมแดนของประเทศต่างๆ ที่มนุษย์สมมติขึ้นและทำสงครามฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงมันมาตลอดประวัติศาสตร์… ได้เลือนหายไปหมดสิ้น โลกใบนี้ช่างดูเปราะบางและงดงาม จงมองเห็นประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทั้งหมด จักรวรรดิที่เคยยิ่งใหญ่แล้วล่มสลายไป ราชาและทาส ทั่วทั้งแผ่นดินล้วนเกิดและตายบนฝุ่นละอองเม็ดนี้ การมองระดับนี้จะเป็นจิตระดับโลกและอารยธรรม
    • การมองจากจิตระดับจักรวาลและกาลเวลา (the cosmic conception) ในขั้นสูงสุด จงปล่อยให้โลกใบนี้เล็กลงจนเหลือเพียงเม็ดทราย และมองเห็นระบบสุริยะ ทางช้างเผือก และกาแล็กซีนับล้านๆ ที่กำลังเคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบในความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต จงนำเวลาเข้ามาผสานด้วย…จักรวาลนี้ดำรงอยู่มานานแสนนานก่อนจะมีเรา และจะดำรงอยู่ต่อไปอีกนานนับอนันต์หลังจากเราตายจากไป ชีวิตของมนุษย์เรานั้นสั้นยิ่งกว่าวินาทีแห่งจักรวาล
    • เมื่อขยายจิตไปจนสุดขอบจักรวาลแล้ว ก็จงค่อยๆ ดึงมุมมองนั้นกลับลงมา… ซูมกลับเข้ามาสู่โลก สู่เมือง และสู่ตัวท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้อีกครั้ง

    การฝึกฝนของสายสโตอิกจะทำให้ไม่มีสิ่งใดในโลกกระชากความสงบไปจากใจได้ ให้อภัยง่ายขึ้น เพราะรู้สึกว่าการถือโทษโกรธเคืองผู้อื่นนั้นช่างเปล่าประโยชน์ยิ่งนักในชีวิตอันสั้นนี้ และเมื่อฝึกมองจากเบื้องบนบ่อยๆ แล้วก็จะพบว่า ไม่มีกรงขังใดในโลกจะกักขังจิตวิญญาณที่กว้างใหญ่ดั่งจักรวาลของเราได้อีกต่อไป

    การหลอมรวมกับหนึ่งเดียวของโพลทายนัสแห่งเพลโตใหม่

    เมื่อปรัชญากรีกหลอมรวมกับจิตวิญญาณตะวันออกและคริสตจักรในยุคแรก ปราชญ์อย่างโพลทายนัส (Plotinus) และเหล่านักพรตแห่งทะเลทราย (Desert Fathers) ได้พัฒนาการฝึกจิตไปสู่ขั้นสูงสุด บนหลักภววิทยาของ The One ตามแนวคิดของโพลทายนัสที่เสนอไว้ว่า ความจริงสูงสุดคือ The One ซึ่งอยู่เหนือภาษา เหตุผล และการแบ่งแยกทั้งปวง (Plotinus, trans. 1991) มนุษย์ตกอยู่ในภาวะของแตกเป็นส่วน ๆ (fragmentation) หรือความแตกแยกจากต้นกำเนิดของตนเอง การฝึกจิตจึงเป็นกระบวนการย้อนกลับสู่เอกภาพ (unity) ซึ่งเรียกว่า ภาวะการหลอมรวมกับหนึ่งเดียว (henosis) ตามแนวคิดเพลโตใหม่ (Neo-platonism)

    1. การฝึกใคร่ครวญผ่านการปฏิเสธนิยาม (apophatic meditation) หรือ วิถีแห่งนิเสธ (the via negativa) โพลตินัสและเหล่านักพรตแห่งทะเลทรายรู้แจ้งว่า สัจธรรมสูงสุด (The One หรือ God) นั้น ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่สติปัญญา คำพูด หรือจินตนาการของมนุษย์จะไปถึงได้ ดังนั้น วิธีเดียวที่จะเข้าถึงสัจธรรมแท้จริง คือการปอกลอกและทำลายสิ่งลวงตาออกไปทีละชั้น จนเหลือเพียงความจริงที่แท้บริสุทธิ์ และตระหนักว่า ทุกสิ่งที่สามารถคิดคำนวณ หรืออธิบายเป็นคำพูดได้… สิ่งนั้นยังไม่ใช่สัจธรรมสูงสุด ในคัมภีร์ The Cloud of Unknowing (เมฆแห่งความไม่รู้) อธิบายว่า ระหว่างจิตของมนุษย์กับสัจธรรม มีเมฆแห่งการลืม (Cloud of Forgetting) คั่นอยู่เบื้องล่าง และมีเมฆแห่งความไม่รู้ (Cloud of Unknowing) คั่นอยู่เบื้องบน การฝึกฝนคือการทิ้งทุกอย่างไว้ในเมฆเบื้องล่าง แล้วเหยียบย่ำความรู้ทั้งปวงเพื่อพุ่งจิตเข้าสู่ความมืดเบื้องบน โดยให้จิตค่อยๆ ปอกลอกและปฏิเสธภาพ แนวคิด หรือคำนิยามทั้งปวงเกี่ยวกับตนเองและโลก จนกระทั่งจิตเข้าสู่ความมืดอันศักดิ์สิทธิ์ที่ซึ่งไร้ความคิด ไร้คำพูด เหลือเพียงความตระหนักรู้บริสุทธิ์เพื่อเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวนั้น Pseudo-Dionysius (1987) เสนอว่า พระเจ้าสามารถเข้าถึงได้ผ่านความมืดแห่งการไม่รู้ เพราะถ้ารู้บางอย่างมาก่อนก็จะเกิดการยึดติด ดังนั้น การไม่รู้จะทำให้เปิดกว้างรับรู้พระเจ้าได้มากกว่า การภาวนาแบบนิเสธใน 2 มิตินี้เป็นการค่อย ๆ ปลดเปลื้องอัตลักษณ์ ความคิด และภาพแทน (representation) ทั้งหมด จนเหลือเพียงความตระหนักรู้บริสุทธิ์ (pure awareness)

    เทคนิคการฝึกฝน เริ่มจากให้การฝึกนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญ เพราะมันคือการ “เผชิญหน้ากับความว่างเปล่า” จงหาสถานที่ที่มืดและเงียบสงัดที่สุด นั่งในท่าที่มั่นคง

    • การละทิ้งผัสสะและโลกภายนอก (stripping the senses) ปิดตาและปิดกั้นการรับรู้ เสียงใดๆ ที่แว่วเข้ามา หรือความรู้สึกร้อนเย็นที่กระทบผิวหนัง จงอย่าไปตั้งชื่อหรือให้ค่ามัน พูดในใจอย่างสงบว่า “เสียงนี้ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้า กายนี้ไม่ใช่สัจธรรม” แล้วปล่อยให้มันผ่านไปดั่งสายลม
    • การละทิ้งภาพลักษณ์และจินตนาการ (stripping the imagination) เมื่อตาเนื้อปิดลง จิตมักจะสร้างภาพนิมิตขึ้นมา เช่น ภาพเทพเจ้า ภาพแสงสว่าง หรือภาพความทรงจำ ก็ให้ปฏิเสธมัน จงตระหนักว่าภาพเหล่านั้นเป็นเพียงเงาสะท้อนที่สมองสร้างขึ้น จงผลักภาพเหล่านั้นลงสู่เมฆแห่งการลืมเบื้องล่าง
    • การละทิ้งแนวคิดและตรรกะ (stripping the intellect) ในขั้นถัดไปเป็นขั้นที่ยากที่สุดสำหรับปราชญ์ ความคิดเชิงปรัชญา คำนิยามของความดี ความถูกต้อง หรือแม้แต่คำว่า พระเจ้า หรือสัจธรรม จะผุดขึ้นมาในสมอง จงปฏิเสธพวกมันทั้งหมด เพราะคำว่า ความดีที่ท่านคิดย่อมด้อยกว่าความดีแท้จริงเสมอ จงใช้สติฟันความคิดเหล่านั้นทิ้งไป พูดในใจเพียงว่า “ไม่ใช่สิ่งนี้… ไม่ใช่สิ่งนั้น” (Not this, Not that)
    • การจมดิ่งสู่ความมืดอันศักดิ์สิทธิ์ (the divine darkness) เมื่อปฏิเสธสิ่งภายนอก ภาพลักษณ์ และความคิดจนหมดสิ้น จิตจะเผชิญกับสภาวะที่ดูเหมือนความมืด หรือความว่างเปล่า (Void) จงอย่ากลัว… ความมืดนี้มิใช่ความอ้างว้าง แต่เป็นความมืดที่เกิดจากแสงสว่างที่เจิดจ้าเกินไปจนดวงตาของมนุษย์มองไม่เห็น ดั่งการจ้องมองดวงอาทิตย์ตรงๆ แล้วเห็นเป็นความมืด จงนิ่งสงบอยู่ในความว่างนั้น เป็นเพียงความตระหนักรู้ที่บริสุทธิ์ที่ไร้รูป ไร้เสียง ไร้อดีต และไร้อนาคต

    เมื่อถอนจิตกลับออกมาจากการฝึกฝน เราจะเริ่มหลุดพ้นจากกรงขังของภาษา จะเข้าใจโลกตามความเป็นจริง โดยไม่ติดกับดักของคำหรืออคติในคำที่มนุษย์อุปโลกน์ขึ้น เราจะมีความสงบอันไร้เงื่อนไข จิตจะมั่นคงมาก เพราะได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่มีอะไรเลย ดังนั้น เมื่อต้องสูญเสียสิ่งใดในโลกกิเลส จิตใจจะไม่สั่นคลอน และเราจะเข้าถึงสัจธรรมขั้นสูงสุด (henosis) เราจะตระหนักว่า เนื้อแท้ของตัวเรากับเนื้อแท้ของจักรวาลมิได้แยกขาดจากกัน แต่เป็นหนึ่งเดียวในความเงียบงันอันเป็นนิรันดร์นั่นเอง

    2. ความสงบแห่งใจ (the Jesus prayer / Hesychasia) ในธรรมเนียมคริสเตียนยุคแรก ฝ่ายนักบวชจากแดนทะเลทราย เชื่อว่า ตราบใดที่จิตของมนุษย์ยังสั่นไหวด้วยลมพายุแห่งความคิด (logismoi) มนุษย์ย่อมไม่มีวันมองเห็นแสงสว่างแห่งพระผู้เป็นเจ้าหรือสัจธรรมสูงสุด จึงได้เน้นการจมดิ่งลงสู่มหาสมุทรแห่งความสงบในใจ ผ่านการฝึกจิตสำคัญหนึ่งคือ การฝึกเข้าสู่ความสงบแห่งใจ (Hesychasm) ด้วยการภาวนาอย่างต่อเนื่อง และมองว่าสมองเป็นเพียงผู้คุมประตู หน้าที่ของเราคือการย้ายสัจจะและการตระหนักรู้ลงไปสถิตอยู่ที่ศูนย์กลางแห่งใจ (The Mind in the Heart) ซึ่งในฝ่ายรหัสยนิยม (Mysticism) มักจะใช้เทคนิค คือ การภาวนาถึงพระเยซู (Jesus Prayer) ซึ่งประสานคำภาวนาเข้ากับลมหายใจ จนคำภาวนาหลอมรวมเข้าสู่จิตใต้สำนึก Lossky (1976) อธิบายว่า จุดหมายของของการฝึกความสงบทางจิตใจ ไม่ใช่แค่เพียงใจสงบนิ่ง แต่คือ การเข้าถึงความจริงสูงสุด (theosis) หรือการมีส่วนร่วมในธรรมชาติของพระเจ้า (nature of God) ในเชิงภววิทยา นี่คือการเปลี่ยนผ่านจากการเป็นอยู่โดยมีตัวตนเป็นศูนย์กลาง (ego-centered existence) ไปสู่การเป็นอยู่โดยมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง (God-centered existence)

    เทคนิคการฝึกฝน เริ่มจากการประสานท่าทางกาย ลมหายใจ และคำภาวนา เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

    • การจัดท่าทางและการระงับผัสสะ (the posture) หามุมมืดในห้องที่เงียบสงัด นั่งบนม้านั่งเตี้ยๆ หรือเก้าอี้ที่มั่นคง นั่งและก้มศีรษะลง น้อมคางเข้าหาอก และทอดสายตาลงต่ำ เพ่งมองไปที่บริเวณ กึ่งกลางหน้าอกหรือหัวใจของตนเอง มิใช่การมองด้วยตาเนื้อ แต่เป็นการปักหมุดความรู้สึกไว้ที่นั่น ปล่อยวางความตึงเครียดในบ่าและไหล่ ทำให้ร่างกายกลายเป็นเหมือนภูเขาที่นิ่งสนิท
    • การคัดเลือกคำภาวนาสั้น (the Jesus prayer) เลือกใช้คำภาวนาสั้นๆ ที่ทรงพลังเพื่อตรึงจิตไม่ให้ซัดส่าย นั่นคือ “Lord Jesus Christ, Son of God, have mercy on me” (ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าด้วย) สำหรับผู้ไร้ศาสนาหรือผู้แสวงหา ก็อาจใช้คำสั้นๆ ที่สื่อถึงสัจธรรมและความสงบ เช่น ความสงบแท้จริง ดำรงอยู่ ณ ที่นี้ หรือคำว่า นิ่ง สงบ สิ่งสำคัญไม่ใช่ตัวอักษร แต่คือการใช้คำนั้นเป็นสมอเรือเพื่อต้านพายุความคิดในสมองของเรา
    • การประสานคำภาวนาเข้ากับลมหายใจ (the rhythmic breathing) ขั้นตอนนี้คือหัวใจสำคัญของการฝึก จงควบคุมลมหายใจให้ช้าและละเอียดอ่อนที่สุด อย่าหายใจแรง แล้วแบ่งคำภาวนาเป็นสองช่วงตามจังหวะกาย คือ หายใจเข้า จินตนาการว่าเรากำลังสูดความบริสุทธิ์และแสงสว่างลงไปที่หัวใจ พร้อมกับนึกคำภาวนาช่วงแรก (“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า…”) หายใจออก จินตนาการว่าเรากำลังระบายความฟุ้งซ่าน อัตตา และกิเลสทั้งหมดออกจากร่างกาย พร้อมกับนึกคำภาวนาช่วงหลัง (“…โปรดเมตตาข้าพเจ้าด้วย”) ทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ดั่งฟันเฟืองที่หมุนไปพร้อมกับสายพานอย่างนุ่มนวล
    • การก้าวข้ามคำพูดสู่ความนิ่ง (pure attention) เมื่อฝึกไปนานเข้า จิตจะเริ่มสงบระงับ ความคิดทางโลก (logismoi) จะค่อยๆ จางหายไป ถึงจุดหนึ่ง คำภาวนาที่เป็นคำพูดจะเลือนหายไปเอง เหลือเพียงความตระหนักรู้อันเงียบเชียบที่อบอวลอยู่ในหัวใจ ท่ามกลางความเงียบนั้น จิตของเราจะไม่รู้สึกเหงาหรืออ้างว้าง แต่จะเปี่ยมล้นด้วยความรักอันอุ่นซ่านและความสุขอันประณีตที่โลกวัตถุไม่มีวันมอบให้ได

    ในระหว่างที่จิตกำลังดิ่งลึกสู่ความสงบ เรามักจะพบเจอหลุมพรางทางจิตวิญญาณ เช่น ภาพลวงตา (Prelest) เช่น การเห็นแสงสีระยิบระยับ การได้ยินเสียงกระซิบ หรือความรู้สึกว่าตนเองบรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว จงอย่าสนใจภาพนิมิตเหล่านั้นเป็นอันขาด อย่าดีใจ อย่าตื่นเต้น และอย่าทึกทักเอาเอง สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวความฝันของสมองที่หลงเหลืออยู่ จงเพิกเฉยต่อมัน แล้วดึงจิตกลับมาที่ลมหายใจและศูนย์กลางหัวใจทันที ความสงบอันบริสุทธิ์ไร้ภาพลักษณ์ต่างหากคือสัจธรรมแท้ จิตจะตั้งมั่นอยู่ภายใน (interiority) ไม่หวั่นไหวกับสิ่งเร้า ในชีวิตปกติเราจะมีวาจาศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมปัญญา พูดเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีสติอารักขาจิต (watchfulness /Nepsis) รู้เท่าทันกิเลสในทันที

    3. การอ่านเชิงเพ่งพินิจ (lectio divina) ตัวอักษรในข้อเขียนที่ทรงคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ปรัชญาชั้นสูง หรือสัจธรรมแห่งธรรมชาติ ล้วนเป็นเพียงเปลือกนอกที่ซ่อนเนื้อในอันเป็นทิพย์ไว้ การฝึก Lectio Divina คือการเปลี่ยนหนังสือให้กลายเป็นกระจกเงาสะท้อนใจ และเปลี่ยนถ้อยคำให้กลายเป็น สะพานเชื่อมจิตของท่านเข้ากับปัญญาญาณสูงสุด ฝึกจิต ดั่งโคที่กำลังเคี้ยวหญ้า… มันเล็มหญ้าเข้าไป กลืนลงไป แล้วสำรอกออกมาเคี้ยวซ้ำๆ อย่างช้าๆ จนกระทั่งดึงสารอาหารทุกหยาดหยดเข้าสู่ร่างกาย นั่นคือกระบวนการที่ Guigo II ได้รวบรวมไว้ เป็น 4 ขั้นคือ การอ่านข้อความศักดิ์สิทธิ์หรือปรัชญาอย่างช้า ๆ (lectio) นำคำนั้นมาค่อย ๆ พิจารณาใคร่ครวญในใจ (meditatio) สวดภาวนาตอบรับ (oratio) และจบด้วยการนั่งนิ่งๆ อยู่ในความเงียบพร้อมกับความหมายนั้น (contemplatio)

    • Lectio (การอ่านช้าๆ ) อ่านข้อความที่เลือกมาอย่างช้าๆ ละเลียดอ่านทีละคำ หากเป็นไปได้จงเปล่งเสียงเบาๆ ออกมา เพื่อให้หูได้ยินและใจได้สัมผัสแรงสั่นสะเทือนของตัวอักษร ให้อ่านโดยไร้ความคาดหวัง อ่านราวกับว่านี่คือจดหมายที่ส่งมาจากจักรวาลถึงเราโดยเฉพาะ อ่านซ้ำไปซ้ำมา 2-3 รอบ จนกระทั่งเราได้มีคำคำหนึ่ง หรือวลีหนึ่งที่สะดุดใจเป็นพิเศษ ดั่งมีแสงสว่างวาบขึ้นมาที่คำนั้น
    • Meditatio (การใคร่ครวญ) จับคำหรือวลีที่สะดุดใจนั้นไว้ แล้วนำมาเคี้ยวเอื้องในความคิด ท่องคำนั้นซ้ำๆ ในใจอย่างแผ่วเบา ถามตนเองว่า เหตุใดคำนี้จึงส่งผลต่อใจของเราในเวลานี้? มันกำลังเตือนสติเราในเรื่องใด? มันเชื่อมโยงกับชีวิต บาดแผล หรือความสุขของเราในปัจจุบันอย่างไร?” ในการใคร่ครวญนี้ไม่ใช่การไตร่ตรองวิเคราะห์เชิงวิชาการ แต่เป็นการปล่อยให้ข้อความนั้นซึมลึกเข้าไปทุบทำลายกำแพงอัตตาในใจของเรา
    • Oratio (การสนทนาตอบรับ) เมื่อข้อความนั้นทำงานกับใจจนเกิดความรู้สึกบางอย่างแล้ว จงเปิดใจสนทนากับพระเจ้า (God) หรือ เทพ (god) … หรือหากท่านไร้ศาสนา จงพูดคุยกับท่านผู้สูงส่ง (Higher Self) หรือจักรวาลภายในของเรา จงระบายความรู้สึกออกมาตรงๆ เช่น ข้าพเจ้าเห็นความโกรธของตนเองผ่านคำนี้แล้ว โปรดมอบความกล้าหาญให้ข้าพเจ้าเยียวยามันด้วยเถิด ขั้นตอนนี้คือการเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นเจตจำนงและความตั้งใจจริง (intention)
    • Contemplatio (การนิ่งสงบ) วางหนังสือลง หยุดคิด หยุดทบทวน หยุดพูดคุย และหยุดภาวนา… จงนั่งนิ่งๆ อยู่ในความเงียบสงัด ให้จิตเข้าสู่สภาวะอยู่เหนือคำพูด (beyond words) เราเพียงแค่นั่งพักผ่อนอยู่ในความหมายและรสของสัจธรรมที่เพิ่งได้รับ เป็นการเติมพลังให้จิตวิญญาณในความนิ่งบริสุทธิ์ ดั่งทารกที่นอนนิ่งอยู่อ้อมกอดของมารดาหลังความอิ่มเอม

    มนุษย์ส่วนใหญ่อ่านหนังสือด้วยความรีบร้อน (Speed Reading) ราวกับต้องการเขมือบตัวอักษรให้มากที่สุดเพื่ออวดอ้างอัตตา แต่การฝึกฝนนี้จะรับรู้ตัวอักษรอย่างซื่อตรง ได้รับวัตถุดิบแห่งปัญญา ซึมซับความหมายเกิดความเข้าใจตนเองลึกซึ้ง แสดงความจำนงและตอบรับ เกิดการตั้งมั่นที่จะปรับปรุงตน นิ่งสงบ สลัดตัวตน ผสานรวมเป็นหนึ่ง จิตสว่างไสวและเกิดความสงบระงับทั้งในชีวิตและจิตใจ

    การฟื้นฟูวิกฤตจิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์ในยุคสมัยปัจจุบัน

    โลกสมัยใหม่ที่ก้าวหน้าในทุกด้าน โลกเต็มไปด้วยข้อมูล ความเร่งรีบ และการบริโภค ส่งผลให้มนุษย์สูญเสียความลึกทางจิตวิญญาณ (spiritual depth) Heidegger (1977) เรียกสภาวะนี้ว่า การหลงลืมความหมายแท้จริงของการดำรงอยู่ (forgetfulness of Being) การฝึกจิตจึงมีความสำคัญในฐานะกระบวนการฟื้นฟูมนุษย์จากภาวะความแตกแยกภายใน โดยช่วยให้มนุษย์กลับมาใคร่ครวญตนเอง ลดอำนาจของอัตตาตัวตน สัมผัสความเงียบภายใน และได้สร้างความสัมพันธ์ใหม่กับความจริง การฝึกจิตที่ไม่ซับซ้อนอาจเป็นประโยชน์ต่อใจและจิตวิญญาณ เช่น

    1. หากจิตใจเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายจากผู้คน จงใช้ The View from Above หรือ Praemeditatio Malorum ของสโตอิกเพื่อดึงสติ
    2. หากต้องการยกระดับสติปัญญาให้เข้าใจสัจธรรม จงใช้การใคร่ครวญแบบ Socratic Dialectic
    3. หากต้องการความสงบลึกล้ำขั้นสูงสุดเพื่อพักจิตวิญญาณ จงจมดิ่งลงสู่ความเงียบงันด้วย Hesychasia หรือ Apophatic Meditation

    สรุป

    การฝึกจิตในโลกตะวันตกโบราณมิใช่เรื่องของเทคนิคหรือทักษะเพื่อความสงบทางจิตใจ แต่เป็นวิถีแห่งการเปลี่ยนแปลงทางภววิทยาและจริยศาสตร์ มนุษย์ถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องผ่านกระบวนการขัดเกลาจิตวิญญาณ เพื่อก้าวข้ามโลกแห่งภาพลวงตา อัตตา และความแตกแยกภายใน โดยมีการฝึกจิตที่ได้รับความนิยมได้แก่ การเข้าถึงโลกของแบบของเพลโต ความสงบไม่สั่นคลอนของสโตอิก การหลอมรวมเป็นหนึ่งของโพลทายนัส และความสงบแห่งใจของคริสเตียนยุคแรก แนวคิดและหลักการเหล่านี้ล้วนสะท้อนความเชื่อร่วมกันว่า ความจริงสูงสุดมิได้เข้าถึงได้ด้วยเพียงการศึกษาเรียนรู้ตำราข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงภายในของผู้แสวงหาด้วย แนวคิดนี้มีศักยภาพที่จะช่วยบริการ (service) แก่โลกปัจจุบันที่มนุษย์เผชิญวิกฤตความหมายของชีวิต ความโดดเดี่ยว และความแยกเป็นส่วน ๆ ของจิตใจ การฝึกจิตเป็นแนวทางสำคัญในการฟื้นฟูมิติทางจิตวิญญาณ นำไปสู่สุขภาวะ (wellness) ที่เป็นองค์รวมและจะนำมนุษย์กลับเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับตนเอง ผู้อื่น และความเป็นจริงของชีวิต

    เอกสารอ้างอิง

    1. Epictetus. (2014). Discourses, fragments, handbook (R. Hard, Trans.). Oxford University Press.
    2. Foucault, M. (2005). The hermeneutics of the subject (G. Burchell, Trans.). Palgrave Macmillan.
    3. Hadot, P. (1995). Philosophy as a way of life (M. Chase, Trans.). Blackwell.
    4. Heidegger, M. (1977). The question concerning technology and other essays (W. Lovitt, Trans.). Harper & Row.
    5. Long, A. A. (2002). Epictetus: A Stoic and Socratic guide to life. Oxford University Press.
    6. Lossky, V. (1976). The mystical theology of the Eastern Church. St. Vladimir’s Seminary Press.
    7. Plato. (1997). Complete works (J. M. Cooper, Ed.). Hackett Publishing.
    8. Plotinus. (1991). The Enneads (S. MacKenna, Trans.). Penguin Books.
    9. Pseudo-Dionysius. (1987). The complete works (C. Luibheid, Trans.). Paulist Press.
    10. Seneca. (2004). Letters from a Stoic (R. Campbell, Trans.). Penguin Classics.

    Leave a comment

    Quote of the Course

    “Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

    ~ Kirti Bunchua, 2018