อ.ดร.รวิช ตาแก้ว, ราชบัณฑิต
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ประเทศไทย
บทคัดย่อ
แนวคิดเรื่องพลังอำนาจของชาติในระดับปรัชญานั้นวางอยู่บนคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับ ภาวะการทำการ ศักยภาพ ความสามารถในการสร้างความเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลก บทความนี้เสนอการตีความพลังอำนาจของชาติผ่านอภิปรัชญา จริยศาสตร์ และปรัชญาการเมือง โดยเริ่มจากแนวคิดเรื่องศักยภาพและภาวะทำการในปรัชญากรีก เชื่อมโยงกับแนวคิด virtue ของ Machiavelli แนวคิดสงครามและรัฐของ Clausewitz แนวคิด power politics ของ Morgenthau ตลอดจนการวิพากษ์อำนาจของ Foucault และความแตกต่างระหว่าง power กับ violence ของ Arendt และพัฒนาไปสู่แนวคิด soft power ของ Nye บทความเสนอว่า พลังอำนาจของชาติควรเข้าใจใหม่ในฐานะระบบศักยภาพร่วมของชาติซึ่งประกอบด้วยทั้งพลังทำลาย พลังสร้างสรรค์ และพลังรวมตัว ทั้งนี้ พลังที่แท้จริงของชาติไม่ควรถูกวัดจากความสามารถในการบังคับกระทำการเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาความสามารถในการสร้างความไว้วางใจ ความร่วมมือ ความรู้ คุณค่า และอนาคตที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างอันเป็นพื้นฐานของรัฐและสังคมที่มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
คำสำคัญ: พลังอำนาจของชาติ, อำนาจ, ภาวะทำการ, ศักยภาพ, ปรัชญาการเมือง
บทนำ
คำว่า พลังอำนาจของชาติ (National Power) เป็นแนวคิดสำคัญในรัฐศาสตร์ ยุทธศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยทั่วไปหมายถึงความสามารถของรัฐหรือชาติในการทำให้ผลประโยชน์และเป้าหมายของชาติเกิดขึ้นจริงผ่านทรัพยากรและขีดความสามารถที่มีอยู่ แนวคิดดังกล่าวจึงมักเชื่อมโยงกับกำลังทหาร เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี ประชากร ทรัพยากรธรรมชาติ และความสามารถทางการทูต แต่คำถามทางปรัชญาที่น่าสนใจในคำนี้คือ อะไรทำให้สิ่งหนึ่งมีพลังที่จะทำให้บางสิ่งเกิดขึ้นได้? คำถามนี้เปลี่ยนจุดสนใจจากชาติของเรามีอะไร ไปสู่ชาติของเราสามารถทำอะไรได้ และยิ่งไปกว่านั้นคือ คำถามว่า ชาติของเราสามารถกลายเป็นอะไรได้
พลังอำนาจของชาติจึงขยายขอบเขตสำหรับการคิดและทบทวนคิด มิใช่มิใช่เพียงการมีอำนาจผ่านการรวบรวมทรัพยากรในด้านต่าง ๆ ให้มากเข้าไว้ หากแต่เป็นคำถามทางอภิปรัชญาที่เกี่ยวกับศักยภาพของการมีอยู่ และคำถามทางจริยศาสตร์เกี่ยวกับทิศทางของการใช้ศักยภาพนั้น ชาติที่มีกำลังทางทหารสูง มีอาวุธจำนวนมาก ชาตินั้นย่อมมีพลังในการทำลาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชาตินั้นมีพลังในการสร้างสังคมที่ดี ชาติที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มี GDP สูงอาจมีพลังในการแข่งขัน แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และชาติที่มีเทคโนโลยีสูงก็อาจสามารถควบคุมข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาลได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชาตินั้นมีปัญญาในการใช้ข้อมูลเหล่านั้นอย่างแท้จริง ในมุมมองของปรัชญาจึงควรแยกคำว่า มีพลังออกจากใช้พลังได้อย่างมีปัญญา และจะทำให้การคิดวิจารณญาณในเรื่องพลังอำนาจของชาติเข้าสู่พื้นที่ของปัญญาชนอย่างแท้จริง
ภววิทยาของพลัง
ในภาษาอังกฤษ power มีรากศัพท์ที่สัมพันธ์กับภาษาละติน potentia และ posse ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถ หรือการสามารถทำได้ (to be able) ดังนั้นความหมายดั้งเดิมของ power จึงหมายถึงความสามารถในการทำให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น ความคิดนี้สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังอภิปรัชญาของอริสโตเติลซึ่งแยกระหว่างศักยภาพ (potentiality; dynamis) และการปรากฎขึ้น (actuality; energeia) กล่าวคือ สิ่งหนึ่งอาจมีความสามารถบางอย่างอยู่ในภาวะแฝง แม้ความสามารถนั้นยังไม่ได้ปรากฏออกมาเป็นการกระทำจริง (Aristotle, 1984) เมื่อนำแนวคิดนี้มาประยุกต์กับพลังอำนาจของชาติ ย่อมอาจกล่าวได้ว่า พลังอำนาจของชาติคือ ศักยภาพของชาติในการเปลี่ยนภาวะที่เป็นอยู่ให้กลายเป็นภาวะที่ชาติประสงค์จะให้เกิดขึ้น ดังนั้นการมีทรัพยากรมากจึงยังไม่ใช่พลังโดยสมบูรณ์ น้ำมันคือทรัพยากร แต่ความสามารถในการค้นพบ สกัด ใช้ และบริหารน้ำมันคือพลัง ประชากรคือทรัพยากร แต่ความสามารถในการพัฒนาคนคือพลัง ข้อมูลข่าวสารคือทรัพยากร แต่ความสามารถในการเปลี่ยนข้อมูลเป็นความรู้และปัญญาคือพลัง
วัฒนธรรมคือมรดก แต่ความสามารถในการทำให้วัฒนธรรมสร้างความหมายร่วมสมัยคือพลัง ในที่นี้จึงอาจเสนอกรอบคิดเป็นสมการเชิงปรัชญาได้ว่า
Resource + Capability + Agency + Direction → Power
และเมื่อเพิ่มจริยธรรมเข้าไป ก็จะเป็น Power + Wisdom + Ethics → Responsible Power เมื่อขยายแนวคิดไปสู่กรอบของพลังรับผิดชอบร่วมเช่นนี้ พลังอำนาจของชาติก็จะก้าวออกจากกรอบยุทธศาสตร์ของนวยุคภาพเข้าสู่ขอบเขตของปรัชญาหลังนวยุคได้
แนวคิดเรื่องอำนาจนั้น มาคิเอวาลลี (Niccolo Machiavelli) ได้พัฒนาแนวคิดเรื่องอำนาจทางการเมืองในยุคกลางเสียใหม่ โดยเปลี่ยนจากการอธิบายรัฐในเชิงศีลธรรมไปสู่การพิจารณาว่า มนุษย์และรัฐสามารถทำอะไรได้จริงภายใต้เงื่อนไขของโลก แนวคิดสำคัญคือ virtue ของมาคิเอวาลลีนั้นไม่ได้หมายถึงคุณธรรมในความหมายสมัยใหม่ แต่หมายถึงความสามารถ ความกล้าหาญ ความเด็ดขาด ความสามารถในการอ่านสถานการณ์ และความสามารถในการกระทำอย่างเหมาะสมต่อความไม่แน่นอนของโลก (fortuna) (Machiavelli, 1998) แนวคิดนี้ให้ภาพที่สำคัญแก่นักคิดคือ โลกมิได้เป็นระบบที่มนุษย์สามารถควบคุมได้ทั้งหมด แต่ผู้มี virtue สามารถสร้างพื้นที่แห่งความเป็นไปได้ภายในข้อจำกัดของสถานการณ์นั้น ๆ และแนวคิดนี้เป็นกรอบสำคัญของเรื่องพลังอำนาจของชาติในปรัชญาสมัยใหม่ ผ่านคำถามว่า
ชาติไม่ได้มีพลังเพราะมีทรัพยากรมากเพียงใด แต่มีพลังเพราะสามารถเปลี่ยนทรัพยากรที่มีให้กลายเป็นความสามารถในการกำหนดอนาคตได้มากเพียงใด
แนวคิดนี้เปลี่ยนกรอบคิดเรื่องอำนาจ จากพลังคืออำนาจในการครอบครอง (power as possession) ไปสู่ พลังคืออำนาจในการมีศักยภาพ (power as capacity)
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เคลาซวิทซ์ (Carl von Clausewitz) ได้พัฒนามุมมองที่ว่า อำนาจของรัฐมิได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ปรากฏขึ้นภายในความสัมพันธ์ของฝ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์แห่งความขัดแย้ง เคลาซวิทซ์มองสงครามว่าเกี่ยวข้องกับการเมือง และเน้นความสัมพันธ์ระหว่างเจตจำนงของฝ่ายต่าง ๆ มากกว่าการมองสงครามเป็นเพียงการปะทะทางกายภาพ (Clausewitz, 1984) ในเชิงปรัชญา แนวคิดของเคลาซวิทซ์นั้นชี้ว่า พลังไม่ได้เกิดจากตัวผู้มีพลังเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับโลกและผู้อื่น ดังนั้น พลังอำนาจของชาติจึงไม่ควรถูกวัดด้วยกรอบจำนวนของทรัพยากร แต่ต้องพิจารณาระดับของความสัมพันธ์ระหว่างศักยภาพของชาติกับบริบทแวดล้อมร่วมด้วย ประเทศหนึ่งอาจมีกองทัพขนาดใหญ่ ทหารหลายแสนนาย มีรถถัง เครื่องบิน เรือรบจำนวนมาก เป็นมหาอำนาจทางการทหาร แต่หากไม่สามารถสร้างพันธมิตรได้ พลังทางยุทธศาสตร์อาจต่ำกว่าประเทศที่มีกองทัพเล็กกว่าแต่มีเครือข่ายพันธมิตรที่เข้มแข็งกว่า กรอบคิดนี้นำไปสู่แนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
พลังอำนาจของชาติในกรอบคิดปรัชญาสมัยใหม่-หลังสมัยใหม่
ในศตวรรษที่ 20 แนวคิดพลังอำนาจของชาติได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในงานของมอร์เกนโธ (Hans J. Morgenthau) ซึ่งเน้นว่าพลังของชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเมืองระหว่างประเทศ (Morgenthau, 1948) โดยในกรอบคิดแบบดั้งเดิม พลังของชาติจะพิจารณาว่าประกอบด้วยปัจจัย เช่น ภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ ประชากร เศรษฐกิจ กำลังทหาร ระบบการเมือง คุณภาพของรัฐบาล คุณลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรม ขวัญและกำลังใจของประชาชน และความสามารถทางการทูต ต่อมาในปลายศตวรรษที่ 20 แนวคิดนี้ได้ขยายองค์ประกอบมากขึ้น โดยมีปัจจัยด้านอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แก่ ความก้าวหน้า-การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ ความสามารถด้านนวัตกรรม เครือข่ายระหว่างประเทศ วัฒนธรรม ความน่าเชื่อถือของประเทศ และความสามารถในการสร้างความร่วมมือระดับต่าง ๆ กรอบคิดนี้ทำให้มองได้ว่า พลังอำนาจของชาติวิวัฒน์ได้ตามโครงสร้างของโลก เป็นพลวัตตามบริบทและสถานการณ์ของโลก ไม่ใช่สิ่งตายตัว
ในปลายศตวรรษที่ 20 ฟูโกต์ (Michel Foucault) ได้วิพากษ์แนวคิดเรื่องอำนาจ โดยเสนอให้ทำความเข้าใจเรื่อง power เสียใหม่ โดยฟูโกต์ไม่ได้มองเรื่องพลัง แต่มองผ่านอำนาจ และมองว่า อำนาจไม่ใช่เป็นสิ่งที่บุคคลหรือรัฐถือครอง หากแต่อำนาจดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ ในสถาบัน ในความรู้ ในภาษา และในวิธีที่มนุษย์กำหนดว่าอะไรคือความจริง(Foucault, 1977, 1980) โดยเสนอเป็นแนวคิดสำคัญว่า Power produces นั่นคือ อำนาจไม่ได้เป็นเพียงพลังในการห้ามหรือทำลาย แต่อำนาจสามารถผลิตความรู้ ผลิตตัวตน ผลิตบรรทัดฐาน และผลิตความจริงบางชนิดขึ้นมาได้ ข้อเสนอใหม่ของฟูโกต์ทำให้กรอบคิดเรื่องพลังอำนาจของชาติขยายออกจากคำว่าพลังในการบังคับ ไปสู่ความสามารถในการสร้างความหมาย นั่นคือ ประเทศที่สามารถสร้างมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ สร้างมาตรฐานเทคโนโลยี สร้างภาษาแห่งการพัฒนา สร้างองค์ความรู้ สร้างภาพลักษณ์ หรือสร้างเรื่องเล่าที่ประเทศอื่นยอมรับ ประเทศเหล่านี้ล้วนกำลังใช้อำนาจในอีกระดับหนึ่ง
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฮันนา อาเรนด์ (Hannah Arendt) เสนอกรอบคิดใหม่ที่สำคัญ คือ การมองว่า พลังไม่ใช่อำนาจในการทำลาย power is not as violence โดยมีมุมมองว่า พลังทางการเมืองเกิดขึ้นเมื่อผู้คนรวมตัวกันและกระทำร่วมกัน (acting in concert) ขณะที่อำนาจทำลายล้างเป็นเครื่องมือที่สามารถใช้เพื่อบังคับได้ (Arendt, 1970) ข้อเสนอใหม่จึงวางอยู่บนหลักการสำคัญว่า
ชาติที่สามารถทำให้ประชาชนร่วมมือกันได้ ย่อมมีพลังแตกต่างจากชาติที่ทำให้ประชาชนเชื่อฟังด้วยความกลัว
กรอบคิดของอาเรนด์ เสนอให้การปกครองมีการใส่ใจในประเด็น power over หรืออำนาจเหนือผู้อื่น ซึ่งมองผ่านการมีอิทธิพล (influence) ด้วย ซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนเป็น power with หมายถึง พลังที่เกิดจากการร่วมมือกันผ่านการมีส่วนร่วม (participation) และยังอาจนำไปสู่ การมี power to ความสามารถที่จะทำบางสิ่งให้เกิดขึ้น ซึ่งกรอบคิดเรื่องนี้เป็นฐานคิดสำคัญในเรื่องพลังอำนาจของชาติในศตวรรษที่ 21
ศตวรรษที่ 21 ไนอี (Joseph Nye) เสนอแนวคิดอำนาจอ่อน (soft power) เพื่ออธิบายความสามารถในการทำให้ผู้อื่นต้องการสิ่งที่เราต้องการโดยไม่จำเป็นต้องใช้การบังคับหรือการจ่ายผลประโยชน์โดยตรง (Nye, 2004) แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับพลังอำนาจเดิม คือ วัฒนธรรม คุณค่า นโยบาย ความชอบธรรม ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการสร้างแรงดึงดูด พลังอำนาจนี้เป็นพลังในการทำให้คนอื่นอยากร่วมมือกับเราผ่านแรงดึงดูด (attraction) และการมีความสัมพันธ์ร่วม (relationship) ซึ่งทำให้ระบบคุณค่าของชาติเป็นพลังอำนาจที่อยู่ในโครงสร้างของชาติด้วย
พลังอำนาจของชาติในกรอบคิดปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง
จากภววิทยาและแนวคิดสมัยใหม่-หลังสมัยใหม่ พลังสามารถแสดงออกได้หลายทิศทาง/มิติ ซึ่งทำให้การใคร่ครวญคิดเรื่องพลังต้องมีการแยกให้กระจ่างชัดมากขึ้น เช่น
พลังทำลาย (Destructive Power) เป็นมิติของพลังที่สามารถทำลาย กำจัด ต่อต้าน บังคับ ยับยั้ง และทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดสิ้นสุดลง ตัวอย่างเช่น พลังทางทหาร พลังของการลงโทษเมื่อกระทำผิด นอกจากนี้ยังพบผลนี้ในอำนาจทางเศรษฐกิจและอำนาจในทางข้อมูลข่าวสารเช่นกัน เช่น การคว่ำบาตร ปฏิบัติการ IO เป็นต้น
พลังสร้างสรรค์ (Creative Power) เป็นมิติของพลังที่สามารถสร้างสิ่งใหม่ ฟื้นฟูสิ่งเดิม สร้างความรู้ สร้างนวัตกรรม สร้างความร่วมมือ สร้างความไว้วางใจ และสร้างอนาคต ตัวอย่างเช่น พลังในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พลังในการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ชาาติสามารถสร้างทางเลือกให้กับอนาคตได้มากขึ้น มิติความมั่นคงจึงเปลี่ยนจากการป้องกันไม่ให้เราถูกทำลาย/รุกราน ไปสู่ความสามารถที่จะสร้างอนาคตที่ชาติไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง
พลังรวมตัว (Collective Power) เป็นมิติของพลังที่ไม่ได้เกิดจากบุคคลแต่ละคน หรือแยกออกจากกัน แต่เกิดจากความสามารถในการรวมพลังที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นพลังร่วมเพื่อมุ่งไปสู่การกระทำเรื่องหนึ่งเรื่องใด ตัวอย่างเช่น พลังอำนาจด้านสังคม ในเรื่องนั้น ๆ ประชากรหนึ่งคนมีศักยภาพระดับหนึ่ง องค์กรมีศักยภาพระดับหนึ่ง ชุมชนมีศักยภาพระดับหนึ่ง สังคมมีศักยภาพระดับหนึ่ง เมื่อสามารถเชื่อมโยงกันได้จากแต่ละระดับ ก็จะเกิดความสามารถร่วม (collective capability) และนำไปสู่การกระทำร่วมกัน (collective action)
ระบบนิเวศแห่งพลัง
ภววิทยาที่แตกต่างกัน มิติที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดเกิดร่วมกันในพื้นที่หนึ่ง ๆ คือ ประเทศ ดังนั้น ระบบที่พลังที่หลากหลายเหล่านี้ดำรงอยู่จึงอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศแห่งพลัง (Power ecosystem) ซึ่งต้องพิจารณาในขอบเขตว่า ชาติสามารถทำให้ประชาชนร่วมกันสร้างชีวิรและอนาคตที่ดีขึ้นได้หรือไม่ โดยอาจมององค์ประกอบสำคัญได้ดังนี้
คนมีความสามารถ+คุณธรรม -> การมีความรู้และระบบการเรียนรู้ที่ดี -> การมีคนที่มีความสามารถคิดวิเคราะห์และมองอนาคตได้ -> การมีคนทีสามารถเชื่อมโยงและสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างกันได้ -> การมีคนที่สามารถแปลงความคิดไปสู่การกระทำและลงมือทำได้ -> การมีคนที่สามารถสร้างสิ่งใหม่อย่างสร้างสรรค์ได้ -> การมีคน-ระบบที่สามารถกำกับพลังไว้ ไม่ให้เกิดการทำในสิ่งไม่ถูกต้อง -> พลังในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดียิ่ง ๆ ขึ้น
Being -> Knowing -> Thinking -> Relating -> Acting -> Creating -> Regulating -> Quality of Life
ในระบบนิเวศย่อมมีพลังอำนาจหรือความสามารถในการเปลี่ยนผู้อื่น มีพลังอำนาจหรือความสามารถในการทำให้สิ่งต่าง ๆ สามารถดำรงอยู่ เติบโต และสร้างสรรค์ต่อไปได้ แต่นิเวศที่ดีย่อมเป็นนิเวศที่พ้นไปจากกฎแห่งป่า นั่นคือ การจำกัดขอบเขตของพลังเพื่อครอบครอง (power as domination) และเพิ่มพลังเพื่อความงอกงาม (power as flourishing) เมือ่ชาติพัฒนาระบบนิเวศที่ทำให้ประชาชนของตนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต คิดและลงมือสร้างสรรค์ได้ ผิดพลาดและเรียนรู้ใหม่ได้ ร่วมมือกันได้ ดูแลผู้อ่อนแอได้ และสร้างอนาคตที่คนรุ่นต่อไปสามารถอยู่ได้ พลังอำนาจของชาตินี้ย่อมลึกซึ้งและยืนยาวต่อไปได้ โดยมีพลังร่วมกันได้ และไม่ทำลายเงื่อนไขของการดำรงอยู่ของตนเองและผู้อื่น
จริยศาสตร์ของพลัง
หลักจริยศาสตร์เกี่ยวกับพลัง จะถามว่า สิ่งหนึ่งควรทำอะไร? ประเทศหนึ่งควรทำอะไร ประเทศทั้งหลายอาจมีศักยภาพแตกต่างกันหลายด้าน บ้างก็มีศักยภาพในการทำบางสิ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าทำได้ทุกสิ่ง หรือควรทำทุกสิ่งที่สามารถทำได้ ดังนั้น การใช้พลังจำเป็นต้องมีความสามารถนั้นร่วมกับความรับผิดชอบต่อกระบวนการและผลลัพธ์ (Capability + Responsibility) หากไม่มีจริยธรรม พลังสามารถกลายเป็นการทำลาย หากไม่มีความสามารถ จริยธรรมอาจกลายเป็นเพียงความปรารถนาดีที่ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นประเทศที่มีพลังอย่างแท้จริงจึงต้องมีทั้งความสามารถที่จะทำ และความสามารถที่จะยับยั้งตนเอง การรู้ว่าทำได้และการรู้ว่าไม่ควรทำจึงเป็นส่วนหนึ่งของพลังชนิดเดียวกัน
สรุป
ในมิติปรัชญา พลังอำนาจของชาติวางอยู่บนคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับ ความสามารถในการทำการของชาติ โดยจากภววิทยานั้น อริสโตเติลชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างศักยภาพกับการทำให้ศักยภาพปรากฏจริง จากมุมมองของมาคิเอวาลลีที่มองเป็นความสามารถในการกระทำภายใต้ความไม่แน่นอน จากเคลาซวิทซ์ที่ชี้ถึงลักษณะเชิงความสัมพันธ์ของอำนาจ จากมอร์เกนโธที่มองพลังในฐานะองค์ประกอบของการเมืองระหว่างประเทศ จากฟูโกต์ที่ชี้ว่าอำนาจดำรงอยู่ในความรู้ สถาบัน และความสัมพันธ์ จาก อาเรนด์ที่เห็นว่าพลังแตกต่างจากความรุนแรง และจากไนอีที่เห็นพลังของการดึงดูด ความน่าเชื่อถือ และวัฒนธรรม เมื่อประมวลทั้งหมดเข้าด้วยกัน อาจกล่าวได้ว่าพลังอำนาจของชาติมีได้หลายมิติ และที่ควรจะพิจารณาและส่งเสริมพลังความสามารถ ได้แก่ ความสามารถในการทำ (Power to act) ความสามารถในการปกป้องและต้านทาน (Power to resist) ความสามารถในการรวมพลัง (Power to unite) ความสามารถในการสร้างอนาคต (Power to create) และความสามารถในการไม่ใช้พลังอย่างผิดทิศทาง (Power to restrain oneself) ชาติและประเทศที่มีพลังที่สุดจึงเป็นชาติหรือประเทศที่สามารถเปลี่ยนศักยภาพของผู้คน ความรู้ วัฒนธรรม สถาบัน และทรัพยากร ให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ร่วมกันได้ โดยไม่ทำลายเงื่อนไขของการดำรงอยู่ของตนเองและผู้อื่น และสุดท้ายคือ ชาติที่ประกอบด้วยสังคมที่มีศักยภาพไม่สิ้นสุดนั่นเอง
เอกสารอ้างอิง
Arendt, H. (1970). On violence. Harcourt, Brace & World.
Aristotle. (1984). The complete works of Aristotle: The revised Oxford translation (J. Barnes, Ed.). Princeton University Press.
Bacon, F. (1597). Meditationes sacrae. John Windet.
Clausewitz, C. von. (1984). On war (M. Howard & P. Paret, Eds. & Trans.). Princeton University Press.
Foucault, M. (1977). Discipline and punish: The birth of the prison (A. Sheridan, Trans.). Pantheon Books.
Foucault, M. (1980). Power/knowledge: Selected interviews and other writings, 1972–1977 (C. Gordon, Ed.). Pantheon Books.
Machiavelli, N. (1998). The prince (H. C. Mansfield, Trans. & Ed.). University of Chicago Press. (Original work published 1532)
Morgenthau, H. J. (1948). Politics among nations: The struggle for power and peace. Alfred A. Knopf.
Nye, J. S., Jr. (2004). Soft power: The means to success in world politics. PublicAffairs.
Weber, M. (1978). Economy and society: An outline of interpretive sociology (G. Roth & C. Wittich, Eds.). University of California Press.
รวิช ตาแก้ว. (2567). การตีความและวิเคราะห์คำว่า “พลังอำนาจของชาติ” ในมุมมองของปรัชญา. from https://philosophysuansunandha.com/2024/08/21/powerofthenation/
รวิช ตาแก้ว, เมธา หริมเทพาธิป, และพจนา มาโนช. (2564). “ปัจจัยพลังอำนาจของชาติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง : การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน”. รายงานการวิจัย. กรุงเทพฯ : ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร.

Leave a comment