ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ประเทศไทย

บทนำ

ในปัจจุบันเรามักได้ยินหรือรู้สึกด้วยตนเองว่า โลกกำลังแย่ลง และโลกในอนาคตจะแย่ลงไปเรื่อย ๆ หรือโลกนี้อยู่ยากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากการมองเห็นเส้นทางข้างหน้าที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งที่แฝงอยู่ในถ้อยคำเหล่านี้ก็คือ ความรู้สึกเสียดาย (regret) ความรู้สึกนี้มากกว่าความเศร้าที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดหายไป แต่หากพิจารณาในระดับภววิทยา ความเสียดายนั้นมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นของเรา สิ่งที่เราเคยมี สิ่งที่เราเคยสัมผัส หรือสิ่งที่เราคิดว่าเราน่าจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับสิ่งนั้นต่อไป ตัวอยางเช่น เราเสียดายเมื่อป่าไม้ถูกทำลาย เพราะเราไม่ได้เพียงสูญเสียต้นไม้ แต่สูญเสีย โลกแบบหนึ่งที่เราเคยมีสิทธิ์จะอยู่ร่วมกับมัน เราเสียดายแม่น้ำที่ถูกปล่อยปละจนสกปรกและตื้นเขิน เพราะไม่ได้สูญเสียเพียงน้ำสะอาด แต่สูญเสียความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะดำรงชีวิตอย่างกลมกลืนกับแม่น้ำ เราเสียดายภูมิอากาศที่ดีซึ่งได้แปรปรวนไป เพราะไม่ได้สูญเสียเพียงอุณหภูมิและบรรยากาศที่เหมาะสม แต่เราสูญเสียอนาคตในการดำรงอยู่ของชีวิตในบางแบบที่เราเคยคิดว่าจะเป็นของเรา ดังนั้น ความเสียดายจึงมีโครงสร้างทางปรัชญาที่น่าสนใจที่เราอาจมองได้ว่า

ความเสียดาย = ความรู้สึกเป็นเจ้าของ + การสูญเสีย/เสื่อมสลาย + การตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่หายไป

และในระดับที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกในเชิงความหมาย เราเองก็สามารถรู้สึกถึงความเสียดายในระดับอารยธรรม (civilizational regret) โดยเรานั้นต่างก็มีความรู้สึกลึก ๆ ว่า มนุษยชาติได้รับโลกใบหนึ่งมา แต่กลับไม่สามารถรักษามันไว้ให้อยู่ในสภาพที่ดีสำหรับผู้ที่จะมาถึงภายหลัง

โลกที่เราเป็นส่วนหนึ่ง

แนวคิดเรื่องความเป็นส่วนหนึ่ง (part of) ได้ถูกยกขึ้นมาคิดตั้งแต่สมัยกรีก ต่อมาได้ขยายตัวกลายเป็นแนวคิดเรื่องความเป็นเจ้าของ (belonging-ownership) จึงถูกเข้าใจไปในลักษณะว่า นี่คือของของฉัน แต่เมื่อเราได้ย้อนอ่านและขยายความคิดออกไปให้กว้างขึ้น ความเป็นเจ้าของนั้นมีระดับหนึ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดเจน คือ การเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น (ontological belonging) เช่น เราอาจไม่ได้เป็นเจ้าของภูเขาในทางกฎหมาย แต่ภูเขาเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ เราไม่ได้เป็นเจ้าของแม่น้ำ แต่แม่น้ำเป็นส่วนหนึ่งของระบบชีวิตของเรา เราไม่ได้เป็นเจ้าของอากาศ แต่เราไม่สามารถดำรงอยู่โดยปราศจากอากาศได้ ดังนั้น ธรรมชาติที่ถูกใช้และถูกทำลายลงไปจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการสูญเสียทรัพยากร (resource) แต่เป็นการสูญเสียความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกที่ได้มีร่วมกันมากว่าหลายล้านปีในระยะเวลาสั้น ๆ ราว 200 ปีนี้ แนวคิดปรัชญาที่สำคัญของมนุษย์ในยุคนี้เชื่อได้ว่า ก้าวออกจากการถกเถียงแบบสุดโต่งระหว่างมนุษย์เป็นศูนย์กลางของโลกกับธรรมชาติสำคัญกว่ามนุษย์ ไปสู่ข้อเสนอที่สามโดยปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodern philosophy) ที่มีมุมมองว่า มนุษย์ไม่ได้อยู่เหนือธรรมชาติ และไม่ได้อยู่นอกธรรมชาติ แต่มนุษย์เป็นผู้มีส่วนร่วมในเครือข่ายของการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง เราเป็นสิ่งอยู่ในโลก (being in the world) และโลกไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์พร้อมใช้ (ready to hand) แต่เป็นโลกที่มนุษย์ใช้ชีวิตร่วมกับสิ่งอื่น

อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจปฏิเสธวิกฤตทางธรรมชาติและต่างก็เห็นตรงกันว่าระบบนิเวศของโลกนั้นได้ถูกทำให้แปรปรวนและโลกกำลังเสื่อมลงในระดับของเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าจะมีกระแสอนุรักษ์โลกเกิดขึ้นทั่วไป เช่น การให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อน การส่งเสริมคาร์บอนเครดิต การแปรใช้ใหม่ (recycle) และการสนับสนุนโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ต่าง ๆ แต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง ระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมกลับแสดงผลปรากฎในเชิงลบมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสะท้อนมิติของการสูญเสียความเป็นไปได้ เราไม่ได้สูญเสียเพียงสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น แต่เรากำลังสูญเสียสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นอีกด้วย ในอนาคต คน ๆ หนึ่งอาจไม่ได้สูญเสียป่าไม้ใบหญ้า เพราะในชีวิตของเขา โลกไม่ได้มีป่าเช่นนั้นแล้ว เขาสูญเสียโอกาสที่จะได้เห็นมันไปแล้ว จากสิ่งที่เราได้ทำหรือปล่อยปละให้คนอื่นทำ คนรุ่นต่อไปอาจไม่ได้สูญเสียแม่น้ำที่สะอาดใส เพราะเขาไม่เคยรู้จักแม่น้ำแบบนั้น เขาสูญเสียความเป็นไปได้ที่จะรู้จักแม่น้ำจริง ๆ ไปแล้ว ประเด็นทางจริยศาสตร์นี้เป็นกรอบสำคัญที่มนุษย์ควรใส่ใจให้มากขึ้น

เราสามารถรู้สึกเสียดายสิ่งที่เราไม่เคยมีได้หรือไม่

คำถามนี้ลึกซึ้งและต้องการคำตอบในแง่มุมต่างๆ คำตอบหนึ่งที่ควรจะมีและควรที่จะได้รับการยอมรับ ก็คือ เราสามารถเสียดายสิ่งที่เราไม่เคยมีได้ และด้วยความรู้สึกเสียดายนี้ เราจึงมีเหตุผลอย่างยิ่งที่จะรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ในตอนนี้ ความเสียดายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับอดีตที่จบไปแล้ว แต่สามารถเกิดขึ้นกับอนาคตที่ถูกปิดกั้นลงไปเพราะปัจจุบันได้ทำให้หมดลง ในกรอบจริยธรรมนี้ ความเสียดายจึงไม่ใช่เพียงอารมณ์ความรู้สึกทั่ว ๆ ไป แต่เป็นอารมณ์ทางจริยธรรม (moral emotion) รูปแบบหนึ่งเช่นกัน เราเสียดายไม่ใช่เพียงเพราะสิ่งหนึ่งเคยมี แต่เพราะเราตระหนักว่าสิ่งนั้นควรจะยังมีความเป็นไปได้ที่จะดำรงอยู่

ในระดับอารยธรรม ความเสียดายที่เรามีนั้นได้เกิดขึ้นและขยายใหญ่ขึ้นโดยเราอาจไม่รู้สึกตัว เช่น ภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมที่ถูกลืม ภาษาที่ไม่มีผู้พูด เมืองที่มนุษย์ไม่มีเวลาอยู่ร่วมกัน และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในลักษณะพึ่งพออาศัยกันที่เลือนหายไป เราอาจเรียกความรู้สึกนี้ว่า the lost of the possibility of a good world นั่นคือ ความรู้สึกสูญเสียความเป็นไปได้ที่โลกจะดำรงอยู่ด้วยดี และนั่นเท่ากับว่า เราสูญเสียตัวเลือกในการเลือกเสรีไปอย่างหนึ่ง เราทำการลดความเป็นไปได้ของโลกลงไป และคนรุ่นถัดไปจึงเป็นเพียงผู้เลือกที่เลือกได้เฉพาะตัวเลือกที่จำกัดอยู่ในปริมาณหนี่งเท่านั้น

เส้นทางหลังความเสียดาย

เมื่อเรารับรู้ว่าโลกกำลังแย่ลง และเราไม่ได้ปฏิเสธวิกฤตที่เกิดขึ้นและจะเกิดขึ้น เรารู้สึกเสียดายสิ่งดี ๆ แต่หลังจากเสียดายแล้ว เราควรเดินต่อไปอย่างไร ในทางปรัชญาเราสามารถชี้ตัวเลือกทางเดินที่หลากหลาย แต่อย่างน้อยเราจะชี้ได้ 2 เส้นทาง นั่นคือ

เส้นทางแห่งความสิ้นหวัง เราในฐานะมนุษย์คนหนึ่งและเชื่อว่ามนุษย์อีกหลาย ๆ คนต่างก็รู้สึกว่า โลกแย่เกินไปแล้ว แต่เราทำอะไรไม่ได้ ด้วยความรู้สึกเช่นนี้ แม้เราจะเสียดาย แต่ความเสียดายนั้นได้กลายเป็นความสิ้นหวัง เพราะมนุษย์เลือกที่จะถอนตัวออกจากความรับผิดชอบ เลือกที่จะไม่ทำอะไร เกิดภาวะอัมพาตทางจริยธรรม (ethical paralysis) คือรู้ว่ามีปัญหา แต่ไม่เชื่อว่าการกระทำของตนจะมีความหมาย หรือไม่เชื่อว่าตนเองจะมีความสามารถพอที่จะแก้ไขอะไรได้ จึงเลือกไม่ทำสิ่งใด ๆ และปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นและแย่ลงไปเรื่อย ๆ

เส้นทางแห่งความรับผิดชอบ เราในฐานะมนุษย์คนหนึ่งและเชื่อว่ามนุษย์อีกหลาย ๆ คนต่างก็รู้สึกว่า เราเติบโตขึ้นมาด้วยศักยภาพของความเป็นมนุษย์ เรามีมีความรักในสิ่งต่าง ๆ ที่เคยเป็นประสบการณ์ชีวิตและเราได้รู้จักสิ่งนั้นมา เมื่อสิ่งเหล่านั้นเสื่อมโทรมลง แย่ลง เรารู้สึกเสียดาย เพราะเราจึงยังรักสิ่งนั้น และเพราะเรายังรัก เราจึงมีเหตุผลและมีความสามารถที่จะดูแลสิ่งนั้นด้วย มนุษย์มีศักยภาพอยู่ในตัว เราสามารถที่จะสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหาสิ่งที่ดีขึ้น ดังนั้น เราจึงไม่หลอกตัวเองว่า ทุกอย่างดีอยู่แล้ว และก็ไม่ลวงตัวเองว่า ทุกอย่างพังพินาศไปจนหมดสิ้นแล้ว เราจะมองทุกอย่างได้ตามความเป็นจริง และเข้าใจในบริบทของโลก สังคม ชุมชน ผู้คน เราจะย้อนมองใหม่ว่า ภายใต้โลกที่ไม่สมบูรณ์นี้ เราจะทำอะไรที่ดีได้เพิ่มขึ้นบ้าง

เส้นทางแห่งความรับผิดชอบนี้มองเห็นได้จากหลัก 3 กล้าของซาร์ต (Jean-Paul Sartre) ที่เป็นจุดเริ่มที่สำคัญและความต่อเนื่องที่ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางพยายามเสนอผ่านการกล้าที่จะประเมินปัญหา กล้าที่จะเสนอทางเลือกให้มากที่สุด และกล้าที่จะลงมือทำด้วยความรับผิดชอบ ความกล้านี้เป็นความกล้าบนทางสายกลาง นั่นคือ ข้ามพ้นหลังนวยุคสุดขั้ว (extreme postmodernism) ไม่มองเพียงว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องเล่าใหญ่ของผู้มีอำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือเป็นผลจากการตีความของใคร แต่เป็นการมองให้เห็นความเป็นจริงและเลือกที่จะลงมือทำ (action) โดยวางอยู่บนกรอบคิดคุณธรรมที่ว่า เรามองทุกอย่างรอบด้านหรือไม่ (prudence) เรากล้าที่จะลงมือทำสิ่งที่เราเลือกหรือไม่ (courage) เราทำสิ่งนั้นได้พอเพียง ไม่ขาด ไม่เกิน หรือไม่ (sufficient) และเราทำสิ่งนั้นได้เหมาะสมกับบริบทและสถานการณ์หรือไม่ (just) โดยที่เราข้ามพ้นภาวะสงสัยกังขาต่อเรื่องภัยพิบัติและปัญหาต่าง ๆ

เราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

บริบทสำคัญของเส้นทางแห่งความรับผิดชอบนั้น เราจะต้องสำนึกและเร่งสร้างความสำนึกแก่ทุก ๆ คนว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นมีผู้ร้ายในสายตาของเรา เป็นการประเมินจากมุมมองต่าง ๆ เช่น รัฐบาลปล่อยปละ กฎหมายไม่ครอบคลุม ไม่เข้มงวด บริษัทและอุตสาหกรรมเอาเปรียบสังคม คนรุ่นก่อนใช้ทุกอย่างสิ่นเปลือง ประเทศมหาอำนาจแสวงหาแต่ผลประโยชน์ รวมไปถึงปัญญาคอร์รับชั่น ที่ทำให้ระบบต่าง ๆ ย่อหย่อน หย่อนยานจนถึงกับทำให้ระบบขาดประสิทธิภาพในการกำกับดูแลสังคม ประเทศและสิ่งแวดล้อม แต่ในสายตาของเราไม่มีตัวเราจนกว่าเราจะส่องกระจกเพื่อเห็นตัวเอง เราจะเห็นว่า เราบริโภคอะไร ใช้อะไร ใช้ไปเท่าไร สร้างขยะมากแค่ไหน เราละเลยอะไร ปล่อยปละอะไรไป และเมื่อเรามองตัวเองให้ชัดขึ้น เราก็จะรู้ได้ว่า เราควรส่งต่ออะไปให้กับคนรุ่นถัดไป และนี่คือฐานของความรับผิดชอบที่เราจะมีต่อโลก ต่อมนุษยชาติในอนาคตนั่นเอง เมื่อนั้น ความเป็นของเราย่อมเปลี่ยนจากการเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลก ของปัญหา โดยมีท่าทีใหม่ กลายเป็นผู้ดูแลโลก (stewardship) เราสามารถให้ความช่วยเหลือแก่ผู้คน ชุมชน สังคม ประเทศ โลกและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติได้ โดยทั้งส่วนที่มีการร้องขอและส่วนที่ไม่ได้มีการร้องขอ นั่นคือ ท่าทีของการดูแลด้วยใจ (caring)

การเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ไปสู่การเป็นผู้ดูแล

หากเราไม่เห็นคุณค่า เราจะไม่เสียดาย ความเสียดายเป็นประตูที่นำเราไปสู่การเห็นคุณค่าและเกิดเป็นกระบวนการพัฒนาจากภายในสู่ภายนอก

ความเป็นส่วนหนึ่ง → ความสูญเสีย → ความเสียดาย → ความรัก → ความห่วงใย → ความตระหนักรู้ → ปัญญา → ความรับผิดชอบ → การลงมือทำ

แต่ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางก็ไม่ได้เรียกร้องให้มนุษย์เสียสละทำอย่างสุดตัว และไม่ได้เสนอภาพฝันว่า หากทำอย่างเต็มที่เราจะสร้างโลกที่สมบูรณ์แบบได้ ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเสนอให้มนุษย์เราเรียนรู้ความสัมพันธ์และการปฏิบัติในชีวิตประจำวันของต่อผู้คน สิ่งแวดล้อมและโลก เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับโลกที่ไม่สมบูรณ์อย่างมีปัญญา ซึ่งเราจะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ทางความคิดให้ชัดเจนและเลือกที่จะปฏิบัติหรือลงมือทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าดีอย่างเหมาะสม

กระบวนทรรศน์เดิมกระบวนทรรศน์ใหม่
โลกเป็นทรัพย์สินโลกเป็นบ้านร่วม
ความเป็นเจ้าของความเป็นส่วนหนึ่ง
ความเสียดายความตระหนักรู้
ความกลัวความรับผิดชอบ
การกล่าวโทษการมีส่วนร่วม
ความสิ้นหวังความหวังอย่างมีเหตุผล
การควบคุมการดูแล
ความสมบูรณ์แบบโลกที่ไม่สมบูรณ์แต่สมดุล
ผู้บริโภคผู้ดูแล
ฉันจะได้อะไรจากโลกฉันจะส่งต่ออะไรให้คนรุ่นถัดไป

ด้วยความกล้าหาญทางจริยธรรมของเราที่จะเปลี่ยนจากเพียงความเสียดายไปสู่ความรับผิดชอบ เราจะกล้าลงมือทำในพื้นที่เล็ก ๆ ที่เรารับผิดชอบได้ และเมื่อทำให้สิ่งนั้น ๆ ดีขึ้น เราก็จะขยายความรับผิดชอบได้ การกระทำเล็ก ๆ เหล่านี้อาจดูไม่ยิ่งใหญ่ แต่ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางไม่ดูถูก ความเล็กเช่นนี้ เพราะโลกไม่ได้เปลี่ยนจากการกระทำที่ยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่เปลี่ยนจากการกระทำเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงสอดคล้องกัน และหากคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ที่ยังอยู่ในโลกตอนนี้ได้ร่วมกันที่จะดูแลโลกในส่วนที่ผ่านเข้ามาในความรับผิดชอบของตน ดูแลสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่าที่ทำได้ เท่าที่มีศักยภาพกระทำ และใช้ความรู้ความสามารถได้อย่างเหมาะสม เราย่อมไม่สร้างความเสียหายไปมากกว่าเดิม ทั้งยังอาจช่วยรักษาเยียวยาให้ดีขึ้น และยังอาจช่วยสร้างสิ่งใหม่ที่ดีกว่าได้อีกด้วย

สรุป

ความเสียดายไม่ควรถูกมองเป็นเพียงอารมณ์ด้านลบ แต่สามารถเป็นอารมณ์ทางจริยธรรม ที่เปิดประตูไปสู่ความรับผิดชอบ ในกรอบปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง มนุษย์ไม่จำเป็นต้องเลือกข้างระหว่างโลกกำลังพังทลายกับทุกอย่างยังแก้ไขได้ แต่สามารถยืนอยู่ตรงจุดที่ว่า เราไม่อาจย้อนเวลากลับไปทำให้โลกเหมือนเดิมได้ แต่เรายังสามารถรับผิดชอบต่อโลกในสภาพที่มันเป็น และสร้างความเป็นไปได้ใหม่จากสิ่งที่เหลืออยู่ สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดของมนุษยชาติไม่ใช่การที่โลกเปลี่ยนแปลง เพราะโลกย่อมเปลี่ยนแปลงเสมอ สิ่งที่น่าเสียดายกว่าคือ มนุษย์อาจมองเห็นโลกกำลังเปลี่ยนแปลง แต่กลับไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว เมื่อเราไม่เสียดาย เราก็จะไม่เห็นคุณค่า เมื่อเราไม่เห็นคุณค่า เราก็ไม่ได้รัก เมื่อเราไม่รัก เราก็จะไม่ดูแล และเมื่อเราไม่ดูแล ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นและกลายเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้น ความเสียดายที่เกิดขึ้นในใจของเราเป็นจุดเริ่มต้นของการตื่นขึ้นมาของคุณธรรมในใจของเราที่จะรักษาโลกที่ดี แม้เราไม่สามารถรักษาโลกทั้งใบไว้ได้ แต่เราสามารถปฏิเสธที่จะเป็นผู้ทำให้มันแย่ลง และเราสามารถทิ้งบางสิ่งที่ดีกว่าไว้เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป

เอกสารอ้างอิง

Bauman, Z. (1993). Postmodern ethics. Blackwell.

Bunchua, K. (2003). Philosophy in ordinary language. St. John University.

Cheney, J. (1989). Postmodern environmental ethics: Ethics as bioregional narrative. Environmental Ethics, 11(2), 117–134. https://doi.org/10.5840/enviroethics198911231

Cunsolo, A., & Ellis, N. R. (2018). Ecological grief as a mental health response to climate change-related loss. Nature Climate Change, 8, 275–281. https://doi.org/10.1038/s41558-018-0092-2

Jonas, H. (1984). The imperative of responsibility: In search of an ethics for the technological age. University of Chicago Press.

Levinas, E. (1969). Totality and infinity: An essay on exteriority (A. Lingis, Trans.). Duquesne University Press.

Latour, B. (2004). Politics of nature: How to bring the sciences into democracy. Harvard University Press.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018