อ.ดร.ณศิรัตน์ อธิธารินภิรมย์
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ประเทศไทย
บทนำ
อารยธรรมจีนสืบเนื่องยาวนาน โดยมีคำสอนที่เน้นปรัชญาชีวิตเป็นสำคัญ และในบรรดาคุณธรรมที่ได้รับการยอมรับว่ามีอิทธิพลต่อโครงสร้างชีวิตนั้น กตัญญู (孝; xiào; filial piety; filiality) นั้นมีที่หมายสำคัญคือ ความกตัญญูต่อบิดามารดา ประกอบด้วยความรู้สึกขอบคุณพ่อแม่ การเคารพ การดูแล การสืบทอด การรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว และการวางตนอย่างเหมาะสมต่อผู้มีพระคุณและคนรุ่นก่อน แนวคิดนี้ได้รับการสืบทอดตามแนวคิดในโลกทัศน์ขงจื๊อ (Confucian) มนุษย์ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นปัจเจกบุคคลที่โดดเดี่ยวแล้วจึงค่อยเข้าสู่ความสัมพันธ์กับผู้อื่น ตรงกันข้าม มนุษย์เกิดมาในความสัมพันธ์อยู่แล้ว การเป็นลูกเกิดขึ้นก่อนที่เราจะรู้จักตนเองเสียอีก ดังนั้น ความเป็นมนุษย์จึงเป็นความเป็นมนุษย์เชิงสัมพันธ์ (relational personhood) และ กตัญญูเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ว่าเราจะดำรงอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างไร
แนวคิดเรื่องกตัญญูนี้มีผลทำให้ครอบครัวเป็นโรงเรียนแรกของคุณธรรม เมื่อบุคคลเรียนรู้ที่จะเคารพ ดูแล และรับผิดชอบต่อบิดามารดา ก็คาดหวังได้ว่าคุณธรรมดังกล่าวจะขยายออกไปสู่พี่น้อง ชุมชน ผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง และสังคมโดยรวม ความกตัญญูได้รับการยอมรับว่าเป็นรากฐานของระบบจริยธรรมและโครงสร้างสังคมจีน (Cheng, 2014) แต่กระนั้น คุณธรรมกตัญญูนี้ได้สร้างให้เกิดปัญหาในอีกด้านหนึ่ง ความกตัญญูถูกสังคมเปลี่ยนจากคุณธรรมแห่งความสัมพันธ์ เป็นหน้าที่แห่งการเชื่อฟัง และจากความรักกลายเป็นเครื่องมือของอำนาจ ปัญหาในทางสังคมจึงเกิดขึ้นว่า ลูกควรเชื่อฟังพ่อแม่เพียงใด พ่อแม่มีสิทธิเรียกร้องอะไรจากลูกบ้าง และถ้าคำสั่งของพ่อแม่ขัดกับความถูกต้อง ลูกควรทำอย่างไร คำถามเหล่านี้เกิดขึ้น และทำให้ผู้สนใจปรัชญาจีนต้องกลับมาอ่านใหม่ (re-read) กันอีกครั้ง
กตัญญูในปรัชญาจีนโบราณ
กตัญญูในภาษาไทยมาจากภาษาบาลี (กต หมายถึง สิ่งที่ผู้อื่นทำแล้ว หรืออุปการะที่คนอื่นทำแก่ตน และ ญา (หรือ ญู) หมายถึง การรู้) โดยมักแปลว่า การระลึกถึงคุณ และมีคำคู่คือ กตเวที ซึ่งหมายถึง การตอบแทนคุณ ในส่วนของความหมายนี้มีขอบเขตที่เข้าใจได้ว่าสอดคล้องกับ 孝 ในปรัชญาขงจื๊อ หากแต่กตัญญูตามปรัชญาจีนนี้มีมิติของการปฏิบัติอยู่ด้วย กล่าวคือ การรู้ว่าพ่อแม่มีพระคุณยังไม่เพียงพอ ต้องแสดงความสัมพันธ์นั้นออกมาเป็นการกระทำ หลักจริยศาสตร์ขงจื๊อไม่ได้แยกคุณธรรมภายในออกจากการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และเชื่อว่า คุณธรรมเกิดขึ้นผ่านการฝึกฝนตนเอง ผ่านพิธีกรรม ภาษา กิริยา การดูแล และความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ดังนั้น กตัญญูจึงเป็นคุณธรรมที่เราต้องฝึกตนให้สามารถตอบสนองต่อความสัมพันธ์ที่เรามีอยู่จริงอย่างเหมาะสม เช่น คุณธรรมกตัญญูของลูกนั้น ไม่ใช่การทำหน้าที่ แต่เพราะการประพฤติคุณธรรมนี้เป็นพื้นที่หนึ่งที่ทำให้มนุษย์เรียนรู้ความรัก ความอดทน ความรับผิดชอบ และการเอาใจเขามาใส่ใจเรา
เมื่อจักรวรรดิ์จีนโบราณได้ให้ความสำคัญกับระบบจริยธรรมขงจื้อ กตัญญูจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะส่วนหนึ่งของคุณค่าทางสังคมที่ผู้ปกครองมุ่งสร้างให้เกิดขึ้นผ่านการจัดระเบียบทางสังคมและการเมือง โดยมุ่งการสร้างความจงรักภักดีของขุนนางและราษฎรต่อเจ้าผู้ปกครอง ครอบครัวไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ส่วนตัว แต่เป็นแบบจำลองของสังคมอีกด้วย และหากมนุษย์เรียนรู้การเคารพและรับผิดชอบต่อผู้มีพระคุณในครอบครัว เขาก็จะสามารถพัฒนาความรับผิดชอบต่อผู้อื่นในสังคมได้ จริยธรรมของลูกจึงเป็นบรรทัดฐานของสังคมโดยรวม และทำให้สังคมจีนสามารถสร้างความเชื่อมโยงต่อเนื่องในวงศ์ตระกูล และระหว่างคนรุ่นก่อนกับคนรุ่นหลังได้ คนตายไม่ได้หายไปจากโลกทางศีลธรรม บรรพบุรุษยังดำรงอยู่ผ่านพิธีกรรม ความทรงจำ ชื่อสกุล หลุมศพ การเซ่นไหว้ และเรื่องเล่าของครอบครัว กตัญญูจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่คุณธรรมระหว่างลูกกับพ่อแม่ที่ยังมีชีวิต แต่เป็นคุณธรรมแห่งความต่อเนื่องระหว่างรุ่นต่อรุ่น
ในเชิงภววิทยา (ontology) กตัญญูวางอยู่บนกรอบคิดที่ว่า ตัวเราไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเราเอง แต่เราเป็นผลลัพธ์ของสิ่งที่มาก่อนเรา เรามีภาษาเพราะมีคนสอนภาษา เรามีชื่อเพราะมีครอบครัว เรามีชีวิตเพราะมีพ่อแม่ เรามีวัฒนธรรมเพราะมีคนรุ่นก่อน และเรามีโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ก็เพราะมีคนจำนวนมากที่เราจะไม่มีวันรู้จักเป็นผู้สร้าง-รักษามันไว้ กตัญญูจึงเป็นความรู้สึกขอบคุณ (gratitude) ต่อเงื่อนไขแห่งการมีอยู่ของตนเอง
การถูกเอาเปรียบจากการมีคุณธรรม
ข้อจำกัดหนึ่งของการมีคุณธรรมใด ๆ ก็ตาม ก็คือ มีผู้ที่ใช้คุณธรรมเป็นกรอบบังคับเพื่อเอาเปรียบผู้อื่น กตัญญูก็เป็นคุณธรรมที่ถูกใช้เพื่อการเอาเปรียบเช่นกัน โดยมีการแทนที่ “ฉันเป็นผลลัพธ์ของสิ่งที่มีมาก่อน” ได้ถูกบิดให้เป็น “ฉันเป็นหนี้อดีต” และถูกตีความอย่างสุดโต่งว่า “เพราะฉันเป็นหนี้อดีต ฉันต้องชดใช้หนี้ ฉันจึงไม่มีสิทธิ์เลือกอนาคตของตัวเอง” ดังปรากฎภาพการเรียกร้องความกตัญญูให้ลูกเลี้ยงดูพ่อแม่ ทดแทนบุญคุณ เสียสละแม้ตนจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดข้อวิพากษ์ในโลกสมัยใหม่ที่ส่งเสริมปัจเจกนิยม (Individualism) ว่าระบบศีลธรรมที่เน้นความกตัญญูได้กดขี่คนในตระกูลไว้ ทำให้เกิดบุคลิกภาพ/นิสัยยอมจำนน เชื่อฟัง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพของปัจเจกบุคคล (Du, 2021)
ปรัชญาสมัยใหม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนคำถามจาก ลูกที่ดีคืออะไรเป็นมนุษย์ที่เป็นอิสระคืออะไร ฉันควรเชื่อฟังพ่อแม่หรือไม่เป็นพ่อแม่มีสิทธิ์เหนือชีวิตของลูกเพียงใด และครอบครัวสำคัญที่สุดหรือไม่เป็นเมื่อครอบครัวขัดกับความยุติธรรม เราควรเลือกอะไร ซึ่งคำถามนี้ มิได้ตั้งขึ้นเพื่อวิพากษ์สุดโต่ง แต่นำปรากฎการณ์การเสียสละตนเพื่อพ่อแม่หรือครอบครัวมาใช้เพื่อแสดงช่องโหว่ของระบบคุณธรรมที่สามารถทำให้ความทุกข์ของลูกและการเสียสละอย่างไร้ขอบเขตถูกตีความว่าเป็นความดี
นอกจากนี้ปรัชญาสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับความสามารถของบุคคลในการกำหนดชีวิตของตนเอง (autonomy) โดยเรียกว่า เสรีภาพ ซึ่งอัตถิภาวนิยมถือว่าเป็นสารัตถะของความเป็นมนุษย์อีกด้วย กระแสปรัชญาสมัยใหม่ร่วมกับอัตถิภาวนิยมนี้ได้ทำให้เกิดกระแสความเป็นขั้วทางความคิดคือ ครอบครัวเป็นใหญ่ (authoritarian family) และปัจเจกโดดเดี่ยว (isolated individual) คือ ถ้าอยากอยู่กับครอบครัวก็ต้องทุ่มเทให้กับครอบครัว แต่ถ้าทำไม่ได้ก็แยกออกไปอยู่เองลำพัง ภาวะคู่ตรงข้ามนี้ได้รับการนำเสนอให้เป็นทางเลือกแบบเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้เกิดภาวะอึดอัดในคนรุ่นใหม่ ซึ่งก็ต้องการได้รับการดูแลจากครอบครัว แต่ก็ต้องการอิสระในการเลือกทางเดินชีวิตของตนเองด้วย
แนวทางใหม่คือ การสร้างการกำหนดชีวิตของตนเองเชิงสัมพัทธ์ (relational autonomy) คือ การที่ครอบครัวยอมให้ลูก ๆ มีสิทธิ์เป็นตัวของตัวเอง แต่ความเป็นตัวของตัวเองนั้นไม่ได้หมายถึงการตัดขาดจากความสัมพันธ์ นั่นคือ มีภาระหน้าที่ต่อครอบครัวเช่นกัน แต่ในระดับหนึ่งที่เหมาะสมกับความสามารถในการรับผิดชอบของคน ๆ นั้น ในขณะเดียวกัน ก็ได้มีกระแสของการเรียกร้องให้พ่อแม่ก็ต้องมีคุณธรรมของความเป็นพ่อแม่ด้วย เพราะจะได้สมดุลระหว่างการได้รับและการให้กลับคืน นั่นคือ การพิจารณาว่าพ่อแม่มีหน้าที่อะไรต่อลูก การเป็นผู้ให้กำเนิดหรือการเป็นผู้เลี้ยงดู การสนับสนุนการเติบโตของลูก ซึ่งย่อมจะแตกต่างกันและการกตัญญูจะถูกพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่นั้นก็จะพิจารณาจากการที่ว่า ลูกได้รับอะไรมาบ้าง
ปรัชญาจีนร่วมสมัยชี้ว่า เราไม่ควรสมมติว่าความรักของพ่อแม่ต่อลูกเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์โดยธรรมชาติและไม่จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝน เพราะความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่กับลูกเองก็ต้องอาศัยความพยายามทางศีลธรรมเช่นกัน (Wang, 2023) ซึ่งแนวคิดนี้ได้เสนอให้ใส่ใจการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นระหว่างพ่อแม่กับลูกในลักษณะที่สมดุลระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นแบบต่างตอบแทน (reciprocal relationship) ซึ่งดูจะยุติธรรมกับลูกมากขึ้น
กตัญญูในบริบทสมัยใหม่
แนวคิดสมัยใหม่เห็นพ้องต้องกันว่า ควรระงับหรือจำกัดการกตัญญูเชิงบังคับ (filial obedience) ที่ลู฿กต้องเชื่อฟัง ทำตาม และเสียสละให้แก่ครอบครัว และควรส่งเสริมการกตัญญูในบริบทที่ลูกดูแลพ่อแม่ที่ให้การเลี้ยงดูเขามา (filial care) และหลายครั้งที่เราก็ต้องพิจารณาว่า หากพ่อแม่ต้องการให้ลูกทำสิ่งที่อาจทำร้ายหรือทำให้คุณภาพชีวิตของลูกลดลงไป หรือพ่อแม่ต้องการการตอบแทนที่มากเกินไป ลูกก็อาจต้องปฏิเสธด้วยความเคารพ หรือไม่ทำตาม ซึ่งจะต้องไม่จัดเป็นการอกตัญญู หากแต่ต้องถือว่าเป็น การกตัญญที่มีวุฒิภาวะ (mature filiality) ซึ่งลูกมีปัญญาที่จะพิจาณาว่า การเคารพพ่อแม่ โดยไม่ยอมให้ความสัมพันธ์กลายเป็นการทำลายตัวตนของทั้งสองฝ่ายนั้นต่างหากที่เป็นการกตัญญูที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยลดการยกอ้างและการใช้คุณธรรมอย่างบิดเบือนได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่พ่อแม่ต้องการให้ลุกทำสิ่งที่ผิดต่อสาธารณะ สังคม หรือผลประโยชน์ของส่วนรวม เราอาจพิจารณาคำสอนขงจื้อให้ลึกซึ้งขึ้น แม้ว่าขงจื๊อจะสอนให้ลูกปกป้องพ่อแม่ไม่ว่าจะผิดอะไร แต่ขงจื้อเองก็เน้นให้ศึกษา เรียนรู้ ใช้วิจารณญาณ ความรอบคอบ และปัญญาในสถานการณ์ที่คุณค่าหลายอย่างขัดแย้งกัน
บริบทผู้ต้องกตัญญู เป็นอีกหนึ่งขอบเขตที่ต้องอ่านใหม่ เพราะหลาย ๆ ครอบครัว เมื่อพ่อแม่แก่ชรา บทบาทของผู้ที่ต้องกตัญญูมาคอยดูแลอยู่ด้วยกับพ่อแม่ก็คือ ลูกสาว ด้วยความที่เป็นผู้หญิง จึงถูกคาดหวังให้เป็นผู้ดูแลพ่อแม่ สามี ลูก และครอบครัวพร้อมกัน กลายเป็นภาระที่ไม่เท่าเทียมกัน นอกจากนี้ การมองว่ากตัญญูเป็นการตอบแทนบุญคุณ ยังทำให้ผู้ดูแลนี้มักไม่ได้รับค่าตอบแทนการมาดูแล เป็น unpaid care work และเมื่อภาระการดูแลหมดไป คน ๆ นี้ก็มักจะไม่มีเงินหรือทรัพย์สินเพียงพอไว้ดูแลตัวเองต่อไปได้ ในปัจจุบัน มีการเรียกร้องความเท่าเทียมในการเป็นผู้ดูแลพ่อแม่ร่วมกัน และมุ่งประเมินความต้องการของการดูแลและการกระจายภาระการดูแลให้เกิดกับลูกทุก ๆ คน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระดับชั้น/รุ่นเดียวกัน
กตัญญูในบริบทสังคม-วัฒนธรรมจีนร่วมสมัย
ข้อสังเกตสำคัญคือ ความทันสมัยของประเทศจีนในปัจจุบันไม่ได้ทำให้กตัญญูหายไป ในทางสังคม หน้าที่ต่อครอบครัวยังคงมีบทบาทสูง แม้รูปแบบการปฏิบัติจะเปลี่ยนไปตามเศรษฐกิจ การเมือง การขยายตัวของเมือง และโครงสร้างประชากร (Qi, 2015) เช่น ลูกอาจจะไม่สามารถอยู่ดูแลพ่อแม่ได้เพราะต้องย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่ แต่ก็จะส่งเงินกลับมาให้พ่อแม่ไว้ใช้สอย หรือหากพ่อแม่เจ็บป่วย ชราภาพ ก็มีการจ้างผู้ดูแลมาดูแล เป็นต้น ในสังคมจีนของเมืองใหญ่ การปรึกษาและรับฟังกันมีมากขึ้น จึงไม่ใช่เพียงการสั่งและการเชื่อฟังอีกต่อไป แต่ในระดับสังคมชนบท ยังคงมีบทบาทของการสั่งและการเชื่อฟังอยู่ด้วย
ในชุมชนที่มีวัฒนธรรมจีนในประเทศต่าง ๆ ก็มีการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงแนวคิดเรื่องกตัญญูไปตามบริบทของสังคมประเทศนั้น ๆ ในสิงคโปร์ ชาวจีนสิงคโปร์นำขงจื๊อมาใช้สร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยไม่จำเป็นต้องตีความตนเองในฐานะผู้มีอัตลักษณ์ทางการเมืองที่ผูกติดกับจีนโดยตรง (Ho, 2021) ในมาเลเซีย ความกตัญญูยังมีความสำคัญในคนจีนมาเลเซีย แต่รูปแบบได้เปลี่ยนไปตามการเคลื่อนย้ายประชากรและความทันสมัย ขณะที่คำสอนของครอบครัวและประเพณียังคงรักษาความสำคัญของคุณค่านี้ไว้ (Tan, 2020) ในสหรัฐอเมริกา ชาวจีนอเมริกันจำนวนมากยังคงใช้หลักครอบครัว (familism) เป็นกรอบสร้างความหมาย อัตลักษณ์ และความเป็นสมาชิก แม้จะอยู่ในสังคมอเมริกันที่มีความเป็นปัจเจกสูงก็ตาม (Moua, 2019)
ในประเทศไทย คนไทยเชื้อสายจีนมีความแตกต่างไปอีกแบบหนึ่ง เพราะมีความเป็นไทยมากขึ้นและมีการใช้หลักธรรมของพระพุทธศาสนามาประกอบ โดยความกตัญญูยังเป็นองค์ประกอบหนึ่งของอัตลักษณ์ไทย-จีน มีการผสมระหว่างอุดมคติกตัญญูตามปรัชญาขงจื๊อกับกตัญญูในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา และพฤติกรรมการตอบแทนบุญคุณที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยมากขึ้น โดยมีการค่อย ๆ ปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงความหมายและแนวคิดของกตัญญูในแต่ละรุ่นอยูเสมอ ๆ
กตัญญูกับการอ่านใหม่
แนวคิดสมัยใหม่ได้พยายามที่จะเน้นให้เห็นว่า กตัญญูนั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบอำนาจแบบปิตาธิปไตย (Patriatrism) จึงควรลดบทบาทลง และการเน้นหน้าที่ต่อครอบครัวที่มากเกินไปก็อาจนำไปสู่ partialism, nepotism และการจำกัดเสรีภาพของปัจเจก (Hu, 2007; Sarkissian, 2010)
แนวคิดสายกลางได้เสนอทางประนีประนอม โดยมองว่า ปัญหาเกิดจากการตีความผิด ในบริบทนี้ เราไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง Tradition กับ Modernity แต่เราสามารถเลือกเป็น Tradition กับ Critical Reconstruction โดยเราสามารถดำรงจารีดเรื่องกตัญญูไว้ โดยเก็บแก่นคุณธรรมไว้ แต่รื้อ โครงสร้างอำนาจ หรือกรอบบังคับออก เพื่อให้เกิดการจัดการคุณธรรม/การมีจริยธรรมอย่างเหมาะสมได้ นั่นคือ คนรุ่นใหม่เน้นการรับผิดชอบต่อกัน เราย้อนไประลึกใหม่ว่า “เราต่างมีส่วนในการทำให้กันและกันเป็นมนุษย์ ดังนั้นเราจึงมีความรับผิดชอบต่อกัน” เป็นการแลกเปลี่ยนที่พ่อแม่ให้กำเนิด เลี้ยงดู สนับสนุนการเติบโตของเรา และเราตอบแทนคืนอย่างเหมาะสมบนฐานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน กตัญญูจึงจะมีความเป็นคุณธรรมที่มีเหตุผลและไม่ก่อความทุกข์โดยไม่จำเป็น (Wang, 2026)
กตัญญูที่มีวุฒิภาวะ (mature filiality) เป็นแนวคิดร่วมสมัย โดยมุ่งการเปลี่ยนแปลงท่าทีของการประพฤติคุณธรรมให้เหมาะสมกับบริบทสังคม ได้แก่
1.การให้ความเคารพ (respect) คนรุ่นใหม่สามารถแสดงความกตัญญูได้ผ่านการรับฟังและการให้เกียรติความคิดของพ่อแม่ ไม่มองว่าเป็นความคิดเก่า ๆ รับฟังคำสอน และร่วมแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกันได้ ไม่ใช่ต้องเชื่อฟังและทำตามอย่างอดีต
2. การตอบแทนบุญคุณ (gratitude) คนรุ่นใหม่สามารถแสดงกตเวทีได้บนฐานที่ตระหนักได้ว่า การมีชีวิตของเรานี้ เป็นส่วนหนึ่งของผลจากการกระทำของคนรุ่นก่อน ซึ่งเราได้ดำรงอยู่ดีในตอนนี้ เราจึงควรตอบแทนคืนเช่นกัน
3. การให้การดูแล (caring) คนรุ่นใหม่สามารถกตเวที โดยการดูแลกันและกันนั้นจะเป็นการเอื้อเฟื้อดูแลกัน ไม่ทำลายตัวเองหรืออีกฝ่าย
4. การตอบแทน (reciprocity) คนรุ่นใหม่สามารถตอบแทนคนรุ่นก่อน โดยไม่ใช่การทำเพราะเป็นหน้าที่หรือถูกบังคับให้กระทำ แต่ทำเพราะรู้ว่ามีหน้าที่ต่อกัน และผลของหน้าที่นั้นได้เกิดขึ้นกับเรา เราจึงต้องตอบแทนคืน ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบในฐานะมนุษย์ และเป็นมนุษยธรรมอย่างหนึ่ง
จากกรอบแนวคิดทั้ง 4 นี้ ทำให้กตัญญูกตเวที ได้ปรับท่าทีของการรู้บุญคุณและการตอบแทนบุญคุณไม่ได้จำกัดเพียงแค่พ่อแม่ ครอบครัว แต่ได้ขยายไปสู่ชุมชน สังคม ประเทศ และโลก ซึ่งนำไปสู่การส่งต่อโลกที่ดีแก่คนรุ่นถัดไป และสอดคล้องกับจริยศาสตร์ร่วมสมัยอย่างแท้จริง
ข้อเสนอเชิงปรัชญาต่อเรื่องกตัญญู คือ กตัญญูไม่ควรจำกัดไว้เพียงการเชื่อฟังพ่อแม่ผู้มีพระคุณเป็นหลัก แต่ควรขยายขอบข่ายเป็นความสามารถที่ได้รับการฝึกฝนในการตระหนักถึงคุณค่า เคารพ ดูแล และรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์ที่ทำให้ชีวิตของเราสามารถเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ นอกจากนี้ ในการสอนคุณธรรมข้อนี้แก่คนรุ่นใหม่ เราควรให้เขาได้เรียนรู้สองสิ่งพร้อมกัน หนึ่งคือ จำว่าเรามาจากไหน จำว่ามีใครเคยดูแลเรา จำว่าความสำเร็จในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากตัวเราเพียงคนเดียว และสองคือ คิด โดยคิดว่า สิ่งที่คนรุ่นก่อนทำไว้ดีจริงหรือไม่ สิ่งใดควรสืบทอด สิ่งใดควรปรับเปลี่ยน สิ่งใดควรหยุด ซึ่งจะทำให้คนรุ่นใหม่มีความกตัญญูที่มีวิจารณญาณ (critical filiality)
สรุป
กตัญญูเป็นหนึ่งในเสาหลักของอารยธรรมจีน เพราะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นกลายเป็นโครงสร้างทางศีลธรรม เชื่อมครอบครัวเข้ากับชุมชน สังคม รัฐ และความทรงจำของบรรพบุรุษไว้ด้วยกัน คุณธรรมนี้ช่วยสร้างความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมและทำให้มนุษย์ตระหนักว่าตนเองไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นผลของความสัมพันธ์และการส่งต่อระหว่างรุ่น อย่างไรก็ตาม เมื่อความกตัญญูถูกใช้เพื่อการเอาเปรียบ โดยการตีความเป็นการเชื่อฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกจึงกลายเป็นโครงสร้างอำนาจ และคุณธรรมอาจถูกใช้เพื่อทำให้ความไม่เท่าเทียม ความเสียสละ หรือการควบคุมชีวิตของลูกจนมากเกินไป ปรัชญาจีนสมัยใหม่เรียนรู้จากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นและปรับท่าทีเพื่อให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงกตัญญูที่มีวิจารณญาณ นอกจากนี้ สังคมจีนในประเทศต่าง ๆ ก็มีการปรับแนวคิดให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมนั้น ๆ และการเปลี่ยนแปลงไปของความคิดของคนในช่วงวัยต่าง ๆ มีการวิพากษ์มากขึ้น แต่ก็มีการช่วยกันรับฟังและช่วยกันคิดมากขึ้น เพื่อให้คุณธรรมข้อนี้ไม่สูญหายไป และยังสามารถสืบทอดไปได้อย่างเหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
Cheng, C.-Y. (2014). On Confucian filial piety and its modernization: Duties, rights, and moral conduct. Chinese Studies in Philosophy, 20(2), 48–88. https://doi.org/10.2753/CSP1097-1467200248
Du, Y. (2021). State and family in China. Cambridge University Press.
Hu, S. (2007). Confucianism and contemporary Chinese politics. Politics & Policy, 35(3), 520–549.
Qi, X. (2015). Filial obligation in contemporary China: Evolution of the culture-system. Journal for the Theory of Social Behaviour, 45(1), 141–161. https://doi.org/10.1111/jtsb.12052
Sarkissian, H. (2010). Recent approaches to Confucian filial morality. Philosophy Compass, 5(9), 725–734. https://doi.org/10.1111/j.1747-9991.2010.00319.x
Sarkissian, H., & Buchtel, E. E. (2023). What, exactly, is wrong with Confucian filial morality? Res Philosophica, 100(1), 23–41. https://doi.org/10.11612/resphil.2266
Sin, W. (2020). Esoteric Confucianism, moral dilemmas, and filial piety. Metaphilosophy, 51, 206–225. https://doi.org/10.1111/meta.12418
Tan, Y.-J., Noew, H.-S., & Nainee, S. (2020). The views on filial piety among the Malaysian Chinese retired parents and children in Malaysia. Malaysian Journal of Chinese Studies, 9(1). https://doi.org/10.6993/MJCS.202011_9(1).0003
Wang, P. (2023). Filial piety for modern China. China Review, 23(2), 107–122.
Wang, P. (2026). Confucian filiality revisited: The case of contemporary China. Philosophy and Social Criticism, 52(5), 717–738. https://doi.org/10.1177/01914537241288471
Wang, P. (2026). Fairness in care: Liberal resources for a Confucian feminist ethics. Inquiry. https://doi.org/10.1080/0020174X.2026.2673083
Yeh, K.-H., Yi, C.-C., Tsao, W.-C., & Wan, P.-S. (2013). Filial piety in contemporary Chinese societies: A comparative study of Taiwan, Hong Kong, and China. International Sociology, 28(3), 277–296. https://doi.org/10.1177/0268580913484345

Leave a comment