ดร.อัครกาญจน์ วิชัยดิษฐ์1
ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต2
1นักวิชาการอิสระ
2หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

บทคัดย่อ

มนุษย์มีความต้องการทางศาสนามาอย่างยาวนาน เพราะชีวิตเผชิญกับสิ่งที่ไม่แน่นอน ความสูญเสีย ความเจ็บป่วย ความตาย และคำถามเกี่ยวกับความหมายซึ่งไม่อาจตอบได้ด้วยความรู้เชิงประจักษ์เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ความต้องการทางศาสนาอาจพัฒนาไปได้หลายทิศทาง หนึ่งในนั้นคือการนับถือศาสนาในลักษณะเชิงไสย ซึ่งเน้นการพึ่งพาอำนาจเหนือธรรมชาติผ่านการบูชา ขอพร แก้บน หรือแสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใหม่เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง หากแต่ปัญหาในระดับสังคมไม่ได้อยู่ที่การมีศรัทธาหรือการประกอบพิธีกรรม หากอยู่ที่การเปลี่ยนศาสนาจากพื้นที่แห่งการบ่มเพาะปัญญาและคุณธรรมให้กลายเป็นระบบบริการเพื่อแก้ปัญหาอย่างทันที จนลดทอนความเป็นผู้กระทำการของมนุษย์เอง ท่าทีของศาสนาในยุคนี้ควรปรับไปเน้นคำสอนเพื่อการตื่นรู้และการมีความรับผิดชอบ ซึ่งจะต้องผสานศรัทธา ปัญญา การใคร่ครวญ จริยธรรม และการลงมือปฏิบัติเข้าด้วยกัน โดยให้ศาสนาเป็นพลังขับเคลื่อนที่ช่วยให้มนุษย์กลับมารับผิดชอบชีวิตของตนเอง ผู้อื่น สังคมและโลกต่อไป

คำสำคัญ: ความต้องการทางศาสนา, ไสยศาสตร์, ศรัทธา, ความรับผิดชอบ, ปัญญา

บทนำ

มนุษย์ไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้โดยที่สามารถควบคุมทุกสิ่งได้ แม้จะมีความคาดหวังและมุ่งหวังเช่นนั้นก็ตาม หากแต่ความเจ็บป่วย ความตาย ภัยธรรมชาติ ความรัก ความสูญเสีย และความไม่แน่นอนของอนาคตก็ยังทำให้มนุษย์รู้สึกว่า มีบางสิ่งที่เกินศักยภาพและความสามารถของตนอยู่ นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ยังพบกับปัญหาในระดับการดำรงอยู่ คือ ความไม่รู้ว่าชีวิตมีความหมายอะไร ทำให้คนรุ่นใหม่แสวงหาแนวคิด ความเชื่อ คำสอน ผู้นำทางความคิด เพื่อมาเป็นหลักยึดให้ตนได้ก้าวไปข้างหน้า และด้วยปรากฎการณ์เช่นนี้ ศาสนาจึงได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น แต่มิใช่สนใจในฐานะการเชื่อต่อ ๆ กันมา แต่เป็นในฐานะของปแบบสำคัญที่มนุษย์ใช้ทำความเข้าใจโลกและตำแหน่งแห่งที่ของตนในโลก นักจิตวิทยา วิลเลียม เจมส์ (William James) เสนอให้ศึกษาศาสนาจากประสบการณ์ของตัวเราเอง โดยสนใจว่าประสบการณ์ทางศาสนาส่งผลต่อความรู้สึก การดำเนินชีวิต และการกระทำอย่างไร มากกว่าจะตัดสินล่วงหน้าว่าประสบการณ์เหล่านั้นจริงหรือไม่จริงในทางอภิปรัชญา (James, 1902/1985) อีมิล ดูเคิห์ม (Emile Durkheim) ก็ได้อธิบายศาสนาไว้ในในฐานะระบบความเชื่อและการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับชุมชนทางศีลธรรม และมองว่าศาสนาไม่ได้มีหน้าที่เพียงเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับพระเจ้าหรือโลกหลังความตาย แต่ศาสนายังทำหน้าที่สร้างความหมาย ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และพลังทางศีลธรรมให้แก่สังคมอีกด้วย (Durkheim, 1912/1995) ดังนั้น หากศาสนามีทั้งมิติแห่งความหมายและมิติแห่งการดำรงอยู่ คำถามสำคัญในใจคนรุ่นใหม่จึงไม่ใช่ เราศรัทธาหรือไม่ แต่คือคำถามว่า ความเชื่อที่เราศรัทธานั้นกำลังทำให้เรามีศักยภาพในการดำรงอยู่และการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพได้อย่างไร

มนุษย์ต้องการศาสนา

แนวคิดเรื่องความต้องการทางศาสนานั้นมักจะพิจารณาว่าเริ่มต้นจากประสบการณ์พื้นฐานของมนุษย์ที่พบว่าธรรมชาติและชีวิตมีพลังเหนือการควบคุมของตนเอง การพยายามทำความเข้าใจพลังดังกล่าวจึงเกิดเป็นเรื่องเล่า สัญลักษณ์ พิธีกรรม และความเชื่อ (เจตนิพัทธ์ พิธิยานุวัฒน์, 2564) มนุษย์มีความรู้สึกทึ่งต่อธรรมชาติ ในขณะเกียวกันก็เกรงกลัวอำนาจของธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกขอบคุณต่อพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าที่ควบคุมธรรมชาตินั้นที่บันดาลให้ธรรมชาติดำเนินไปตามปกติ แนวคิดดังกล่าวทำให้เกิดศาสนาโบราณที่สะท้อนถึงความพยายามของมนุษย์ที่จะเข้าใจอำนาจเหนือธรรมชาติ สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตน และมุ่งหมายที่จะสื่อสารและนำสารมาเสริมสร้างการมีความหมายต่อชีวิตของตน ในระดับนี้ ศาสนามีคุณค่าเพราะช่วยให้มนุษย์ไม่ต้องเผชิญความไร้ความหมายของการดำรงอยู่หรือเพียงอยู่รอดไปวัน ๆ แต่เมื่อมนุษย์อยู่ร่วมกันนานขึ้น การนับถืออำนาจเบื้องบนนั้นได้ปรับเปลี่ยนจากการรู้จักเพื่อการแสวงหาความหมายของการดำรงอยู่ ไปเป็นการแสวงหาผลลัพธ์จากการสื่อสารกับเบื้องบนนั้น (อัครกาญจน์ วิชัยดิษฐ์ & รวิช ตาแก้ว, 2568ก) คำถามสำคัญของคนกลุ่มนี้คือ เราต้องบูชาอะไรจึงจะทำให้เรื่องนี้-สิ่งนี้ เกิดขึ้น/หายไป ในทางปรัชญานั้นคำถามนี้สะท้อนว่า มนุษย์ได้กลายเป็นผู้รอรับการช่วยเหลือจากอำนาจภายนอก คติของคนกลุ่มนี้จึงสะท้อนกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์บางส่วนคือ แล้วแต่น้ำพระทัยของเบื้องบน โดยเสริมคติเป็นว่า แล้วแต่น้ำพระทัยของเบื้องบน แต่ถ้าเราบนได้ถูก เราก็ต้องได้

ศาสนาได้ปรับตัวในยุคกลาง เน้นคำสอนของศาสนาและการปฏิบัติเพื่อให้ถึงเป้าหมายของศาสนานั้น ๆ อย่างไรก็ตาม การบูชาและพิธีกรรมในศาสนาก็ยังมีอยู่ บางส่วนตรงตามคำสอน บางส่วนก็มีการปรับเปลี่ยนแปรไปตามบริบทของสังคม ผสมผสานความเชื่อพื้นถิ่น รวมไปถึงการกระทำเพื่อผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพื่อเป็นแหล่งรายได้เพื่อบำรุงศาสนา วัด และนักบวช ตามบริบท-ข้อจำกัดของสังคมในแต่ช่วง แต่ละสมัย อย่างไรก็ตาม ผู้นับถือศาสนาส่วนหนึ่งมีแบบแผนความคิดในทางศาสนาอย่างดึกดำบรรพ์ผสมผสานกับโบราณ คือ ถ้าเรารู้กฎเกณฑ์ระเบียบพิธีในการบูชา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมต้องประทานความช่วยเหลือ ดังที่ปรากฎในปกรณัมทางศาสนาต่าง ๆ จึงนำไปสู่รูปแบบวิถีชีวิตคือ

ชีวิตมีปัญหา -> บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ -> สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย -> ปัญหาหมดไป

รูปแบบวิถีชีวิตเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอ ๆ และก็เป็นปรปักษ์กับแนวคำสอนของศาสนาอยู่เนือง ๆ เพราะศาสนาสอนคำสอนเพื่อให้นำไปปฏิบัติ สอนศรัทธาเพื่อให้ไม่ย่อท้อในการปฏิบัติ แต่สำหรับคนกลุ่มนี้ศรัทธาของเขาเป็นเพื่อระดับของความเชื่อถือที่วัดด้วยความเร็วของผลลัพธ์ (ประสิทธิภาพ) ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในการช่วยตนแก้ปัญหา และหากมีพิธีกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องก็ต้องได้ผลทันตาทันใจ จากมุมมองนี้ ในปัจจุบันจึงเกิดธุรกิจบริการด้านความเชื่อที่มีมูลค่าทางการตลาดสูง (อัครกาญจน์ วิชัยดิษฐ์ & รวิช ตาแก้ว, 2568ข) และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ถูกลดบทบาทจากสิ่งที่เราควรขอบคุณมาเป็นผู้ให้บริการแก้ปัญหาชีวิต และเกิดวัฒนธรรมการบริโภคทางศาสนาขึ้น ดังเช่น ทัวร์ไหว้พระขอพร พิธีบวงสรวงต่าง ๆ ที่ทุกวันนี้มักจะใหญ่โตอลังการมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทางปรัชญามองว่า ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ความเชื่อนี้ขยายขึ้นไปด้วยตัวของมันเองยิ่งขึ้น (for it sake) และทำให้มนุษย์เกิดค่านิยมใหม่แห่งการรอความช่วยเหลือ และมีความคาดหวังว่าตนจะเป็นผู้ได้รับ เพราะจะต้องมีบางสิ่งมีหน้าที่มาช่วยเหลือตนอยู่เสมอ

การสูญเสียความเป็นผู้กระทำการ

กระแสคิดข้างต้นทำให้คนรุ่นใหม่เข้าร่วมพิธีกรรมสายมู หรือกิจกรรมทางศาสนาที่นำเสนอว่าจะทำให้โชคดี ขอพรสำเร็จ ขจัดอุปสรรคในชีวิต แต่กลับทำให้ความรู้สึกของการพึ่งพาตนเองลดลง มนุษย์สนใจพัฒนาสมรรถนะ ทักษะต่าง ๆ เพื่อประกอบอาชีพ แต่กลับไม่มั่นใจว่าตนจะกระทำสิ่งนั้นได้สำเร็จจริงในชีวิตของตน ความศรัทธาในพิธีกรรมได้ให้พลังแก่มนุษย์ แต่พลังนี้ยิ่งได้ผลเป็นชีวิตที่ดีของเรามากเท่าไร เราก็จะยิ่งเชื่อว่า ชีวิตของเราขึ้นอยู่กับอำนาจภายนอก (external locus of control) มากยิ่งขึ้น และความรู้สึกของการเป็นผู้กระทำการ (agency) ที่เราลงมือกระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความสามารถและความรับผิดชอบนั้นก็จะลดลงไป เรากลับกังวลว่า ในงานของเรา ในการเรียนของเรา ในการประกอบอาชีพของเรา ในชีวิตของเรานั้น เราได้บูชาหรือไปร่วมพิธีกรรมเสริมมงคลได้ครบถ้วนหรือไม่

ในบริบทนี้ ศาสนาต้องหันมาพิจารณาใหม่ว่า พลังที่เกิดขึ้นแก่ผู้คนจากพิธีกรรมทางศาสนานั้น ได้ให้อะไรจริง ๆ กับคนเหล่านั้น เขาได้คำสอนไปนำทางชีวิต เขาได้กำลังใจไปดำเนินชีวิต หรือเพียงได้ความมั่นใจเทียมว่า เมื่อเรามาร่วมพิธีนี้แล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะต้องช่วยเรา ซึ่งทำให้ศาสนาที่ดำรงอยู่ในฐานะเพื่อนผู้อยู่ร่วมกันกับมนุษย์ ปรับลดฐานะไปเป็นองค์กรผู้มีหน้าที่ช่วยเหลือ และต้องทำการช่วยเหลือเมื่อมีการเรียกร้องให้ช่วยเหลือ ในระดับของดำรงอยู่เช่นนี้ จะทำให้ไม่เพียงองค์กรทางศาสนาที่จะถูกกดข่มตามความต้องการของผู้คนแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาก็จะถูกดึงลงมากลายเป็นผู้มีพลังวิเศษที่ถูกจ้างวานได้ และถ้าจ้างวานแล้ว ไม่สามารถทำงานให้สัมฤทธิ์ผลได้ เราก็เพียงต้องไปจ้างวานสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์ใหม่แทนก็เท่านั้น ปรากฎการณ์เช่นนี้ย่อมจะทำให้ศาสนาไม่อยู่ในฐานผู้เผยแพร่คำสอนและเสริมสร้างศรัทธาแก่มวลมนุษยชาติ หากแต่กลายเป็นข้าช่วงใช้แห่งกิเลสของมวลมนุษย์ผู้มีความต้องการไม่สิ้นสุดเท่านั้น ซึ่งศาสนาไม่ควรเป็นเพียงเครื่องจักรผลิตปาฏิหาริย์สำหรับคนกลุ่มนี้ที่ได้สูญเสียความเป็นผู้กระทำการไปแล้ว

ศาสนาที่เรามีประสบการณ์ชีวิต

ศาสนาเป็นพื้นที่แห่งความหมาย ศรัทธา ความหวัง พิธีกรรม และความสัมพันธ์กับสิ่งที่มนุษย์ถือว่าสูงส่งกว่าตนเอง ดังนั้น สายพิธีกรรม (สายมู) จึงสามารถมองได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของศาสนาที่เรามีประสบกาณณ์ชีวิต (lived religion) ไม่ใช่เพียงเรื่องของคำสอนในคัมภีร์ สายมูก็สามารถมุ่งไปอย่างเหมาะสมได้ ไม่ตกเป็นเครื่องมือของกิเลสในใจ แต่เป็นการพัฒนาจากศรัทธาไปสู่การปฏิบัติและเกิดปัญญาในการปฏิบัตินั้น นั่นคือ การได้เรียนรู้บางอย่างในระหว่างพิธีกรรมนั้น สิ่งที่เรียนรู้ได้จากพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น

มนุษย์ไม่ได้เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง สายมูนั้นเชื่อมั่นใจใจว่า เหนือกว่าเราขึ้นไปมีสิ่งที่เรียกว่า พระเจ้า เทพ พระ บรรพบุรุษ จักรวาล ธรรมชาติ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามกรอบศาสนา สิ่งสำคัญคือ ในพิธีกรรมนั้น ๆ เราไม่ได้เป็นผู้ตัดสินว่ามีจริงหรือไม่มีจริง แต่เราสามารถวางความสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผ่านศรัทธาได้ บนการยอมรับว่า มีบางสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเรา และเราไม่ได้ควบคุมทุกอย่างได้

ความศรัทธาปรากฏเป็นการกระทำ พิธีกรรมในศาสนาต่าง ๆ มีความสำคัญ เพราะความเชื่อที่ไม่มีรูปแบบ ก็จะอยู่แค่เพียงในความคิด หากแต่พิธีกรรมต่าง ๆ ที่เราเข้าไปมีส่วนได้ เช่น การไหว้พระ สวดมนต์ จุดธูป จุดเทียน ถวายดอกไม้ ทำบุญ ถือศีล การเดินทางไปสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การบูชาบรรพบุรุษ การทำสมาธิ รวมไปถึงการขอพร ทั้งหมดนั้น มองในระดับสังคมก็เป็นเพียงการกระทำเชิงสัญลักษณ์ (symbolic action) เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ในทางจิตวิญญาณ ความตั้งมั่นของจิตที่จะกระทำนั้นมีความมั่นคงเพียงใด สิ่งนั้นคือศรัทธาในใจของเราต่อสิ่งที่เราเชื่อมต่อนั่นเอง

ปัญญาในการปฏิบัติ ในขณะพิธีกรรม เราจะเห็นการเป็นผู้กระทำการของนักบวช การเป็นผู้กระทำการของเจ้าพิธี และการเป็นผู้กระทำการของเราในพิธี เมื่อเรากระทำการ เราจะรู้ว่าเรามีความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ความอดทน และการยืดหยุ่นในการกระทำ เมื่อเรารู้ว่าเรามี เราก็จะนำพรที่เราขอมาตั้งเป็นทิศ เพื่อให้เรามุ่งไป เราจะกระทำการต่าง ๆ ไปตามทิศนั้นด้วยความเข้าใจ และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มีความหมายกับเรา

อย่างไรก็ตาม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ผู้รับจ้างกระทำแทน เราขอได้ แต่ต้องไม่บังคับให้ท่านต้องทำ เราต่างหากที่ต้องลงมือทำแทนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเรากระทำได้เต็มศักยภาพแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมประทานพลังช่วยเหลือเราให้ก้าวไปข้างหน้าได้

ท่าทีของศาสนาในยุคใหม่

ในเชิงปรัชญาศาสนา ศาสนามีบทบาทหน้าที่ต่อมวลมนุษยชาติใน 5 ด้าน (กีรติ บุญเจือ, 2560) คือ การให้ความหมาย (meaning) โดยช่วยมนุษย์ตีความความทุกข์ ความสูญเสีย ความตายและความหวัง การให้ทิศทางแก่ชีวิตคุณธรรม (moral orientation) โดยสอนให้มนุษย์ถามว่าเราควรทำอย่างไร การสอนให้มนุษย์พัฒนาเปลี่ยนแปลงตนเอง (transformation) จากคำสอนไปสู่การปฏิบัติเพื่อพัฒนาจิตใจและพฤติกรรม การสร้างความสัมพันธ์ในระดับชุมชน (community) ในชุมชนทางศาสนา มนุษย์จะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เขาจะรู้ว่าตนไม่ได้ดำรงอยู่เพียงลำพัง และเขาจะมั่นใจตามคำสอนว่าเขาอยู่ร่วมกับสิ่งสูงสุดของศาสนา (transcendence) จึงเปิดใจ เปิดพื้นที่ให้สิ่งที่เกินกว่าแค่ตนเอง และตระหนักว่าชีวิตไม่ได้มีเพียงความต้องการเฉพาะหน้า แต่มีโลกหน้าซึ่งเราจะทำกระทำตนให้เป็นผู้เหมาะสมที่จะได้รับ เป็นผู้เหมาะสมที่จะเป็น เป็นผู้เหมาะสมที่จะเข้าถึงเป้าหมายสูงสุดของศาสนา

แม้กระแสปฏิบัตินิยมทางศาสนา (religious pragmatism) จะเน้นการนำคำสอนของศาสนาไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ก็มักจะติดกรอบประสิทธิภาพและผลลัพธ์มาด้วย (Yasuzawa, 1996) นั่นคือ สิ่งใดกระทำได้ ถือว่าสิ่งนั้นดี ซึ่งจุดนี้จะต่างกับคำสอนในทางศาสนาในบางมิติ เพราะศาสนาเน้นการเข้าใจ เข้าถึงและปฏิบัติตามคำสอน (commitment) และพิจารณาว่า คำสอนนั้นทำให้เรามีจิตใจที่ดีขึ้น มีความประพฤติดี และสิ่งนั้นทำให้เราดำรงอยู่กับผู้อื่นได้ดีขึ้นหรือไม่ รวมไปถึงการปฏิบัตินั้นนำเราไปสู่เป้าหมายสูงสุดของศาสนาอย่างไร เมื่อสิ่งที่เรากำลังปฏิบัติอยู่นั้นคือ การตื่นรู้

พิธีกรรมในทางศาสนาและที่เกี่ยวเนื่องด้วยศาสนาต่าง ๆ นั้น หากเป็นไปหรือดำเนินไปด้วยอำนาจของความกลัวความผิด กลัวความไม่แน่นอน หรือเสริมสร้างให้เกิดความรู้สึกพึ่งพาผู้อื่นมากยิ่งขึ้น รู้สึกถึงพลังภายในของตนน้อยลงไปเรื่อย ๆ ไม่กล้ารับผิดชอบต่อตนเองและคนรอบข้าง พิธีกรรมนั้น ๆ ควรได้รับการทบทวน ศาสนาพึงมองว่า ศรัทธามิใช่จำนวนที่จะได้รับ แต่เป็นคุณภาพของศรัทธาที่ควรได้รับ ผู้นับถือและผู้ศรัทธามีปัญญาเข้าใจคำสอนและนำไปปฏิบัติ ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งมั่นใจในคำสอน และทำให้ศรัทธานั้นเพิ่มพูน และเชื่ออย่างเต็มใจว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของปาฏิหาริย์แห่งการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ผู้รอปาฏิหาริย์ เราคือผู้ที่มีพลังในการกระทำสิ่งที่ดี ไม่ใช่ผู้ร้องขอชีวิตดี ๆ โดยไม่กระทำอะไรเลย (inertiaticism)

ศาสนาในยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับวิทยาศาสตร์ หรือบอกว่าตนเป็นวิทยาศาสตร์ และก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตนเองด้วยการอธิบายทุกสิ่งทั้งที่เหนือธรรมชาติและในธรรมชาติ ศาสนาสำหรับยุคนี้ควรเป็นพื้นที่สำหรับผู้สนใจคำสอนศาสนา เพื่อให้เข้าถึงความหมาย คุณค่า การเปลี่ยนแปลงภายใน และมีจริยธรรมในตนเอง การสวดมนต์ การทำสมาธิ การทำบุญ หรือการบูชาต่าง ๆ มีอยู่ และดำเนินไปก็เพื่อความต่อเนื่องจากภายในไปสู่ภายนอก จากจิตใจไปสู่พฤติกรรม เช่น เมตตา ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ ช่วยเหลือผู้อื่น สันติ สงบ เป็นต้น

การขอพรในทางศาสนา เป็นการตั้งอธิษฐาน การกำหนดปณิธานในใจของตนว่าจะมุ่งไปในเรื่องใด ทิศทางใด และการกำหนดนี้ย่อมเป็นการกำหนดทิศทางของชีวิตของตนเอง (self-direction) เพื่อการดำรงอยู่ในโลกร่วมกับผู้อื่นด้วยความกลมกลืนด้วย และในการดำรงอยู่ในโลกนั้น ในระดับสังคม ศาสนาในยุคใหม่จึงจำเป็นต้องช่วยให้ผู้ศรัทธาอยู่ร่วมกับคนที่แตกต่างได้ สอนให้เข้าใจ ไม่หวาดระแวงต่อผู้อื่น รวมไปถึงผู้ที่นับถือศาสนาที่แตกต่างกันด้วย

ผู้ร่วมสร้างความดี

ศาสนายุคใหม่ไม่จำเป็นต้องสร้างภาวะทางสองแพร่งแก่ผู้ศรัทธาระหว่างการเชื่อทั้งหมดกับการไม่เชื่ออะไรเลย ศาสนาเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้คำสอน ให้เขาได้เชื่ออย่างมีปัญญา ตั้งคำถามโดยไม่ดูหมิ่นศรัทธา ศรัทธาโดยปัญญา ปฏิบัติโดยไม่หลงพิธีกรรม และรับผิดชอบโดยไม่รอปาฏิหาริย์ เช่นนั้น มนุษย์กับศาสนาก็จะอยู่ร่วมกันในฐานะ being-within-the-world และทำให้ผู้ศรัทธาสนใจความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่น และตนเองกับสังคม ไม่ละทิ้งคนรอบข้างและไม่ละทิ้งสังคม นอกจากนี้ยังอาจเสริมให้เกิดการใคร่ครวญ (meditation) จากคำสอนไปสู่การปฏิบัติ จากการปฏิบัติไปสู่คำสอน เพื่อให้เข้าใจว่า ตนได้ปฏิบัติเหมาะสมตามคำสอนนั้นแล้วจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมตตา ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ ช่วยเหลือผู้อื่น สันติ สงบ ซึ่งเรามีอยู่ร่วมกับผู้อื่น และกระทำหรือแสดงออกกับผู้อื่น ซึ่งผู้อื่นก็กระทำและแสดงออกกับเราเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น เราต่างก็เป็นผู้ร่วมสร้างความดีตามคำสอนของศาสนาของเราแต่ละคนอย่างเหมาะสมได้

สรุป

มนุษย์ต้องการศาสนาเพราะมนุษย์ต้องการหาความหมายของชีวิต ต้องการความหวัง ต้องการความสัมพันธ์กับสิ่งที่ใหญ่กว่า เหนือกว่าตนเอง และต้องการหลักในการดำเนินชีวิต ความต้องการดังกล่าวเป็นพื้นฐานในใจ เป็นรากเหง้าของความมั่นใจในชีวิต และเป็นความศรัทธาที่จะมีในชีวิตของเขา ศรัทธาและศาสนาจึงไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกดูหมิ่น หากแต่ความกิเลสทำให้มนุษย์เรียกร้องต่อศาสนาในระดับของการช่วยเหลือ การต้องได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งทำให้มนุษย์มีระดับของการเป็นผู้กระทำการลดลง และกระแสนี้ถูกยกระดับผ่านธุรกิจบริการด้านจิตวิญญาณในปัจจุบัน ศาสนาจึงควรปรับท่าทีให้เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ ไม่จำเป็นต้องยกอ้างปาฏิหาริย์ คำสัญญาว่าจะทำให้ชีวิตไม่มีความทุกข์ แต่ควรช่วยให้มนุษย์มีปัญญาในการดำรงอยู่ มีปัญญาในการเข้าใจและจัดการความทุกข์ของตนได้ อยู่กับความไม่แน่นอน ความกลัว และ ความไม่สมบูรณ์ของชีวิตได้ โดยแสวงหาการตื่นรู้ กล้าที่จะทำความดี และมุ่งไปสู่การมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่นและโลก

เอกสารอ้างอิง

กีรติ บุญเจือ. (2560). อรรถปริวรรตในปรัชญา ศาสนาและจริยศาสตร์. มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

เจตนิพัทธ์ พิธิยานุวัฒน์. (2564). ศาสนาคือความจำเป็น. https://philosophysuansunandha.com/2021/08/06/religious-is-necessary/

อัครกาญจน์ วิชัยดิษฐ์, & รวิช ตาแก้ว. (2568ก). ไสยศาสตร์กับการพัฒนาคุณภาพชีวิต. วารสารพุทธจิตวิทยา, 10(1), 45-55.

อัครกาญจน์ วิชัยดิษฐ์, & รวิช ตาแก้ว. (2568ข). การตีความไสยศาสตร์กับการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับไสยศาสตร์. วารสารพุทธจิตวิทยา, 10(3), 501-508.

Durkheim, É. (1912/1995). The elementary forms of religious life (K. E. Fields, Trans.). Free Press.

James, W. (1902/1985). The varieties of religious experience: A study in human nature. Harvard University Press.

Yasuzawa, S. (1996). James’s pragmatism in his religious thought. Studies in the Philosophy of Religion, 13, 106–119.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018