อ. ดร.รวิช ตาแก้ว (ราชบัณฑิต)1
พินทุสร ติวุตานนท์2
1หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2นักวิชาการอิสระ
บทนำ
ปรัชญาไทยนั้นเป็นปรัชญาจากท้องถิ่น เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน ภาษิต สำนวน คำพังเพย รวมถึงความคิดแฝงในนิทานพื้นบ้านต่างๆ การพัฒนาปรัชญาไทยในฐานะ local philosophy จะก้าวหน้าได้จำเป็นต้องสร้างพื้นที่การตีความใหม่นำภูมิปัญญาไทยมาถอดรหัสด้วยภาษาอย่างปรัชญา (เอนก สุวรรณบัณฑิต, 2568) สำนวน “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” เป็นคำภาษิตโบราณของไทยที่ไม่สามารถระบุปีที่แน่ชัดได้ แต่จัดเป็นสำนวนไทยที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยาผ่านมุขปาฐะ (การเล่าสืบต่อกันมาด้วยปาก) ก่อนจะถูกรวบรวมไว้ในตำราสุภาษิตไทยรุ่นเก่า ซึ่งในความหมายของสำนวนนี้สะท้อนว่าคนไทยมีความต้องการมาตรการตัดสินความจริง กระนั้นตามเกณฑ์อารยันอาจจะไม่เข้าขั้นปรัชญา แต่ก็เป็นปรัชญาของคนไทยเราจริง ๆ (กีรติ บุญเจือ, 2567)
สำนวนสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ราชบัณฑิตยสภาให้ความหมายว่า การได้ยินได้ฟังจากผู้อื่นหลาย ๆ คนก็ไม่เท่ากับการพบเห็นด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม บทกลอนขยายคือ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ สิบมือคลำไม่เท่าทำเอง พบการใช้กันในด้านการศึกษาและการเรียนรู้ โดยมีการอธิบายถึงวิธีการเรียนรู้ของคนไทยว่ามีแนวทางในการยกระดับจากการฟังไปสู่การเห็น การเห็นไปสู่การสัมผัส และการสัมผัสไปสู่การลงมือปฏิบัติ นอกจากนี้ ชัญญภัค โตเจริญบดี และสืบพงศ์ ช้างบุญชู (2562) เสนอแนวคิดว่าสำนวนนี้มีคู่ขนานในภาษาจีนว่า ได้ยินร้อยครั้งไม่เท่าเห็นครั้งหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนเชิงหลักฐานว่า สำนวนนี้เป็นสำนวนไทยแท้ ๆ หรือว่าได้รับอิทธิพลจากสำนวนในอารยธรรมอื่นหรือไม่
อย่างไรก็ตาม สำนวนนี้สะท้อนแนวคิดเรื่องการรู้ของไทยซึ่งในทางญาณวิทยาจะพิจารณาผ่านคำถามว่า เรารู้ได้อย่างไร และเป็นที่มาของการนำไปใช้ในด้านการศึกษาและการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ในการตีความปรัชญา เราจำเป็นจะต้องขยายคำถามไปว่าสิ่งที่เรารู้เกี่ยวข้องกับความเป็นจริงอย่างไร และเมื่อรู้แล้ว เราควรทำอย่างไร เพื่อให้เกิดขอบข่ายการคิดอภิปรัชญาและจริยศาสตร์ร่วมด้วย ซึ่งจะทำให้ระบบปรัชญามีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
การตีความเชิงอภิปรัชญา
ในทางอภิปรัชญา สำนวนนี้มีฐานคิดว่า ความจริงไม่ได้มีอยู่ในคำพูดเพียงอย่างเดียว หากแต่มีสิ่งที่เกี่ยวกับสิ่งนั้นอยู่ซึ่งไม่ใช่ตัวสิ่งนั้นเอง เช่น มีคนเล่าว่า ทะเลอันดามันสวยมาก สิ่งที่เรามีในตอนแรกไม่ใช่ ทะเลอันดามัน หากแต่คือ ข้อความเกี่ยวกับทะเลอันดามัน คำไม่ใช่สิ่งนั้น คำว่าทะเล ไม่ใช่ตัวทะเลเอง คำว่าความสุข ไม่ใช่ตัวความสุขเอง แนวคิดนี้มองว่า ความเป็นจริงมิได้ถูกทำให้หมดสิ้นลงได้ด้วยการบรรยายถึงความเป็นจริง และในปรัชญาหลังนวยุคก็ได้ตั้งคำถามกับแนวคิดที่ว่า ภาษาเป็นกระจกสะท้อนความจริงได้อย่างสมบูรณ์ โดยมีทรรศนะว่า ภาษามีบทบาทในการสร้างกรอบให้เรามองเห็นโลกด้วย (กีรติ บุญเจือ, 2546) ดังนั้น ในสำนวน สิบปากว่า จึงไม่ได้หมายความว่า คำพูดไม่มีค่า หากแต่หมายความว่า คำพูดเป็นเพียงหนึ่งวิถี (means) ที่ทำให้เราเข้าถึงความจริง และไม่ควรถูกทำให้เท่ากับความจริงทั้งหมด
การตีความเชิงญาณวิทยา
สำนวนสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น นำเสนอลำดับชั้นของการรู้ เมื่อทำการถอดออกเป็นโครงสร้าง จะได้เป็น ปาก → ตา → มือ → การกระทำ ซึ่งในญาณวิทยาจะมองเป็น คำบอกเล่า → การประจักษ์ → การสัมผัส → การปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับหลักสมนัย (Correspondence Theory) นั่นคือ ความจริงต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และลำดับชั้นของความรู้ตามสำนวนนี้ให้ความสำคัญกับผลของการนำความรู้ไปปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดปฏิบัตินิยม (Pragmatism) (Dewey, 1916) นอกจากนี้ การให้คุณค่ากับหลักมือคลำยังมีความทันสมัยเพราะสอดคล้องกับเรื่องการเรียนรู้จากร่างกาย (embodiment cognition) เช่น งานช่าง งานศิลปหัตถกรรม งานเกษตรกรรม ซึ่งไม่สามารถเรียนรู้จากตำราเพียงอย่างเดียวได้ ต้องเน้นการใช้ร่างกายไปมีประสบการณ์ในเรื่องนั้น ๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการลงมือทำเองนั้น ก็ไม่ใช่ความจริงสูงสุด เพราะการเน้นประสบการณ์นิยมเช่นนี้เป็นภาวะสุดโต่ง มีความรู้มากมายในยุคนี้ที่เราไม่สามารถลงมือทำเองได้ เราไม่สามารถทดลองทำได้ทุกสิ่ง แต่เราเรียนรู้ได้ เข้าใจบนประสบการณ์และหลักฐานเชิงประจักษ์ได้ ดังนั้น ในเชิงเกณฑ์วิทยา เราจึงไม่ควรเอาการปฏิบัติได้ของตนเองมาเป็นเกณฑ์สูงสุด หากแต่พิจาณาว่า เรามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบความรู้นั้นได้อย่างเหมาะสมหรือไม่
การตีความเชิงจริยศาสตร์
ในบริบทปรัชญาหลังนวยุค แนวคิดของ Jean-François Lyotard เรื่อง เรื่องเล่าใหญ่ (grand narrative) ที่ให้ความชอบธรรมแก่ความรู้ สถาบัน หรือระเบียบสังคม เช่น เรื่องเล่าเกี่ยวกับความก้าวหน้าของมนุษยชาติ, วิทยาศาสตร์จะนำมนุษย์ไปสู่ความก้าวหน้า, ประวัติศาสตร์มีทิศทางแน่นอน, ชาติ ศาสนา อุดมการณ์ หรือระบบเศรษฐกิจบางแบบเป็นคำตอบสำหรับสังคม, ผู้เชี่ยวชาญย่อมรู้ดีกว่าคนทั่วไป, สิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อย่อมเป็นจริง ได้สร้างปัญหาแก่การเข้าถึงความเป็นจริง ปัญหาของเรื่องเล่าใหญ่คือมันไม่จำเป็นต้องเป็นเท็จ เรื่องเล่าใหญ่อาจมีหลักฐานเชิงประจักษ์มากมายว่าจริง แต่ปัญหาของมันอยู่ที่การที่มันกลายเป็นกรอบใหญ่ที่บอกเราล่วงหน้าว่า อะไรคือความจริง อะไรคือความสำคัญ และอะไรไม่จำเป็นต้องถูกตั้งคำถาม ซึ่งทำให้เราเชื่อโดยไม่พิสูจน์ นอกจากนี้ การเชื่อเหมือน ๆ กัน ยิ่งเชื่อโดยคนจำนวนมาก ย่อมกลายเป็นความจริงที่ทุกคนรู้ สิ่งนี้เป็นการขยายความเชื่อ (social amplification of belief) ซึ่งทำให้น้ำหนักของความมากเกินความเป็นจริง ในจุดนี้ในทางปฏิบัติจำเป็นต้องมีกระบวนการยืนยืนความจริง การกระทำเพื่อยืนยันความจริงจึงเป็นจริยธรรมประการหนึ่ง
เมื่อความรู้ผ่านการตรวจสอบยืนยันแล้ว คำถามต่อมาก็คือ เราจะใช้ความรู้นั้นทำอะไร ญาณวิทยาที่ดีไม่ได้รับประกันจริยธรรมที่ดี คนเราสามารถรู้ความจริงแล้วใช้ความจริงนั้นเพื่อประโยชน์ตนก็ได้ ประโยชน์ท่านก็ได้ ใช้ทำร้ายผู้อื่นก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับเจตจำนงในการใช้ความรู้ ในส่วนนี้การใช้ความรู้จึงต้องกำกับด้วยเรื่องความรับผิดชอบ ซึ่งจะเน้นผลลัพธ์ที่จะเกิดจากการใช้ความรู้นั้น นอกจากนี้ สำนวนนี้ยังเหมาะกับค่านิยมสมัยใหม่ที่เน้นการไม่เชื่อข่าวลือโดยง่าย นั่นคือ มีการรู้เท่าทันต่อข่าวลือ เรื่องเล่า ตำนาน (Herman & Chomsky, 1988) และในยุคปัจจุบัน นอกจากเรื่องเล่าใหญ่แล้ว ยังมีเรื่องเล่าขาว (hoax) ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่นำเสนอได้อย่างน่าเชื่อถือ แต่ไม่เป็นความจริงหรือมีความจริงบางส่วน ในส่วนนี้ในทางปฏิบัติจึงไม่ใช่การสืบทวนความจริงเพื่อบอกว่าไม่จริง แต่ควรนำแนวคิดสิบปากว่านี้ไปประยุกต์ในการรู้เท่าทันสื่อ และการนำไปใช้เพื่อการฟังอย่างเปิดใจ การเห็นอย่างระมัดระวัง สัมผัสอย่างมีสติ ลงมือทำอย่างรับผิดชอบ และมีการทบทวนเชิงวิพากษ์
ข้อวิพากษ์
แม้สำนวนสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นจะสะท้อนปรัชญาไทย แต่แนวคิดนี้ก็ยังมีจุดอ่อนสำคัญคือ เน้นในส่วนของการมีประสบการณ์เฉพาะตน ซึ่งร่างกายของเราเป็นเสมือนเครื่องมือชนิดหนึ่ง อาจมีความคลาดเคลื่อนผิดพลาดได้ และในบางเรื่องเครื่องมืออย่างร่างกายก็ไม่อาจไปมีประสบการณ์ได้ เช่น ภาวะสุญญากาศ สารพิษ พลังงานแรงสูงต่าง ๆ เพราะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ในขณะที่ความคิดเห็นและการมองโลกของเราก็มีส่วนที่ได้รับอิทธิพลจากกรอบคิดต่าง ๆ ทำให้ตีความประสบการณ์ไปได้หลายทาง ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรงกับความจริงสากล นอกจากนี้ สิ่งที่ควรระวังคือ แม้เราจะบอกว่า ไม่ควรเชื่อเพียงคำบอกเล่า แต่หากคำบอกเล่านั้นเกิดจากนักวิชาการ อินฟลูเอนเซอร์ สื่อ ผู้มีชื่อเสียง อำนาจของคำบอกเล่านั้นในฐานผู้พูดที่น่าเชื่อถือ (epistemic power) นั้นย่อมไม่อาจต้านทานได้ และการจะวิพาษ์ของเราย่อมไม่อาจยืนยันว่าสิ่งนั้นความเท็จ (falsification) ได้ เพราะอีกฝ่ายมีความน่าเชื่อถือกว่า (epistemic authority) ดังนั้น สำนวนนี้แม้จะมีฐานคิดอภิปรัชญาและมีคุณค่าในทางญาณวิทยา แต่ก็มีระดับของการนำไปใช้ระดับหนึ่งเท่านั้น
การตกผลึกทางความหมาย: สิบคือหมู่
ในสังคมไทยโบราณ ระบบศักดินาสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้นกำหนดคนจำนวน 10 คนเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับล่างสุดของการควบคุมกำลังคนและการบริหารราชการแผ่นดิน โดยราษฎร (ไพร่) ต้องมีการขึ้นทะเบียนสังกัดมูลนาย ไพร่จำนวน 10 คน จะร่วมกันเป็น 1 หมู่ ในหมู่ไพร่ 10 คนนี้ จะมีหัวหน้าควบคุม 1 คน เรียกว่า นายหมู่ เพื่อทำหน้าที่ดูแล สั่งการ และสอดส่องความเรียบร้อยของคนในหมู่ตนเอง จากนั้นมีระดับสูงขึ้นเป็น ร้อย พัน หมื่น โดยหลาย ๆ หมู่รวมกันขึ้นเป็นกอง มีนายกองควบคุม และสูงขึ้นจะเป็นกรม มีเจ้ากรมหรือมูลนายระดับสูงควบคุม ตามลำดับ ในระดับของการตีความ ระบบดังกล่าวข้างต้นนั้น คนหนึ่งไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะปัจเจกแต่ดำรงอยู่ในฐานะสมาชิกของหมู่ และหมู่ก็ไม่ได้เป็นเพียงการรวมคนสิบคนเข้าด้วยกันเฉย ๆ แต่เป็นหน่วยของการรู้จักกัน ควบคุมกัน รับรู้กัน และรับผิดชอบร่วมกัน เพราะถ้าคนหนึ่งหายไป ความผิดปกติของคนหนึ่งไม่ได้เป็นเรื่องของคนหนึ่งอย่างโดดเดี่ยว แต่กระทบต่อหมู่และสายการบังคับบัญชา ดังนั้น สิบจึงเป็นหน่วยพื้นฐานของสังคมที่สมาชิกสามารถมองเห็นและรับรู้กันได้ในระดับชีวิตประจำวัน (social visibility) และในเชิงวัฒนธรรม เมื่อคนมีประสบการณ์ซ้ำ ๆ กันเนื่องจากคนสิบคนอยู่ร่วมกัน รู้เรื่องเดียวกัน รับรู้เหตุการณ์เดียวกัน บอกเล่าต่อกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกัน ดังนั้น สิบปากจึงมีความสำคัญในเชิงสังคมว่า เป็นเสียงของคนในหมู่ สิบปากว่าจึงเท่ากับว่าเรื่อง ๆ หนึ่งที่ได้รับการรับรองภายในเครือข่ายของคนในหมู่ (Berger & Luckmann, 1966) เรื่องนั้นจึงมีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่งอยู่ด้วย
สิบปากว่าจึงเป็นญาณวิทยา เป็นการรับรองความจริงของหมู่ผ่านการที่คน 10 คนในหมู่เดียวกันพูดตรงกัน น้ำหนักของคำพูดในทางสังคมนี้จึงสูงพอสมควรในฐานะความเชื่อร่วมของสังคม (social shared belief) และอาจจะนำไปสู่ความจริงของสถาบัน เพราะในระบบการไตร่สวนนั้นย่อมรับรองว่าเป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง ความเห็นร่วมไม่เท่ากับความจริง การรู้ความจริงยังต้องพึงพาพยาน ผู้รู้ ครอบครัว ชุมชน สถาบัน และหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เพียงพอ ดังนั้น เรื่องที่พูดตรงกันของหมู่ หรือเรื่องที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้วนั้น แท้จริงแล้วอาจมีเพียงต้นเสียงเดียว และอาจจริงหรือไม่จริงก็ได้ ซึ่งต้องพิจารณาความคงรูปของการรู้ (epistemic conformity) ตัวอย่างเช่น คนแรกเห็น เล่าให้คนที่สองฟัง คนที่สองเล่าให้คนที่สามฟัง เล่าต่อ ๆ กัน ทำให้เกิดความรู้สึกว่า หลายคนยืนยัน แต่เสียงของคน 10 คน ไม่เท่ากับหลักฐาน 10 ชิ้น ดังนั้น เรื่องเล่านั้นอาจไม่จริงได้ ความไม่แน่นอนของการรู้นี้ จึงทำให้สำนวนพัฒนาระดับของการรู้มาเป็นเรื่องตาเห็น ซึ่งเป็นการยืนยันรายบุคคล (personal verification) เป็นการยืนยันด้วยประสาทสัมผัสที่ง่ายที่สุดของบุคคล แต่กระนั้น การเห็นก็นำไปสู่การคิดและการเข้าใจที่เอนเอียงได้ เพราะเราแต่ละคนต่างก็ถูกสร้างขึ้นมาจากภาษา วัฒนธรรม และสังคม ซึ่งทำให้เรามองสิ่งต่าง ๆ ผ่านกรอบสังคม (Fricker, 2007) การเห็นจึงยังไม่อาจยืนยันความจริงแท้ได้
วงจรแห่งการรู้ผ่านญาณวิทยาไทย
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นในฐานะปรัชญาไทย สามารถขยายเป็นแนวทางการรู้เชิงปัญญาผ่านวงจรแห่งการรู้ คือ
ฟัง -> ตั้งคำถาม -> ตรวจสอบ -> เห็น/สังเกต -> ทดลอง/สัมผัส -> ลงมือทำ
-> พบผลและความผิดพลาด -> ไตร่ตรอง -> ปรับความเข้าใจ -> กลับไปฟังผู้อื่นใหม่
ในการประยุกต์ใช้สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น จำเป็นต้องใช้หลักการของญาณวิทยาเชิงประสบการณ์และปฏิบัติ (Experiential-Practical Epistemology) ได้แก่ 1) ไม่ผูกขาดความจริง เพราะไม่มีคำบอกเล่าใดควรถูกเชื่อเพียงเพราะมีคนพูดจำนวนมาก 2) รับผิดชอบต่อผู้อื่น การรู้ความจริงไม่ได้ให้สิทธิแก่เราที่จะใช้ความจริงนั้นอย่างไรก็ได้ แต่ควรใช้บนหลักประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน 3) หลักพิสูจน์เชิงประจักษ์ ความเชื่อใด ๆ ควรเปิดให้ตรวจสอบกับประสบการณ์และหลักฐาน 4) หลักปฏิบัตินิยม ความรู้ควรสามารถนำไปทดสอบผ่านการปฏิบัติในระดับที่เหมาะสม และ5) หลักวิพากษ์ ประสบการณ์ของเราเองก็อาจผิดได้
สำหรับคนรุ่นใหม่ การใช้แนวทางสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ย่อมเป็นวิธีวิจารณญาณ (critical mind) ในชีวิตประจำวัน เป็นทักษะการรู้เท่าทันข่าวสาร เพราะว่าข่าวสารหรือข้อมูลที่แชร์กันในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ย่อมมีค่าเท่ากับคนพูดเยอะ (สิบปาก) ดังนั้น เราจะเป็นต้องสืบค้นหาข้อมูลต้นทาง ไม่ด่วนสรุป ตรวจสอบแหล่งอ้างอิง เปรียบเทียบหลายแหล่ง บางเรื่องทดสอบได้ บางเรื่องลองทำได้ บางเรื่องควรปรึกษาผู้รู้ จากนั้นพิจารณาว่า สิ่งนั้นใช้ได้เฉพาะกับเราเท่านั้น หรือผู้อื่นใช้ได้ เพื่อการตัดสินใจเผยแพร่ต่อ
การอยู่กับโลกแห่งความจริง
สำนวน “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” เราอาจเข้าใจว่า การเห็นด้วยตนเองย่อมดีกว่าการฟังผู้อื่น แต่โดยปกติเรามักตีความโลกที่เราเห็น และเชื่อสิ่งนั้นด้วยความมั่นใจ อันตรายที่แท้จริงจึงมักเกิดกับชีวิตของเรา เพราะเราไม่ได้ถูกหลอก แต่เราหลอกตัวเอง สำนวนนี้ช่วยให้เราไม่ถูกหลอก แต่ในการดำรงอยู่ของเรานั้น การถูกคนอื่นหลอกเป็นเรื่องหนึ่ง การหลอกตัวเองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และการหลอกตัวเองมีความซับซ้อนกว่า คนอื่นอาจโกหกเราโดยที่เราไม่รู้ แต่การหลอกตัวเองคือการที่เรามีส่วนร่วมในการสร้างเรื่องที่ทำให้ตัวเองเชื่อ เราย่อมรู้ลึก ๆ ว่างานที่ทำอยู่ไม่เหมาะกับเรา แต่บอกตัวเองว่าอีกไม่นานทุกอย่างจะดีขึ้น เรารู้ว่าความคิดของเรามีข้อบกพร่อง แต่เราเลือกอ่านเฉพาะความคิดเห็นของคนที่เห็นด้วย ทำให้สิบปากว่านั้นเป็นสิบปากที่เราเลือกที่จะฟังเท่านั้น ทั้งนี้ เราเป็นมนุษย์ที่มีความสามารถในการสร้างเหตุผลมารองรับสิ่งที่ตนเองต้องการเชื่อ เราสามารถใช้เหตุผลเพื่อค้นหาความจริง และสามารถใช้เหตุผลเพื่อปกป้องความเชื่อของตนเองจากความจริงด้วยเช่นกน ความสามารถทางปัญญาเดียวกันนี้จึงมีสองด้าน ปัญญาอาจเป็นเครื่องมือแสวงหาความจริง หรือเป็นเครื่องมือสร้างข้อแก้ตัวให้กับตัวเองก็ได้ ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเสนอว่า มีโลกแห่งความจริงที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความปรารถนาของเรา แต่ความรู้ของเราที่มีต่อโลกนั้นย่อมจำกัด ผิดพลาดได้ และต้องเปิดให้ตรวจสอบและแก้ไขอยู่เสมอ เราจึงควรประยุกต์ใช้สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นเพื่อสำรวจและตรวจสอบความเชื่อของตนเองอย่างเป็นกลาง และเปิดพื้นที่ให้ความจริงเข้ามาและให้ปัญญาค่อย ๆ กระทำการสอบสวนความจริงในระดับต่าง ๆ ไปโดยไม่จำเป็นต้องรีบสรุปก็ได้
สรุป
สำนวนสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นเป็นปรัชญาไทยมีฐานคิดของประจักษ์นิยม ปฏิบัตินิยม และในขณะเดียวกันก็มีฐานคิดของหลังนวยุคในเรื่องของภาษาและเรื่องเล่าร่วมด้วย ซึ่งเน้นการไม่พึงเชื่อโดยง่าย แต่ให้ทำการพิสูจน์ยืนยันความจริง และไม่แยกความรู้ออกจากการดำเนินชีวิต สำนวนนี้ยังมีศักยภาพในการเป็นเครื่องมือให้เรารู้จักสงสัย ตรวจสอบ และประเมินความจริงต่าง ๆ อย่างรับผิดชอบต่อการรู้จริง และภูมิปัญญานี้เป็นพื้นที่สำหรับคนรุ่นใหม่ในการใช้เพื่อพิจารณาเรื่องเล่าใหญ่และเรื่องเล่าขาว เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาใช้เพื่อสร้างความจริงได้และสร้างความรับผิดชอบต่อผลของการเผยแพร่และใช้ความรู้
เอกสารอ้างอิง
กีรติ บุญเจือ. (2546). ปรัชญาภาษาชาวบ้าน. มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น.
กีรติ บุญเจือ. (2567). วิสัยเหตุผลของปรัชญาไทย. https://philosophysuansunandha.com/2024/12/27/reason_view_thai_philosophy/
ชัญญภัค โตเจริญบดี, และสืบพงศ์ ช้างบุญชู. (2562). การศึกษาเปรียบเทียบสำนวนที่มีคำว่า ปาก ในภาษาจีนและภาษาไทย. วารสารจีนวิทยา, 13(1), 239-261.
เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2568). ปรัชญาไทย: ปรัชญาท้องถิ่น. https://philosophysuansunandha.com/2025/07/03/thai-and-local-philosophy/
Berger, P. L., & Luckmann, T. (1966). The social construction of reality: A treatise in the sociology of knowledge. Doubleday.
Dewey, J. (1916). Democracy and education: An introduction to the philosophy of education. Macmillan.
Fricker, M. (2007). Epistemic injustice: Power and the ethics of knowing. Oxford University Press.
Herman, E. S., & Chomsky, N. (1988). Manufacturing consent: The political economy of the mass media. Pantheon Books.
Lyotard, J.-F. (1984). The postmodern condition: A report on knowledge (G. Bennington & B. Massumi, Trans.). University of Minnesota Press. (Original work published 1979)

Leave a comment