อ.ดร.เจตนิพัทธ์ พิธิยานุวัฒน์
หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์พุทธโสธร
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

บทนำ

มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 สามารถอธิบายโลกได้มากกว่ามนุษย์ในอดีตอย่างมหาศาล เราสามารถส่งยานไปสำรวจจักรวาล ถอดรหัสพันธุกรรม สร้างปัญญาประดิษฐ์ และอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์กลับไม่ได้ทำให้คำถามทางศาสนาหายไป ตรงกันข้าม เมื่อมนุษย์รู้มากขึ้น คำถามบางประเภทกลับเด่นชัดขึ้น เช่น ชีวิตมีความหมายอย่างไร? เราควรมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร? ความดีคืออะไร? ความตายหมายถึงอะไร? มีสิ่งใดที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์หรือไม่? และมนุษย์ควรวางตนอย่างไรต่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง? คำถามเหล่านี้ทำให้ต้องแยกคำว่าความรู้ออกจากความหมาย และแยกคำว่าสิ่งที่พิสูจน์ได้ออกจากสิ่งที่มนุษย์ให้คุณค่าหรือยึดถือเป็นแนวทางชีวิต

ตรงนี้เองที่ศาสนาเข้ามามีบทบาท แต่คำถามสำคัญคือ ศาสนาเป็นสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องมี หรือมนุษย์เพียงแต่มีความต้องการบางประการซึ่งศาสนาเป็นหนึ่งในวิธีตอบสนอง? คำถามนี้แตกต่างกันอย่างมาก เพราะดูเหมือนว่าความต้องการศาสนาของมนุษย์นั้นมีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่เมื่อเราต้องการเหตุผลเหนือการพิสูจน์ และเราก็ต้องพึ่งศาสนาเป็นผู้อธิบายด้วย และแต่ละศาสนาก็อธิบายเหตุผลตามเนื้อหาของแต่ละศาสนา ดังนั้นบางครั้งเหตุผลของแต่ละศาสนาก็ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ความต้องการศาสนาอาจเก่าแก่กว่าคำว่าศาสนา

ในหนังสือศาสนาอรรถปริวรรตของมนุษยชาติ (ช่วงพหุนิยม) ของ กีรติ บุญเจือ (2546) ได้สรุปไว้ว่า การที่ ฟรีดิช แมกซ์ มืนเลอร์ (Friedrich Max Mueller 1823-1900) พูดและตีความทางศาสนานั้น แมกซ์ มืนเลอร์เริ่มความคิดเหมือนนักปราชญ์ ที่กล่าวถึงว่า มนุษย์ต้องการแสดงความทึ่งและขอบคุณพลังในธรรมชาติ จึงจัดระเบียบสักการะและแสดงความเข้าใจและศรัทธาออกเป็นเรื่องปรัมปรา ก็หมายความว่า แมกซ์ มืนเลอร์ดำเนินความคิดในทางเดียวกันกับนักปรัชญาศาสนาชาวกรีกนั่นเอง แต่ก็ปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นอย่างมาก โดยใช้วิธีวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยของตน

มืนเลอร์เชื่อว่า มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ได้มีประสบการณ์อยู่เป็นประจำ ปรากฏการณ์ธรรมชาติมีเหนือพลังตน พวกเขาทั้งกลัวและต้องพึ่งอาศัย เพื่อความอยู่รอด ต้องการสื่อด้วยภาษาอย่างดีที่สุด ก็ได้ผลออกมาเป็นเรื่องเล่าทำนองเรื่องปรัมปราตามธรรมชาติ ศูนย์กลางของพลังธรรมชาติตามที่มนุษย์ดึกดำบรรพ์ (นักล่าสัตว์ดึกดำบรรพ์) มองเห็นก็คือ พลังแสงอาทิตย์ ดังนั้น เรื่องปรัมปราทั้งหลายจึงมีศูนย์กลางที่สุริยะเทพ ระบบเรื่องปรัมปราเช่นนี้ได้ชื่อว่า ประมวลปรัมปรา (solar mythology) เรื่องปรัมปราจึงเป็นภาพพจน์แบบอุปลักษณ์ (metaphors) ของความต้องการศาสนาของพวกเขา เป็นการแปรสภาพหรือปริวรรต (transformation) จากความเข้าใจสู่ภาษา แต่เนื่องจากภาษามีโรค (disease of language) ซึ่งหมายถึงว่า ไม่สมบูรณ์พอที่จะแสดงความต้องการของศาสนาออกมาได้อย่างตรง ๆ จึงต้องใช้ภาษาภาพพจน์ และด้วยการที่ภาษาซึ่งเดิมเป็นเครื่องมือในการบอกเล่าประสบการณ์เชิงภาพพจน์นั้นก็ได้ทำให้เรื่องราวอาจถูกตีความจนกลายเป็นเรื่องราวที่มีตัวตนเป็นรูปธรรมได้

ความต้องการศาสนาของมนุษย์ตามทรรศนะของมืนเลอร์ ได้แก่  ความต้องการติดต่อกับผู้มีอำนาจครอบครองฟ้าและดิน โดยเชื่อว่า ผู้ครอบครองฟ้าดินมีจริง และเชื่อว่า ผู้ครอบครองฟ้าดินสนพระทัยติดต่อกับมนุษย์ และติดต่อกับมนุษย์ได้ ทรงตอบแทนและลงโทษมนุษย์ด้วยน้ำพระทัยเมตตา หากแต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นตามทรรศนะของมืนเลอร์คือ การถามว่า มนุษย์กำลังพยายามพูดอะไร เมื่อมนุษย์พูดถึงพระเจ้า เทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์?

แต่เรื่องศาสนามักเต็มได้ด้วยเรื่องเหนือธรรมชาติ (super/extra/beyond nature) แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าทำความเข้าใจ  แต่ด้วยไม่มีวิธีการค้นคว้าหาความรู้เรื่องเหนือธรรมชาติที่ชัดเจน วิธีการที่มีอยู่จึงต้องปรับปรุง เมื่อพูดถึงคำว่าเหนือธรรมชาติ อาจเป็นคำที่คาดเดาผลอะไรไม่ได้ และอธิบายไม่ได้ จึงเป็นสาเหตุให้มีผู้พยายามอธิบายเรื่องเหนือธรรมชาติเป็นไปตามที่ผู้อธิบายจะมีเหตุผลกับเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านั้น เช่น เรื่องตายแล้วฟื้น เรื่องระลึกชาติได้ เรื่องการมองเห็นอนาคต ฯลฯ เรื่องเหล่านี้ส่วนมากมักอธิบายผ่านความเชื่อทางศาสนา มักมีเหตุผลต่อความรู้สึกจึงทำให้เกิดความเชื่อที่คล้อยตามความเชื่อทางศาสนา ทั้งนี้ ปรัชญาศาสนาสมัยใหม่ได้ขยายขอบข่ายหน้าที่ของตน เน้นการพิสูจน์ว่าพระเจ้ามีหรือไม่มี ตรวจสอบแนวคิดเรื่องศรัทธา ความหมาย ความจริง คุณค่า ความดี ความทุกข์ ความตาย และโลกทัศน์ทางศาสนา รวมถึงโลกทัศน์แบบโลกวิสัยหรือ secular naturalism ด้วย

เรากำลังบูชาอะไร

นักปรัชญาชื่อ เอมิล ดูร์เคม (Emile Durkheim 1858 – 1917) ซึ่งเป็นคนไม่สนใจเรื่องศาสนา และไม่เชื่อประสบการณ์ศาสนาของผู้ถึงฌาน ดูร์เคมมุ่งที่จะเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไปตัดสินเนื้อหาทางศาสนา และถือว่าศาสนาเป็นความรู้เหมือนวิทยาศาสตร์ พยายามมองหาหน่วยย่อยที่สุดของศาสนา เรียกว่า อณูศาสนา (molecule of religious) เมื่อพบแล้วจึงเอาหน่วยย่อยประกอบขึ้นเป็นชั้น ๆ ก็จะเข้าใจศาสนาเหมือนที่เข้าใจเอกภพได้ เป็นระบบเครือข่ายของความจริง ดูร์เคมมองศาสนาเป็นปรากฎการณ์ของคนที่รวมตัวกันในสังคม อยากจะเข้าใจก็ใช้วิธีเดียวกันคือ พยายามหาหน่วยย่อยที่สุดของปรากฎการณ์ศาสนา และเอามาประกอบกันเป็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางศาสนาจะเข้าใจความเป็นจริงที่อยู่เบื้องหลังได้แก่ สังคมศาสนา ไม่มีอะไรมากกว่านั้น โดยตั้งเป็น ทฤษฎีอณูทางศาสนา (molecule theory of religious) และเขียนไว้ใน The Elementary Forms of the Religious Life ดูร์เคมไม่ได้กำหนดศาสนาว่าต้องมีพระเจ้าหรือสิ่งเหนือธรรมชาติเสมอไป แต่ให้ความสำคัญกับการแบ่งแยกระหว่าง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ (sacred) กับ สิ่งสามัญหรือโลกีย์ (profane) และความเชื่อกับพิธีกรรมที่ทำให้ผู้คนรวมกันเป็นชุมชนทางศีลธรรม

สำหรับดูร์เคมนั้น สวรรค์-นรก เป็นเรื่องของผู้นำศาสนาประดิษฐ์ขึ้น เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นของศาสนา ดูร์เคมยังกล่าวว่า “พระเจ้ามีจริงก็เฉพาะในความสำนึกของมนุษย์เท่านั้น…เทพเจ้าทำอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่มีผู้นับถือ” ศาสนาจึงไม่ได้เป็นเพียงระบบความเชื่อ แต่เป็นระบบความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคล–สัญลักษณ์–พิธีกรรม–ชุมชน–คุณค่า

หากพิจารณาเพียงผิวเผิน ดูเหมือนว่าดูร์เคมย่อมจะไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่สำหรับดูร์เคมแล้วเขาเชื่อว่ามีสิ่งเหนือธรรมชาติจริง แต่ควรมีขอบเขต และต้องมีการปรับปรุงความเข้าใจเรื่องเหนือธรรมชาติ เมื่อมนุษย์กราบไหว้สัญลักษณ์บางอย่าง คำถามของดูร์เคมจึงเป็นว่า “เหตุใดมนุษย์จึงสามารถรวมตัวกันรอบสิ่งนั้น และเหตุใดสิ่งนั้นจึงมีพลังในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่ม?” ซึ่งความคิดของดูร์เคมมีอิทธิพลมาก เป็นความคิดที่สำคัญ เพราะสร้างกระแสแตกย่อยออกไปมาก ทั้งในหมู่ผู้เชื่อศาสนาและไม่เชื่อศาสนา

ศาสนาตอบสนองความต้องการหลายชั้นของมนุษย์

เมื่อพิจารณาทั้งมืนเลอร์ และดูร์เคม เราอาจมองเห็นว่าความต้องการทางศาสนาของมนุษย์ไม่ได้มีเพียงเรื่องการอธิบายธรรมชาติ แต่ประกอบด้วยความต้องการหลายระดับ ได้แก่

ประการแรก คือ ความต้องการความหมาย มนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงรู้ว่าโลกเป็นอย่างไร แต่ต้องการรู้ว่าชีวิตของตนมีความหมายอย่างไร

ประการที่สอง คือ ความต้องการความมั่นคงทางจิตใจ เมื่อเผชิญความไม่แน่นอน ความสูญเสีย ความเจ็บป่วย และความตาย มนุษย์ต้องการกรอบความหมายที่ช่วยให้สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้

ประการที่สาม คือ ความต้องการความสัมพันธ์ มนุษย์ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ใหญ่กว่าตนเอง ศาสนาจึงสร้างชุมชน พิธีกรรม และความรู้สึกร่วม

ประการที่สี่ คือ ความต้องการทางศีลธรรม ศาสนาจำนวนมากเสนอคำตอบว่าเราควรดำเนินชีวิตอย่างไร อะไรคือความดี อะไรคือความชั่ว และการกระทำของเรามีความหมายต่อผู้อื่นอย่างไร

ประการที่ห้า คือ ความต้องการต่อสิ่งที่อยู่เหนืออัตตา มนุษย์ต้องการบางสิ่งที่ทำให้ตนเองไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล ไม่ว่าจะเรียกสิ่งนั้นว่า พระเจ้า ธรรมะ ความจริงสูงสุด ธรรมชาติ มนุษยชาติ หรือความดีสูงสุด

นอกจากนี้ ในระดับจิตวิทยา ศาสนาและจิตวิญญาณสามารถสัมพันธ์กับความหมายในชีวิต ความหวัง การสนับสนุนทางสังคม และความเป็นอยู่ที่ดีในบางบริบท ขณะเดียวกันศาสนาก็อาจมีด้านลบได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อความเชื่อถูกประสบเป็นความรู้สึกว่าตนถูกลงโทษ ถูกทอดทิ้ง หรือถูกปฏิเสธจากพระเจ้า ดังนั้น ศาสนาไม่ได้เป็นประโยชน์โดยอัตโนมัติ เพียงเพราะเป็นศาสนา คุณค่าของศาสนาขึ้นอยู่กับว่าศาสนานั้นถูกนำมาใช้เพื่ออะไร และมนุษย์สัมพันธ์กับศาสนาอย่างไร

ถ้าไม่เชื่อศาสนา แล้วมนุษย์อยู่ได้หรือไม่

ถ้าเราบอกว่ามนุษย์จำเป็นต้องมีศาสนา เราจะต้องตอบต่อว่า แล้วมนุษย์ที่ไม่มีศาสนาอยู่ได้อย่างไร? ในโลกสมัยใหม่มีผู้คนจำนวนมากไม่นับถือศาสนา แต่ยังมีศีลธรรม มีความหมายในชีวิต มีความรัก มีความหวัง มีความรับผิดชอบ และมีความเสียสละเพื่อผู้อื่น ปรัชญาจึงไม่อาจสรุปได้อย่างง่าย ๆ ว่า ไม่มีศาสนา = ไม่มีศีลธรรม เพราะศีลธรรมมีรากฐานจากเหตุผล ความเห็นอกเห็นใจ ความยุติธรรม การลดความทุกข์ การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความรับผิดชอบต่อผู้อื่นได้เช่นกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับศีลธรรมจึงเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แม้แต่ความหวังและศรัทธาก็ไม่จำเป็นต้องเป็นศาสนาเสมอไป นักปรัชญาบางสายเสนอว่ามนุษย์สามารถมีศรัทธาในมนุษยชาติ ชุมชน อนาคต หรือความเป็นไปได้ของการทำความดี โดยไม่จำเป็นต้องยืนยันความเชื่อในพระเจ้า ทำให้เราต้องแยกสองคำออกจากกัน ทั้งนี้ มนุษย์อาจไม่จำเป็นต้องมีศาสนา แต่มนุษย์อาจมีความต้องการบางอย่างที่ศาสนาเคยและยังคงตอบสนองอยู่ ความต้องการนั้นเรียกว่า ความต้องการความหมาย ความสัมพันธ์ ความหวัง คุณค่า ความศักดิ์สิทธิ์ และการก้าวพ้นอัตตา

จุดนี้นำเรากลับมาสู่กระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง หากเรายึดมั่นว่า ศาสนาของฉันเท่านั้นคือความจริง ส่วนศาสนาอื่นผิดทั้งหมด (Exclusivism) ศาสนาก็อาจกลายเป็นเครื่องมือของการแบ่งแยก แต่หากเรายึดอีกด้านหนึ่งว่า ไม่มีศาสนาใดมีคุณค่า เพราะทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องแต่ง (Grand Narrative) เราก็อาจสูญเสียความสามารถในการเข้าใจความหมายเชิงสัญลักษณ์ คุณค่าทางจริยธรรม และมรดกทางวัฒนธรรมที่ศาสนาสร้างขึ้น ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางชวนเราใช้หลัก 3 ประการ คือ 1) ไม่ยึดมั่นในสิ่งที่ตนเชื่อ การมีศรัทธาไม่จำเป็นต้องหมายถึงการปิดประตูต่อคำถาม ศรัทธาที่มีปัญญาสามารถอยู่ร่วมกับความสงสัยและการตรวจสอบได้ 2) อ่านใหม่ทั้งหมด ไม่ละทิ้งสิ่งใดโดยง่าย ศาสนาอาจมีทั้งความจริงเชิงประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์ นิทานปรัมปรา คุณค่าทางศีลธรรม พิธีกรรม ความเชื่อ และประสบการณ์ส่วนบุคคล เราจึงไม่ควรเหมารวมว่าทั้งหมดเป็นความจริงประเภทเดียวกัน หรือเป็นความเท็จประเภทเดียวกัน และ 3) แสวงหาจุดร่วมและสงวนความแตกต่าง ศาสนาต่างกันในเรื่องพระเจ้า ความตาย การเกิดใหม่ ความรอด หรือความจริงสูงสุด แต่ผู้คนในหลายศาสนาต่างก็พูดถึงความเมตตา ความเสียสละ ความซื่อสัตย์ การไม่เบียดเบียน และการดำเนินชีวิตที่ดี จุดร่วมไม่จำเป็นต้องลบความแตกต่าง และความแตกต่างก็ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความเกลียดชัง

ศาสนาเป็นภาษาของความหมาย

หากเรานำวิทยาศาสตร์ ศาสนา และปรัชญามาแข่งขันกันว่าใครมีคำตอบที่ดีที่สุด เราอาจตั้งคำถามผิดตั้งแต่ต้น วิทยาศาสตร์มีความเข้มแข็งในการศึกษาปรากฏการณ์ที่สามารถสังเกต ตรวจสอบ ทดลอง และหาหลักฐานได้ ศาสนามีบทบาทในการสร้างกรอบความหมาย ความศักดิ์สิทธิ์ คุณค่า ความหวัง และการดำรงชีวิตของชุมชน ในขณะที่ปรัชญาทำหน้าที่สำคัญในการถามว่า สิ่งที่เรากำลังเชื่อนั้นหมายความว่าอย่างไร มีเหตุผลเพียงใด และเราควรดำเนินชีวิตอย่างไรกับความเชื่อนั้น ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า

วิทยาศาสตร์ถามว่า “โลกทำงานอย่างไร”
ศาสนาถามว่า “มนุษย์ควรดำรงอยู่อย่างไรและชีวิตมีความหมายอย่างไร”
ปรัชญาถามว่า “คำตอบของเรามีเหตุผลเพียงใด และเรากำลังหมายถึงอะไรเมื่อกล่าวเช่นนั้น”

เส้นแบ่งนี้ไม่ตายตัว และศาสนาหลายศาสนาก็มีคำกล่าวเกี่ยวกับโลกธรรมชาติ ซึ่งสามารถถูกตรวจสอบได้ ขณะเดียวกันวิทยาศาสตร์ก็มีผลต่อคำถามเชิงคุณค่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การแยกหน้าที่เช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เราใช้ศาสนาแทนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หรือใช้วิทยาศาสตร์ตัดสินคำถามทางความหมายทุกประเภท

มนุษย์ในปัจจุบันมีคำถามในใจอยู่ตลอดว่า ฉันควรมีชีวิตอยู่อย่างไร? และการที่ฉันมีชีวิตอยู่ มีความหมายอะไร? จากนั้นก็ค้นหาความหมายผ่านการใช้ชีวิตของตน ในขณะที่ศาสนาเป็นหนึ่งในคำตอบที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ แต่ก็ไม่ใช่คำตอบเดียว จึงเอามาใช้ตอบทุกคนไม่ได้ กระนั้น คำตอบของศาสนาก็น่าสนใจ แม้สิ่งที่อาจจำเป็นต่อมนุษย์อาจไม่ใช่ศาสนาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ศาสนาก็ชี้นำให้มนุษย์มีความสามารถที่จะแสวงหาความหมาย ยอมรับความไม่แน่นอน วางตนต่อสิ่งที่ใหญ่กว่าตนเอง และสร้างหลักการสำหรับการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

ทั้งนี้ ในบริบทปัจจุบันที่มนุษย์อยู่ในสังคมพหุนิยม ศาสนาผู้ให้คำตอบเองก็จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้ที่เชื่อต่างกัน รวมทั้งผู้ที่ไม่เชื่อเลย และนำเสนอหลักการสำหรับการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นให้ศาสนิกของตนรับไว้ปฏิบัติ

เพราะฉะนั้น คำถามที่ว่า มนุษย์ต้องมีศาสนาหรือไม่? จึงไม่ใช่คำถามที่จำเป็นต้องตอบให้ชัดเจนว่าจำเป็นหรือไม่จำเป็น แต่เป็นคำถามที่เปิดให้มนุษย์มีเสรีภาพที่จะเลือกนับถือหรือไม่นับถือศาสนา ในขณะเดียวกัน ผู้มีศรัทธาในศาสนาก็ต้องถ่อมตนพอที่จะยอมรับว่า ความศรัทธาของตนมีคุณค่าสำหรับชีวิตของตน แต่ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นข้อบังคับสำหรับชีวิตของผู้อื่น ในโลกพหุนิยม ความงดงามของศาสนาอยู่ที่การช่วยให้มนุษย์แต่ละคนแสวงหาความจริงและความดีของตน พร้อมกับเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้ที่แสวงหาความจริงและความดีผ่านเส้นทางที่แตกต่างกัน ศรัทธาที่มีปัญญาจึงไม่ใช่ศรัทธาที่ไม่มีคำถาม
และเสรีภาพที่ไม่มีศรัทธาก็ไม่จำเป็นต้องเป็นชีวิตที่ไร้ความหมาย สิ่งที่มนุษย์ต้องการที่สุดจากคำถามนี้ ไม่ใช่เหตุผลของการมีศาสนา หากแต่เป็นปัญญาที่ทำให้เรารู้ว่าถ้าจะมีศาสนา เราจะศรัทธาอย่างไร ตั้งคำถามอย่างไร และอยู่ร่วมกับความแตกต่างอย่างไร

สรุป

นักปรัชญาเชื่อว่า มีสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่จริง มีมนุษย์ที่มารวมกันเพื่อทำพิธีกรรม และมีคุณค่าในพิธีกรรมนั้น กระบวนการนั้นคือศาสนา ศาสนาจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ศรัทธา เพราะเป็นความสัมพันธ์กับความจริงสูงสุด เป็นรากฐานทางจริยธรรม และเป็นวิถีแห่งการดำเนินชีวิต สำหรับผู้ไม่ศรัทธา ศาสนาอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นเลย และความหมาย ศีลธรรม และความหวังสามารถสร้างขึ้นผ่านปรัชญา มนุษยนิยม ความสัมพันธ์ ศิลปะ วิทยาศาสตร์ หรือความรับผิดชอบต่อสังคม แต่หากเราศรัทธาศาสนาแล้วประกอบด้วยปัญญาที่ชัดเจน เราจะมองเห็นคุณค่าของศาสนาที่ช่วยให้ความคิดเชิงปรัชญาได้ก้าวหน้า ศาสนายังเป็นตัวกำหนดในด้านคุณธรรมและจริยธรรม  ให้หลักศรัทธาว่าทำดีได้ดี และยังทำให้เรามีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต  เป็นบ่อเกิดแห่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์วัฒนธรรม ประเพณีต่าง ๆ    ถึงกระนั้นยังมีผู้คนอีกมากที่ไม่เชื่อมั่นในศาสนา แล้วก็ไม่นับถือศาสนา ซึ่งก็มีมาตั้งแต่ในอดีตจนปัจจุบันก็ยังมีอยู่ เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับซึ่งกันและกัน เพราะการศรัทธาในศาสนาเป็นสิ่งไม่บังคับกัน

เอกสารอ้างอิง

กีรติ บุญเจือ. (2546). ศาสนาอรรถปริวรรตของมนุษยชาติ (ช่วงพหุนิยม). มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น.

Durkheim, E. (1915). The elementary forms of the religious life (J. W. Swain, Trans.). George Allen & Unwin. (Original work published 1912).

Müller, F. M. (1873). Introduction to the science of religion. Longmans, Green, and Co.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018