ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
บทนำ
การเข้าใจสรรพสิ่งตามความเป็นจริงผ่านแนวทางปรัชญาสวนสุนันทาที่เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตนั้น รากฐานความคิดที่เราจะต้องปูพื้นก่อนจะถามว่าชีวิตควรเป็นอย่างไร เราต้องถามว่าสิ่งที่เป็นอยู่คืออะไร (what is being) คำถามนี้เป็นหนึ่งในคำถามพื้นฐานของปรัชญา เพราะก่อนที่มนุษย์จะถามว่าอะไรดี อะไรจริง อะไรควรทำ หรือเราควรใช้ชีวิตอย่างไร เราต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่า อะไรคือสิ่งที่มีอยู่ สิ่งหนึ่งเป็นสิ่งนั้นได้อย่างไร และการมีอยู่ของสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นจากอะไร ซึ่งคำถามเหล่านี้เป็นเชื้อความคิดของคำตอบมากมายที่กลายมาเป็นแนวคิดอภิปรัชญา (metaphysics) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งของภววิทยา (ontology) ซึ่งศึกษาว่าด้วย “สิ่งที่มีอยู่” และโครงสร้างพื้นฐานของความเป็นจริง ในทางปรัชญา การศึกษากระทำผ่านประวัติศาสตร์ปรัชญา (history of philosophy) และพบว่า คำว่า Being ไม่ได้มีความหมายคงที่ Being เป็นคำที่เรียบง่ายแต่มีความหมายไม่สิ้นสุด คำนี้สามารถแปลได้หลายลักษณะ เช่น ความเป็นอยู่ ภาวะการเป็นอยู่ การดำรงอยู่ สิ่งที่มีอยู่ ความมีอยู่ ความเป็น โดยมีคำว่า Essence หรือสารัตถะ เป็นอีกคำที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ Being ทั้งในฐานะคำถามและคำตอบ แต่ก็ไม่ใช่คำเดียวกัน
เมื่อเราถามว่า สิ่งนี้คืออะไร เรากำลังถามถึงลักษณะสำคัญ (Essence) ที่ทำให้สิ่งหนึ่งเป็นสิ่งนั้น
เมื่อถามว่าสิ่งนี้มีอยู่ได้อย่างไร เรากำลังถามเรื่องการเป็นอยู่ (Being) ของสิ่งนั้น
นักปรัชญาแต่ละยุคต่างย้อนถามใหม่ว่า ความเป็นจริงควรเข้าใจจากจุดใด
กรีกโบราณถามว่า สิ่งที่เป็นคืออะไร
เพลโตถามถึง ความจริงที่อยู่เบื้องหลังโลกปรากฏ
อริสโตเติลถามว่า สิ่งหนึ่งเป็นสิ่งนั้นได้อย่างไร
ยุคกลางถามว่า Being มาจากไหน
ยุคใหม่ถามว่า มนุษย์รู้ Being ได้อย่างไร
อัตถิภาวนิยมถามว่า มนุษย์สร้างความเป็นของตนเองอย่างไร
ปรากฏการณ์วิทยาถามว่า Being ปรากฏแก่ประสบการณ์อย่างไร
หลังนวยุคถามว่า ภาษา อำนาจ และความสัมพันธ์สร้างสิ่งที่เราเรียกว่า Being อย่างไร
ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางก้าวไปด้วยคำถามว่า ถ้า Being ไม่ได้เป็นสิ่งโดดเดี่ยว แต่เกิดขึ้นภายในความสัมพันธ์ เราจะเข้าใจการดำรงอยู่ตามความเป็นจริงได้อย่างไร
คำถามเหล่านี้ทำให้ Being ได้รับการขบคิด เสนอแนวคิด และค่อย ๆ เปลี่ยนจากสิ่งที่มีอยู่ไปสู่กระบวนการของการเป็นอยู่ เช่น อะไรทำให้มันเป็นอย่างที่มันเป็น และเมื่อก้าวเข้าสู่ปรัชญาร่วมสมัย คำถามได้ขยับไปอีกว่า มันกำลังกลายเป็นอะไร นี่คือการเปลี่ยนมุมมองจาก Being as existence ไปสู่ Being as Becoming
กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ : Being ในฐานะสิ่งที่อยู่ภายใต้อำนาจเหนือมนุษย์
ในระยะเริ่มต้นของมนุษยชาติ คำถามเรื่องความเป็นอยู่ยังไม่ถูกแยกออกจากความเชื่อเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติ มนุษย์เชื่อว่า ฝนตกเพราะเทพเจ้า ฟ้าร้องเพราะอำนาจเหนือมนุษย์ ความเจ็บป่วยอาจเกิดจากสิ่งลึกลับ และในขณะเดียวกันความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติก็ขึ้นอยู่กับอำนาจที่มนุษย์ต้องเคารพ เราจึงสามารถสรุปกระบวนทรรศน์นี้ว่า Being = สิ่งที่เป็นอยู่เพราะเจตจำนงของอำนาจเหนือมนุษย์
คำถามแห่งยุคคือ ใครหรืออะไรเป็นผู้ทำให้สิ่งนี้มีอยู่ ในกระบวนทรรศน์นี้มนุษย์ยังมิได้วางตัวเองเป็นศูนย์กลางของความจริง แต่ดำรงอยู่ในโลกที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจที่เหนือกว่าตน Being จึงมีลักษณะแตกต่างไป (heteronomous) นั่นคือ มีรากฐานจากสิ่งอื่นที่อยู่นอกตัวมนุษย์
กระบวนทรรศน์โบราณ : Being ในฐานะสิ่งที่เป็นจริง
เมื่อมนุษย์เริ่มใช้เหตุผลอย่างเป็นระบบ คำถามเรื่องความเป็นอยู่เปลี่ยนจากเทพเจ้าต้องการอะไรไปเป็นว่าความจริงคืออะไร (truth is what) จุดนี้เริ่มชัดเจนจากปรัชญากรีก กระบวนทรรศน์โบราณได้พัฒนาแบบแผนความคิดเรื่องความเป็นอยู่ผ่านคำถามว่า what is reality (สิ่งที่เป็นจริงคืออะไร) และเริ่มใช้เหตุผลเพื่อค้นหาคำตอบ
ปาเมนิเดส (Parmenides) เสนอว่า Being is, Non-being is not. (สิ่งที่เป็นย่อมเป็น สิ่งที่ไม่เป็นย่อมไม่เป็น) ปาเมนิเดสมีทรรศนะว่า Being ไม่อาจเกิดจาก Non-being เพราะสิ่งที่ไม่มีอยู่ไม่สามารถเป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่มีอยู่ได้ และ Being ก็ไม่อาจกลายเป็น Non-being เพราะจะขัดแย้งกับหลักเดียวกัน Being ในทรรศนะนี้จึงมีลักษณะหนึ่งเดียว ไม่แบ่งแยก ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่เปลี่ยนแปลง สมบูรณ์ ความเปลี่ยนแปลงที่ประสาทสัมผัสแสดงให้เราเห็นจึงไม่ใช่ความจริงสูงสุด (aletheia) เป็นเพียงความจริงชั่วคราว (doxa)
เฮราคลิตุส (Heraclitus) ชี้ไปยังอีกด้านว่า Everything flows. (ความจริงคือความเปลี่ยนแปลง) สิ่งต่าง ๆ ไม่เคยหยุดนิ่ง โลก ไฟ แม่น้ำ ฤดูกาล ร่างกาย และชีวิต ล้วนอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลง (becoming)
เพลโต (Plato) มีทรรศนะต่างไป เขามีทรรศนะว่า Being คือโลกแห่งแบบ (Forms) สิ่งที่ปรากฏทางประสาทสัมผัสอาจเป็นเพียงเงาของความจริง โลกที่มนุษย์รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสมิใช่ความจริงสูงสุด สิ่งที่เราเห็นล้วนเปลี่ยนแปลง ความงามของสิ่งหนึ่งอาจเสื่อมไป แต่ความงามในฐานะ Form ไม่ได้เสื่อมไปตามวัตถุชิ้นนั้น Being จึงสัมพันธ์กับการก้าวพ้นสิ่งที่ปรากฏภายนอกไปสู่การเข้าใจความจริงที่อยู่เบื้องหลัง
อริสโตเติล (Aristotle) ได้นำ Being กลับมาสู่สิ่งที่ดำรงอยู่จริง เขามีทรรศนะว่า Being อยู่ในสิ่งต่าง ๆโดยอธิบายผ่าน Substance (สารัตถะ/ภาวะที่ดำรงอยู่), Form (รูปแบบ), Matter (สสาร), Potentiality (ศักยภาพ) และ Actuality (ความเป็นจริงที่บรรลุแล้ว) ด้วยแนวคิดนี้ Being มีลักษณะเป็นกระบวนการทำให้ศักยภาพกลายเป็นจริง เมล็ดมีศักยภาพที่จะเป็นต้นไม้ เด็กมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นผู้ใหญ่ มนุษย์มีศักยภาพที่จะพัฒนาความสามารถของตน นั่นคือ Being สัมพันธ์กับสิ่งที่มันสามารถกลายเป็นได้
อย่างไรก็ตาม กระบวนทรรศน์โบราณให้ความสำคัญกับผู้รู้ หลักการ หรือผู้มีอำนาจในการยืนยันความจริง ซึ่งสามารถสรุปด้วยแนวคิด Ipse dixit (เพราะผู้รู้/ผู้มีอำนาจกล่าวเช่นนั้น -ดั่งคำท่านว่า) จุดสำคัญคือ ความจริงมีผู้รับรอง
กระบวนทรรศน์ยุคกลาง : Being ในฐานะการมีอยู่ภายใต้ระเบียบแห่งความดี
ยุคกลางนำคำถามเรื่อง Being เข้าสู่กรอบศาสนา คำถามได้ขยายเป็น เหตุใดสิ่งนี้จึงมีอยู่ และมันมีความหมายอย่างไรภายใต้ความดีสูงสุด ซึ่งออกัสตีน (St.Augustine of Hippo) และโธมัส อไควนัส (Thomas Aquinas) อธิบายว่า พระเจ้าเป็นรากฐานสำคัญของ Being
ออกัสตีนมองว่า สิ่งทั้งหลายต่างก็เป็นความล้นของพระเจ้า แต่มีคุณภาพต่างกันตามความห่างของความล้นนั้น
สำหรับอไควนัส สิ่งทั้งหลายไม่ได้มีความเป็นอยู่ด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์ แต่มี Being เพราะได้รับหรือมีส่วนร่วมในความเป็นอยู่จากพระเจ้า พระเจ้าคือ Ipsum Esse Subsistens (ความเป็นอยู่ในตัวเอง) สิ่งสร้างทั้งหลายมิได้เป็นต้นกำเนิดของความหมายอย่างสมบูรณ์ แต่ดำรงอยู่ภายใต้ระเบียบของความจริงที่สูงกว่า นั่นคือ สิ่งต่าง ๆ มี Being เพราะมีรากฐานมาจากพระเจ้า ดังนั้น Being → God → Goodness การดำรงอยู่จึงเชื่อมโยงกับ ความดี ความจริง และความหมาย
กระบวนทรรศน์นี้มีลักษณะสำคัญคือ ความจริงและความดีได้รับการรับรองจากคัมภีร์และศาสนา ดังนั้น มนุษย์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงการสร้างความหมาย แต่มีหน้าที่ค้นพบและดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับความหมายที่สูงกว่า
กระบวนทรรศน์นวยุค : Being ในฐานะสิ่งที่ต้องรู้ด้วยกระบวนการ
จุดเปลี่ยนสำคัญของกระบวนทรรศน์นวยุค คือมนุษย์เริ่มไม่ยอมรับความรู้เพียงเพราะผู้มีอำนาจกล่าวว่าเป็นเช่นนั้น หรือความรู้ที่ได้จากการตีความคัมภีร์ศาสนา มนุษย์เริ่มกระบวนการทางปัญญาผ่านการถามว่า เรารู้ได้อย่างไรว่าสิ่งใดมีอยู่จริง
เดการ์ต (Rene Descartes) ตอบว่า มนุษย์เริ่มจากการสงสัย Cogito, ergo sum. (ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่) Being จึงถูกเชื่อมโยงกับตัวผู้รู้ (Subject)
อิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant) วิเคราะห์เงื่อนไขของการรู้ และเสนอว่ามนุษย์ไม่ได้รับรู้โลกอย่างบริสุทธิ์โดยตรง แต่ประสบการณ์ของเราถูกจัดรูปผ่านโครงสร้างของจิต เราจึงต้องแยกระหว่างสิ่งที่ปรากฏแก่เรากับสิ่งในตัวมันเอง (thing-in-itself)
ในขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาวิธีการสังเกต ทดลอง วัด และตรวจสอบ ซึ่งทำให้ Being ถูกนำเข้าสู่กระบวนการทางญาณวิทยา (epistemological procedure) กระบวนทรรศน์นวยุคเปลี่ยนจากใครกล่าวว่าอย่างไร ไปสู่พิสูจน์อย่างไร จุดนี้ทำให้มนุษย์สามารถแยกความเชื่อออกจากหลักฐาน และแยกความคิดเห็นออกจากความรู้ที่ตรวจสอบได้
กระบวนทรรศน์หลังนวยุค : Being ในฐานะความเป็นจริงที่ต้องตีความภายในความสัมพันธ์
หลังนวยุคตั้งคำถามต่อความเชื่อที่ว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวสามารถเป็นศูนย์กลางอธิบายความจริงทั้งหมดได้
คิเคียกอร์ด (Soren Kierkegaard) สนใจความวิตก ความเป็นปัจเจก และการตัดสินใจต่อหน้าความไม่แน่นอน
Sartre เสนอข้อความสำคัญว่า Existence precedes essence. โดยเสนอว่า สำหรับมนุษย์ ไม่มี Essence ที่กำหนดชะตาชีวิตไว้ล่วงหน้าอย่างสมบูรณ์ มนุษย์จึงสร้างตัวเองผ่านการเลือกและการกระทำ Being ของมนุษย์จึงไม่ใช่สิ่งที่พบสำเร็จรูป แต่เป็นสิ่งที่กำลังถูกสร้างขึ้นผ่านการดำรงชีวิต เราจึงต้องถามว่า “ทุกวันนี้ฉันกำลังทำให้ตัวเองเป็นใคร?” ซึ่งคำถามนี้เป็นคำถามที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการเข้าใจ Being ในปัจจุบัน
ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) มีทรรศนะว่า มนุษย์อาจหมกมุ่นอยู่กับสิ่งต่าง ๆ จนลืมถามถึงความหมายของการดำรงอยู่ (the forgetfulness of Being) และถามถึงความหมายของ Being itself (ตัวความเป็นอยู่) มนุษย์มองทุกสิ่งผ่านกรอบของเทคโนโลยี การคำนวณ ประสิทธิภาพ การผลิต การควบคุม การใช้ประโยชน์ เราจึงมองต้นไม้เป็นไม้ แม่น้ำกลายเป็นทรัพยากรน้ำ มนุษย์กลายเป็นแรงงาน เวลากลายเป็นผลผลิต และความรู้กลายเป็นข้อมูล ซึ่งไฮเดกเกอร์ชี้ชวนให้มนุษย์กลับมาถามว่า ก่อนที่เราจะถามว่าสิ่งนี้ใช้ทำอะไรได้ เราเคยถามหรือไม่ว่าสิ่งนี้คืออะไรในฐานะการดำรงอยู่
ฟูโกต์ (Michael Foucault) ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับอำนาจ และแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่สังคมถือว่าเป็นความจริงสามารถสัมพันธ์กับระบบสถาบัน วาทกรรม และอำนาจได้
แดร์ริดา (Jacque Derrida) ชี้ให้เห็นความซับซ้อนและความไม่ตายตัวของความหมาย ซึ่งทำให้ความหมายมิได้เป็นสิ่งที่หยุดนิ่งง่าย ๆ
ดังนั้น Being ในกระบวนทรรศน์หลังนวยุคจึงไม่อาจนิยามได้ เพราะไม่ได้เป็นสิ่งโดดเดี่ยวที่อยู่ก่อนภาษาและสังคม สิ่งที่เราเรียกว่าคนเก่ง คนสำเร็จ ผู้หญิง ผู้ชาย คนป่วย คนพิการ คนปกติ คนผิดปกติ ล้วนมีมิติของภาษา สถาบัน วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ทางอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ปรัชญาหลังนวยุคจึงไม่ถามว่า Being คืออะไร แต่เปลี่ยนมาถามว่า สิ่งที่เราเรียกว่า Being ถูกเปิดเผย ถูกตีความ และถูกทำให้มีความหมายอย่างไร
หลังนวยุคสุดโต่ง (extreme postmodern) โน้มไปสู่ข้อเสนอว่า ความจริงไม่มีศูนย์กลาง ความหมายถูกสร้าง และความจริงสัมพันธ์กับภาษาและอำนาจ
หลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodern) เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องสรุปว่าไม่มีความจริง แต่เสนอหลักย้อนอ่านใหม่ทั้งหมด โดยไม่ลดสิ่งใดทิ้ง เพื่อให้มนุษย์เข้าถึงความจริงผ่านมุมมองที่หลากหลาย ประสบการณ์ ภาษา ความสัมพันธ์ และบริบท โดยต้องเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบและปรับความเข้าใจอยู่เสมอ
โดยกรอบคิดหลังนวยุคสายกลาง ทรรศนะสำคัญคือ สิ่งหนึ่งมิได้มีความหมายหรือความเป็นอยู่โดยแยกขาดจากบริบททั้งหมด แต่คุณลักษณะบางประการของมัน เกิดขึ้นหรือปรากฏผ่านความสัมพันธ์ มนุษย์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เด็กไม่ได้กลายเป็นตัวตนอย่างสมบูรณ์เพียงเพราะมีร่างกายโตขึ้น แต่เขาจะค่อย ๆ เป็นตัวเองผ่านครอบครัว → ภาษา → การเล่น → การศึกษา → เพื่อน → วัฒนธรรม → ความสำเร็จ → ความล้มเหลว → การเลือก → ความรับผิดชอบ ตัวตนจึงไม่ใช่สิ่งสำเร็จรูปแต่เป็นตัวตนที่กำลังเกิดขึ้น (becoming)
| มิติ | อิทธิพล |
| ครอบครัว | ภาษาแรก และคุณค่าแรก |
| วัฒนธรรม | กำหนดสิ่งที่สังคมมองว่าดีหรือไม่ดี |
| การศึกษา | สร้างกรอบความรู้และความสามารถ |
| เพื่อน | สะท้อนว่าเราต้องการเป็นใครในกลุ่ม |
| สื่อ | กำหนดสิ่งที่เรามองเห็น |
| อัลกอริทึม | คัดเลือกสิ่งที่เราเห็นซ้ำ ๆ |
| เทคโนโลยี | วิธีที่เราทำงานและสื่อสาร |
| สังคม | สร้างบทบาทและความคาดหวัง |
| ประสบการณ์ | ทำให้เราปรับเปลี่ยนความเข้าใจตนเอง |
สรุป Being ตามปรัชญากระบวนทรรศน์ทางความคิด
พัฒนาการของ Being คือ อำนาจเหนือมนุษย์ → ผู้รู้/ผู้รับรอง → คัมภีร์/ความดี → เหตุผล/วิทยาศาสตร์ → การตีความ/ความสัมพันธ์
หรือในรูปแบบคำถาม ใครทำให้มี → อะไรคือสิ่งที่เป็นจริง → ความจริงมาจากไหน → เรารู้ได้อย่างไร →
เราจะเข้าใจความจริงอย่างไรภายใต้ความหลากหลายของบริบท
ปรัชญาสวนสุนันทาเองก็มีแนวคิดที่วางคู่ขนานไป นั่นคือ
Being → Knowing → Interpreting → Relating → Becoming
| กระบวนทรรศน์ | ฐานคิด | คำถามเรื่อง Being | ความหมายของ Being | ตัวแทน/ลักษณะสำคัญ |
|---|---|---|---|---|
| 1. ยุคดึกดำบรรพ์ / Primitive | อำนาจเหนือธรรมชาติ | สิ่งทั้งหลายมีอยู่เพราะอะไร? | Being มาจากเจตจำนงของอำนาจเหนือมนุษย์ | เทพ ผี ธรรมชาติ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ |
| 2. ยุคโบราณ / Ancient | ผู้รู้/ผู้มีอำนาจกล่าว | สิ่งที่แท้จริงคืออะไร? | Being คือสิ่งที่มีหลักฐานหรือผู้รู้รับรอง | Ipse dixit, Parmenides, Plato, Aristotle |
| 3. ยุคกลาง / Medieval | คัมภีร์และความดีสูงสุด | Being มีรากฐานจากอะไร? | Being มาจากพระเจ้าและระเบียบแห่งความดี | Augustine, Aquinas |
| 4. ยุคใหม่ / Modern | เหตุผลและกระบวนการพิสูจน์ | เรารู้ Being ได้อย่างไร? | Being ที่มนุษย์เข้าถึงผ่านเหตุผล ประสบการณ์ และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ | Descartes, Kant, วิทยาศาสตร์ |
| 5. หลังนวยุค / Postmodern | การตีความ ความสัมพันธ์ และบริบท | Being ถูกเข้าใจ/สร้าง/เปิดเผยอย่างไร? | Being เป็นความเป็นจริงที่มีหลายชั้นและสัมพันธ์กับภาษา อำนาจ ประสบการณ์ และบริบท | Nietzsche, Heidegger, Foucault, Derrida, Habermas หลังนวยุคสายกลาง |
เมื่อเราศึกษาตัวเองในฐานะ Being เราก็จะต้องพิจารณาว่า เรามอง being ตามกระบวนทรรศน์ใด ตามแนวคิดปรัชญาใด เพื่อให้เข้าใจความเป็นอยู่ของเรา และคำถามที่เราควรคิดต่อไปในชีวิตปกติของเราก็คือ เรากำลังเป็นตัวเองหรือกำลังเป็นสิ่งที่คนอื่นต้องการ เราอาจเลือกอาชีพเพราะสังคมบอกว่าประสบความสำเร็จ ซื้อของเพราะโฆษณาบอกว่าควรมี สร้างภาพชีวิตเพราะสื่อสังคมบอกว่าควรเป็น แข่งขันเพราะคนอื่นกำลังแข่งขัน แต่เมื่อทุกเสียงเงียบลง เรายังรู้หรือไม่ว่าเราต้องการเป็นใคร นี่คือ คำถามเกี่ยวกับความเป็นอยู่และการกลายเป็นที่มนุษย์จะต้องทำความเข้าใจและเติบโตจนเป็นตัวเองเต็มวัยวุฒิ (maturity)
คำถามแห่งยุคสำหรับยุคนี้วางไว้ว่า ถ้า Being คือความสัมพันธ์ แล้วเรากำลังทำให้โลกของผู้อื่นเป็น อย่างไร โดยกรอบของคำถามนี้ มองว่าถ้าการดำรงอยู่ของเราเกิดขึ้นภายในความสัมพันธ์ของภาษา สถาบัน วัฒนธรรมและอำนาจ การกระทำของเราย่อมมีผลต่อ Being ของผู้อื่น คำพูดหนึ่งคำอาจทำให้เด็กคนหนึ่งรู้สึกว่าฉันมีคุณค่า แต่คำพูดอีกคำหนึ่งอาจทำให้เขารู้สึกว่าฉันไม่มีความหมาย ครูไม่ได้เพียงถ่ายทอดความรู้ แต่กำลังมีส่วนสร้าง Being ของผู้เรียน พ่อแม่ไม่ได้เพียงเลี้ยงลูกแต่กำลังมีส่วนสร้าง ความรู้สึกว่าฉันเป็นใครแก่เขา องค์กรไม่ได้เพียงจัดให้มีงานแต่สร้าง Being ของพนักงานด้วย สังคมไม่ได้เพียงออกกฎหมาย แต่สร้างพื้นที่ว่าใครสามารถเป็นอะไรได้บ้าง ดังนั้น การดำรงอยู่ของเราไม่ได้จบลงที่ตัวเรา เราทำให้คนอื่นเป็นบางอย่างผ่านความสัมพันธ์ของเรา
สรุป
การเดินทางของ Being เป็นเส้นทางทางปรัชญา อาจเขียนได้ว่า
Being → Substance → Essence → God → Reason → Subject → Existence → Experience → Language → Relation → Conscience
แต่ละขั้นคือการเปิดมุมมองใหม่ของความเป็นจริง การเข้าใจเรื่อง Being นั้นเราต้องเข้าใจว่าอะไรเป็นอยู่ จึงจะรู้ว่าเรารู้ได้อย่างไร เราจึงจะตีความอย่างระมัดระวัง และเราจะมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างเข้าใจ เลือกว่าจะเป็นอะไร และจะร่วมสร้างโลกที่ทำให้สรรพสิ่งเป็นอยู่ได้ดีขึ้น
แนวคิดหลักของปรัชญาสวนสุนันทาซึ่งเป็นหลังนวยุคสายกลางนั้นเสนอ Being แบบสัมพันธ์ ซึ่งธรรมชาติก็ไม่ควรถูกมองเพียงเป็นวัตถุที่รอให้มนุษย์ใช้ประโยชน์ มนุษย์ไม่ได้อยู่เหนือธรรมชาติอย่างเด็ดขาด เราเป็นส่วนหนึ่งของระบบความสัมพันธ์ทางนิเวศ การดำรงอยู่ของเราไม่สามารถแยกออกจากการดำรงอยู่ของผู้อื่นได้อย่างเด็ดขาด เราเป็นครูเพราะมีผู้เรียน เราเป็นผู้ปกครองเพราะมีลูก เราเป็นเพื่อนเพราะมีคนที่เราสัมพันธ์ด้วย เราเป็นสมาชิกของชุมชนเพราะมีผู้อื่นร่วมอยู่กับเรา เราจึงควรดำรงอยู่ด้วยหลักคิด คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เชื่ออยู่ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความจริงใหม่ ย้อนอ่านใหม่หมด ไม่ลดอะไรเลย เพื่อรักษาคุณค่าของทุกกระบวนทรรศน์ และแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง เพื่อประสานความจริงโดยไม่ทำลายความหลากหลาย และนำไปสู่พลัง 4 สร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ แสวงหา การอยู่ร่วมกันและการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
เอกสารอ้างอิง
กีรติ บุญเจือ. (2546). ปรัชญาภาษาชาวบ้าน. มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น.
ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง. (2015). Being ภาวะ. https://wp.me/s4NAxf-being
เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2022). Being. https://wp.me/p4NAxf-1FV
เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2025). Being: ความเป็นหนึ่งนิรันดร์และความเปลี่ยนแปลง. https://wp.me/p4NAxf-2HW

Leave a comment