อ. ดร.รวิช ตาแก้ว (ราชบัณฑิต)1
ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต1
ดร.อัครกาญจน์ วิชัยดิษฐ์2
1หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2นักวิชาการอิสระ

บทคัดย่อ

บทความนี้มุ่งสังเคราะห์หลัก “สุ จิ ปุ ลิ” อันประกอบด้วย สุตะ–การฟัง จินตะ–การคิด ปุจฉา–การถาม และลิขิต–การเขียน ในฐานะภูมิปัญญาด้านการเรียนรู้ของไทย โดยเชื่อมโยงกับปรัชญาหลังนวยุคสายกลางซึ่งให้ความสำคัญกับการไม่ยึดมั่นถือมั่นในความเชื่อเดิม การย้อนอ่านใหม่โดยไม่ตัดสิ่งใดทิ้ง และการแสวงหาจุดร่วมโดยสงวนจุดต่าง บทความเสนอว่า สุจิปุลิสามารถตีความใหม่ในฐานะกระบวนการทางญาณวิทยาที่นำมนุษย์จากข้อมูลไปสู่ความเข้าใจ จากความเข้าใจไปสู่วิจารณญาณ และจากวิจารณญาณไปสู่การประยุกต์ใช้เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในบริบทสังคมปัจจุบันที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถผลิตข้อมูล คำตอบ และข้อความได้อย่างรวดเร็ว ความสำคัญของมนุษย์จึงมิได้อยู่ที่ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล แต่คือความสามารถในการฟังอย่างมีสติ คิดอย่างมีวิจารณญาณ ถามอย่างใฝ่รู้ และเขียนเพื่อสังเคราะห์ความเข้าใจของตนเอง บทความจึงเสนอ สุจิปุลิเป็นกรอบญาณวิทยาเชิงปฏิบัติเพื่อการมีพื้นฐานการเรียนรู้ มีการรู้เท่าทัน AI และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

คำสำคัญ: สุจิปุลิ, หัวใจนักปราชญ์, ญาณวิทยา, ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง, การรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์, การเรียนรู้ตลอดชีวิต

บทนำ

อารยธรรมของมนุษยชาติเริ่มมาจากการสืบต่อความรู้ ผู้คนในดินแดนต่าง ๆ เผชิญปัญหาว่าจะหาความรู้ได้จากที่ใด จึงมีการเดินทางไปศึกษาเล่าเรียนในสำนักศึกษาสำคัญ ๆ จนถึงยุคสมัยใหม่ เกิดโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยจำนวนมากที่สอนความรู้ในระดับต่าง ๆ แต่ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนี้ ในแต่ละสถานศึกษา รวมไปถึงสังคม กลับประสบปัญหาของการศึกษาเรียนรู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะความรู้และข้อมูลสามารถเข้าถึงได้แทบจะทันทีผ่านระบบอินเทอร์เน็ต สิ่งที่เคยต้องใช้เวลาค้นคว้าหลายวันอาจได้รับคำตอบภายในเวลาไม่กี่วินาที การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดคำถามต่อการจัดการทางการศึกษาว่า เมื่อความรู้มีอยู่มากมาย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรควรเชื่อ อะไรควรสงสัย อะไรควรถามต่อ และอะไรควรนำไปใช้ ซึ่งดูเหมือนจะมีคำตอบหนึ่งคือ การมีวิจารณญาณ แต่ในประเทศไทย เมื่อย้อนอ่านปัญหานี้ก็ทำให้สังคมหันกลับมามองภูมิปัญญาการเรียนรู้ของไทยอย่าง “สุจิปุลิ” ซึ่งการรื้อฟื้นคุณค่าอย่างเหมาะสมน่าจะมีคุณกับภาวะร่วมสมัยของประเทศไทยได้

สุจิปุลิ เป็นคำย่อที่มาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก ซึ่งมีความหมายถึงหลักการสำคัญในการศึกษาพระธรรม คำนี้ใช้เพื่อสรุปวิธีการเรียนรู้และปฏิบัติตามคำสอนในพุทธศาสนา คำย่อทั้ง 4 นี้ไม่ได้มาจากคัมภีร์เล่มใดโดยตรง แต่เป็นวิธีการสอนธรรมะที่สรุปขึ้นมาเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและนำไปใช้ในการปฏิบัติ เรียกว่า หัวใจนักปราชญ์ กล่าวกันว่าจะช่วยสร้างบุคคลให้เป็นพหูสูต อันหมายถึง เป็นผู้มีปัญญารอบรู้ เป็นผู้ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาการมาก สามารถทรงจำไว้ได้เป็นอย่างดีจนกลายเป็นผู้รู้หรือปราชญ์ ซึ่งแน่นอนว่า ผู้ใดก็ตามที่เป็นผู้มีปัญญา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือเรื่องการทำงาน ย่อมทำให้คนผู้นั้นเรียนดีและมีความสามารถในการทำงานเก่งอย่างไม่ต้องสงสัย ในพุทธศาสนาได้มีแนวคิดสุตมยปัญญาเพื่อชี้ถึงปัญญาที่เกิดจากการฟัง การฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าและครูอาจารย์เป็นขั้นตอนเริ่มต้นในการพัฒนาปัญญา ส่วนการคิดก็คือ จินตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการคิดวิเคราะห์และพิจารณาในสิ่งที่ได้ยิน และในการศึกษานั้นพระพุทธศาสนาส่งเสริมการถามเพื่อให้ได้ความกระจ่างและการเจริญสติเป็นการฝึกฝนเพื่อให้เข้าถึงความจริงของสิ่งต่าง ๆ

การศึกษาเล่าเรียนของไทยในขนบดั้งเดิมนำแนวทาง สุจิปุลิ มาใช้ในการศึกษาโดยต่อยอดเป็นเทคนิคในการเรียนบนปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม และนิรันตรนิยม ซึ่งก็ได้ผลดี ส่งเสริมให้คนมีความรู้ อ่านออกเขียนได้ และเชื่อฟังครูอาจารย์ เป็นผู้มีวินัย รู้ขนบธรรมเนียมและสิ่งที่ดีงามถูกต้อง และได้ถ่ายทอดมาเป็นมรดกทางวัฒธรรมไทยในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การเรียนแบบเก่าได้ชื่อว่า เข้มงวดเรื่องระเบียบวินัย เน้นแต่เนื้อหา สอนให้ท่องจำเพียงอย่างเดียว ทำให้ผู้เรียนพัฒนาด้านสติปัญญา แต่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีความกล้าและความมั่นใจในตนเอง ปรัชญาพิพัฒนาการนิยมที่เข้ามาพร้อมการศึกษาสมัยใหม่จึงปรับท่าทีให้ไปเน้นกระบวนการ โดยเฉพาะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แนวทางของการศึกษาไม่สอนให้คนยึดมั่นในความจริง ความรู้ และค่านิยมที่คงที่หรือสิ่งที่กำหนดไว้ตายตัว แต่มุ่งไปที่การค้นพบความรู้ใหม่ ๆ และการประสบการณ์ที่ผู้เรียนสามารถเข้าใจปัญหาชีวิตและสังคมในปัจจุบัน (เอนก สุวรรณบัณฑิต, 2564) การส่งเสริมการศึกษาตามอย่างตะวันตกนี้ทำให้หลักการสุจิปุลิถูกลืมเลือนไป ผลปรากฎว่า ในปัจจุบันเด็กไทยมีปัญหาการอ่านออกเขียนได้ ปัญหานี้เป็นเรื่องพื้นฐานการเรียนรู้ (foundational learning) มากกว่าปัญหาวิชาภาษาไทย World Bank ชี้ว่าในด้านการอ่าน เด็กไทยวัยปลายประถมประมาณ 23% ยังไม่ถึงระดับความสามารถขั้นต่ำ โดยวัดจากความสามารถในการอ่านและเข้าใจข้อความตามวัย (The World Bank, 2024) ในขณะที่ PISA 2022 พบว่า ในด้านด้านการอ่าน มีนักเรียนไทยอายุ 15 ปีเพียง 35% เท่านั้นที่อยู่ที่ระดับ 2 ขึ้นไป เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ OECD 74% (OECD, 2023) จนนำไปสู่การที่จะต้องมีการจัดตั้งโครงการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่วกกลับไปยังจุดเริ่มต้นคือ การไม่รู้หนังสือ ซึ่งทำให้ปัญหาทับซ้อนยิ่งขึ้นในยุคปัญญาประดิษฐ์ที่เด็กไทยสั่งให้โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ประมวลคำตอบให้ และเด็กก็นำคำตอบไปทำรายงาน โดยไม่ได้ทบทวน ตรวจสอบ หรือเท่าทันว่าข้อมูลที่ได้นั้นจริงทั้งหมดหรือไม่ อีกทั้งด้วยความไวของการประมวลผลก็ทำให้เด็กลดความพยายามที่จะคิด จดจำ และนำข้อมูลไปวิเคราะห์สังเคราะห์เป็นความรู้เฉพาะตน เด็กไทยจึงประสบปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เพิ่มมาอีกประการหนึ่ง ผู้วิจัยจึงย้อนอ่านสุจิปุลิเพื่อนำเสนอทางเลือกใหม่แก่กระบวนการเรียนรู้ของเด็กไทยในบริบทสังคมสมัยใหม่ และเป็นแนวทางสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย

วัตถุประสงค์การวิจัย

  1. เพื่อตีความเชิงปรัชญาบทกถาศึกษาของเก่าในโคลงกลอนครูเทพ
  2. เพื่อเสนอการทบทวนคิดผ่านมุมมองเชิงปรัชญาต่อแนวคิดสุจิปุลิในฐานะกระบวนการเรียนรู้

หลัก สุจิปุลิ
สุ หมายถึง สุตะ (การฟังหรือการศึกษา) – การฟังพระธรรมคำสอนจากครูบาอาจารย์
จิ หมายถึง จินตะ (การคิดพิจารณา) – การพิจารณาและตรึกตรองในธรรมที่ได้ฟังมา
ปุ หมายถึง ปุจฉา (การถาม) – การถามเพื่อให้เข้าใจธรรมะให้ลึกซึ้งขึ้น
ลิ หมายถึง ลิขิต (การเขียนหรือการจดบันทึก) – การเขียนบันทึกธรรมะที่ได้เรียนรู้เพื่อเตือนความจำและใช้ในการปฏิบัติ

เมื่อสืบค้นย้อนความ พบว่า ปราชญ์ชาวไทยได้เข้าใจในหลักนี้และมีการสืบทอดส่งต่อมา ตัวอย่างเช่น
พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) (พ.ศ. 2365-2434) แต่งโคลงกระทู้มอบให้หลวงสุริยามาตย์ “ชูโต” แต่เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุ ฉายาว่า ปัญญวโร ณ วัดพิไชยญาติการาม ดังนี้

สุ เสาวนิตย์ถ้อย ทั้งผอง
จิ เจตนาตรอง ตริค้น
ปุ จฉาสอบสวนลอง เลาเลิศ
ลิ ขิตข้อคําต้น เกี่ยงแก้กันลืม

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) (พ.ศ.2419-2486) ได้เขียนโคลงกลอนขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2471-2484 และได้มีการรวบรวมไว้ในชื่อ โคลงกลอนครูเทพ โดยในเล่ม 2 บทที่ 36 ชื่อ กถาศึกษาของเก่า แต่งเมื่อปี พ.ศ.2471 ได้แสดงแนวคิดของการศึกษาอย่างเก่าของหลักสุจิปุลิไว้ 7 บท (เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา), 2526) ดังรายละเอียด

สุ. จิ. ปุ. ลิ. วินิมุตฺโต
กถํ โส ปณฺฑิโต ภเว
ผู้เว้นจาก สุ. จิ. ปุ. ลิ. นั้น
พึงเป็นบัณฑิตได้อย่างไร

เว้น วิจารณ์ว่างเว้น สดับฟัง
เว้น ที่ถามอันยัง ไป่รู้
เว้น เล่าลิขิตสัง- เกตว่าง เว้นนอ
เว้น ดั่งกล่าวว่าผู้ ปราชญ์ได้ฤๅมี
โคลงเก่า

สุ. = สุต ฟัง
กาลก่อนบห่อนใช้ หนังสือ
เพื่อศึกษาฝึกปรือ ท่านใช้
ฟังบอกเล่าหารือ ท่องบ่น จำแล
ท่องสู่กันฟังได้ เที่ยงแท้กุศล

๒ มากคนท่องจึ่งคล้าย มากฉบับ พิมพ์พ่อ!
ธรรมและวิชาสรรพ อยู่ได้
สมัยนี้สมุดพิมพ์นับ ว่าแพร่ หลายแล้ว
นอกจากฟังจึ่งให้ อ่านไว้ทุกวัน

๓ เลือกสรรอ่านแต่ล้วน เรื่องดี ดีเทอญ
เรื่องเปล่าประโยชน์มี โทษซ้ำ
ฟังบัณฑิตเป็นศรี พาลสดับ เสนียดนอ
เชิญอ่านและตรับล้ำ เลิศข้างทางกุศล

จิ. = จินต์ คิด
๔ คนมิใช่นกแก้ว ควรคิด เป็นบ้าง
อ่านสดับรับรู้จิตต์ หยั่งได้
ดีชั่วถูกฤๅผิด จงตริ ตรองดู
รู้ตรึกลึกซึ้งได้ แจ่มแจ้งวิจารณ์ญาณ

๕ การอ่านต้องยิ่งใช้ ความคิด มากขึ้น
สมุดบ่บอกพาลบัณฑิต ท่านได้
ครั้นทราบว่าไม่ผิด พึงอ่าน แล้วแล
ยังจะต้องตรึกให้ แจ่มแจ้งใจความ

ปุ. = ปุจฉา ถาม
๖ ถึงยามเมื่อเกิดข้อ สงสัย
ถามสมุดเล่มสมุดไฉน ตอบได้
จำต้องเที่ยวถามใคร ผู้ฉลาด รู้จริง
เว้นเที่ยวถามย่อมไร้ รอบรู้วิชา

ลิ. = ลิขิต เขียน
๗ หาความรู้เร่งให้ แม่นยำ
ลืมย่อมแก้ด้วยจำ จดไว้
จำมากนักจักทำ ตนดุจ ห้องสมุด
การจดจึ่งต้องให้ ชอบใช้ชาญเขียน
ต.ค.๗๑

ความหมายจากโคลงของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) มีนัยสื่อได้เช่นเดียวกับที่พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) (พ.ศ.2422-2484) ได้แสดงความสำคัญของการฟัง-อ่าน การคิด และการเขียนไว้ นั่นคือ การฟังเป็นการแสวงหาความรู้ในกระบวนการการเล่าเรียนสมัยโบราณ เพราะการใช้หนังสือยังไม่แพร่หลาย จึงจัดเอาการฟังเป็นหัวข้อสำคัญ นักปราชญ์จึงต้องเป็นผู้ฟังมากมาก่อน ซึ่งเรียกว่า พหูสูต แต่สมัยนี้วิชาและหนังสือแพร่หลายทั่วไป จึงควรนับการอ่านเข้าไปในข้อพหูสูตนี้ด้วย การคิดคือ ให้ใช้ความคิด โดยเมื่อเราฟังหรืออ่านเรื่องราวใด ๆ เราต้องคิดตามไปด้วย ไม่ใช่ปล่อยจิตใจไปอย่างฟังเสียงนกเสียงกา ถ้าพบข้อความหรือคำพูดที่ไม่เข้าใจหรือสงสัยก็พึงตรึกตรองต่อภายหลัง สำหรับการอ่านก็ควรใช้ความคิดในการอ่านให้เหมาะสม ผู้เล่าเรียนจะต้องพยายามแสวงหาความรู้ด้วยการถาม นำข้อความหรือถ้อยคำที่สงสัยหรือไม่เข้าใจไปค้นหาคำตอบจากหนังสือ หรือสอบถามผู้ที่เรามั่นใจว่าเขารู้ดี และการเขียนนั้นเป็นการป้องกันการลืม ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงผลของการฟัง การอ่าน การใช้ความคิด การถาม ของผู้เรียนนั่นเอง (พรจิรา เสือประดิษฐ, 2561 หน้า 17-18)

ผลการวิจัย

วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อตีความเชิงปรัชญาบทกถาศึกษาของเก่าในโคลงกลอนครูเทพ การตีความเชิงปรัชญาด้วยหลักการ “ย้อนอ่านใหม่หมด ไม่ลดอะไรเลย” ที่เป็นการไม่ตัดสินสิ่งหนึ่งทิ้งก่อนที่จะได้ทำความเข้าใจมัน จึงนำไปสู่การตีความอดีตเพื่อการสร้างอนาคต พบว่า เนื้อหาบทกถาศึกษาของเก่าที่นำมาย้อนกลับไปอ่านใหม่เพื่อค้นหาคุณค่าทางปรัชญา พบว่า บริบทของบทกถาศึกษาของเก่าชี้ให้เห็นว่า แม้ในยุคที่หนังสือและเครื่องมือทางการศึกษายังมีจำกัด มนุษย์ก็สามารถใฝ่รู้และพัฒนาปัญญาได้ด้วยความอุตสาหะ และมีข้อสังเคราะห์จากการตีความคือ

1. โคลงเก่าเป็นบทกลอนที่เป็นข้อสรุปเชิงตั้งคำถามว่า หากบุคคลไม่ ฟัง ไม่ถาม ไม่ใคร่ครวญ ไม่สังเกต แล้วจะเรียกว่าผู้รู้ได้จริงหรือ บทกลอนมีนัยทางพุทธธรรมอย่างลึกซึ้ง โดยสื่อถึง ภาวะของผู้ใฝ่ปัญญา (ปราชญ์) ต้องเริ่มจากการเว้นอัตตา ต้องไม่รีบวิจารณ์ (ละอคติ) ต้องกล้าถามในสิ่งที่ไม่รู้ (ละทิฐิ) ต้องสังเกตอย่างตั้งใจแม้แต่ในความว่าง (ละความยึดมั่นถือมั่น) และการใช้คำว่า “เว้น” ซ้ำ ๆ เป็นลีลาของกลอนที่เตือนว่า ถ้าละเลยสิ่งสำคัญเหล่านี้ จะไม่มีทางเป็นผู้รู้จริงได้

2. กลอนบท สุ จำนวน 3 บท บทแรกกล่าวถึงวิธีการเรียนรู้ในอดีตก่อนที่จะมีหนังสือใช้แพร่หลาย มีระบบการเรียนรู้แบบมุขปาฐะ (oral tradition) เป็นสำคัญ ซึ่งเน้นคุณค่าของการฟัง การสนทนา และการจำอย่างมีสติ บทที่ 2 กล่าวถึง ความเปลี่ยนแปลงจากยุคการฟังสู่ยุค การอ่าน แต่ก็ไม่ควรไม่ลืมคุณค่าของการฟัง ทั้งนี้แนะนำว่าเมื่อมีหนังสือแล้วก็ควรใช้โอกาสนี้อ่านให้เต็มที่สะท้อนแนวคิดการเรียนรู้แบบองค์รวม บทที่ 3 กล่าวถึง การที่มีข้อมูลเรื่องราวเริ่มหลากหลายทั้งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ จึงควรมีสติในการเสพข้อมูล ต้องพินิจคัดสรร เลือกฟังสิ่งดี อ่านสิ่งที่ดี จึงจะนำไปสู่ทางกุศลและความเจริญทางปัญญาได้

3. กลอนบท จิ จำนวน 2 บท บทที่ 4 กล่าวถึง มนุษย์ต้องใช้ความคิด ไม่ใช่แค่จำหรือทำตาม มิใช่เป็นนกแก้วซึ่งยกเป็นสัญลักษณ์ของการท่องตามโดยไม่เข้าใจ เป็นสิ่งที่ผู้รู้ไม่ควรเป็น เป็นคนจำเป็นต้องใช้การพิจารณาอย่างลึกซึ้งอยู่เสมอ บทที่ 5 กล่าวถึงการอ่านแบบวิเคราะห์และประเมิน ไม่ใช่แค่รับตัวบทข้อความไว้อย่างดิบ ๆ เพราะหนังสือไม่อาจชี้ตัวพาลบัณฑิตได้ คือไม่ได้จำแนกดี-ไม่ดีอย่างแท้จริง แต่ละคนจำเป็นต้องใช้สติในการวิเคราะห์เอง ควรตรวจสอบและตรึกตรองให้ดี จึงจะเป็นทางไปสู่ปัญญาและการรู้จริง มิใช่เพียงการรู้จำ

4. กลอนบท ปุ จำนวน 1 บท กล่าวถึง แม้ว่าหนังสือจะมีคุณูปการ แต่ก็มีขอบเขต โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม หรือเมื่อผู้อ่านตีความไม่ตรงเจตนาเดิม หนังสือไม่อาจช่วยให้เข้าใจได้แบบทันทีทันใด ผู้ใฝ่รู้จึงต้องหมั่นถามไถ่ผู้รู้ ผู้ฉลาด มิฉะนั้นจะขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เราจึงควรเห็นคุณค่าของคนที่มีชีวิต คือ ผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ ซึ่งสามารถถามตอบ อธิบาย ยกตัวอย่าง ตีความ และช่วยเราเชื่อมโยงกับโลกความจริง ซึ่งก็คือบทบาทของครูนั่นเอง

5. กลอนบท ลิ จำนวน 1 บท กล่าวถึง ความรู้ที่ดีต้องมีความถูกต้อง ชัดเจน ลึกซึ้ง และใช้ได้จริง การจำและการจดเป็นเครื่องมือช่วยป้องกันความหลงลืม หากจำมากไปโดยไม่เข้าใจหรือไม่รู้จักใช้ก็จะกลายเป็นเพียงคลังข้อมูลเหมือนห้องสมุดที่เก็บหนังสือแต่ไม่เคยเปิดใช้ เราจึงควรจดอย่างมีเทคนิคและเพื่อใช้ประโยชน์จริง

วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เพื่อการทบทวนคิดผ่านมุมมองเชิงปรัชญาต่อแนวคิดสุจิปุลิในฐานะกระบวนการเรียนรู้ พบว่า สุจิปุลิสามารถทบทวนคิดในฐานะกระบวนการเรียนรู้ผ่านมุมมองปรัชญาหลังนวยุคสายกลางได้ โดยมีภววิทยา (ontology) คือ หลักสุจิปุลิวางอยู่บนการเรียนรู้ของแต่ละคนในฐานะผู้เรียน หากแต่ไม่ได้มีเพียงผู้เรียนกับสื่อเช่น หนังสือหรือสื่อการเรียนรู้ แต่เป็นสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีผู้เรียนอยู่ร่วมในพื้นที่กับผู้สอนและผู้รู้ ซึ่งผู้สอนและผู้รู้อาจเป็นคนเดียวกันหรือคนละคนก็ได้

เมื่อพิจารณาเชิงระบบ สุจิปุลิสามารถมองได้ว่าเป็นกระบวนการของ ข้อมูล → การไตร่ตรอง → การตรวจสอบ → ความเข้าใจที่สื่อสารได้ ดังตาราง 1

ตาราง 1 กระบวนการทางญาณวิทยาของสุจิปุลิ

หลักการหน้าที่ทางญาณวิทยาคำถาม
สุ – สุตะรับฟังและรับข้อมูลฉันได้รับข้อมูลอะไร
จิ – จินตะวิเคราะห์และตีความสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร
ปุ – ปุจฉาตรวจสอบและเปิดมุมมองฉันรู้อะไรที่ยังไม่รู้
ลิ – ลิขิตสังเคราะห์และทำให้ความรู้ตกผลึกฉันเข้าใจและอธิบายสิ่งนี้ได้อย่างไร

เมื่อพิจารณาผ่านปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง สุจิปุลิเป็นกระบวนการ จึงสามารถถูกอ่านใหม่ได้ว่าเป็น ญาณวิทยาเชิงปฏิบัติ (practical epistemology) กล่าวคือ เป็นวิธีที่มนุษย์ใช้สร้าง ตรวจสอบ และพัฒนาความรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต ดังนั้น สุจิปุลิจึงไม่ควรถูกเข้าใจเป็นรายการทักษะสำหรับการสะสมข้อเท็จจริงไว้ในความทรงจำ โดยญาณปรัชญาไทยมีเกณฑ์ว่า ผู้รู้ที่แท้จริงมิใช่ผู้ที่รู้มาก ดังเช่น สุภาษิต “รู้มากจะยากนาน รู้น้อยพลอยรำคาญ” ซึ่งไม่เน้นการรู้มาก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการมีความรู้ แต่ควรเป็นผู้ที่สามารถผ่านกระบวนการของความรู้จนเกิดความเข้าใจและมีวิจารณญาณที่ถูกต้องเหมาะสมได้

อภิปรายผล

1. หลักสุจิปุลิเป็นวิธีการเรียนรู้และปฏิบัติตามคำสอนในพุทธศาสนา

จากการย้อนอ่าน สุจิปุลิเป็นการประมวลผ่านปราชญ์ชาวไทยในอดีต ในบริบทสังคมไทย ย่อมต้องพิจารณาอิทธิพลของอารยธรรมอินเดียและอารยธรรมจีนที่น่าจะมีผลต่อกรอบความคิดเชิงญาณวิทยาไทย ทั้งนี้ ในปรัชญาอินเดียไม่มีแนวคิดที่ชื่อว่า สุจิปุลิ โดยตรง แต่ก็มีหลักการที่ใกล้เคียงและสอดคล้องกันในด้านต่าง ๆ โดยมองว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้และการบรรลุปัญญา โดยในอุปนิษัท การฟังเป็นขั้นตอนแรกของการเข้าถึงความรู้ซึ่งหมายถึง การฟังคำสั่งสอนจากครูหรือพระคัมภีร์ เรียกว่า ศราวณะ (Śravana) การฟังอย่างตั้งใจเป็นสิ่งสำคัญมากในการรับรู้ความรู้และคำสอนทางศาสนา หลังจากการฟัง การคิดไตร่ตรองเป็นขั้นตอนต่อไป ซึ่งหมายถึง การครุ่นคิดและพิจารณาเนื้อหาที่ได้ยินมา เรียกว่า มนณะ (manana) เพื่อทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในปรัชญาอินเดีย การคิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับธรรมะ (กฎแห่งธรรมชาติ) และความจริงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาความรู้ ในปรัชญาฮินดูและพุทธ มีการเน้นการถามและฝึกฝนคือ กระบวนการเรียนรู้เพิ่มเติมหลังจากการฟังและคิด เป็นการถามคำถามที่ยังไม่ชัดเจนและการปฏิบัติเพื่อให้ความรู้สึกหรือความเข้าใจที่ได้ยินมากลายเป็นความรู้สึกในตนเอง เรียกว่า นิธิธยาสนะ (nididhyāsana) อย่างไรก็ตาม ในปรัชญาอินเดียดั้งเดิมไม่เน้นเรื่องการเขียนหรือบันทึกมากเท่ากับการฟังและคิด แต่การถ่ายทอดความรู้ในรูปแบบของพระคัมภีร์และคาถาก็เป็นวิธีการที่สำคัญมากในวัฒนธรรมอินเดีย เช่น พระเวท (Vedas) หรือพระไตรปิฎกในพระพุทธศาสนาซึ่งในยุคหลังก็มีการใช้การเขียน (likhana) เพื่อบันทึกความรู้และสืบทอดต่อเนื่องเช่นกัน

ในปรัชญาจีนก็ไม่พบแนวคิดสุจิปุลิ แต่ในวัฒนธรรมการเรียนรู้โดยเฉพาะในปรัชญาขงจื๊อและแนวคิดของนักปราชญ์จีนโบราณก็มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และศีลธรรมให้ลึกซึ้งเพื่อพัฒนาตนเองและสังคม (Bing, 2013) ตัวอย่างเช่น ในปรัชญาขงจื๊อ การฟังคำสอนจากครูเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก ขงจื๊อสอนว่า “คนที่มีปัญญา ย่อมเรียนรู้จากครูและแบบอย่าง” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการฟังคำแนะนำและการรับความรู้จากผู้อาวุโส ความเคารพต่อครูบาอาจารย์เป็นสิ่งสำคัญในวัฒนธรรมจีน ขงจื๊อเน้นว่าผู้เรียนต้องฟังและดูดซับคำสอนจากผู้มีความรู้ ความเข้าใจเกิดจากการฟังอย่างตั้งใจและเปิดใจรับความรู้จากภายนอก การคิดและไตร่ตรองก็มีความสำคัญในการพัฒนาปัญญา ขงจื๊อกล่าวว่า “การเรียนรู้โดยไม่คิดไตร่ตรองคือความสูญเปล่า และการคิดไตร่ตรองโดยไม่เรียนรู้คือความอันตราย” ดังนั้นผู้เรียนต้องใช้ความคิดวิเคราะห์และทบทวนสิ่งที่ได้ยินและเรียนรู้ เพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งมากขึ้น การคิดในปรัชญาจีนเน้นการนำความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน และคิดเพื่อค้นหาความหมายและความจริงที่อยู่เบื้องหลังสิ่งที่เรียนรู้ การถามคำถามเป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้ในปรัชญาขงจื๊อ การที่นักเรียนจะต้องซักถามเพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นเป็นสิ่งที่ถูกส่งเสริม ขงจื๊อมองว่าการเรียนรู้ไม่เพียงแต่เป็นการฟังและจำเท่านั้น แต่ต้องมีการถามเพื่อละข้อสงสัยและทำความเข้าใจในสิ่งที่ยังไม่ชัดเจน ในวัฒนธรรมจีน การบันทึกและเขียนเป็นวิธีที่สำคัญในการเก็บรักษาความรู้ จีนมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการบันทึกความรู้ผ่านการเขียนคัมภีร์ หนังสือ และบทกวี ตัวอย่างเช่น สี่หนังสือห้าคัมภีร์ (four books and five classics) ซึ่งเป็นรากฐานของการศึกษาในสังคมจีนโบราณ การเขียนเป็นวิธีสำคัญในการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น และยังช่วยในการทบทวนและจดจำสิ่งที่ได้เรียนรู้

จากแนวคิดเชิงบริบทนี้ จะเห็นได้ว่า หลักสุจิปุลของไทยน่าจะเกิดจากการประมวลญาณวิทยาในการเรียนรู้ของพระพุทธศาสนา ประกอบร่วมกับอิทธิพลของอารยธรรมอินเดียและอารยธรรมจีนที่สอดคล้องกัน จึงนำมาสู่ความนิยมของหลักสุจิปุลิในสังคมไทย

2. ข้อเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างรูปแบบการสอนดั้งเดิมกับหลักสุจิปุลิ

สุจิปุลิ เน้นการฟังคิดถามเขียน ในขณะที่โดยทั่วไป รูปแบบการเรียนของคนไทยจะเป็นกระบวนการที่ผู้เรียนรับฟัง บันทึก และท่องจำตามลำดับจากครูผู้สอน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2562) เป็นกระบวนการฝึกฝนทักษะ นำไปสู่การถามผู้เรียนว่า อ่านได้ไหม ตอบถูกไหม จำได้ไหม ซึ่งคำถามเหล่านี้ทำให้การคิดและการถามของผู้เรียนมีบทบาทที่ไม่ชัดเจน ดังนั้นในการรื้อฟื้นหลักสุจิปุลิ จำเป็นที่จะต้องไม่แยกการสอนอ่านเขียนออกจากกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน นั่นคือ มีการสอนตัวอักษร การผสมคำ การสะกดคำ หลังจากนั้นจึงฝึกฝนการอ่านตัวอักษร/คำ สอนให้เข้าใจข้อความว่าหมายความว่าอะไร และเชื่อมโยงคำหรือข้อความเข้ากับชีวิตเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดและถาม ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจความหมายของสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้จากการฟัง การอ่าน อย่างอย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น

ข้อเสนอแนะ

ในสังคมปัจจุบันที่บริบทของสังคมมีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถผลิตข้อมูล คำตอบ และข้อความได้อย่างรวดเร็ว คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องรู้เท่าทัน AI ในขณะเดียวกันสังคมก็ประสบปัญหาเด็กไทยมีอัตราการไม่รู้หนังสือเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยขอเสนอแนะการนำหลักสุจิปุลิไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ได้แก่

1. การแก้ไขปัญหาการอ่านออกเขียนได้ด้วยสุจิปุลิ

การแก้ไขปัญหาด้านนี้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ทางญาณวิทยา โดยมุ่งให้เด็กสามารถอ่านเพื่อเข้าใจ ตั้งคำถาม และใช้การอ่านเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ โดยเมื่อนำหลักสุจิปุลิมาประยุกต์ใช้ จะต้องไม่ใช่เพียงการมุ่งให้เด็กสอบผ่าน แต่เป็นการเสริมพื้นฐานการเรียนรู้ โดยกระบวนการเรียนรู้ควรเริ่มจากการฟังเสียง ฟังภาษา ฟังเรื่อง ให้เด็กมีคลังภาษาและความหมาย ผู้สอนสอบถามความเข้าใจคำและข้อความ เช่น ฟัง-อ่านแล้วรู้ว่าพูดถึงอะไร จากนั้นสอนให้เด็กคิด เชื่อมโยง เปรียบเทียบ เช่น ฉันคิดอย่างไรกับสิ่งที่อ่าน จากนั้นชี้ชวนให้เด็กตั้งคำถาม เช่น ฉันยังอยากรู้อะไร จากนั้นให้พัฒนาผ่านกิจกรรมสร้างภาษา ให้เด็กได้พูด วาด เขียน เล่า และให้เด็กได้นำไปใช้ เช่น อ่านรายการอาหาร อ่านป้ายรถ อ่านคำแนะนำ อ่านเรื่องราว อ่านเพื่อแก้ปัญหา จากนั้นจึงให้เขาฝึกเขียน ซึ่งจะทำให้เด็กเชื่อมโยงคำกับความหมายของสิ่งนั้นได้ในชีวิตประจำวัน และนำทักษะการอ่านออก เข้าใจ คิดเป็นไปใ้ในการเรียนรู้และในชีวิตประจำวันได้

2. การรู้เท่าทัน AI ด้วยสุจิปุลิ

2.1 สุ: ฟังและอ่านอย่างมีสติในโลกที่ข้อมูลไม่มีที่สิ้นสุด

ในยุคดิจิทัล เพราะมนุษย์มิได้ขาดข้อมูล แต่กำลังเผชิญภาวะข้อมูลล้นเกิน การฟัง-อ่านอย่างมีปัญญาจึงไม่ใช่การฟังให้มาก อ่านให้มาก แต่คือการรู้จักเลือกสิ่งที่ควรฟัง-อ่าน รู้ว่าใครเป็นแหล่งข้อมูล รู้ว่าข้อมูลเกิดขึ้นในบริบทใด และรู้ว่าข้อความหนึ่งกำลังเสนอข้อเท็จจริง การตีความ หรือความคิดเห็น (Brownell, 2013) AI สามารถช่วยขยายขีดความสามารถของมนุษย์ในการค้นข้อมูล เปรียบเทียบแนวคิด ระดมความคิด แปลภาษา จำลองสถานการณ์ และเข้าถึงแหล่งความรู้ที่กว้างขึ้น ยิ่ง AI สามารถสร้างคำตอบได้อย่างรวดเร็ว ผู้เรียนก็ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง เพราะความราบรื่นของการได้เนื้อหาคำตอบไม่ใช่หลักประกันว่าเนื้อหานั้นจริง ดังนั้น “สุ” ในยุค AI จึงเป็นท่าทีของการฟังให้มาก แต่เชื่อให้น้อยลงชั่วคราว กล่าวคือ เปิดใจรับข้อมูล แต่ยังไม่รีบยึดข้อมูลนั้นเป็นความจริงสุดท้าย

2.2 จิ: จากการรับข้อมูลสู่การคิดอย่างไม่ตกเป็นเหยื่อของข้อมูล

การฟัง-อ่านโดยไม่คิดทำให้มนุษย์กลายเป็นเพียงผู้บริโภคข้อมูล และในยุค AI อันตรายนี้ยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะเครื่องมือสามารถจัดทำบทสรุป บทความ หรือคำตอบแทนผู้เรียนได้อย่างรวดเร็ว หากผู้เรียนเพียงรับคำตอบจาก AI แล้วนำไปใช้โดยไม่คิด กระบวนการเรียนรู้ก็อาจถูกตัดออกตรงกลาง และผู้เรียนก็จะไม่เข้าใจในคำตอบนั้นจริงๆ ดังนั้น จึงต้องมีท่าทีของการเอาเนื้อหาคำตอบมาคิด ตีความอย่างมีวิจารณญาณ เปิดพื้นที่ให้คำตอบถูกตรวจสอบ (Paul & Elder, 2019) และมองเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านพลังสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา

2.3 ปุ: การถามคือการยอมรับว่าฉันยังไม่รู้ เป็นความถ่อมตนทางปัญญา การถามมีคุณค่าทางญาณวิทยาเพราะเป็นการยอมรับข้อจำกัดของความรู้ตนเอง คนที่ไม่ถามอาจไม่ได้หมายความว่าเป็นคนรู้มาก แต่อาจเป็นคนที่ไม่รู้ว่าตนเองยังไม่รู้อะไร (Elder & Paul, 2016) หลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเน้นการไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตนเชื่ออยู่ และพร้อมทบทวนจุดยืนเมื่อพบเหตุผลหรือประสบการณ์ใหม่ ดังนั้นคำถามจึงเป็นเครื่องมือของความรู้ ถามเพราะต้องการเข้าใจ และเมื่อถาม เราอาจพบว่าคนอื่นไม่ได้คิดผิด เพียงแต่เขามองโลกจากประสบการณ์อีกชุดหนึ่ง ทำให้เราเข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้นได้

2.4 ลิ: การเขียนคือการทำให้ความรู้เป็นของเรา ในการฝึกเขียน ผู้เรียนจะได้จัดระบบความคิด เลือกคำ ต้องแยกสิ่งสำคัญออกจากสิ่งรอง และต้องอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเหตุผลกับข้อสรุป จึงเป็น กระบวนการสร้างความรู้ภายในตัวผู้เขียน (Graff & Birkenstein, 2021) ในยุคนี้ ถ้าให้ AI เขียนทั้งหมด ผู้เรียนอาจได้ผลงาน แต่ไม่ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ (writing without thinking) ผู้เรียนจึงควรใช้ใช้ AI ในลักษณะของเครื่องมือสนับสนุน ไม่ใช่เข้ามาแทนที่กระบวนการคิดและการเรียนรู้ของมนุษย์ เพื่อให้ความรู้ได้ผ่านการคิดของเราด้วย

จากกรอบการประยุกต์ใช้นี้ ย่อมจะประมวลเป็นเส้นทางของการเรียนรู้ ได้ว่า

ข้อมูล → ความสนใจ → การคิด → การตั้งคำถาม → ความเข้าใจ → การสังเคราะห์ → ปัญญา → การปฏิบัติ

3. การประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางมีเป้าหมายสำคัญในการนำความรู้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยเน้นพลัง 4 ได้แก่ สร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา เพราะชีวิตเปลี่ยน โลกเปลี่ยน ความรู้เปลี่ยน และมนุษย์เองก็เปลี่ยน ดังนั้น สุ ทำให้เรายังรับฟัง จิ ทำให้เรายังคิด ปุ ทำให้เรายังสงสัย ลิ ทำให้เรายังสร้างความหมาย ดังนั้น อาจประยุกต์สุจิปุลิในการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ดังโมเดลต่อไปนี้

ฟัง → คิด → ถาม → เขียน → สร้างสรรค์ → ปรับตัว → ร่วมมือ → แสวงหา → เรียนรู้ใหม่

ในโมเดลการประยุกต์ใช้นี้ AI สามารถเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาได้ เมื่อเรากำหนดบทบาทให้ถูกต้อง เช่น เด็กอ่านนิทานเรื่องหนึ่งแล้วไม่เข้าใจ เด็กสามารถถาม AI ให้ช่วยอธิบายคำว่ากล้าหาญให้เขาเข้าใจเหมือนเด็ก ป.2 จากนั้น AI อาจถามกลับว่า “แล้วเขาคิดว่าตัวละครในเรื่องนี้กล้าหาญตรงไหน เด็กจึงยังต้องคิดเอง หรือให้ AI อ่านเรื่องสั้นให้เด็กฟัง แล้วให้เด็กตอบว่า เขาคิดว่าตัวละครทำถูกหรือไม่ เพราะอะไร ซึ่ง AI จึงทำหน้าที่เป็นเพื่อนอ่าน ไม่ใช่ผู้เรียนแทนเด็ก แนวทางเช่นนี้จึงจะเป็นฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นแนวทางการใช้ AI ทางการศึกษาที่เน้นให้เทคโนโลยีสนับสนุน ไม่ใช่แทนที่กระบวนการคิดของผู้เรียน นอกจานี้ สุ ทำให้เราเปิดรับโลกจึงเป็นพลังปรับตัว จิ ทำให้เราตีความโลกใหม่จึงเป็นพลังสร้างสรรค์ ปุ ทำให้เราเรียนรู้จากผู้อื่นเป็นพลังร่วมมือ และ ลิ ทำให้เราตกผลึกและเดินหน้าต่อ นั่นคือ พลังแสวงหา สุดท้าย แนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้นมองว่า การเป็นผู้รู้มิใช่การไปถึงปลายทางของความรู้ แต่คือการเป็นผู้ที่ยังสามารถเรียนรู้ต่อไปได้

สรุป

การนำบทกถาศึกษาของเก่าและสุจิปุลิมาพิจารณาผ่านปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง ทำให้เห็นว่าภูมิปัญญาไทยมิได้เป็นเพียงมรดกของอดีต แต่สามารถกลับมาเป็นคำตอบต่อปัญหาของอนาคตได้ หากเรากล้าที่จะอ่านใหม่ ซึ่งสุจิปุลิเป็นแนวคิดทางภูมิปัญญาไทย จากมุมมองอภิปรัชญานั้นไม่พบกรอบคิดการเรียนตามกับแนวคิดนี้จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นแนวคิดที่มาจากญาณวิทยาของการเรียนรู้แบบไทยที่ประยุกต์มาจากกระบวนการเรียนในพระพุทธศาสนาเป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์จากการรับรู้ไปสู่ความเข้าใจและจากความเข้าใจไปสู่การสร้างความรู้ของตนเอง ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดียและจีน เนื่องจากพบความสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาปัญญาในปรัชญาอินเดียคือ การฟังคำสั่งสอนจากครู การคิดไตร่ตรอง การปฏิบัติและการถาม และการบันทึก ในขณะเดียวกันก็มีความคล้ายคลึงกับกระบวนการเรียนรู้ของปรัชญาขงจื๊อให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ผ่านครูบาอาจารย์ การใช้ความคิดไตร่ตรอง การตั้งคำถามเพื่อเข้าใจ และการบันทึกเพื่อรักษาความรู้

ในมุมมองปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง สุจิปุลิจึงเป็นญาณวิทยาเชิงปฏิบัติที่เน้นการฟังเพื่อการเปิดรับ การคิดเพื่อทบทวน การถามเพื่อเห็นความแตกต่าง และการเขียนเพื่อให้สามารถสังเคราะห์สิ่งเหล่านั้นเป็นความเข้าใจใหม่ ที่ช่วยให้คนเรารับข้อมูลอย่างเปิดกว้าง คิดอย่างมีวิจารณญาณ ถามอย่างถ่อมตน และสื่อสารความเข้าใจอย่างรับผิดชอบ ซึ่งเหมาะสมกับการประยุกต์ใช้ในสังคมสมัยใหม่

เอกสารอ้างอิง

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา). (2526). โคลงกลอนครูเทพ เล่ม 2. กรุงเทพฯ, โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, หน้า 92-94. จาก https://www.finearts.go.th/promotion/view/18447-โคลงกลอนครูเทพ-เล่ม-๒.

พรจิรา เสือประดิษฐ. (2561). การใช้ สุ จิ ปุ ลิ เพื่อส่งเสิรมการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทยในสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, กรุงเทพฯ, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.

พระมหาสราวุธ โพธิ์ศรีขาม. (2563). การประยุกต์ใช้ สุจิปุลิ ในสังคมไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน. วารสารวิชาการ สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค, 6(3), 435-442.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2562). ภูมิปัญญาไทยกับการพัฒนาหลักสูตร. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2564). การวิเคราะห์โครงสร้างการศึกษาแบบมีส่วนร่วมด้วยวิธีการคลาสสิก: กรณีศึกษา 3 ประเทศ. มจร พุทธโสธรปริทรรศน์. 1(1):1-14.

Bing, W. (2013). Analysis on Current Situation of Confucius Classrooms in Thailand and Suggestion on Systemic Model. Journal of International Studies, Prince of Songkla University, 3(1), 1–12.

Brownell, J. (2013). Listening: Attitudes, Principles, and Skills (5th ed.). London, Pearson.
Wolvin, A. D., & Coakley, C. G. (1995). Listening. New York, McGraw-Hill.

Paul, R., & Elder, L. (2019). Critical Thinking: Tools for Taking Charge of Your Learning and Your Life (3rd ed.). London, Pearson.

Elder, L., & Paul, R. (2016). The Thinker’s Guide to The Art of Socratic Questioning. Maryland, Rowman & Littlefield.

Graff, G., & Birkenstein, C. (2021). They Say I Say: The Moves That Matter in Academic Writing (5th ed.). New York, W. W. Norton & Company.

OECD. (2023). PISA 2022 Results (Volume I and II) ‑ Country Notes: Thailand. https://www.oecd.org/en/publications/pisa-2022-results-volume-i-and-ii-country-notes_ed6fbcc5-en/thailand_6138f4af-en.html?utm_source=chatgpt.com

The World Bank. (2024). Thailand Learning Proverty Brief. https://documents1.worldbank.org/curated/en/099090524093027254/pdf/P17920914982d600a1850d186714631dcb2.pdf?utm_source=chatgpt.com

UNESCO. (2024). AI competency framework for students. UNESCO.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018