อ. ดร.รวิช ตาแก้ว (ราชบัณฑิต)1
ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต1
ดร.อัครกาญจน์ วิชัยดิษฐ์2
1หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2นักวิชาการอิสระ
บทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งสังเคราะห์หลัก “สุ จิ ปุ ลิ” อันประกอบด้วย สุตะ–การฟัง จินตะ–การคิด ปุจฉา–การถาม และลิขิต–การเขียน ในฐานะภูมิปัญญาด้านการเรียนรู้ของไทย โดยเชื่อมโยงกับปรัชญาหลังนวยุคสายกลางซึ่งให้ความสำคัญกับการไม่ยึดมั่นถือมั่นในความเชื่อเดิม การย้อนอ่านใหม่โดยไม่ตัดสิ่งใดทิ้ง และการแสวงหาจุดร่วมโดยสงวนจุดต่าง บทความเสนอว่า สุจิปุลิสามารถตีความใหม่ในฐานะกระบวนการทางญาณวิทยาที่นำมนุษย์จากข้อมูลไปสู่ความเข้าใจ จากความเข้าใจไปสู่วิจารณญาณ และจากวิจารณญาณไปสู่การประยุกต์ใช้เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในบริบทสังคมปัจจุบันที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถผลิตข้อมูล คำตอบ และข้อความได้อย่างรวดเร็ว ความสำคัญของมนุษย์จึงมิได้อยู่ที่ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล แต่คือความสามารถในการฟังอย่างมีสติ คิดอย่างมีวิจารณญาณ ถามอย่างใฝ่รู้ และเขียนเพื่อสังเคราะห์ความเข้าใจของตนเอง บทความจึงเสนอ สุจิปุลิเป็นกรอบญาณวิทยาเชิงปฏิบัติเพื่อการมีพื้นฐานการเรียนรู้ มีการรู้เท่าทัน AI และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
คำสำคัญ: สุจิปุลิ, หัวใจนักปราชญ์, ญาณวิทยา, ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง, การรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์, การเรียนรู้ตลอดชีวิต
บทนำ
อารยธรรมของมนุษยชาติเริ่มมาจากการสืบต่อความรู้ ผู้คนในดินแดนต่าง ๆ เผชิญปัญหาว่าจะหาความรู้ได้จากที่ใด จึงมีการเดินทางไปศึกษาเล่าเรียนในสำนักศึกษาสำคัญ ๆ จนถึงยุคสมัยใหม่ เกิดโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยจำนวนมากที่สอนความรู้ในระดับต่าง ๆ แต่ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนี้ ในแต่ละสถานศึกษา รวมไปถึงสังคม กลับประสบปัญหาของการศึกษาเรียนรู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะความรู้และข้อมูลสามารถเข้าถึงได้แทบจะทันทีผ่านระบบอินเทอร์เน็ต สิ่งที่เคยต้องใช้เวลาค้นคว้าหลายวันอาจได้รับคำตอบภายในเวลาไม่กี่วินาที การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดคำถามต่อการจัดการทางการศึกษาว่า เมื่อความรู้มีอยู่มากมาย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรควรเชื่อ อะไรควรสงสัย อะไรควรถามต่อ และอะไรควรนำไปใช้ ซึ่งดูเหมือนจะมีคำตอบหนึ่งคือ การมีวิจารณญาณ แต่ในประเทศไทย เมื่อย้อนอ่านปัญหานี้ก็ทำให้สังคมหันกลับมามองภูมิปัญญาการเรียนรู้ของไทยอย่าง “สุจิปุลิ” ซึ่งการรื้อฟื้นคุณค่าอย่างเหมาะสมน่าจะมีคุณกับภาวะร่วมสมัยของประเทศไทยได้
สุจิปุลิ เป็นคำย่อที่มาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก ซึ่งมีความหมายถึงหลักการสำคัญในการศึกษาพระธรรม คำนี้ใช้เพื่อสรุปวิธีการเรียนรู้และปฏิบัติตามคำสอนในพุทธศาสนา คำย่อทั้ง 4 นี้ไม่ได้มาจากคัมภีร์เล่มใดโดยตรง แต่เป็นวิธีการสอนธรรมะที่สรุปขึ้นมาเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและนำไปใช้ในการปฏิบัติ เรียกว่า หัวใจนักปราชญ์ กล่าวกันว่าจะช่วยสร้างบุคคลให้เป็นพหูสูต อันหมายถึง เป็นผู้มีปัญญารอบรู้ เป็นผู้ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาการมาก สามารถทรงจำไว้ได้เป็นอย่างดีจนกลายเป็นผู้รู้หรือปราชญ์ ซึ่งแน่นอนว่า ผู้ใดก็ตามที่เป็นผู้มีปัญญา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือเรื่องการทำงาน ย่อมทำให้คนผู้นั้นเรียนดีและมีความสามารถในการทำงานเก่งอย่างไม่ต้องสงสัย ในพุทธศาสนาได้มีแนวคิดสุตมยปัญญาเพื่อชี้ถึงปัญญาที่เกิดจากการฟัง การฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าและครูอาจารย์เป็นขั้นตอนเริ่มต้นในการพัฒนาปัญญา ส่วนการคิดก็คือ จินตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการคิดวิเคราะห์และพิจารณาในสิ่งที่ได้ยิน และในการศึกษานั้นพระพุทธศาสนาส่งเสริมการถามเพื่อให้ได้ความกระจ่างและการเจริญสติเป็นการฝึกฝนเพื่อให้เข้าถึงความจริงของสิ่งต่าง ๆ
การศึกษาเล่าเรียนของไทยในขนบดั้งเดิมนำแนวทาง สุจิปุลิ มาใช้ในการศึกษาโดยต่อยอดเป็นเทคนิคในการเรียนบนปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม และนิรันตรนิยม ซึ่งก็ได้ผลดี ส่งเสริมให้คนมีความรู้ อ่านออกเขียนได้ และเชื่อฟังครูอาจารย์ เป็นผู้มีวินัย รู้ขนบธรรมเนียมและสิ่งที่ดีงามถูกต้อง และได้ถ่ายทอดมาเป็นมรดกทางวัฒธรรมไทยในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การเรียนแบบเก่าได้ชื่อว่า เข้มงวดเรื่องระเบียบวินัย เน้นแต่เนื้อหา สอนให้ท่องจำเพียงอย่างเดียว ทำให้ผู้เรียนพัฒนาด้านสติปัญญา แต่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีความกล้าและความมั่นใจในตนเอง ปรัชญาพิพัฒนาการนิยมที่เข้ามาพร้อมการศึกษาสมัยใหม่จึงปรับท่าทีให้ไปเน้นกระบวนการ โดยเฉพาะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แนวทางของการศึกษาไม่สอนให้คนยึดมั่นในความจริง ความรู้ และค่านิยมที่คงที่หรือสิ่งที่กำหนดไว้ตายตัว แต่มุ่งไปที่การค้นพบความรู้ใหม่ ๆ และการประสบการณ์ที่ผู้เรียนสามารถเข้าใจปัญหาชีวิตและสังคมในปัจจุบัน (เอนก สุวรรณบัณฑิต, 2564) การส่งเสริมการศึกษาตามอย่างตะวันตกนี้ทำให้หลักการสุจิปุลิถูกลืมเลือนไป ผลปรากฎว่า ในปัจจุบันเด็กไทยมีปัญหาการอ่านออกเขียนได้ ปัญหานี้เป็นเรื่องพื้นฐานการเรียนรู้ (foundational learning) มากกว่าปัญหาวิชาภาษาไทย World Bank ชี้ว่าในด้านการอ่าน เด็กไทยวัยปลายประถมประมาณ 23% ยังไม่ถึงระดับความสามารถขั้นต่ำ โดยวัดจากความสามารถในการอ่านและเข้าใจข้อความตามวัย (The World Bank, 2024) ในขณะที่ PISA 2022 พบว่า ในด้านด้านการอ่าน มีนักเรียนไทยอายุ 15 ปีเพียง 35% เท่านั้นที่อยู่ที่ระดับ 2 ขึ้นไป เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ OECD 74% (OECD, 2023) จนนำไปสู่การที่จะต้องมีการจัดตั้งโครงการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่วกกลับไปยังจุดเริ่มต้นคือ การไม่รู้หนังสือ ซึ่งทำให้ปัญหาทับซ้อนยิ่งขึ้นในยุคปัญญาประดิษฐ์ที่เด็กไทยสั่งให้โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ประมวลคำตอบให้ และเด็กก็นำคำตอบไปทำรายงาน โดยไม่ได้ทบทวน ตรวจสอบ หรือเท่าทันว่าข้อมูลที่ได้นั้นจริงทั้งหมดหรือไม่ อีกทั้งด้วยความไวของการประมวลผลก็ทำให้เด็กลดความพยายามที่จะคิด จดจำ และนำข้อมูลไปวิเคราะห์สังเคราะห์เป็นความรู้เฉพาะตน เด็กไทยจึงประสบปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เพิ่มมาอีกประการหนึ่ง ผู้วิจัยจึงย้อนอ่านสุจิปุลิเพื่อนำเสนอทางเลือกใหม่แก่กระบวนการเรียนรู้ของเด็กไทยในบริบทสังคมสมัยใหม่ และเป็นแนวทางสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย
วัตถุประสงค์การวิจัย
- เพื่อตีความเชิงปรัชญาบทกถาศึกษาของเก่าในโคลงกลอนครูเทพ
- เพื่อเสนอการทบทวนคิดผ่านมุมมองเชิงปรัชญาต่อแนวคิดสุจิปุลิในฐานะกระบวนการเรียนรู้
หลัก สุจิปุลิ
สุ หมายถึง สุตะ (การฟังหรือการศึกษา) – การฟังพระธรรมคำสอนจากครูบาอาจารย์
จิ หมายถึง จินตะ (การคิดพิจารณา) – การพิจารณาและตรึกตรองในธรรมที่ได้ฟังมา
ปุ หมายถึง ปุจฉา (การถาม) – การถามเพื่อให้เข้าใจธรรมะให้ลึกซึ้งขึ้น
ลิ หมายถึง ลิขิต (การเขียนหรือการจดบันทึก) – การเขียนบันทึกธรรมะที่ได้เรียนรู้เพื่อเตือนความจำและใช้ในการปฏิบัติ
เมื่อสืบค้นย้อนความ พบว่า ปราชญ์ชาวไทยได้เข้าใจในหลักนี้และมีการสืบทอดส่งต่อมา ตัวอย่างเช่น
พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) (พ.ศ. 2365-2434) แต่งโคลงกระทู้มอบให้หลวงสุริยามาตย์ “ชูโต” แต่เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุ ฉายาว่า ปัญญวโร ณ วัดพิไชยญาติการาม ดังนี้
สุ เสาวนิตย์ถ้อย ทั้งผอง
จิ เจตนาตรอง ตริค้น
ปุ จฉาสอบสวนลอง เลาเลิศ
ลิ ขิตข้อคําต้น เกี่ยงแก้กันลืม
เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) (พ.ศ.2419-2486) ได้เขียนโคลงกลอนขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2471-2484 และได้มีการรวบรวมไว้ในชื่อ โคลงกลอนครูเทพ โดยในเล่ม 2 บทที่ 36 ชื่อ กถาศึกษาของเก่า แต่งเมื่อปี พ.ศ.2471 ได้แสดงแนวคิดของการศึกษาอย่างเก่าของหลักสุจิปุลิไว้ 7 บท (เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา), 2526) ดังรายละเอียด
สุ. จิ. ปุ. ลิ. วินิมุตฺโต
กถํ โส ปณฺฑิโต ภเว
ผู้เว้นจาก สุ. จิ. ปุ. ลิ. นั้น
พึงเป็นบัณฑิตได้อย่างไร
เว้น วิจารณ์ว่างเว้น สดับฟัง
เว้น ที่ถามอันยัง ไป่รู้
เว้น เล่าลิขิตสัง- เกตว่าง เว้นนอ
เว้น ดั่งกล่าวว่าผู้ ปราชญ์ได้ฤๅมี
โคลงเก่า
สุ. = สุต ฟัง
กาลก่อนบห่อนใช้ หนังสือ
เพื่อศึกษาฝึกปรือ ท่านใช้
ฟังบอกเล่าหารือ ท่องบ่น จำแล
ท่องสู่กันฟังได้ เที่ยงแท้กุศล
๒ มากคนท่องจึ่งคล้าย มากฉบับ พิมพ์พ่อ!
ธรรมและวิชาสรรพ อยู่ได้
สมัยนี้สมุดพิมพ์นับ ว่าแพร่ หลายแล้ว
นอกจากฟังจึ่งให้ อ่านไว้ทุกวัน
๓ เลือกสรรอ่านแต่ล้วน เรื่องดี ดีเทอญ
เรื่องเปล่าประโยชน์มี โทษซ้ำ
ฟังบัณฑิตเป็นศรี พาลสดับ เสนียดนอ
เชิญอ่านและตรับล้ำ เลิศข้างทางกุศล
จิ. = จินต์ คิด
๔ คนมิใช่นกแก้ว ควรคิด เป็นบ้าง
อ่านสดับรับรู้จิตต์ หยั่งได้
ดีชั่วถูกฤๅผิด จงตริ ตรองดู
รู้ตรึกลึกซึ้งได้ แจ่มแจ้งวิจารณ์ญาณ
๕ การอ่านต้องยิ่งใช้ ความคิด มากขึ้น
สมุดบ่บอกพาลบัณฑิต ท่านได้
ครั้นทราบว่าไม่ผิด พึงอ่าน แล้วแล
ยังจะต้องตรึกให้ แจ่มแจ้งใจความ
ปุ. = ปุจฉา ถาม
๖ ถึงยามเมื่อเกิดข้อ สงสัย
ถามสมุดเล่มสมุดไฉน ตอบได้
จำต้องเที่ยวถามใคร ผู้ฉลาด รู้จริง
เว้นเที่ยวถามย่อมไร้ รอบรู้วิชา
ลิ. = ลิขิต เขียน
๗ หาความรู้เร่งให้ แม่นยำ
ลืมย่อมแก้ด้วยจำ จดไว้
จำมากนักจักทำ ตนดุจ ห้องสมุด
การจดจึ่งต้องให้ ชอบใช้ชาญเขียน
ต.ค.๗๑
ความหมายจากโคลงของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) มีนัยสื่อได้เช่นเดียวกับที่พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) (พ.ศ.2422-2484) ได้แสดงความสำคัญของการฟัง-อ่าน การคิด และการเขียนไว้ นั่นคือ การฟังเป็นการแสวงหาความรู้ในกระบวนการการเล่าเรียนสมัยโบราณ เพราะการใช้หนังสือยังไม่แพร่หลาย จึงจัดเอาการฟังเป็นหัวข้อสำคัญ นักปราชญ์จึงต้องเป็นผู้ฟังมากมาก่อน ซึ่งเรียกว่า พหูสูต แต่สมัยนี้วิชาและหนังสือแพร่หลายทั่วไป จึงควรนับการอ่านเข้าไปในข้อพหูสูตนี้ด้วย การคิดคือ ให้ใช้ความคิด โดยเมื่อเราฟังหรืออ่านเรื่องราวใด ๆ เราต้องคิดตามไปด้วย ไม่ใช่ปล่อยจิตใจไปอย่างฟังเสียงนกเสียงกา ถ้าพบข้อความหรือคำพูดที่ไม่เข้าใจหรือสงสัยก็พึงตรึกตรองต่อภายหลัง สำหรับการอ่านก็ควรใช้ความคิดในการอ่านให้เหมาะสม ผู้เล่าเรียนจะต้องพยายามแสวงหาความรู้ด้วยการถาม นำข้อความหรือถ้อยคำที่สงสัยหรือไม่เข้าใจไปค้นหาคำตอบจากหนังสือ หรือสอบถามผู้ที่เรามั่นใจว่าเขารู้ดี และการเขียนนั้นเป็นการป้องกันการลืม ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงผลของการฟัง การอ่าน การใช้ความคิด การถาม ของผู้เรียนนั่นเอง (พรจิรา เสือประดิษฐ, 2561 หน้า 17-18)
ญานวิทยาไทย
ญาณวิทยา (Epistemology) หมายถึง การศึกษาว่าความรู้คืออะไร มนุษย์รู้ได้อย่างไร อะไรทำให้ความรู้หนึ่งน่าเชื่อถือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เรารู้นั้นเป็นจริง และความรู้ควรถูกนำไปใช้เพื่ออะไร เมื่อพิจารณาผ่านบริบทของสังคมไทย จะพบว่าเรื่องการรู้นี้มาจากแนวคิดการศึกษาในพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมการเรียนรู้ ครอบครัว ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น การดำรงชีพ และวิถีปฏิบัติของผู้คน ดังนั้นญาณวิทยาไทยจึงอาจเข้าใจได้ว่าเป็นรูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขของการรู้ที่เกิดขึ้นในบริบททางวัฒนธรรมไทย โดยไม่จำเป็นต้องหมายความว่ามีระบบญาณวิทยาไทยเพียงระบบเดียว (กีรติ บุญเจือ, 2560) นอกจากนี้ญาณวิทยาไทยมีแนวโน้มที่จะเน้นไปที่คำสอนเกี่ยวกับว่ารู้แล้วจะนำไปใช้อย่างไรเพื่อให้ชีวิตและสังคมดีขึ้น
ญาณวิทยาไทยเป็นการดำรงอยู่ของระบบนิเวศของวิธีการรู้หลายแบบที่ซ้อนทับกัน เช่น บางความรู้เกิดจากตำรา จากครู จากประสบการณ์ จากการปฏิบัติ จากชุมชน บางความรู้เกิดจากการภาวนา และบางความรู้เกิดจากการทดลองด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์ ซึ่งแต่ละแบบมีขอบเขตและเงื่อนไขความถูกต้องแตกต่างกัน สำหรับพุทธญาณวิทยานั้นมักอธิบายว่า กระบวนการเกิดปัญญานั้นเกิดผ่านสุตมยปัญญา จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา ได้แก่ ความรู้จากการเรียนรู้หรือรับฟัง ความรู้จากการคิดไตร่ตรอง และความรู้ที่เกิดจากการฝึกฝนปฏิบัติ จึงมีลักษณะของปฏิบัตินิยมเชิงชีวิต
ความรู้ในวัฒนธรรมไทยมีมิติของความสัมพันธ์ เราเรียนจากพ่อแม่ ครอบครัว ครู ผู้เฒ่าผู้แก่ พระสงฆ์ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อน ชุมชน คนที่มีประสบการณ์จริง ญาณวิทยาไทยจึงยอมรับว่า ความรู้จำนวนมากเกิดจากการเรียนรู้จากผู้อื่น ทำให้เรื่องการถ่ายทอดภูมิปัญญาเป็นเรื่องสำคัญ เช่น ความรู้ในงานช่าง งานฝีมือ ความรู้เหล่านี้ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดผ่านตำรา หรือเพียงคำสอน แต่ผู้เรียนต้องดูผู้เชี่ยวชาญ ลงมือทำ และรับคำแนะนำซ้ำ ๆ พร้อมฝึกฝนจึงจะมีความเข้าใจและสามารถทำงานช่าง งานฝีมือนั้นได้ ในส่วนนี้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีบทบาทในลักษณะความรู้เชิงบริบท (contextual knowledge) เช่น ความรู้เกี่ยวกับฤดูกาล คนไทยโบราณไม่ได้มีตำราอุตุนิยมวิทยา แม้จะมีภูมิรู้ด้านอุตุนิยามจากพุทธศาสตร์ แต่ความรู้จริง ๆ เกิดจากการสังเกตธรรมชาติซ้ำ ๆ เป็นเวลาหลายชั่วอายุคน
ผลการวิจัย
วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อตีความเชิงปรัชญาบทกถาศึกษาของเก่าในโคลงกลอนครูเทพ การตีความเชิงปรัชญาด้วยหลักการ “ย้อนอ่านใหม่หมด ไม่ลดอะไรเลย” ที่เป็นการไม่ตัดสินสิ่งหนึ่งทิ้งก่อนที่จะได้ทำความเข้าใจมัน จึงนำไปสู่การตีความอดีตเพื่อการสร้างอนาคต พบว่า เนื้อหาบทกถาศึกษาของเก่าที่นำมาย้อนกลับไปอ่านใหม่เพื่อค้นหาคุณค่าทางปรัชญา พบว่า บริบทของบทกถาศึกษาของเก่าชี้ให้เห็นว่า แม้ในยุคที่หนังสือและเครื่องมือทางการศึกษายังมีจำกัด มนุษย์ก็สามารถใฝ่รู้และพัฒนาปัญญาได้ด้วยความอุตสาหะ และมีข้อสังเคราะห์จากการตีความคือ
1. โคลงเก่าเป็นบทกลอนที่เป็นข้อสรุปเชิงตั้งคำถามว่า หากบุคคลไม่ ฟัง ไม่ถาม ไม่ใคร่ครวญ ไม่สังเกต แล้วจะเรียกว่าผู้รู้ได้จริงหรือ บทกลอนมีนัยทางพุทธธรรมอย่างลึกซึ้ง โดยสื่อถึง ภาวะของผู้ใฝ่ปัญญา (ปราชญ์) ต้องเริ่มจากการเว้นอัตตา ต้องไม่รีบวิจารณ์ (ละอคติ) ต้องกล้าถามในสิ่งที่ไม่รู้ (ละทิฐิ) ต้องสังเกตอย่างตั้งใจแม้แต่ในความว่าง (ละความยึดมั่นถือมั่น) และการใช้คำว่า “เว้น” ซ้ำ ๆ เป็นลีลาของกลอนที่เตือนว่า ถ้าละเลยสิ่งสำคัญเหล่านี้ จะไม่มีทางเป็นผู้รู้จริงได้
2. กลอนบท สุ จำนวน 3 บท บทแรกกล่าวถึงวิธีการเรียนรู้ในอดีตก่อนที่จะมีหนังสือใช้แพร่หลาย มีระบบการเรียนรู้แบบมุขปาฐะ (oral tradition) เป็นสำคัญ ซึ่งเน้นคุณค่าของการฟัง การสนทนา และการจำอย่างมีสติ บทที่ 2 กล่าวถึง ความเปลี่ยนแปลงจากยุคการฟังสู่ยุค การอ่าน แต่ก็ไม่ควรไม่ลืมคุณค่าของการฟัง ทั้งนี้แนะนำว่าเมื่อมีหนังสือแล้วก็ควรใช้โอกาสนี้อ่านให้เต็มที่สะท้อนแนวคิดการเรียนรู้แบบองค์รวม บทที่ 3 กล่าวถึง การที่มีข้อมูลเรื่องราวเริ่มหลากหลายทั้งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ จึงควรมีสติในการเสพข้อมูล ต้องพินิจคัดสรร เลือกฟังสิ่งดี อ่านสิ่งที่ดี จึงจะนำไปสู่ทางกุศลและความเจริญทางปัญญาได้
3. กลอนบท จิ จำนวน 2 บท บทที่ 4 กล่าวถึง มนุษย์ต้องใช้ความคิด ไม่ใช่แค่จำหรือทำตาม มิใช่เป็นนกแก้วซึ่งยกเป็นสัญลักษณ์ของการท่องตามโดยไม่เข้าใจ เป็นสิ่งที่ผู้รู้ไม่ควรเป็น เป็นคนจำเป็นต้องใช้การพิจารณาอย่างลึกซึ้งอยู่เสมอ บทที่ 5 กล่าวถึงการอ่านแบบวิเคราะห์และประเมิน ไม่ใช่แค่รับตัวบทข้อความไว้อย่างดิบ ๆ เพราะหนังสือไม่อาจชี้ตัวพาลบัณฑิตได้ คือไม่ได้จำแนกดี-ไม่ดีอย่างแท้จริง แต่ละคนจำเป็นต้องใช้สติในการวิเคราะห์เอง ควรตรวจสอบและตรึกตรองให้ดี จึงจะเป็นทางไปสู่ปัญญาและการรู้จริง มิใช่เพียงการรู้จำ
4. กลอนบท ปุ จำนวน 1 บท กล่าวถึง แม้ว่าหนังสือจะมีคุณูปการ แต่ก็มีขอบเขต โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม หรือเมื่อผู้อ่านตีความไม่ตรงเจตนาเดิม หนังสือไม่อาจช่วยให้เข้าใจได้แบบทันทีทันใด ผู้ใฝ่รู้จึงต้องหมั่นถามไถ่ผู้รู้ ผู้ฉลาด มิฉะนั้นจะขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เราจึงควรเห็นคุณค่าของคนที่มีชีวิต คือ ผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ ซึ่งสามารถถามตอบ อธิบาย ยกตัวอย่าง ตีความ และช่วยเราเชื่อมโยงกับโลกความจริง ซึ่งก็คือบทบาทของครูนั่นเอง
5. กลอนบท ลิ จำนวน 1 บท กล่าวถึง ความรู้ที่ดีต้องมีความถูกต้อง ชัดเจน ลึกซึ้ง และใช้ได้จริง การจำและการจดเป็นเครื่องมือช่วยป้องกันความหลงลืม หากจำมากไปโดยไม่เข้าใจหรือไม่รู้จักใช้ก็จะกลายเป็นเพียงคลังข้อมูลเหมือนห้องสมุดที่เก็บหนังสือแต่ไม่เคยเปิดใช้ เราจึงควรจดอย่างมีเทคนิคและเพื่อใช้ประโยชน์จริง
วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เพื่อการทบทวนคิดผ่านมุมมองเชิงปรัชญาต่อแนวคิดสุจิปุลิในฐานะกระบวนการเรียนรู้ พบว่า สุจิปุลิสามารถทบทวนคิดในฐานะกระบวนการเรียนรู้ผ่านมุมมองปรัชญาหลังนวยุคสายกลางได้ โดยมีภววิทยา (ontology) คือ หลักสุจิปุลิวางอยู่บนการเรียนรู้ของแต่ละคนในฐานะผู้เรียน หากแต่ไม่ได้มีเพียงผู้เรียนกับสื่อเช่น หนังสือหรือสื่อการเรียนรู้ แต่เป็นสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีผู้เรียนอยู่ร่วมในพื้นที่กับผู้สอนและผู้รู้ ซึ่งผู้สอนและผู้รู้อาจเป็นคนเดียวกันหรือคนละคนก็ได้

เมื่อพิจารณาเชิงระบบ สุจิปุลิสามารถมองได้ว่าเป็นกระบวนการของ ข้อมูล → การไตร่ตรอง → การตรวจสอบ → ความเข้าใจที่สื่อสารได้ ดังตาราง 1
ตาราง 1 กระบวนการทางญาณวิทยาของสุจิปุลิ
| หลักการ | หน้าที่ทางญาณวิทยา | คำถาม |
| สุ – สุตะ | รับฟังและรับข้อมูล | ฉันได้รับข้อมูลอะไร |
| จิ – จินตะ | วิเคราะห์และตีความ | สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร |
| ปุ – ปุจฉา | ตรวจสอบและเปิดมุมมอง | ฉันรู้อะไรที่ยังไม่รู้ |
| ลิ – ลิขิต | สังเคราะห์และทำให้ความรู้ตกผลึก | ฉันเข้าใจและอธิบายสิ่งนี้ได้อย่างไร |
เมื่อพิจารณาผ่านปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง สุจิปุลิเป็นกระบวนการ จึงสามารถถูกอ่านใหม่ได้ว่าเป็น ญาณวิทยาเชิงปฏิบัติ (practical epistemology) กล่าวคือ เป็นวิธีที่มนุษย์ใช้สร้าง ตรวจสอบ และพัฒนาความรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต ดังนั้น สุจิปุลิจึงไม่ควรถูกเข้าใจเป็นรายการทักษะสำหรับการสะสมข้อเท็จจริงไว้ในความทรงจำ โดยญาณปรัชญาไทยมีเกณฑ์ว่า ผู้รู้ที่แท้จริงมิใช่ผู้ที่รู้มาก ดังเช่น สุภาษิต “รู้มากจะยากนาน รู้น้อยพลอยรำคาญ” ซึ่งไม่เน้นการรู้มาก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการมีความรู้ แต่ควรเป็นผู้ที่สามารถผ่านกระบวนการของความรู้จนเกิดความเข้าใจและมีวิจารณญาณที่ถูกต้องเหมาะสมได้
อภิปรายผล
1. หลักสุจิปุลิเป็นวิธีการเรียนรู้และปฏิบัติตามคำสอนในพุทธศาสนา
จากการย้อนอ่าน สุจิปุลิเป็นการประมวลผ่านปราชญ์ชาวไทยในอดีต ในบริบทสังคมไทย ย่อมต้องพิจารณาอิทธิพลของอารยธรรมอินเดียและอารยธรรมจีนที่น่าจะมีผลต่อกรอบความคิดเชิงญาณวิทยาไทย ทั้งนี้ ในปรัชญาอินเดียไม่มีแนวคิดที่ชื่อว่า สุจิปุลิ โดยตรง แต่ก็มีหลักการที่ใกล้เคียงและสอดคล้องกันในด้านต่าง ๆ โดยมองว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้และการบรรลุปัญญา โดยในอุปนิษัท การฟังเป็นขั้นตอนแรกของการเข้าถึงความรู้ซึ่งหมายถึง การฟังคำสั่งสอนจากครูหรือพระคัมภีร์ เรียกว่า ศราวณะ (Śravana) การฟังอย่างตั้งใจเป็นสิ่งสำคัญมากในการรับรู้ความรู้และคำสอนทางศาสนา หลังจากการฟัง การคิดไตร่ตรองเป็นขั้นตอนต่อไป ซึ่งหมายถึง การครุ่นคิดและพิจารณาเนื้อหาที่ได้ยินมา เรียกว่า มนณะ (manana) เพื่อทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในปรัชญาอินเดีย การคิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับธรรมะ (กฎแห่งธรรมชาติ) และความจริงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาความรู้ ในปรัชญาฮินดูและพุทธ มีการเน้นการถามและฝึกฝนคือ กระบวนการเรียนรู้เพิ่มเติมหลังจากการฟังและคิด เป็นการถามคำถามที่ยังไม่ชัดเจนและการปฏิบัติเพื่อให้ความรู้สึกหรือความเข้าใจที่ได้ยินมากลายเป็นความรู้สึกในตนเอง เรียกว่า นิธิธยาสนะ (nididhyāsana) อย่างไรก็ตาม ในปรัชญาอินเดียดั้งเดิมไม่เน้นเรื่องการเขียนหรือบันทึกมากเท่ากับการฟังและคิด แต่การถ่ายทอดความรู้ในรูปแบบของพระคัมภีร์และคาถาก็เป็นวิธีการที่สำคัญมากในวัฒนธรรมอินเดีย เช่น พระเวท (Vedas) หรือพระไตรปิฎกในพระพุทธศาสนาซึ่งในยุคหลังก็มีการใช้การเขียน (likhana) เพื่อบันทึกความรู้และสืบทอดต่อเนื่องเช่นกัน
ในปรัชญาจีนก็ไม่พบแนวคิดสุจิปุลิ แต่ในวัฒนธรรมการเรียนรู้โดยเฉพาะในปรัชญาขงจื๊อและแนวคิดของนักปราชญ์จีนโบราณก็มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และศีลธรรมให้ลึกซึ้งเพื่อพัฒนาตนเองและสังคม (Bing, 2013) ตัวอย่างเช่น ในปรัชญาขงจื๊อ การฟังคำสอนจากครูเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก ขงจื๊อสอนว่า “คนที่มีปัญญา ย่อมเรียนรู้จากครูและแบบอย่าง” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการฟังคำแนะนำและการรับความรู้จากผู้อาวุโส ความเคารพต่อครูบาอาจารย์เป็นสิ่งสำคัญในวัฒนธรรมจีน ขงจื๊อเน้นว่าผู้เรียนต้องฟังและดูดซับคำสอนจากผู้มีความรู้ ความเข้าใจเกิดจากการฟังอย่างตั้งใจและเปิดใจรับความรู้จากภายนอก การคิดและไตร่ตรองก็มีความสำคัญในการพัฒนาปัญญา ขงจื๊อกล่าวว่า “การเรียนรู้โดยไม่คิดไตร่ตรองคือความสูญเปล่า และการคิดไตร่ตรองโดยไม่เรียนรู้คือความอันตราย” ดังนั้นผู้เรียนต้องใช้ความคิดวิเคราะห์และทบทวนสิ่งที่ได้ยินและเรียนรู้ เพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งมากขึ้น การคิดในปรัชญาจีนเน้นการนำความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน และคิดเพื่อค้นหาความหมายและความจริงที่อยู่เบื้องหลังสิ่งที่เรียนรู้ การถามคำถามเป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้ในปรัชญาขงจื๊อ การที่นักเรียนจะต้องซักถามเพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นเป็นสิ่งที่ถูกส่งเสริม ขงจื๊อมองว่าการเรียนรู้ไม่เพียงแต่เป็นการฟังและจำเท่านั้น แต่ต้องมีการถามเพื่อละข้อสงสัยและทำความเข้าใจในสิ่งที่ยังไม่ชัดเจน ในวัฒนธรรมจีน การบันทึกและเขียนเป็นวิธีที่สำคัญในการเก็บรักษาความรู้ จีนมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการบันทึกความรู้ผ่านการเขียนคัมภีร์ หนังสือ และบทกวี ตัวอย่างเช่น สี่หนังสือห้าคัมภีร์ (four books and five classics) ซึ่งเป็นรากฐานของการศึกษาในสังคมจีนโบราณ การเขียนเป็นวิธีสำคัญในการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น และยังช่วยในการทบทวนและจดจำสิ่งที่ได้เรียนรู้
จากแนวคิดเชิงบริบทนี้ จะเห็นได้ว่า หลักสุจิปุลของไทยน่าจะเกิดจากการประมวลญาณวิทยาในการเรียนรู้ของพระพุทธศาสนา ประกอบร่วมกับอิทธิพลของอารยธรรมอินเดียและอารยธรรมจีนที่สอดคล้องกัน จึงนำมาสู่ความนิยมของหลักสุจิปุลิในสังคมไทย
2. ข้อเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างรูปแบบการสอนดั้งเดิมกับหลักสุจิปุลิ
สุจิปุลิ เน้นการฟังคิดถามเขียน ในขณะที่โดยทั่วไป รูปแบบการเรียนของคนไทยจะเป็นกระบวนการที่ผู้เรียนรับฟัง บันทึก และท่องจำตามลำดับจากครูผู้สอน เป็นกระบวนการฝึกฝนทักษะ นำไปสู่การถามผู้เรียนว่า อ่านได้ไหม ตอบถูกไหม จำได้ไหม ซึ่งคำถามเหล่านี้ทำให้การคิดและการถามของผู้เรียนมีบทบาทที่ไม่ชัดเจน ดังนั้นในการรื้อฟื้นหลักสุจิปุลิ จำเป็นที่จะต้องไม่แยกการสอนอ่านเขียนออกจากกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน นั่นคือ มีการสอนตัวอักษร การผสมคำ การสะกดคำ หลังจากนั้นจึงฝึกฝนการอ่านตัวอักษร/คำ สอนให้เข้าใจข้อความว่าหมายความว่าอะไร และเชื่อมโยงคำหรือข้อความเข้ากับชีวิตเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดและถาม ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจความหมายของสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้จากการฟัง การอ่าน อย่างอย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น
ข้อเสนอแนะ
ในสังคมปัจจุบันที่บริบทของสังคมมีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถผลิตข้อมูล คำตอบ และข้อความได้อย่างรวดเร็ว คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องรู้เท่าทัน AI ในขณะเดียวกันสังคมก็ประสบปัญหาเด็กไทยมีอัตราการไม่รู้หนังสือเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยขอเสนอแนะการนำหลักสุจิปุลิไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ได้แก่
1. การแก้ไขปัญหาการอ่านออกเขียนได้ด้วยสุจิปุลิ
การแก้ไขปัญหาด้านนี้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ทางญาณวิทยา โดยมุ่งให้เด็กสามารถอ่านเพื่อเข้าใจ ตั้งคำถาม และใช้การอ่านเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ โดยเมื่อนำหลักสุจิปุลิมาประยุกต์ใช้ จะต้องไม่ใช่เพียงการมุ่งให้เด็กสอบผ่าน แต่เป็นการเสริมพื้นฐานการเรียนรู้ โดยกระบวนการเรียนรู้ควรเริ่มจากการฟังเสียง ฟังภาษา ฟังเรื่อง ให้เด็กมีคลังภาษาและความหมาย ผู้สอนสอบถามความเข้าใจคำและข้อความ เช่น ฟัง-อ่านแล้วรู้ว่าพูดถึงอะไร จากนั้นสอนให้เด็กคิด เชื่อมโยง เปรียบเทียบ เช่น ฉันคิดอย่างไรกับสิ่งที่อ่าน จากนั้นชี้ชวนให้เด็กตั้งคำถาม เช่น ฉันยังอยากรู้อะไร จากนั้นให้พัฒนาผ่านกิจกรรมสร้างภาษา ให้เด็กได้พูด วาด เขียน เล่า และให้เด็กได้นำไปใช้ เช่น อ่านรายการอาหาร อ่านป้ายรถ อ่านคำแนะนำ อ่านเรื่องราว อ่านเพื่อแก้ปัญหา จากนั้นจึงให้เขาฝึกเขียน ซึ่งจะทำให้เด็กเชื่อมโยงคำกับความหมายของสิ่งนั้นได้ในชีวิตประจำวัน และนำทักษะการอ่านออก เข้าใจ คิดเป็นไปใ้ในการเรียนรู้และในชีวิตประจำวันได้
2. การรู้เท่าทัน AI ด้วยสุจิปุลิ
2.1 สุ: ฟังและอ่านอย่างมีสติในโลกที่ข้อมูลไม่มีที่สิ้นสุด
ในยุคดิจิทัล เพราะมนุษย์มิได้ขาดข้อมูล แต่กำลังเผชิญภาวะข้อมูลล้นเกิน การฟัง-อ่านอย่างมีปัญญาจึงไม่ใช่การฟังให้มาก อ่านให้มาก แต่คือการรู้จักเลือกสิ่งที่ควรฟัง-อ่าน รู้ว่าใครเป็นแหล่งข้อมูล รู้ว่าข้อมูลเกิดขึ้นในบริบทใด และรู้ว่าข้อความหนึ่งกำลังเสนอข้อเท็จจริง การตีความ หรือความคิดเห็น (Brownell, 2013) AI สามารถช่วยขยายขีดความสามารถของมนุษย์ในการค้นข้อมูล เปรียบเทียบแนวคิด ระดมความคิด แปลภาษา จำลองสถานการณ์ และเข้าถึงแหล่งความรู้ที่กว้างขึ้น ยิ่ง AI สามารถสร้างคำตอบได้อย่างรวดเร็ว ผู้เรียนก็ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง เพราะความราบรื่นของการได้เนื้อหาคำตอบไม่ใช่หลักประกันว่าเนื้อหานั้นจริง ดังนั้น “สุ” ในยุค AI จึงเป็นท่าทีของการฟังให้มาก แต่เชื่อให้น้อยลงชั่วคราว กล่าวคือ เปิดใจรับข้อมูล แต่ยังไม่รีบยึดข้อมูลนั้นเป็นความจริงสุดท้าย
2.2 จิ: จากการรับข้อมูลสู่การคิดอย่างไม่ตกเป็นเหยื่อของข้อมูล
การฟัง-อ่านโดยไม่คิดทำให้มนุษย์กลายเป็นเพียงผู้บริโภคข้อมูล และในยุค AI อันตรายนี้ยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะเครื่องมือสามารถจัดทำบทสรุป บทความ หรือคำตอบแทนผู้เรียนได้อย่างรวดเร็ว หากผู้เรียนเพียงรับคำตอบจาก AI แล้วนำไปใช้โดยไม่คิด กระบวนการเรียนรู้ก็อาจถูกตัดออกตรงกลาง และผู้เรียนก็จะไม่เข้าใจในคำตอบนั้นจริงๆ ดังนั้น จึงต้องมีท่าทีของการเอาเนื้อหาคำตอบมาคิด ตีความอย่างมีวิจารณญาณ เปิดพื้นที่ให้คำตอบถูกตรวจสอบ (Paul & Elder, 2019) และมองเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านพลังสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา
2.3 ปุ: การถามคือการยอมรับว่าฉันยังไม่รู้ เป็นความถ่อมตนทางปัญญา การถามมีคุณค่าทางญาณวิทยาเพราะเป็นการยอมรับข้อจำกัดของความรู้ตนเอง คนที่ไม่ถามอาจไม่ได้หมายความว่าเป็นคนรู้มาก แต่อาจเป็นคนที่ไม่รู้ว่าตนเองยังไม่รู้อะไร (Elder & Paul, 2016) หลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเน้นการไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตนเชื่ออยู่ และพร้อมทบทวนจุดยืนเมื่อพบเหตุผลหรือประสบการณ์ใหม่ ดังนั้นคำถามจึงเป็นเครื่องมือของความรู้ ถามเพราะต้องการเข้าใจ และเมื่อถาม เราอาจพบว่าคนอื่นไม่ได้คิดผิด เพียงแต่เขามองโลกจากประสบการณ์อีกชุดหนึ่ง ทำให้เราเข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้นได้
2.4 ลิ: การเขียนคือการทำให้ความรู้เป็นของเรา ในการฝึกเขียน ผู้เรียนจะได้จัดระบบความคิด เลือกคำ ต้องแยกสิ่งสำคัญออกจากสิ่งรอง และต้องอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเหตุผลกับข้อสรุป จึงเป็น กระบวนการสร้างความรู้ภายในตัวผู้เขียน (Graff & Birkenstein, 2021) ในยุคนี้ ถ้าให้ AI เขียนทั้งหมด ผู้เรียนอาจได้ผลงาน แต่ไม่ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ (writing without thinking) ผู้เรียนจึงควรใช้ใช้ AI ในลักษณะของเครื่องมือสนับสนุน ไม่ใช่เข้ามาแทนที่กระบวนการคิดและการเรียนรู้ของมนุษย์ เพื่อให้ความรู้ได้ผ่านการคิดของเราด้วย
จากกรอบการประยุกต์ใช้นี้ ย่อมจะประมวลเป็นเส้นทางของการเรียนรู้ ได้ว่า
ข้อมูล → ความสนใจ → การคิด → การตั้งคำถาม → ความเข้าใจ → การสังเคราะห์ → ปัญญา → การปฏิบัติ
3. การประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางมีเป้าหมายสำคัญในการนำความรู้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยเน้นพลัง 4 ได้แก่ สร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา เพราะชีวิตเปลี่ยน โลกเปลี่ยน ความรู้เปลี่ยน และมนุษย์เองก็เปลี่ยน ดังนั้น สุ ทำให้เรายังรับฟัง จิ ทำให้เรายังคิด ปุ ทำให้เรายังสงสัย ลิ ทำให้เรายังสร้างความหมาย ดังนั้น อาจประยุกต์สุจิปุลิในการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ดังโมเดลต่อไปนี้
ฟัง → คิด → ถาม → เขียน → สร้างสรรค์ → ปรับตัว → ร่วมมือ → แสวงหา → เรียนรู้ใหม่
ในโมเดลการประยุกต์ใช้นี้ AI สามารถเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาได้ เมื่อเรากำหนดบทบาทให้ถูกต้อง เช่น เด็กอ่านนิทานเรื่องหนึ่งแล้วไม่เข้าใจ เด็กสามารถถาม AI ให้ช่วยอธิบายคำว่ากล้าหาญให้เขาเข้าใจเหมือนเด็ก ป.2 จากนั้น AI อาจถามกลับว่า “แล้วเขาคิดว่าตัวละครในเรื่องนี้กล้าหาญตรงไหน เด็กจึงยังต้องคิดเอง หรือให้ AI อ่านเรื่องสั้นให้เด็กฟัง แล้วให้เด็กตอบว่า เขาคิดว่าตัวละครทำถูกหรือไม่ เพราะอะไร ซึ่ง AI จึงทำหน้าที่เป็นเพื่อนอ่าน ไม่ใช่ผู้เรียนแทนเด็ก ความรู้มีคุณค่าหลายระดับที่ต้องพัฒนาจากการรู้ข้อเท็จจริง เข้าใจความหมาย เห็นความสัมพันธ์ ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ปฏิบัติอย่างรับผิดชอบ และพัฒนาคุณภาพชีวิต แนวทางเช่นนี้จึงจะเป็นฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นแนวทางการใช้ AI ทางการศึกษาที่เน้นให้เทคโนโลยีสนับสนุน ไม่ใช่แทนที่กระบวนการคิดของผู้เรียน นอกจานี้ สุ ทำให้เราเปิดรับโลกจึงเป็นพลังปรับตัว จิ ทำให้เราตีความโลกใหม่จึงเป็นพลังสร้างสรรค์ ปุ ทำให้เราเรียนรู้จากผู้อื่นเป็นพลังร่วมมือ และ ลิ ทำให้เราตกผลึกและเดินหน้าต่อ นั่นคือ พลังแสวงหา จุดนี้จึงแสดงถึงการที่ญาณวิทยาเชื่อมกับคุณวิทยาและจริยศาสตร์ สุดท้าย แนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้นมองว่า การเป็นผู้รู้มิใช่การไปถึงปลายทางของความรู้ แต่คือการเป็นผู้ที่ยังสามารถเรียนรู้ต่อไปได้
สรุปผลการวิจัย
การนำบทกถาศึกษาของเก่าและสุจิปุลิมาพิจารณาผ่านปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง ทำให้เห็นว่าภูมิปัญญาไทยมิได้เป็นเพียงมรดกของอดีต แต่สามารถกลับมาเป็นคำตอบต่อปัญหาของอนาคตได้ หากเรากล้าที่จะอ่านใหม่ ซึ่งสุจิปุลิเป็นแนวคิดทางภูมิปัญญาไทย จากมุมมองอภิปรัชญานั้นไม่พบกรอบคิดการเรียนตามกับแนวคิดนี้จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นแนวคิดที่มาจากญาณวิทยาของการเรียนรู้แบบไทยที่ประยุกต์มาจากกระบวนการเรียนในพระพุทธศาสนาเป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์จากการรับรู้ไปสู่ความเข้าใจและจากความเข้าใจไปสู่การสร้างความรู้ของตนเอง ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดียและจีน เนื่องจากพบความสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาปัญญาในปรัชญาอินเดียคือ การฟังคำสั่งสอนจากครู การคิดไตร่ตรอง การปฏิบัติและการถาม และการบันทึก ในขณะเดียวกันก็มีความคล้ายคลึงกับกระบวนการเรียนรู้ของปรัชญาขงจื๊อให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ผ่านครูบาอาจารย์ การใช้ความคิดไตร่ตรอง การตั้งคำถามเพื่อเข้าใจ และการบันทึกเพื่อรักษาความรู้
ในมุมมองปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง สุจิปุลิสามารถทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของญาณวิทยาไทย ได้ โดยเป็นญาณวิทยาเชิงปฏิบัติที่เน้นการฟังเพื่อการเปิดรับ การคิดเพื่อทบทวนตีความ การถามเพื่อเห็นความแตกต่าง และการเขียนเพื่อให้สามารถสังเคราะห์สิ่งเหล่านั้นเป็นความเข้าใจใหม่ ที่ช่วยให้คนเรารับข้อมูลอย่างเปิดกว้าง คิดอย่างมีวิจารณญาณ ถามอย่างถ่อมตน และสื่อสารความเข้าใจอย่างรับผิดชอบ สุจิปุลิจึงไม่ใช่เพียงวิธีเรียน หากแต่แต่เป็นวงจรญาณวิทยาเพื่อชีวิตซึ่งเหมาะสมกับการประยุกต์ใช้ในสังคมสมัยใหม่
เอกสารอ้างอิง
กีรติ บุญเจือ. (2560). อรรถปริวรรตปรัชญาไทย. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.
เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา). (2526). โคลงกลอนครูเทพ เล่ม 2. กรุงเทพฯ, โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, หน้า 92-94. จาก https://www.finearts.go.th/promotion/view/18447-โคลงกลอนครูเทพ-เล่ม-๒.
พรจิรา เสือประดิษฐ. (2561). การใช้ สุ จิ ปุ ลิ เพื่อส่งเสิรมการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทยในสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, กรุงเทพฯ, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.
พระมหาสราวุธ โพธิ์ศรีขาม. (2563). การประยุกต์ใช้ สุจิปุลิ ในสังคมไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน. วารสารวิชาการ สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค, 6(3), 435-442.
เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2564). การวิเคราะห์โครงสร้างการศึกษาแบบมีส่วนร่วมด้วยวิธีการคลาสสิก: กรณีศึกษา 3 ประเทศ. มจร พุทธโสธรปริทรรศน์. 1(1):1-14.
Bing, W. (2013). Analysis on Current Situation of Confucius Classrooms in Thailand and Suggestion on Systemic Model. Journal of International Studies, Prince of Songkla University, 3(1), 1–12.
Brownell, J. (2013). Listening: Attitudes, Principles, and Skills (5th ed.). London, Pearson.
Wolvin, A. D., & Coakley, C. G. (1995). Listening. New York, McGraw-Hill.
Paul, R., & Elder, L. (2019). Critical Thinking: Tools for Taking Charge of Your Learning and Your Life (3rd ed.). London, Pearson.
Elder, L., & Paul, R. (2016). The Thinker’s Guide to The Art of Socratic Questioning. Maryland, Rowman & Littlefield.
Graff, G., & Birkenstein, C. (2021). They Say I Say: The Moves That Matter in Academic Writing (5th ed.). New York, W. W. Norton & Company.
OECD. (2023). PISA 2022 Results (Volume I and II) ‑ Country Notes: Thailand. https://www.oecd.org/en/publications/pisa-2022-results-volume-i-and-ii-country-notes_ed6fbcc5-en/thailand_6138f4af-en.html?utm_source=chatgpt.com
The World Bank. (2024). Thailand Learning Proverty Brief. https://documents1.worldbank.org/curated/en/099090524093027254/pdf/P17920914982d600a1850d186714631dcb2.pdf?utm_source=chatgpt.com
UNESCO. (2024). AI competency framework for students. UNESCO.

Leave a Reply