ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
การแบ่งสาขาวิชาการต่าง ๆ ในยุคสมัยใหม่เป็นสิ่งที่มีทั้งคุณูปการและอันตราย การแบ่งสาขาเกิดขึ้นเพื่อเป็นการจัดระเบียบวิธีที่มนุษย์มองความจริง เป็นความพยายามของมนุษย์ที่จะทำให้ความรู้ที่กว้างใหญ่เกินกำลังของปัจเจกบุคคลสามารถศึกษาได้จากความรู้ทั้งหมดจึงค่อย ๆ แยกเป็นปรัชญา เทววิทยา แพทย์ศาสตร์ กฎหมาย จากนั้นจึงได้พัฒนาเป็นมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เมื่อวิทยาศาสตร์พัฒนาขึ้นก็เกิดสาขาวิชาใหม่เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ มนุษยวิทยา สังคมวิทยา จิตวิทยา และสาขาเฉพาะทางอีกนับพันสาขา การแบ่งเช่นนี้มีเหตุผลเชิงเป้าหมาย เพราะทำให้มนุษย์สามารถลงลึก (deep root) ได้ นักฟิสิกส์ไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดทุกอย่างของชีววิทยา แพทย์ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม นักเศรษฐศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญจิตวิทยา นี่คือข้อดีของความเฉพาะด้าน (specialization) สำหรับคนรุ่นใหม่ ประเด็นความเฉพาะด้านนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะโลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับปัญหาที่ไม่มีสาขาใดสามารถตอบได้โดยลำพัง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สุขภาพจิต ความเหลื่อมล้ำ เมืองอัจฉริยะ หรือจริยธรรมของเทคโนโลยี ดังนั้น คนรุ่นใหม่จึงอยู่ระหว่างทางแยกของการมุ่งไปเฉพาะด้านหรือการเลือกเรียนในสาขาเชิงสหวิทยาการ และทางใดจะเป็นทางเลือกสำหรับอนาคตของผู้คนและสังคมอีกด้วย
ข้อดีของการแบ่งสาขาวิชา
1. ทำให้เกิดความลึก คนรุ่นใหม่สามารถใช้เวลาหลายปีเพื่อเข้าใจปัญหาเฉพาะด้านอย่างละเอียด เช่น นักประสาทวิทยาสามารถศึกษาสมองอย่างลึกซึ้ง ในขณะที่นักปรัชญายังสามารถถามว่า จิตสำนึกคืออะไร ทั้งสองฝ่ายต่างกำลังศึกษาสิ่งเดียวกันจากคนละด้าน
2. ทำให้เกิดมาตรฐานความรู้ แต่ละสาขามีวิธีญาณวิทยาของตนสำหรับใช้ตรวจสอบความจริงตามขอบเขตของสาขาวิชานั้น ๆ ปรัชญาใช้เหตุผลและการวิเคราะห์แนวคิด วิทยาศาสตร์ใช้การทดลองและหลักฐาน คณิตศาสตร์ใช้การพิสูจน์ ประวัติศาสตร์ใช้หลักฐานเอกสารและการตีความ การแบ่งสาขาจึงช่วยป้องกันไม่ให้ความเชื่อถูกนำเสนอเป็นความรู้โดยง่าย
3. ทำให้เกิดวิชาชีพ สังคมสมัยใหม่ได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วผ่านผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Expert) และเชื่อว่า สังคมจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากทุกคนเป็นเพียงผู้รู้ทั่วไป (general knower) เราต้องมีแพทย์ วิศวกร นักกฎหมาย ครู นักวิทยาศาสตร์ นักออกแบบ และผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ดังนั้น ความเฉพาะด้านจึงเป็นเงื่อนไขหนึ่งของอารยธรรมสมัยใหม่ ยิ่งความเชี่ยวชาญลึกมากเท่าไร ก็ยิ่งจะทำให้เห็นปัญหาที่คนทั่วไปมองไม่เห็น และสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ นวัตกรรมจำนวนมากเกิดขึ้นตรงรอยต่อระหว่างสาขานั้นเอง เช่น วิศวกรรมชีวการแพทย์ เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม จริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเกิดขึ้นบนฐานของการบูรณาการศาสตร์ ดังนั้น ความก้าวหน้าของความรู้ไม่เพียงเพราะลงลึกในสาขาวิชา แต่เพราะรู้จักการเชื่อมความลึกเหล่านั้นเข้าหากัน
การแตกส่วนของความจริง
การแยกสาขาวิชาเสมือนการสร้างแผนที่ความจริงที่แบ่งออกเป็นส่วน ๆ การแบ่งทำให้เราเห็นรายละเอียดที่การมองแบบกว้างอาจมองไม่เห็น แต่ก็ได้ทำให้เกิดการเข้าใจว่า ความจริงถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วนจริง ๆ และปัญหาเริ่มต้นขึ้นเมื่อมนุษย์เปลี่ยนจากการเข้าใจว่า ฉันศึกษาส่วนหนึ่งของความจริง ไปเป็นส่วนที่ฉันศึกษาคือความจริงทั้งหมด
สมมติว่าเรามองต้นไม้หนึ่งต้น นักชีววิทยาเห็นเซลล์ นักเคมีเห็นโมเลกุล นักฟิสิกส์เห็นอะตอม นักนิเวศวิทยาเห็นระบบนิเวศ นักเศรษฐศาสตร์เห็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ นักปรัชญาเห็นคำถามว่า ต้นไม้นี้มีความหมายอย่างไรต่อการดำรงอยู่ คำถามคือ ต้นไม้ถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วนจริง ๆ หรือมนุษย์ต่างหากที่แบ่งวิธีมองต้นไม้ นี่คือคำถามที่เราควรย้อนถามซ้ำ ๆ เพราะความเป็นจริงนั้นมีหนึ่งเดียวมิได้แตกออกเป็นชิ้น ๆ เพียงเพราะความคิดของมนุษย์แบ่งมันออกเป็นหมวดหมู่ แต่เราใช้หมวดหมู่เพื่อเข้าใจความจริงนั้นในด้าน ๆ หนึ่งเท่านั้น ดังนั้น สาขาวิชาเป็นการแบ่งของความรู้ มิใช่การแบ่งของความเป็นจริง กรอบความเข้าใจนี้จะเป็นหลักสำคัญมากสำหรับแนวทางการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21
ในยุคสมัยใหม่จนถึงปัจจุบัน ผู้คนถูกฝึกให้เป็นผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่อายุยังน้อย เกิดปรากฏการณ์หนึ่งขึ้นในสังคม คือ ความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น แต่ภูมิปัญญาลดลง เราจะพบว่า คนหนึ่งอาจรู้จัก AI อย่างลึกมากแต่ไม่เข้าใจมนุษย์ บางคนอาจเก่งเศรษฐศาสตร์แต่ไม่เข้าใจความยุติธรรม บางคนเก่งชีววิทยาแต่ไม่เข้าใจความหมายของชีวิตในฐานะการใช้ชีวิต บางคนเก่งการบริหารแต่ไม่เข้าใจความทุกข์ของผู้คน ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้อยู่ที่การไม่เก่ง แต่อยู่ที่การรู้มากเกินไปในสิ่งหนึ่งจนลืมไปว่าสิ่งนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลก และนี่เป็นาอันตรายของความคิดเห็นที่มนุษย์ยึดถือ (doxa) จากการมองโลกเพียงด้านเดียว
สำหรับคนรุ่นใหม่และโลกอนาคต ปัญหาจะยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะ AI สามารถสร้างผู้เชี่ยวชาญแบบเดิมได้รวดเร็วมาก หากเราต้องการเพียงการสรุปข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล เขียนรายงาน คำนวณ แปลภาษา เขียนโปรแกรม หรือค้นหารูปแบบ สิ่งเหล่านี้นั้น AI สามารถช่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่และการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) ซึ่งทำให้ AI รู้ข้อมูลมากกว่าเราเสมอ ดังนั้นคุณค่าของมนุษย์รุ่นใหม่อาจไม่ได้อยู่ที่รู้ข้อมูลอะไร แต่อยู่ที่จะสามารถเชื่อมโยงความรู้ที่แตกต่างกันเพื่อเข้าใจสิ่งที่ยังไม่มีใครเห็นได้หรือไม่ นั่นคือ การมองแผนที่ความจริงเป็นส่วนเดียวกัน และเป็นกระบวนการในการเปลี่ยนจากความรู้ (knowledge) ไปสู่ปัญญา (wisdom)
| การแบ่งสาขา | ข้อดี | ความเสี่ยง |
|---|---|---|
| ความเชี่ยวชาญ | รู้ลึก | มองแคบ |
| การแบ่งวิชา | จัดระบบความรู้ | เกิดไซโล |
| มาตรฐานวิชาการ | ตรวจสอบได้ | ยึดกรอบ |
| วิชาชีพ | ทำงานมีประสิทธิภาพ | มองคนเป็นเพียงกรณี |
| การวิจัยเฉพาะทาง | ค้นพบสิ่งใหม่ | ไม่เห็นภาพรวม |
| การแข่งขันระหว่างสาขา | กระตุ้นนวัตกรรม | เกิดอำนาจทางวิชาการ |
| การมีผู้เชี่ยวชาญ | แก้ปัญหาเฉพาะได้ | ขาดการบูรณาการ |
| การจัดหลักสูตรตามสาขา | บริหารง่าย | ไม่สอดคล้องกับปัญหาจริง |
แนวทางการจัดการศึกษายุคใหม่
สังคมจำเป็นต้องเปลี่ยนมโนทรรศน์ เลิกที่จะถามเพียงว่า เด็กคนนี้เรียนสาขาอะไร หรือจบสาขาอะไรมา แต่ควรถามว่า เด็กคนนี้สามารถเดินข้ามสาขาได้หรือไม่ บริบทของการบูรณาการจึงจะเกิดขึ้น ในระดับมหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนการจัดการจากภาควิชา (department) -> สาขาวิชา (major) -> วิชา (degree) ไปเป็นสาขาวิชา -> เครือข่าย (network/connection) -> การบูรณาการ (integration) -> ปัญญา (wisdom) ซึ่งจะเป็นแนวทางให้คนรุ่นใหม่เรียนให้ลึกและเชื่อมโยงเป็น
แม้ปัจจุบันเราจะพูดถึงการบูรณาการข้ามศาสตร์ผ่าน interdisciplinary หรือ transdisciplinary กันอยู่แล้ว แต่การรวมกันเหล่านี้ก็เหมือนขนมชั้น เป็นส่วน ๆ เอามาวางเสริมกัน แต่เราไม่ได้ต้องการที่จะรู้เพียงว่า วิชาสองวิชาจะทำงานร่วมกันได้อย่างไร เราต้องย้อนกลับไปรู้ว่า เหตุใดเราจึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นคนละสิ่งตั้งแต่แรก คำถามเชิงภววิทยานี้จะทำให้เราปรับกรอบมโนทรรศน์ใหม่ ปรับฐานคิดใหม่ และจะเปิดมุมมองใหม่ต่อเรื่องนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น สุขภาพ ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าเป็นเรื่องของแพทยศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ สุขศึกษา อาจมีสาขาอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีกหลายสาขา แต่ในความเป็นจริง สุขภาพเกี่ยวข้องกับทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม จริยธรรม ความสัมพันธ์ และความหมายของชีวิต ซึ่งทำให้ขยายขอบเขตไปถึงสาขาวิชาด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ดังที่จะพบว่า การรักษาโรคด้วยวิธีทางการแพทย์ (ยา+ผ่าตัด) อาจประสบความสำเร็จ แต่หลายครั้งที่โรคยังไม่หาย นั้นเป็นเพราะเรายังไม่เข้าใจสุขภาพอย่างองค์รวม การแพทย์ทางเลือกและศาสตร์สุขภาพต่าง ๆ จึงได้ปรากฏตัวขึ้น แต่ด้วยความที่ข้ามศาสตร์ก็ได้รับการต่อต้านจากฝ่ายสาขาวิชาเฉพาะด้าน ซึ่งกลายเป็นปัญหาของการบูรณาการความรู้อีกระดับหนึ่ง
การศึกษาในอนาคต จึงจำเป็นต้องออกแบบให้มีผู้รู้ใน 2 ระดับ
หนึ่ง คือ ผู้ร้ ผู้เชี่ยวชาญ เรียนรู้เฉพาะด้าน และต้องมีสิ่งหนึ่งที่รู้ลึกจริง ๆ เป็นเสมือนรากของต้นไม้
สอง คือ ผู้ที่มีความสามารถในการเชื่อมโยง ต้องสามารถมองออกไปยังศาสตร์อื่น
คนรุ่นใหม่จึงต้องเป็นทั้ง Specialist + Integrator นั่นคือ เป็นทั้งผู้เชี่ยวชาญ Specialist และมีความเป็น ผู้รู้ทั่วไป (Generalist) ด้วย จึงจะเชื่อมโยงประสานไปยังศาสตร์อื่นได้
สิ่งที่เรามองเห็นเป็นหลายศาสตร์นั้น มีความเป็นจริงหนึ่งเดียว แต่มีความจริงแยกไปตามเกณฑ์ของแต่ละศาสตร์ แต่ความจริงเหล่านั้น ไม่ได้ทำให้ความเป็นจริงแยกเป็นหลายชิ้น มนุษย์มีหลายวิธีในการเข้าถึงความจริง วิชาต่าง ๆ เช่น ฟิสิกส์ ชีววิทยา ปรัชญา ศิลปะ ศาสนา สังคมศาสตร์ จึงเป็นเพียงเส้นทางที่แตกต่างกันของการตั้งคำถามต่อโลกเดียวกัน แน่นอนว่า เราไม่อาจบอกได้ว่า ทุกศาสตร์พูดสิ่งเดียวกัน หรือทุกคำตอบถูกต้องเท่าเทียมกัน แต่เราต้องไม่สับสนระหว่างความแตกต่างของวิธีรู้กับความแตกต่างของความเป็นจริง
นอกจากนี้ การศึกษายังจำเป็นจะต้องทำให้คนรุ่นใหม่ระมัดระวังต่อความคิดที่ดูเหมือนชัดเจน สิ่งที่ดูเข้าใจง่าย ซึ่งเมื่อเราวิเคราะห์แนวคิดเบื้องหลังอย่างละเอียด กลับเกิดปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น สำหรับการศึกษา สิ่งนี้จะให้กรอบคิดที่สำคัญว่า อย่ารีบเชื่อว่าการรู้ในสาขาวิชาหนึ่ง ๆ แล้ว เราเข้าใจสิ่งนั้นแล้วจริง ๆ สาขาเป็นเพียง เครื่องมือจัดระเบียบความคิด ไม่ใช่ความจริงสุดท้ายของสิ่งที่เราศึกษา
โมเดลต้นไม้การศึกษา
จากแนวคิดการออกแบบผู้เรียน และเป้าหมายของการจัดการศึกษา เราอาจมีมโนทรรศน์ทางการศึกษาในกรอบของการเติบโตผ่านการลงรากลึกและการแผ่ขยาย (deep root and branch out) ดังภาพ โดยมีรายละเอียดคือ
ราก การเข้าใจภววิทยา (Ontology) เพื่อถามว่า สิ่งที่เรากำลังศึกษาคืออะไร?
ลำต้น ความเฉพาะทาง/สาขาวิชา (Core Discipline) การสร้างความรู้ที่ลึกและมั่นคง
กิ่ง การบูรณาการ (Interdisciplinary) การเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่น
ใบ บริบท (Context) การนำความรู้ไปสัมพันธ์กับโลกจริง
ดอก การสร้างสรรค์ (Creativity) ทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการสร้างคำถามและหาคำตอบใหม่ ๆ
ผล ปัญญา (Wisdom) การมุ่งที่จะทำให้ความรู้กลายเป็นปัญญาที่นำไปใช้เพื่อชีวิต
เมื่อเราพัฒนาการศึกษาเช่นนั้น เราก็จะเรียนรู้ว่า ต้นไม้ทั้งหมดนั้นยังเป็นต้นไม้เดียวกัน
สรุป
การแบ่งสาขาวิชาเป็นผลผลิตของมนุษย์ในการจัดระเบียบความรู้ แต่เมื่อเส้นแบ่งระหว่างศาสตร์กลายเป็นกำแพง การแบ่งความรู้ก็กลายเป็นการแบ่งมนุษย์ออกจากความจริง ดังนั้นการศึกษาที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่จึงไม่ใช่การรู้เฉพาะด้านแต่เพียงสาขาวิชาใด สาขาวิชาหนึ่ง หรือรู้ไปทุกอย่าง อย่างละนิด อย่างละหน่อย แต่คนรุ่นใหม่ควรจะเป็นต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึกในสิ่งหนึ่ง และแผ่กิ่งก้านออกไปหาความจริงทั้งหมดร่วมกับโลก หนทางแห่งการรู้มีหลายสาย แต่สิ่งที่เราพยายามรู้นั้นมิได้จำเป็นต้องจำกัดหรือมากมายมหาศาลไปตามจำนวนของหนทางเหล่านั้น เรารู้เพื่อให้รู้ว่าความรู้แต่ละชิ้นมีความหมายอย่างไรเมื่อกลับไปอยู่ในภาพรวมของการดำรงอยู่ เราจะใช้ความรู้นั้นกับชีวิตของเราอย่างไร
เอกสารอ้างอิง
Aristotle. (1984). The complete works of Aristotle: The revised Oxford translation (J. Barnes, Ed.). Princeton University Press.
Bunchua, K. (2003). Postmodern Philosophy: Concept to New Education Paradigm. Bangkok: Doung Kamol Book.
Heidegger, M. (1962). Being and time (J. Macquarrie & E. Robinson, Trans.). Harper & Row.
Klein, J. T. (1990). Interdisciplinarity: History, theory, and practice. Wayne State University Press.
Plato. (1997). Complete works (J. M. Cooper & D. S. Hutchinson, Eds.). Hackett Publishing Company.
Polanyi, M. (1966). The tacit dimension. Doubleday.
Young, M. F. D. (2008). Bringing knowledge back in: From social constructivism to social realism in the sociology of education. Routledge.

Leave a comment