อ.ดร.รวิช ตาแก้ว, ราชบัณฑิต
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ประเทศไทย
บทนำ
ปรัชญานวยุค หรือปรัชญาสมัยใหม่ (modern philosophy) เสนอการมองสถานที่เป็นวัตถุที่สามารถบันทึกประวัติศาสตร์ได้อย่างเป็นระบบ เช่น สร้างเมื่อใด ใครสร้าง ใช้ทำอะไร เปลี่ยนเป็นอะไร แต่ปรัชญาหลังนวยุคได้ปรับมุมมองใหม่ผ่านการตั้งคำถามว่า เราสามารถมีประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่เป็นกลางอย่างสมบูรณ์ได้จริงหรือ? ไมเคิล ฟูโกต์ (Michel Foucault) เสนอว่า ความรู้เกี่ยวกับอดีตไม่ได้เป็นเพียงการค้นพบข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้ว แต่สัมพันธ์กับอำนาจ การจัดประเภท การคัดเลือก การบันทึก และสถาบันที่มีสิทธิ์พูดถึงอดีต แนวคิดนี้ได้นำไปสู่การเปลี่ยนคำถามจากสถานที่นี้มีประวัติศาสตร์อะไร? ไปสู่ความหมายของสถานที่นี้ถูกสร้างขึ้น เปลี่ยนแปลง และต่อรองอย่างไรผ่านกาลเวลา? แนวคิดของเฮนรี เลฟเวร์ (Henri Lefebvre) เรื่องการสร้างสถานที่ (production of space) ได้ขยายแนวคิดในเรื่องนี้โดยมองว่า พื้นที่ไม่ใช่เพียงสิ่งที่มีอยู่ทางภูมิศาสตร์ แต่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ สังคม การปฏิบัติและการเป็นตัวแทน (space + society + practice + representation) กล่าวคือ สังคมสร้างพื้นที่และพื้นที่ก็ย้อนกลับมาสร้างสังคม นอกจากนี้ ฌาคส์ แดร์ริดา (Jacques Derrida) ยังช่วยเปิดประเด็นต่อไปว่า ความหมายไม่มีวันหยุดนิ่งอย่างสมบูรณ์ สถานที่หนึ่งอาจถูกตีความใหม่อยู่เสมอ ปีแอร์ นอรา (Pierre Nora) ก็ได้ชี้ว่า สถานที่บางแห่งไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ แต่เป็นภาชนะของความทรงจำทางสังคม และเมื่อสถานที่ทางประวัติศาสตร์ถูกอนุรักษ์และนำเสนอผ่านพิพิธภัณฑ์ เว็บไซต์ ภาพถ่าย หรือการท่องเที่ยว สิ่งที่ผู้คนรับรู้อาจไม่ใช่สถานที่จริงโดยตรง แต่เป็นสัญลักษณ์หรือภาพแทนของสถานที่นั้น (representation of the place) แนวคิดเหล่านี้ของปรัชญาหลังนวยุคย่อมน่าสนใจที่จะนำมาทดลองตีความสถานที่เพื่อสะท้อนประวัติศาสตร์ความคิดที่อยู่เบื้องหลังและเปิดพื้นที่แห่งความเข้าใจใหม่ในการมองเห็นความงามและคุณค่าที่อยู่ร่วมกับสถานที่แห่งนั้น ๆ
บทความนี้ได้ทดลองตีความเชิงประวัติศาสตร์ถึงสถานที่ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากมหาวิทยาลัยซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อการศึกษาโดยตรง เพราะพื้นที่แห่งนี้ เกิดขึ้นมาในฐานะสวนและพระราชฐาน แล้วจึงค่อย ๆ กลายเป็นสถานศึกษา ประวัติศาสตร์ของสวนสุนันทาจึงมิใช่เพียงประวัติของสถาบันการศึกษา แต่เป็นประวัติของการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำว่า มนุษย์ที่พึงได้รับการอบรม พื้นที่แห่งนี้เริ่มจากสวนพระราชฐานในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2441) ต่อมาเป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายใน ในสมัยรัชกาลที่ 6 สมเด็จพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฎ ปิยมหาราชปดิวรัดา ได้เสด็จมาประทับ ณ ตําหนักสายสุทธานพดล และได้มีการจัดตั้งโรงเรียนนิภาคาร (พ.ศ. 2467) เพื่อให้การศึกษาและอบรมกุลสตรี ก่อนจะเปลี่ยนสถานะหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มาเป็นสถานศึกษาของชาติในชื่อ โรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัย (พ.ศ. 2480) และพัฒนาต่อมาเป็นวิทยาลัยครู สถาบันราชภัฏ และมหาวิทยาลัยราชภัฏใน พ.ศ. 2547 ตามลำดับ ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการเปลี่ยนแปลงทางความคิดครั้งใหญ่ของประเทศไทยและการเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลกตะวันตกและตะวันออก
พื้นที่ทันสมัยกับกรอบคิดศตวรรษที่ 19
การปรับเปลี่ยนสยามครั้งใหญ่ของพื้นที่ในอาณาบริเวณทุ่งดุสิตเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังดุสิต มีสถาปนิกชาวอิตาลี A. Rigassi เป็นผู้ออกแบบ royal residential space และได้มีการกำหนดให้มีสวนป่าสำหรับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ มีการรวบรวมพันธุ์ไม้ดอกและไม้ผลจำนวนมาก ชื่อสวนสุนันทาเชื่อมโยงทั้งกับสุนันทาอุทยานในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และพระนามของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ แต่สวนนี้มิใช่สวนไทยแบบดั้งเดิม หากแต่การออกแบบสวน และมีการจัดภูมิทัศน์เป็นโขดหิน ภูเขาจำลอง คูคลอง สวนพฤกษชาติ และตำหนักรอบสระน้ำ เกิดเป็นการผสมผสานระหว่างงานช่างไทยกับองค์ความรู้สถาปัตยกรรมและภูมิสถาปัตย์แบบตะวันตกที่สอดคล้องกับปรากฏการณ์อารยสยาม (Siam civilization) ในสมัยนั้น โดยเป็นการประสานตะวันตกกับตะวันออกในการสร้างความทันสมัยของประเทศ ด้วยแนวทางการคัดเลือกและแปลงสิ่งจากภายนอกให้เข้ากับโลกและบริบทของไทย
อิทธิพลจากยุโรปหลังศตวรรษที่ 18 ที่ความรู้ค่อย ๆ เคลื่อนจากฐานของอำนาจศาสนาและระบบรัฐจารีต ไปสู่ความเชื่อมั่นในเหตุผล วิทยาศาสตร์ การจัดระบบและความก้าวหน้า ซึ่งเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 แนวคิดเรื่องความเจริญได้มองผ่านรัฐ โดยรวมถึงการมีระบบราชการ การศึกษา วิทยาศาสตร์ สุขภาพ เทคโนโลยี และรัฐชาติสมัยใหม่ ในบริบทตะวันตกนี้ สวนเป็นสิ่งที่ถูกออกแบบอย่างมีเหตุผล ธรรมชาติไม่ได้ถูกปล่อยให้เป็นธรรมชาติล้วน ๆ แต่ถูก [จัดวาง → จำแนก → ออกแบบ → ควบคุม →ความงาม] สวนสุนันทาจึงเป็นสวนที่ได้รับการออกแบบให้เป็น และเป็นธรรมชาติที่ผ่านเหตุผลของความเป็นสมัยใหม่
การจัดตั้งโรงเรียนนิภาคารสำหรับบุตรีและหลานของขุนนาง ข้าราชการ และผู้มีบรรดาศักดิ์ โดยมีการเรียนความรู้วิชาการ (การอ่าน-เขียน) การอบรมจริยามารยาท และการฝีมือให้เป็นกุลสตรี แนวทางนี้สอดคล้องกับการพัฒนาด้านการศึกษาที่เริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนมาถึงรัชกาลที่ 6 ซึ่งมุ่งการเรียนรู้เืพ่อฝึกมนุษย์ในเปลี่ยนแปลงตนเอง โดยมีฐานคิดของพระพุทธศาสนาเข้ามามีอิทธิพลในด้านการอบรมศีลธรรม การฝึกตน ความรับผิดชอบและการทำประโยชน์แก่สังคม ซึ่งจุดมุ่งหมายคือ การที่อบรมกุลสตรีที่มีความดีและปัญญา เด็กหญิงเปล่านี้ได้เรียนรู้จากการทำอาหาร การเย็บปักถักร้อย การจัดบ้าน ดนตรี มารยาท ศิลปะ และทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลตามขนบอย่างไทยจารีต แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมองได้ว่า แนวทางการเรียนรู้เช่นนี้เป็นการเรียนรู้ผ่านชีวิตและการปฏิบัติตามแนวทางการจัดการศึกษาอย่างปฏิบัตินิยม (Pragmatism) ที่มุ่งการถ่ายทอดข้อมูลจากผู้ใหญ่ไปสู่เด็กด้วยกระบวนการสร้างประสบการณ์ การเติบโต การคิดและการมีส่วนร่วมของสังคมในระดับวิถีชีวิต และก็สอดคล้องกับแนวทางการจัดการศึกษาอย่างอินเดียของรพินารถ ฐากูรที่เน้นการศึกษาในพื้นที่แห่งชีวิต ไม่ใช่เพียงการศึกษาให้ห้องเรียนซึ่งได้รับความสนใจในดินแดนอินเดียและอาณานิคมอังกฤษในยุคสมัยนั้น
การพัฒนาชาติผ่านการศึกษา
หลัง พ.ศ. 2475 โลกของสวนสุนันทาเปลี่ยนอย่างรุนแรง เจ้านายฝ่ายในทยอยออกจากพื้นที่ โรงเรียนนิภาคารยุติลง และสวนสุนันทาเสื่อมโทรมอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่รัฐจะตัดสินใจนำพื้นที่มาใช้เพื่อการศึกษาและจัดตั้ง โรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการมองการศึกษาเป็นการสร้างพลเมืองของชาติ ในช่วงเวลานี้คำว่าชาติ จึงเข้ามาเป็นหลักการสำคัญในฐานะกรอบความหมายของการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับกระแสโลกช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่การศึกษาถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างอัตลักษณ์ของชาติ (national identity) และความเป็นพลเมือง (citizenship) และมุ่งสร้างคนที่เหมือนกันเพื่อให้เป็นชาติเดียวกัน โดยเฉพาะในยุคต่อมาได้พัฒนาสู่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา ในปีพ.ศ.2480 และได้รับอิทธิพลของการปกครองในยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งเน้นการสร้างผู้ที่จะไปสร้างผู้เรียนคนอื่น ในช่วงเวลาแห่งการผลิตความรู้และวัฒนธรรมเพื่อความเป็นชาติภายในนโยบายชาตินิยม
เมื่อพัฒนาสู่การเป็นสถาบันราชภัฎและมหาวิทยาลัยราชภัฎในยุคต่อมา แนวทางการจัดการศึกษาคณะและโปรแกรมวิชาที่หลากหลายทำให้กระบวนการเรียนการสอนแตกแขนงไปตามคณะและค่านิยมทางการศึกษาในแต่ละยุค รวมไปถึงมาตรฐานการศึกษาที่เป็นแกนสำคัญในการพัฒนาของยุคอุตสาหกรรมการศึกษาอีกด้วย บทบาทของพื้นที่ได้ขยายจากการสร้างผู้เรียนไปสู่ผู้สร้างความรู้ให้แก่สังคม ดังนั้น ประวัติศาสตร์ของสวนสุนันทาจึงอาจตีความได้ว่าเป็น ประวัติศาสตร์ของการก่อรูปตัวตนของมนุษย์ (history of subject formation)
การอนุรักษ์และฟื้นฟูความเป็นวัง
อนุรักษ์และพัฒนาอาคารประวัติศาสตร์หลายแห่งให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล อาคารจุฑารัตนาภรณ์ อาคารอาทรทิพยนิวาสน์ และอาคารเอื้อนอาชว์แถมถวัลย์ รวมถึงอุโมงค์ใต้เนินพระนาง พื้นที่สวนสุนันทาซึ่งประกอบด้วยสถาปัตยกรรมอิตาลีถูกวางในสวนแบบสยาม แนวคิดการศึกษาแบบสมัยใหม่ ร่วมกับการรื้อฟื้นการอบรมจริยามารยาท ความรู้วิทยาศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์ คหกรรมศาสตร์ ดนตรีและนาฏศิลป์ราชสำนัก ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นองค์ความรู้ในมหาวิทยาลัย นี่คือกระบวนการที่เรียกว่า cultural translation การเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมไปสู่พื้นที่การศึกษาวัฒนธรรมนี้ทำให้เกิดคุณค่าใหม่ผ่านการนำเสนอ [เสียง → ภาพ → ร่างกาย → การเคลื่อนไหว → ความทรงจำ] เกิดการศึกษาและการต่อยอดในเชิงสุนทรียศาสตร์ผ่าน aesthetic education และเสริมสร้างความภาคภูมิใจของผู้เรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
แนวคิดของ Jean-François Lyotard เป็นแนวทางให้เราไม่มองพัฒนาการของสวนสุนันทาเป็นเพียงเรื่องเล่าใหญ่ของความก้าวหน้าจากวังเก่าสู่มหาวิทยาลัยสมัยใหม่อย่างเป็นเส้นตรง แต่ทำให้เรายอมรับว่ามีเรื่องเล่าหลายชุดที่ดำรงอยู่พร้อมกันในพื้นที่แห่งนี้ ขณะที่แนวคิดของ Jacques Derrida ช่วยให้มองพื้นที่สวนสุนันทาแห่งนี้เป็นเสมือนแผ่นจารึกที่ถูกเขียนซ้ำ แต่ความหมายของวังมิได้หายไปเมื่อเกิด มหาวิทยาลัย หากยังคงปรากฏผ่านสถาปัตยกรรม ชื่อสถานที่ พิพิธภัณฑ์ และความทรงจำทางวัฒนธรรม
หลักการที่สามารถถอดอกมาได้เมื่อสถานที่แห่งหนึ่งกลายเป็นประวัติศาสตร์ของความคิดจากบริบทสวนสุนันทาซึ่งชั้นของความหมายที่ซ้อนทับกันอยู่ได้ปรากฎให้รับรู้ ความเป็นสวนยังอยู่ในมหาวิทยาลัย ความเป็นวังยังอยู่ในความทรงจำ ความเป็นราชสำนักยังอยู่ในพิพิธภัณฑ์ การอบรมยังอยู่ในวัฒนธรรม การผลิตครูยังอยู่ในอัตลักษณ์ และความคิดของแต่ละยุคยังสนทนากับคนรุ่นใหม่ โดยชี้ทิศทางที่น่าสนใจว่า ความเป็นสมัยใหม่มิใช่การละทิ้งรากเหง้าเพื่อเดินตามผู้อื่น แต่คือความสามารถในการรับความรู้ใหม่ แล้วปรับใช้ความรู้นั้นให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเราเอง ผ่านสามารถสร้างความรู้ คิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ และอยู่ร่วมกับโลกที่เปลี่ยนแปลง
ภูมิทัศน์ของพื้นที่ความคิดในประวัติศาสตร์พื้นที่แสดงดังตาราง
| ชั้นประวัติศาสตร์ | ความหมาย |
|---|---|
| สวนพระราชฐาน | ธรรมชาติและพระราชอำนาจ |
| วังฝ่ายใน | ชีวิตและวัฒนธรรมสตรีในราชสำนัก |
| โรงเรียนสตรี (โรงเรียนนิภาคาร/สวนสุนันทาวิทยาลัย) | การศึกษาและการเปลี่ยนแปลงบทบาทสตรี |
| วิทยาลัยครู | การสร้างครู |
| สถาบัน/มหาวิทยาลัย | ความรู้สาธารณะ |
ปรัชญาหลังนวยุคยืนยันว่า พื้นที่ทางประวัติศาสตร์มิได้ตายไปพร้อมกับหน้าที่เดิม แต่เปลี่ยนความหมายตามความเข้าใจของสังคมที่มีต่อมนุษย์และความรู้ ทั้งนี้คำถามสำหรับสวนสุนันทาในศตวรรษที่ 21 จึงอาจพัฒนาไปสู่คำถามที่สำคัญคือ มรดกจากสถานที่แห่งนี้ควรสร้างมนุษย์แบบใดสำหรับอนาคต? ซึ่งน่าสนใจต่อการพัฒนา living intellectual landscape ที่อดีตยังสนทนากับอนาคตอย่างต่อเนื่อง
สรุป
สวนสุนันทาจึงมิใช่เพียงมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ แต่เป็น มหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงความหมายของสถานที่ผ่านกาลเวลา การเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของพื้นที่ของสวนสุนันทานั้นสะท้อนการเปลี่ยนแปลงความหมายของมนุษย์ ความรู้และการศึกษาที่สังคมไทยต้องการสร้างขึ้นในแต่ละยุคสมัย สวนสุนันทาเป็นพื้นที่ที่ถูกผลิตซ้ำหลายครั้ง จากสวนสู่พระราชฐาน สู่สถานศึกษา และมหาวิทยาลัย ความหมายใหม่มิได้ลบความหมายเดิมออกทั้งหมด หากทับซ้อนและทิ้งร่องรอยของอดีตไว้ภายในพื้นที่เดียวกัน บทบาทของพื้นที่ขยายจากการสร้างผู้เรียน ไปสู่การสร้างผู้สร้างผู้เรียน และในปัจจุบันคือ ผู้สร้างความรู้ให้แก่สังคม การอนุรักษ์อาคาร ตำหนัก พิพิธภัณฑ์ ภาพถ่าย เครื่องใช้ และชื่อสวนสุนันทาเป็นตัวกลางที่ทำให้สังคมสามารถจดจำอดีตได้และยังเปิดกว้างต่อเสียงของราชสำนัก ครู นักเรียน คนทำงาน ช่าง นักศึกษา และชุมชนโดยรอบต่อคติเรื่องสวน ความงาม การอบรมตน ศิลปะ และความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตกับการศึกษาอีกด้วย
เอกสารอ้างอิง
Derrida, J. (1976). Of grammatology (G. C. Spivak, Trans.). Johns Hopkins University Press.
Dewey, J. (1916). Democracy and education: An introduction to the philosophy of education. Macmillan.
Foucault, M. (1972). The archaeology of knowledge and the discourse on language (A. M. Sheridan Smith, Trans.). Pantheon Books.
Lefebvre, H. (1991). The production of space (D. Nicholson-Smith, Trans.). Blackwell.
Lyotard, J.-F. (1984). The postmodern condition: A report on knowledge (G. Bennington & B. Massumi, Trans.). University of Minnesota Press.
Nora, P. (1989). Between memory and history: Les lieux de mémoire. Representations, 26, 7–24.
Tagore, R. (2003). The religion of man. Rupa & Co.
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. (ม.ป.ป.). ประวัติสวนสุนันทา. สืบค้นจาก https://ssru.ac.th/about_history-of-ssru.php?utm_source=chatgpt.com

Leave a comment