ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ประเทศไทย

บทคัดย่อ

บทความนี้มุ่งนำเสนอกรอบแนวคิดปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยในฐานะความพยายามสร้างฐานคิดทางปรัชญาที่ตอบสนองต่อวิกฤตของโลกหลังสมัยใหม่โดยไม่ตกอยู่ในภาวะสุดโต่งของทั้งนวยุคและหลังนวยุคสุดขั้ว บทความใช้วิธีวิจัยเชิงปรัชญาแบบวิเคราะห์-ตีความ (philosophical hermeneutics) ร่วมกับการสังเคราะห์แนวคิดตามหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง ผลการศึกษาชี้ว่า ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยเป็นแนวคิดที่เน้นความสัมพันธ์มากกว่าสารัตถะ เน้นมโนธรรมมากกว่าอำนาจ เน้น การฟื้นคืนความหมายมากกว่าการรื้อถอนความจริง และสามารถทำหน้าที่เป็นกรอบอภิปรัชญาใหม่สำหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับบุคคลและสังคม โดยเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จิตวิญญาณ และมนุษยศาสตร์เข้าด้วยกัน ภายใต้บริบทโลกที่กำลังเผชิญวิกฤต AI ความแปลกแยกทางจิตวิญญาณ และการล่มสลายของเรื่องเล่าใหญ่ เพื่อนำไปสู่การศักยภาพในการพัฒนาอารยธรรมแห่งมโนธรรมซึ่งตั้งอยู่บนจริยศาสตร์เชิงความสัมพันธ์ ปัญญาไตร่ตรอง และความเป็นมนุษย์ที่พึงพาอาศัยกัน

คำสำคัญ: ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทย, ภววิทยาความสัมพันธ์, มโนธรรม

Abstract

This article aims to present a Thai moderate postmodernism framework as an attempt to create a philosophical foundation that responds to the crises of the postmodern world without falling into the modern and radical postmodernism. The article employed a philosophical hermeneutics research methodology combined with a synthesis of concepts based on moderate postmodern philosophy. The findings indicate that Thai moderate postmodernism emphasizes relationships over substance, conscience over power, and the restoration of meaning over the deconstruction of truth. It could function as a new metaphysical framework for developing the quality of life at the individual and societal levels, linking science, technology, spirituality, and the humanities within the context of a world facing the crises of AI, spiritual alienation, and the collapse of grand narratives. This leads to the potential for developing a civilization of conscience based on relational ethics, contemplative wisdom, and interdependent humanity.

Keyword: Thai Moderate Postmodernism, Relational Ontology, Conscience

บทนำ (Introduction)

    ปลายศตวรรษที่ 20 – ต้นศตวรรษที่ 21 โลกกำลังเผชิญวิกฤตความหมาย (crisis of meaning) อันเกิดจากการล่มสลายของเรื่องเล่าใหญ่ (grand narratives) การขยายตัวของคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมปัญญาประดิษฐ์ (AI society) ในทศวรรษที่ 2020 ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้มนุษย์ในยุคนี้เผชิญภาวะความแปลกแยกเชิงอัตถิภาวนิยม (existential alienation) และความแตกกระจายของอัตลักษณ์ (identity fragmentation) อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน (Bauman, 2000; Lyotard, 1984) ซึ่งเป็นผลมาจากปรัชญาหลังนวยุค (postmodernism) ในการวิพากษ์ความเป็นสากลนิยม (universalism) และอำนาจของเหตุผลแบบนวยุค (modern rationality) ในช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา ในฐานะของกระแสหลังสมัยใหม่สุดขั้ว (radical postmodernism) ซึ่งนำไปสู่ภาวะสัมพัทธนิยม (relativism) และสุญนิยม (nihilism) ซึ่งทำให้มนุษย์รุ่นถัดมาสูญเสียฐานทางจริยธรรมร่วมกัน (Habermas, 1987)

    ภายใต้บริบทดังกล่าว แนวคิดปรัชญาหลังนวยุคสายกลางของ กีรติ บุญเจือ จึงถือเป็นความพยายามสำคัญหนึ่งในการสร้างทางสายกลางทางปรัชญาระหว่างนวยุคและหลังนวยุค โดยเสนอว่ามนุษย์ควรก้าวข้ามทั้งสมบูรณ์นิยม (absolutism) และสัมพันธ์นิยม (relativism) ไปสู่ปัญญาเชิงความสัมพันธ์ (relational wisdom) และมนุษยนิยมเชิงมโนธรรม (conscience-based humanity) (ฺBunchua, 2003) โดยมีกรอบเป็นปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยซึ่งไม่ใช่เพียงการประยุกต์ปรัชญาหลังนวยุคแบบตะวันตกมาใช้ในบริบทไทย แต่เป็นการพัฒนาอภิปรัชญาเชิงความสัมพันธ์ (relational metaphysics) ที่ตั้งอยู่บนฐานของมโนธรรม จริยศาสตร์เชิงสัมพันธ์ และแนวคิดเชิงสังคมศาสนาของสังคมไทย

    วิกฤติของนวยุคและความต้องการหลังนวยุคสายกลาง (The Crisis of Modernity and the Need for a Moderate Postmodernism)

      วิกฤตสำคัญของโลกสมัยใหม่มิได้เกิดจากการขาดเหตุผล หากแต่เกิดจากการใช้เหตุผลโดยปราศจากมโนธรรม ปรัชญานวยุค (modern philosophy) ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า มนุษย์มีเหตุผลบริสุทธิ์และเหตุผลปฏิบัติ (Kant, 1998) กระบวนทรรศน์ดังกล่าวได้สร้างให้เกิดกระแสที่มนุษย์มีความชอบธรรมในการควบคุมโลกด้วยปัญญา และความสำเร็จอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐสมัยใหม่ ระบบสิทธิมนุษยชน การแพทย์ เศรษฐกิจอุตสาหกรรม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวก็ได้ละเลยต้นทุนทางจิตวิญญาณ (spiritual capital) ที่ลึกซึ้ง ในมุมมองของปรัชญาหลังนวยุคเช่น มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) และฌอง-ฟรองซัวส์ เลียวตาร์ด (Jean-François Lyotard) นั้นได้มองว่า โลกสมัยใหม่มิได้ปลดปล่อย (liberation) มนุษย์อย่างแท้จริง แต่สร้างระบอบแห่งการควบคุม (regimes of control) ผ่านภาษา ความรู้ สถาบัน และระบบราชการ (Foucault, 1977; Lyotard, 1984) มนุษย์จึงค่อย ๆ ถูกลดทอนให้เป็นหน่วยข้อมูลในโครงสร้างเศรษฐกิจและการบริหาร แม้แนวคิดหลังนวยุค (postmodernism) จะช่วยเปิดโปงอำนาจแฝงในโครงสร้างของสังคมสมัยใหม่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง หลังนวยุคแบบสุดขั้ว (radical postmodernism) กลับนำไปสู่ภาวะไร้ศูนย์กลาง (decentered existence) ซึ่งทุกความจริงกลายเป็นเพียงสิ่งประกอบสร้าง (construction) และทุกคุณค่ากลายเป็นเพียงเรื่องเล่า (narrative) หนึ่งเท่านั้น ผลลัพธ์คือ สังคมร่วมสมัยเริ่มสูญเสียฐานร่วมทางจริยธรรม (shared ethical ground) ทั้งนี้ โลกปี 2020 เป็นต้นมา AI และ algorithm ได้เปลี้ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์ ทำให้มนุษย์กำลังเผชิญภาวะที่ความฉลาดเพิ่มขึ้น แต่ปัญญาลดลง กล่าวคือ ความมั่งคั่งทางข้อมูล (information abundance) ไม่ได้นำไปสู่ปัญญา (wisdom abundance) เสมอไป

      แนวคิดปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยมีรากความคิดมาจากปรัชญาไทย และพุทธปรัชญา โดยเฉพาะหลักทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ซึ่งมองว่าโลกมิได้มีอยู่แบบสารัตถะตายตัว จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แต่ก็มิได้ว่างเปล่าจนไร้ความหมาย ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยได้พัฒนามาตั้งแต่ปี 2000 เป็นแนวคิดที่เสนอว่า โลกไม่ควรถอยกลับไปสู่สัมบูรณ์นิยม (absolutism) แบบยุคโบราณและยุคกลาง และไม่ควรตกกับดักของสัมพัทธนิยม (relativism) แบบหลังสมัยใหม่สุดขั้ว แต่ควรพัฒนาแนวทางสายกลางทางอภิปรัชญา” (metaphysics of moderation) คำว่า สายกลาง มิได้หมายถึง การประนีประนอมเชิงปริมาณระหว่างสองขั้ว แต่คือ การก้าวข้ามความสุดโต่งทั้งสองขั้ว กล่าวคือ ไม่ยึดติดว่าความจริงต้องเป็นวัตถุแบบนวยุค และก็ไม่ปฏิเสธความจริงทั้งหมดแบบสุญนิยม ทั้งนี้ ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางจะเป็นภาวะสมดุลใหม่ระหว่างเหตุผลกับมโนธรรม เสรีภาพกับความรับผิดชอบ ปัจเจกนิยม (individuality) และสัมพันธนิยม (relationality) และเทคโนโลยีกับจิตวิญญาณ ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยจึงมิใช่เพียงสำนักคิดทางปรัชญาเพื่อการถกเถียง แต่เป็นโครงการฟื้นคืนมโนธรรมของอารยธรรม (civilizational restoration of conscience) ในสังคมสมัยใหม่

      ภววิทยาความสัมพันธ์ (Relational Ontology)

      หนึ่งในจุดสำคัญที่นำเสนอผ่านปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทย คือ การเปลี่ยนจากภววิทยาของสสาร (ontology of substance) ไปสู่ภววิทยาของความสัมพันธ์ (ontology of relation) ซึ่งอภิปรัชญาตะวันตกดั้งเดิมโดยเฉพาะสายอริสโตเติล มักมองว่าโลกประกอบด้วยสารัตถะ (essence-substances) ที่มีตัวตนมั่นคงและดำรงอยู่อย่างอิสระ (Aristotle, 1998) มนุษย์จึงถูกมองว่าเป็นปัจเจกที่สมบูรณ์ในตัวเองและฐานคิดนี้ เรื่องความสัมพันธ์เป็นเพียงสิ่งรองเท่านั้น แต่ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยเชื่อว่า ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทุกสิ่งต่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี หรือจิตใจมนุษย์ ทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย แนวคิดนี้สอดคล้องกับพุทธปรัชญาเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเสนอว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี การดำรงอยู่จึงมิใช่การมีตัวตน แต่คือการสัมพันธ์กัน (inter-being) ของเหตุ-ปัจจัย

      อภิปรัชญาของปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทย จึงเสนอว่า มนุษย์ไม่ใช่ปัจเจกแบบอะดอม (atomized individual) ตัวตนไม่ใช่สารัตถะตายตัว (fixed essence) และมโนธรรม (consciousness) ไม่ใช่สิ่งที่แยกอยู่อิสระ (isolated entity) แต่ทั้งหมดคือ กระบวนการของความสัมพันธ์เชิงพลวัต (dynamic relational processes) ในเชิงปรากฎการณ์วิทยา แนวคิดนี้ก็สอดคล้องกับเมอร์โล ปอนตี (Maurice Merleau-Ponty) (1962) ที่เสนอว่า การรับรู้ของมนุษย์เป็นความสัมพันธ์เชิงร่างกาย (embodied relation) กล่าวคือ เราไม่ได้มองโลกจากภายนอก แต่ดำรงอยู่ภายในโลกแห่งความสัมพันธ์ นอกจากนี้ แนวคิดภววิทยาความสัมพันธ์ยังมีนัยสำคัญทางจริยศาสตร์ เพราะเมื่อมนุษย์ตระหนักว่าตนเองเชื่อมโยงกับผู้อื่น การเอารัดเอาเปรียบหรือทำลายผู้อื่นย่อมย้อนกลับมาทำลายตนเองในที่สุด จากทัศนะนี้ ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทย จึงปฏิเสธทั้งปัจเจกนิยมแบบเสรีนิยมสุดโต่ง (radical liberal individualism) และแนวคิดรวมหมู่แบบอำนาจนิยม (authoritarian collectivism) โดยเสนอแนวคิดใหม่เป็นปัจเจกบนฐานความสัมพันธ์ (relational personhood) ซึ่งมองว่ามนุษย์เป็นทั้งปัจเจกและเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายชีวิตด้วยเช่นเดียวกัน ในระดับอารยธรรม แนวคิดนี้จะทำให้เรามีท่าทีต่อวิกฤติสิ่งแวดล้อม (ecological crisis) ต่างไปจากเดิม เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งหลายมีรากมาจากอภิปรัชญาแห่งการแยกขาด (metaphysics of separation) ที่มองมนุษย์แยกจากธรรมชาติ การอนุรักษ์โลกจึงต้องมีมโนธรรมทางนิเวศ (ecological consciousness) โดยที่เราต้องเริ่มจากการเปลี่ยนภววิทยา โดยเปลี่ยนจากการมองธรรมชาติเป็นวัตถุ (object) ไปสู่การมองธรรมชาติเป็นสนามแห่งสิ่งที่สัมพันธ์กัน (relational field of existence)

      มโนธรรมในฐานะศูนย์กลางอารยธรรมของมนุษย์ (Conscience as the Center of Human Civilization)

      ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยมีทัศนะว่า วิกฤตใหญ่ที่สุดของโลกปัจจุบันไม่ใช่วิกฤติจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี (technological crisis) แต่คือวิกฤตมโนธรรม (crisis of conscience) โลกยุคดิจิทัลที่สามารถสร้าง AI ที่คิดได้เร็ว วิเคราะห์ข้อมูลได้มหาศาล และควบคุมระบบต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ แต่ AI ก็ยังไม่สามารถคิดคำตอบคำถามพื้นฐานว่า มนุษย์ควรมีชีวิตเพื่ออะไร อะไรคือความดี และเราควรอยู่ร่วมกันอย่างไร ที่เป็นคำตอบของตนเองได้ นี่คือข้อจำกัดของยุคสมัยใหม่ในเรื่องความสัมพันธ์ (rational modernity) เพราะเหตุผลเชิงเทคนิค (instrumental reason) สามารถบอกวิธีการได้ แต่ไม่สามารถบอกคุณค่าได้ (Habermas, 1987)

      ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยเสนอว่า ควรให้มโนธรรมกลับมาเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมของมนุษย์ แต่มโนธรรมในบริบทใหม่นี้มิใช่สัมบูรณ์นิยมเชิงศีลธรรม (moral absolutism) แบบศาสนา และมิใช่จิตวิทยาการสำนึกผิด (guilt psychology) หากแต่คือ ความสามารถในการตื่นรู้ต่อความสัมพันธ์และความทุกข์ของผู้อื่น กล่าวอีกอย่างคือ มโนธรรมคือ การตระหนักรู้ความสัมพันธ์ (relational awareness) เมื่อมนุษย์ตระหนักว่าตนเองเชื่อมโยงกับผู้อื่น ความรับผิดชอบทางจริยธรรมจะไม่เกิดจากการบังคับ แต่เกิดจากการตื่นรู้ภายใน แนวคิดนี้แตกต่างจากศีลธรรมแบบกฎเกณฑ์ (rule-based ethics) เพราะไม่ได้ถามว่า อะไรถูกหรือผิดตามกฎ แต่ถามว่า การกระทำนี้ส่งผลต่อเครือข่ายชีวิตอย่างไร เราควรสร้างจริยศาสตร์ที่ไม่ใช่ทั้งอำนาจนิยมและสัมพันธนิยม เพราะมโนธรรมยังมีมิติเชิงอัตถิภาวะ (existential) กล่าวคือ มนุษย์ที่ขาดมโนธรรมจะค่อย ๆ สูญเสียความรู้สึกถึงความหมาย เพราะชีวิตถูกลดทอนเหลือเพียงบริโภค (consumption) แข่งขัน (competition) และผลการปฏิบัติ (performance) ซึ่งแม้จะทำให้โลกจะมั่งคั่งขึ้น แต่มนุษย์กลับประสบภาวะเปล่าเปลี่ยว (loneliness) วิตกกังวล (anxiety) และความเหนื่อยล้าทางจิตวิญญาณ (spiritual exhaustion) เพิ่มขึ้นในระดับชีวิตสังคมปัจจุบัน

      ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยเสนอการฟื้นคืนมโนธรรมที่ไม่ใช่เพียงการสอนศีลธรรม (moral teaching) แต่คือการสร้างพื้นที่แห่งการตื่นรู้ (awakening field) ผ่านการสนทนา (dialogue) การเพ่งพินิจ (contemplation) การมีประสบการณ์ชีวิต (lived experience) การสะท้อนคิดเชิงจริยธรรม (ethical reflection) และความสัมพันธ์เชิงชุมชน (communal relation) ในมุมมองนี้ ปรัชญาจึงไม่ใช่เพียงวิชาหรือเนื้อหาเพื่อการวิเคราะห์ภาษา แต่คือ การอบรมบ่มเพาะความเป็นมนุษย์ (cultivation of humanity)

      พุทธปรัชญาและการรื้อสร้างใหม่ของความหมาย (Buddhist Philosophy and the Reconstruction of Meaning)

      ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยมีมุมมองว่า วิกฤตสำคัญของโลกหลังสมัยใหม่คือ การสูญเสียความหมาย (loss of meaning) ของชีวิตและสังคม เมื่อเรื่องเล่าใหญ่ทางศาสนา การเมือง และอุดมการณ์ถูกวิพากษ์จนสลาย มนุษย์จำนวนมากจึงตกอยู่ในภาวะสุญญกาศทางอัตถิภาวะ (existential vacuum) (Frankl, 1985) วิธีแก้ไขไม่ใช่การเลือกที่จะย้อนกลับไปสู่รากฐานนิยม (fundamentalism) แต่เราควรที่จะมุ่งไปที่การอ่านใหม่ทางจิตวิญญาณ (re-reading spirituality) นั่นคือ การย้อนอ่านในด้านจิตวิญญาณโดยไม่ละทิ้งสิ่งใด ในบริบทนี้ พุทธปรัชญามีบทบาทสำคัญ เพราะพุทธศาสนาเน้นปัญญาที่เกิดในการมีชีวิตของมนุษย์ (experiential wisdom) และอนิจจัง (impermanence) และแนวคิดอนัตตา ซึ่งมิได้เป็นภาวะสุญนิยม (nihilism) หรือการไม่มีตัวตนโดยสิ้นเชิงอย่างตะวันตก แต่หมายถึงการที่ตัวตนไม่มีสารัตถะถาวร หากเป็นกระบวนการแห่งความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลง โดยฐานคิดต้องก้าวข้ามสารัตถนิยม (essentialism) และสุญนิยม (nihilism) โดยต้องยอมรับการรู้แบบการหยั่งรู้จากกระบวนการเพ่งพินิจ-สมาธิ (epistemology of contemplation) กล่าวคือ ยอมรับว่าการรู้ไม่ได้เกิดจากการทำให้โลกเป็นวัตถุ (objectify) เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสังเกตภายใน การตระหนักรู้ และการเปลี่ยนแปลงของจิตสำนึก (consciousness)

      ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยกับอารยธรรมเอไอ (Thai Moderate Postmodernism and AI Civilization)

      การมาถึงของ AI civilization ตั้งแต่ปี 2000 นั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ AI ฉลาดขึ้น แต่คือการที่มนุษย์เริ่มนำใช้การรู้คิดภายนอก (outsource cognition) และการตัดสินเชิงศีลธรรม (moral judgment) ผ่านผลประมวลของ algorithm โดยที่เชื่อในผลหรือคำตอบที่ได้รับนั้น ในทางปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยจึงมองผ่านคำถามว่า มนุษย์คืออะไร เมื่อ AI สามารถคิด วิเคราะห์ และสร้างสรรค์ได้ จิตสำนึก (consciousness) แตกต่างจากการคิดคำนวณ (computation) หรือไม่ และมโนธรรม (consciousness) สามารถถูกแทนที่ด้วย algorithm ได้หรือไม่

      ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยเสนอว่า อารยธรรมของมนุษย์นั้นต้องการปัญญามากกว่าข้อมูล (wisdom over information) การตระหนักรู้มากกว่าการกระตุ้น (awareness over stimulation) และความลึกซึ้งมากกวาความรวดเร็ว (depth over speed) ในยุคโซเชียลมีเดีย และ AI-generated reality นี้ มนุษย์กำลังเผชิญความเป็นเกินจริง (hyperreality) โดยภาพจำลอง (simulation) มีอิทธิพลมากกว่าประสบการณ์จริง (Baudrillard, 1994) แต่ก็ต้องยอมรับว่า แม้ AI จะมีความฉลาด (intelligence) แต่ถ้าจะพัฒนาไปสู่ระดับปัญญา (wisdom) ยังต้องอาศัยการมีประสบการณ์การใช้ชีวิต (lived experience) การมีความทุกข์ (existential suffering) และมโนธรรมเชิงความสัมพันธ์ (relational consciousness) ซึ่งเป็นมิติที่เครื่องจักรไม่สามารถมีประสบการณ์ได้ ดังนั้น มนุษยจึงไม่ควรมองไปที่การแข่งขันระหว่างมนุษย์กับ AI แต่ควรเป็นการมีอารยธรรมร่วมกัน (symbiotic civilization) ที่เทคโนโลยีทำงานร่วมกับมโนธรรมมนุษย์ โดยปรัชญาหลังนวยุคสายกลางขอเสนอให้มนุษย์ได้มีการฝึกเพ่งพินิจ-สมาธิ (contemplation) และการสะท้อนคิดเชิงอัตถิภาวะ (existential reflection) เพื่อให้เกิดปัญญาเชิงจิตวิญญาณ และเป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาความเป็นมนุษย์ให้ดำรงอยู่ท่ามกลางอารยธรรมร่วมนี้

      ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยกับปรัชญาการศึกษาและการอบรมบ่มนิสัย (Thai Moderate Postmodernism and Educational Philosophy and Character Formation

      ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยมองว่า ปรัชญาการศึกษาแต่ละลัทธินั้นมีความสำคัญที่ควรย้อนอ่านใหม่ (reread) ทั้งสารัตถนิยม (Essentialism) นิรันตรนิยม (Perennialism) อัตถิภาวนิยม (Existentialism) พิพัฒนาการนิยม (Progessivism) และปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) และพัฒนาแนวทางประยุกต์ใช้เปิดให้แต่ละลัทธิได้มีบทบาทในสถานศึกษา และมีการชดเชยกันและกันบนความหลากหลายนั้น โดยไม่ใช่ลัทธิผสมผสาน (Eclecticism) เพราะการนำเอาทั้งหมดมาผสมผสานนั้นย่อมได้สิ่งใหม่ที่ซับซ้อนและปฏิบัติได้ยาก นอกจากนี้ ระบบการศึกษาสมัยใหม่มักตั้งอยู่บนแนวคิดอุตสาหกรรมการศึกษา (educational industrial paradigm) ที่เน้นมาตรฐาน (standardization) และผลิตภาพ (productivity) (Freire, 1970) ซึ่งทำให้การศึกษามีความแข็งตัวและเต็มไปด้วยการประเมิน (evaluation) ในขณะที่หากเราสนใจที่จะพัฒนาคนรุ่นใหม่ เราต้องพัฒนามนุษย์ที่มีจิตสำนึกเชิงวิพากษ์ (critical consciousness) การมีจินตนาการด้านจริยธรรม (ethical imagination) การตระหนักรู้ผ่านการเพ่งพินิจ (contemplative awareness) และการมีปัญญาความฉลาดทางด้านความสัมพันธ์ (relational intelligence) เพื่อที่เขาจะได้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมได้ ดังนั้น การศึกษาควรเปลี่ยนจากการผลิตแรงงานเพื่อการมีงานทำไปสู่การบ่มเพาะ-อบรมบ่มนิสัยมนุษย์ (character education) ให้เป็นคนดี และนำไปสู่การพัฒนาสังคมร่วมกัน

      อภิปราย (Discussion)

      ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยได้พัฒนามาตั้งแต่ปี 2004 โดยมองบริบทของสังคมโลกและปัญหาทางปรัชญาต่อมวลมนุษยชาติ และไม่ได้มุ่งให้ย้อนกลับไปสู่จารีตนิยมโรแมนติก (romantic traditionalism) ของยุคโบราณและยุคกลาง ไม่ได้ปฏิเสธหลักการวิทยาศาสตร์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ และไม่ได้ยอมรับความสุดขั้วของปรัชญาหลังนวยุค โดยได้นำแนวคิดปรัชญาหลังนวยุค พุทธปรัชญา และปรัชญาไทยมาไตร่ตรองร่วมกัน สังเคราะห์เป็นแนวทางการบูรณาการระหว่างเหตุผล มโนธรรม และจิตวิญญาณ จุดแข็งสำคัญของแนวคิดปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยคือ การพยายามสร้าง moderate postmodern philosophy ที่หลีกเลี่ยงทั้งสัมบูรณ์นิยมและสุญนิยม โดยวางรากฐานไว้ที่ภววิทยาความสัมพันธ์ และจะต้องพัฒนาต่อไปบนคำถามปรัชญา เช่น จะสร้างเป็นญาณวิทยา และจริยศาสตร์สากลอย่างไร จะสามารถพัฒนาเป็นทฤษฎีระดับโลกได้หรือไม่

      สรุป (Summary)

      ในโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตความหมาย ความแตกกระจายทางจริยธรรม และการขยายตัวของ AI แนวคิดปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบไทยมีศักยภาพในการตอบโจทย์โลกผ่านการเสนอวิธีดำรงอยู่ใหม่ที่เน้นการเป็นอารยธรรมแห่งมโนธรรมซึ่งตั้งอยู่บนจริยศาสตร์เชิงความสัมพันธ์ ปัญญาไตร่ตรอง และความเป็นมนุษย์ที่พึงพาอาศัยกันบนทางสายกลางที่ไม่ปฏิเสธความรู้สมัยใหม่ แต่ก็ไม่ปล่อยให้มนุษย์หลงอยู่ในความว่างเปล่าทางความหมาย โดยมีแก่นสำคัญคือ มนุษย์คือความสัมพันธ์ มิใช่ปัจเจกที่แยกขาดจากผู้อื่น ธรรมชาติ สังคม หรือจิตวิญญาณ และสังคมไทยและโลกอนาคตควรมุ่งไปสู่ อารยธรรมแห่งความสัมพันธ์ซึ่งมนุษย์จะเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่แข่งขันกันด้วยอำนาจ และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันด้วยปัญญา มโนธรรม และความเข้าใจในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ร่วมกัน

      เอกสารอ้างอิง

      1. Aristotle. (1998). Metaphysics (H. Lawson-Tancred, Trans.). Penguin Classics.
      2. Bauman, Z. (2000). Liquid modernity. Polity Press.
      3. Buber, M. (1970). I and Thou (W. Kaufmann, Trans.). Scribner.
      4. Bunchua, K. (2003). Philosophy in simple language. St. John University.
      5. Derrida, J. (1978). Writing and difference (A. Bass, Trans.). University of Chicago Press.
      6. Descartes, R. (1998). Discourse on method and meditations on first philosophy (D. A. Cress, Trans.). Hackett.
      7. Foucault, M. (1977). Discipline and punish: The birth of the prison (A. Sheridan, Trans.). Pantheon.
      8. Freire, P. (1970). Pedagogy of the oppressed. Continuum.
      9. Gadamer, H.-G. (2004). Truth and method (2nd rev. ed., J. Weinsheimer & D. G. Marshall, Trans.). Continuum.
      10. Gilligan, C. (1982). In a different voice: Psychological theory and women’s development. Harvard University Press.
      11. Habermas, J. (1987). The philosophical discourse of modernity. MIT Press.
      12. Harvey, P. (2013). An introduction to Buddhism: Teachings, history and practices (2nd ed.). Cambridge University Press.
      13. Kant, I. (1998). Critique of pure reason (P. Guyer & A. W. Wood, Trans.). Cambridge University Press.
      14. Lyotard, J.-F. (1984). The postmodern condition: A report on knowledge (G. Bennington & B. Massumi, Trans.). University of Minnesota Press.
      15. MacIntyre, A. (2007). After virtue: A study in moral theory (3rd ed.). University of Notre Dame Press.
      16. Merleau-Ponty, M. (1962). Phenomenology of perception (C. Smith, Trans.). Routledge.

      Leave a comment

      Quote of the Course

      “Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

      ~ Kirti Bunchua, 2018