ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

บทนำ

ปิรามิดการเรียนรู้ (learning pyramid) เป็นภาพการนำเสนอที่ชี้นำผลของการเรียนการสอนรูปแบบต่าง ๆ ที่มักจะนิยมนำมาสื่อเพื่อกระตุ้นให้มีการจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (active learning) อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์การศึกษา พบว่า แนวคิดปิรามิดการเรียนรู้นี้แรกที่สุดมาจากหนังสือปี 1954 เรื่อง วิธีการเสียงและภาพในการสอน (Audio-Visual Methods in Teaching) โดย Edgar Dale โดยนำผลการวิจัยของสถาบันห้องปฏิบัติการฝึกอบรมแห่งชาติ (National Training Laboratories Institute) ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 มานำเสนอเป็นภาพปิรามิด และมีแนวคิดจำนวนมากที่ได้ขยายผลของภาพนี้ อย่างไรก็ตาม แนวคิดปิรามิดการเรียนรู้นี้เองก็ได้มีการวิพากษ์ถึงความเป็นวิทยาศาสตร์เทียม (pseudoscience) (Master, 2020) และมีทรรศนะว่าควรใช้อย่างระมัดระวัง เพราะตัวเลขเปอร์เซ็นต์การจำ (retention of learning) ที่นิยมอ้างกัน เช่น 5%, 10%, 75% หรือ 90% ไม่ได้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เข้มแข็งรองรับอย่างเป็นสากล ในขณะเดียวกัน แนวคิดปิรามิดการเรียนรู้ก็ไม่ได้ชี้แนะว่าควรยกเลิกการบรรยายไปโดยสิ้นเชิง การสอนบรรยายโดยตรงยังคงมีคุณค่า แต่ควรใช้ร่วมกับวิธีการสอนอื่น ๆ ในห้องเรียน ดังนั้น คุณค่าที่แท้จริงของปิรามิดการเรียนรู้จึงไม่อยู่ที่ตัวเลข หรือเพียงวิธีการสอน แต่อยู่ที่การชี้ให้เห็นว่า การเรียนรู้มีความลึกหลายระดับ และผู้เรียนต้องเคลื่อนจากการรับข้อมูล ไปสู่การมีส่วนร่วม การคิด และการกระทำ

หากตีความปิรามิดการเรียนรู้ในเชิงการศึกษาแบบทั่วไป เราอาจแบ่งระดับการเรียนรู้ออกเป็นสามการเคลื่อนสำคัญ คือ การรับความรู้ → การมีปฏิสัมพันธ์กับความรู้ → การสร้างและใช้ความรู้

ระดับแรก ผู้เรียนรับฟัง อ่าน ดู หรือจดจำ

ระดับที่สอง ผู้เรียนเริ่มสนทนา อภิปราย ตั้งคำถาม และเชื่อมโยงสิ่งใหม่กับประสบการณ์เดิม

ระดับสุดท้าย ผู้เรียนสามารถอธิบายแก่ผู้อื่น ทดลองปฏิบัติ แก้ปัญหา และสร้างความรู้ขึ้นใหม่

เมื่อมองในเชิงปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (Progressionism) และปฏิรูปนิยม (Reconstruction-
ism) การเคลื่อนไปของการเรียนรู้นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมนุษย์ไม่ได้มีปัญญาเพียงเพราะมีข้อมูลอยู่ในสมอง แต่มีปัญญาเมื่อสามารถตอบคำถามได้ว่า สิ่งที่รู้นี้หมายความว่าอย่างไร สิ่งนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร สิ่งนี้สัมพันธ์กับชีวิตและผู้อื่นอย่างไร และเราควรทำอะไรกับความรู้นี้ ดังนั้น การเรียนรู้จึงสามารถพัฒนาเป็นลำดับจากการมีข้อมูลไปสู่การมีความรู้ มีความเข้าใจ มีการวิจักษ์คุณค่า และนำไปสู่การมีปัญญา

Information → Knowledge → Understanding → Judgment → Wisdom

การสอน 3 แบบของกีรติ บุญเจือกับปิรามิดการเรียนรู้

วิธีการสอน 3 ลักษณะที่เสนอโดยกีรติ บุญเจือ (2546) วางอยู่บนกรอบในการทำความเข้าใจพัฒนาการของผู้เรียน ได้แก่ การตวงข้าวใส่กระสอบ การปลูกกล้วยไม้ และการปลูกกุหลาบ ซึ่งเมื่อนำปิรามิดการเรียนรู้มาวิเคราะห์เปรียบเทียบย่อมพบว่ามีความสอดคล้องกันในกระบวนการเรียนรู้ ดังนี้

ระดับที่หนึ่ง การสร้างฐานความรู้ด้วยวิธีการสอนแบบ “ตวงข้าวใส่กระสอบ” สอดคล้องกับฐานสำคัญของการเรียนรู้ กล่าวคือ มนุษย์ไม่สามารถคิดจากความว่างเปล่าได้ ผู้เรียนจำเป็นต้องมีคำศัพท์ ข้อเท็จจริง แนวคิดพื้นฐาน หลักการ กรอบความคิด ประวัติศาสตร์ และตัวอย่าง อยู่ในความทรงจำเสียก่อน การฟัง การอ่าน การบรรยาย การจดบันทึก และการท่องจำจึงไม่ได้เป็นวิธีการที่ล้าสมัยโดยตัวมันเอง ปัญหาเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อระบบการศึกษาหยุดอยู่เพียงระดับนี้ ในเชิงปรัชญา การมีข้อมูลมากมิได้เท่ากับมีปัญญา แต่ ปัญญาที่ไม่มีฐานข้อมูลก็ยากจะเกิดขึ้นอย่างมั่นคง เราจึงอาจกล่าวได้โดยอุปมาว่า กระสอบที่ว่างเปล่าไม่อาจมีข้าวขึ้นมาเองได้ แต่กระสอบที่เต็มไปด้วยข้าวก็ยังไม่ใช่ทุ่งนาอยู่ดี นี่คือข้อจำกัดของการศึกษาที่เน้นเพียงการสอบจำ ผู้เรียนอาจมีความรู้จำนวนมาก แต่ยังไม่รู้ว่าจะนำความรู้นั้นไปใช้กับชีวิตอย่างไร

ระดับที่สอง การจัดระบบความรู้และพัฒนาความเชี่ยวชาญด้วยวิธีการสอนแบบ “ปลูกกล้วยไม้” กล้วยไม้ไม่สามารถเติบโตได้ลำพัง โดด ๆ กล้วยไม้ต้องเกาะเกี่ยวกับต้นไม้ หรืออยู่ในกระถางซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับความรู้ ผู้เรียนต้องเกาะเกี่ยวกับผู้รู้ รับสาร/เนื้อหาและแนวคิดจากผู้รู้ หรือได้รับการส่งเสริมให้มีการทบทวน จัดหมวดหมู่ เปรียบเทียบ เชื่อมโยง อธิบาย ทดลอง ตรวจสอบความเข้าใจ ซึ่งภาพปิรามิดการเรียนรู้ช่วยให้เราเห็นว่า การเรียนรู้เริ่มมีความลึกขึ้นเมื่อผู้เรียนไม่ใช่ผู้ฟังเพียงฝ่ายเดียว แต่เริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับความรู้ ตัวอย่างเช่น ผู้เรียนไม่ได้เพียงจำว่าทฤษฎีนี้คืออะไร แต่เริ่มถามว่า หากสิ่งสากลมีจริง เหตุใดแต่ละคนจึงตีความสิ่งสากลนั้นต่างกัน คำถามเช่นนี้ทำให้ความรู้เริ่มเคลื่อนจากการจำไปสู่การเข้าใจ รูปแบบการปลูกกล้วยไม้จึงเป็นช่วงสำคัญของการสร้างโครงสร้างความรู้ (knowledge structure) ซึ่งผู้เรียนเริ่มเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เป็นเครือข่าย มิใช่เก็บความรู้เป็นชิ้นส่วนที่แยกจากกัน

ระดับที่สาม: การบ่มเพาะปัญญาและความสามารถในการเติบโตด้วยตนเองด้วยวิธีการสอนแบบ “การปลูกกุหลาบ” ในการเรียนรู้นั้น ผู้สอนไม่สามารถบังคับให้ผู้เรียนมีปัญญาได้ ดุจดั่งที่คนปลูกกุหลาบก็ไม่สามารถบังคับให้ดอกกุหลาบบานได้ แต่จะต้องบำรุงและมีวิธีการในการบำรุงเฉพาะของกุหลาบนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมดิน ให่น้ำ ให้ปุ๋ย ให้แสง ป้องกันโรค เช่นกันผู้สอนก็จะต้องชี้แนะ ชี้นำ สอน ถ่ายทอดความรู้ แต่ก็ไม่สามารถคิดแทนผู้เรียนได้ การคิดอย่างแท้จริงต้องเกิดขึ้นภายในตัวผู้เรียน นี่คือจุดที่ ทั้งปิรามิดการเรียนรู้นำเสนอ ไม่ใช่เพียงว่าวิธีสอนใดมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน แต่เป็นการที่สามารถตีความใหม่ว่า การเรียนรู้ที่ลึกซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนอธิบายได้ มีการถกเถียง แก้ปัญหา ทดลอง ประยุกต์ใช้ สร้างผลงาน และสอนผู้อื่น ในระดับนี้ ความรู้ไม่ได้อยู่ภายนอกตัวผู้เรียนอีกต่อไป แต่เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิดและการดำรงชีวิต เราจึงอาจกล่าวได้ว่า ารรู้คือการมีความคิดอยู่ในสมอง การเข้าใจคือการเห็นความสัมพันธ์ของความคิด และปัญญาคือการรู้ว่าจะใช้ความคิดนั้นอย่างไรต่อชีวิตและผู้อื่น

การคิดแบบ “3 วิ” กับปิรามิดการเรียนรู้

แนวคิด วิเคราะห์–วิจักษ์–วิธาน ซึ่งกีรติ บุญเจือได้ขยายความจากแนวคิด 3A ของสำนักคิดแฟรงค์เฟิร์ต นั้นเมื่อพิจารณาแล้วพบว่า สามารถช่วยเติมมิติที่ปิรามิดการเรียนรู้ยังไม่ได้เน้นไว้อย่างชัดเจน ได้แก่

วิเคราะห์ ด้วยคำถาม What is it? ผู้เรียนแยกแยะว่าสิ่งนี้คืออะไร มีองค์ประกอบอะไร เหตุและผลสัมพันธ์กันอย่างไร ข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นต่างกันอย่างไร ในกระบวนการนี้จะเป็นการนำรูปแบบการเรียนรู้มาใช้ในการพัฒนาจากการรับข้อมูลไปสู่การเข้าใจโครงสร้างได้อย่างเป็นระบบ

วิจักษ์ ด้วยคำถาม Why does it matter? ในขั้นนี้ ผู้เรียนจะขยับมาถามว่า สิ่งนี้มีคุณค่าหรือไม่ ดีต่อใคร มีผลกระทบต่อใคร และควรเลือกหรือไม่เลือกสิ่งนี้เพราะอะไร การคิดวิจักษ์จึงเป็นสะพานระหว่างความรู้กับจริยธรรม ซึ่งมนุษย์ที่คิดวิเคราะห์ได้อาจเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้อย่างรับผิดชอบ ดังนั้น การศึกษาที่ต้องการสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์จึงต้องพัฒนาจาก Critical Thinking → Critical Judgment

วิธาน ด้วยคำถาม What should we do? ขั้นนี้คือการนำสิ่งที่รู้และประเมินแล้วไปปฏิบัติ ผู้เรียนจะเกิดคำถามว่า แล้วเราควรทำอะไร คำถามนี้จะเปิดประตูของการที่ความรู้เริ่มกลายเป็นปัญญาปฏิบัติ (phronesis) ปัญญาปฏิบัติไม่ใช่การรู้ให้มากที่สุด แต่คือความสามารถในการเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ที่ไม่สมบูรณ์

จากการสอนสู่การบ่มเพาะ

จุดสำคัญของบทความนี้คือ เสนอให้มีการการเปลี่ยนมุมมองจากคำว่า Teaching ไปสู่ Cultivation นั่นคือ การเปลี่ยนท่าทีเชิงปรัชญาต่อการสอนแบบดั้งเดิมมักถามว่า ครูสอนอะไร สอนอย่างไร มาเป็นการบ่มเพาะซึ่งคำถามจะเปลี่ยนเป็น ผู้เรียนกำลังเติบโตเป็นอะไร (Who is the learner becoming?) ผู้เรียนไม่ได้เพียง “ทำได้” แต่กำลังค่อย ๆ กลายเป็นบุคคลที่คิดอย่างมีเหตุผล ใฝ่รู้ กล้าตั้งคำถาม รับผิดชอบต่อการกระทำ เห็นคุณค่าของผู้อื่น และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ความแตกต่างนี้ทำให้บทบาทของผู้สอนเปลี่ยนไปเป็นสามระยะและมีบทบาทของผู้เรียนเพิ่มขึ้นมาในสมการของผู้สอนอีกด้วย

ระดับบทบาทของผู้สอนบทบาทผู้เรียน
ตวงข้าวใส่กระสอบผู้ถ่ายทอดผู้รับรู้
ปลูกกล้วยไม้ผู้จัดระบบผู้สร้างความเข้าใจ
ปลูกกุหลาบผู้กระตุ้นและร่วมคิดผู้สร้างความหมาย
การเรียนรู้ตลอดชีวิตผู้เรียนรู้ร่วมกันผู้กำกับการเรียนรู้ของตนเอง

ข้อเสนอเชิงปรัชญา

ความสำเร็จสูงสุดของการศึกษาไม่ได้อยู่ที่ผู้เรียนจำคำสอนของครูได้ทั้งหมด แต่คือวันที่ผู้เรียนสามารถตั้งคำถามได้เอง ตรวจสอบข้อมูลได้เอง ยอมรับว่าตนเองอาจผิดได้ เปลี่ยนความคิดเมื่อมีเหตุผลที่ดีกว่า ตัดสินใจอย่างมีคุณธรรม และเรียนรู้สิ่งใหม่ได้แม้ไม่มีครูอยู่ข้างหน้า ดังนั้น การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงมิใช่การกลับไปเป็นนักเรียนตลอดชีวิต แต่คือการกลายเป็นผู้ที่สามารถเป็นครูของตนเองได้ตลอดชีวิต และการศึกษาที่ดีต้องทำให้ม่ต้องพึ่งครูตลอดไป และเส้นทางการศึกษาตลอดชีวิตนั้นเกิดผ่านกระบวนการที่หมุนเวียนต่อเนื่องเป็นเกลียว คือ รับรู้ → จดจำ → เข้าใจ → เชื่อมโยง → วิเคราะห์ → วิจักษ์ → วิธาน → สร้างสรรค์ → ใคร่ครวญ → เติบโตเป็น

Receive → Remember → Understand → Connect → Analyze → Appreciate → Apply → Create → Reflect → Become

สรุป

ปิรามิดการเรียนรู้ (learning pyramid) เป็นภาพการนำเสนอที่ชี้นำผลของการเรียนการสอนรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งต่อมามีการชี้ว่ามีความเป็นวิทยาศาสตร์เทียม และมีทรรศนะว่าตัวเลขเปอร์เซ็นต์การจำเป็นตัวเลขที่ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง แต่ปิรามิดการเรียนรู้นั้นมีคุณค่าเนื่องจากให้เห็นว่า การเรียนรู้มีความลึกหลายระดับ และผู้เรียนต้องเคลื่อนจากการรับข้อมูล ไปสู่การมีส่วนร่วม การคิด และการกระทำ ซึ่งเมื่อนำหลักการมาเปรียบเทียบกับรูปแบบการสอน ตวงข้าวใส่กระสอบ ปลูกกล้วยไม้ ปลูกกุหลาบ พบว่ามีความสอดคล้องกัน และหลัก 3 วิ ช่วยเสริมส่วนที่ปิรามิดการเรียนรู้ยังไม่ได้นำเสนอไว้ให้มีความชัดเจนขึ้น และสอดคล้องกับปรัชญาด้านปัญญาที่ว่า เราไม่ได้เรียนรู้เพียงเพื่อให้รู้มากขึ้น เราเรียนรู้เพื่อให้เป็นมนุษย์ได้ดีขึ้น

เอกสารอ้างอิง

Masters, K. (2020). Edgar Dale’s Pyramid of Learning in medical education: Further expansion of the myth. Medical Education. 54 (1): 22–32. doi:10.1111/medu.13813

กีรติ บุญเจือ. (2546). ปรัชญาภาษาชาวบ้าน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น.

เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2569). ปรัชญาการสอนเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาจิตสำนึกเชิงวิพากษ์. สืบค้นจาก https://philosophysuansunandha.com/2026/08/28/teaching-for-life-long-learning-and-cultivating-the-critical-mind/

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018