Augustineon philosophy of nature ปรัชญาธรรมชาติของออเกิสทีน
ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ
พระเป็นเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งมาจากความเปล่า (nothingness) สำหรับออเกิสทีน สสารจึงมิใช่มีมาเองอย่างที่ลัทธิธรรมชาตินิยม (naturalism) สอน และไม่ใช่ส่วนที่ล้นออกของพระเป็นเจ้าอย่างที่เพลอทายเนิสสอน ออเกิสทีนเชื่อว่า การสร้างเป็นแบบต่อเนื่อง (continuous creation) คือ มิใช่สร้างแล้วปล่อยไปตามยถากรรม แต่ทรงสอดส่องดูแลอยู่ต่อไป ถ้าสมมติพระองค์ทรงหยุดการดูแลลงเมื่อใด สสารจะกลายเป็นเปล่าไปทันที นั่นคือเชื่อว่าสสารมีความโน้มเอียงที่จะสลายสูญหายอยู่ในตัว สสารมีความเป็นจริงของตัวเองก็จริงอยู่ แต่ก็ต้องได้รับการอนุมัติและการค้ำจุนจากพระเป็นเจ้าอยู่ตลอดเวลาเพื่อการมีอยู่ของตน อไควเนิสจะใช้ในเบญจวิถีของตน
กาละและเทศะมีมาพร้อมกับสสาร ถ้าไม่มีสสารก็ไม่มีกาละและเทศะ จึงมิอาจกล่าวได้ว่า พระเป็นเจ้าทรงสร้างสสารมาในกาละและเทศา เพราะก่อนสร้างสสารไม่มีทั้งกาละและเทศะ พระเป็นเจ้าทรงอยู่นอกกาละและเทศะ เพราะพระองค์ไม่ใช่สสารการสร้างไม่มีลักษณะนิรันดร เพราะสสารมีจุดเริ่มต้นและมีจุดจบได้
คัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ว่า แต่แรกเริ่มเดิมทีมีกลีภพ (chaos) ซึ่งถือได้ว่าเป็นสารไร้รูป การสร้างจึงน่าจะหมายถึงการจัดระเบียบนั่นเอง สารไร้รูปก็คือสิ่งเปล่า ดังนั้นกลีภพก็คือสิ่งเปล่า หรือสิ่งที่ยังกำหนดไม่ได้ว่าเป็นอะไร ไม่ใช่ความเปล่าเด็ดขาด
ออเกิสทีนไม่สนใจการค้นคว้าเกี่ยวกับเอกภพโดยตรง เพราะไม่เห็นว่าจะเป็นทางนำไปสู่พระเป็นเจ้า ไม่เหมือนนักจักรวาลวิทยากรีกที่คิดว่า การเข้าใจเคล็ดลับของธรรมชาติจะนำความสุขมาสู่มนุษย์ ออเกิสทีนถือว่า โลกนี้เป็นที่อยู่ชั่วคราว เป็นสนามทดสอบความรักต่อพระเป็นเจ้า การเข้าถึงเคล็ดลับของโลกอาจจะทำให้ใจจดจ่ออยู่กับโลกเกินไป จนลืมหน้าที่ต่อพระเป็นเจ้สเสียก็ได้ ออเกิสทีนจึงไม่มีจุดหมายศึกษาธรรมชาติเพื่อหาประโยชน์หรือหาความสุขจากธรรมชาติ แต่จะเข้าใจธรรมชาติเพื่อเป็นทางผ่านเข้าถึงพระเป็นเจ้า หรือมองธรรมชาติในแง่จูงใจให้เข้าหาพระเป็นเจ้า จากมูลบทนี้ ออเกิสทีนจึงมองเห็นเอกภพเป็นแดนแห่งความทุกข์ (the vale of tears) ใจจะได้มุ่งปรารถนาไปอยู่กับพระเป็นเจ้าในสราวงสวรรค์ จึงไม่แปลกอะไรที่ออเกิสทีนจะอ้างสาเหตุของการปรากฎการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติว่าเป็นน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าที่ทรงหวังดีต่อมนุษย์ทั้งสิ้น แม้จะเป็นภัยพิบัติที่ทำให้มนุษย์ต้องหลั่งน้ำตาเพราะความสูญเสียสักปานใดก็ตาม ความสูญเสียเหล่านี้ย่อมชี้ให้เห็นว่าโลกนี้ไม่เที่ยง มีแต่ชีวิตในพระเป็นเจ้าเท่านั้นที่เที่ยงถาวร ดังนั้น แทนที่จะกระตุ้นให้ค้นคว้าเพื่อเข้าใจกฎเกณฑ์ของธรรมชาติสำหรับแก้ไขและป้องกันภัยธรรมชาติ ออเกิสทีนกลับสนใจชักชวนให้ขอบพระทัยพระเป็นเจ้าและพยายามเห็นดีเห็นชอบกับเหตุการณ์ทุกอย่าง “ใจของข้าพระองคืไม่มีวันจะสงบสุขได้เลยเว้นแต่ในพระองค์” (Confessions 1.1)
ความสม่ำเสมอในธรรมชาติ ออเกิสทีนเชื่อว่า เอกภพมีกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัวโดยพระเป็นเจ้าเป็นผู้กำหนดให้ แม้ปาฏิหารย์ซึ่งเชื่อว่าเป็นการกระทำพิเศษของพระเป็นเจ้าในเอกภพก็เดินตามกฎธรรมชาติ หากแต่เป็นเหตุการณ์พิเดศษ ผิดสังเกต และเราไม่รู้กฎที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณืนั้นอย่างถี่ถ้วน เราจึงถือว่าเป็นปาฎิหาริย์ ถ้าเรารู้กฎและเข้าใจว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เราก็ไม่เรียกว่า ปาฏิหาริย์ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ปาฎิหาริย์ที่เชื่อกันอยู่นั้นไม่ใช่การกระทำของพระเป็นเจ้า ความจริงแล้วเหตุการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติแม้ที่เกิดขึ้นอย่างปกติที่สุดก็เป็นไปโดยน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าทั้งสิ้น
วิวัฒนาการ ออเกิสทีนพบข้อความขัดแย้งกันในคัมภีร์ไบเบิล คือคัมภีร์ปฐมกาลกล่าวว่า พระเป็นเจ้าทรงสร้างโลกเป็นเวลา 6 วัน แต่คัมภีร์ศาสนาปรีชาญาณกล่าวว่า พระเป็นเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งมาพร้อมกัน ออเกิสทีนตีความประนีประนอมว่าพระเป็นเจ้าทรงสร้างสสารขึ้นมาทีเดียวพร้อมกัน และทรงกำหนดให้สสารมีพันธุเหตุ (seminal reasons) ซึ่งเป็นพลังผลักดันให้สสารวิวัฒน์ตัวเองขึ้นเป็นระยะๆ ในเมื่อสิ่งแวดล้อมอำนวย เรื่องกำหนด 6 วัน แห่งการสร้างโลกนั้น ออเกิสทีนถือว่าเป็นเพียงสัญลักษณ์หรือภาษาภาพพจน์เท่านั้น จึงเป็นอันว่าสำหรับออเกิสทีน ทั้งกฎสม่ำเสมอในธรรมชาติและวิวัฒนาการ ล้วนแต่มาจากพระเป็นเจ้าทั้งสิ้น พระองค์ทรงวางแผนการสร้างเอกภพให้วิวัฒน์มาตามลำดับขั้น เพื่อให้มนุษย์ได้อาศัยอยู่ มนุษย์จึงเป็นสุดยอดและเป้าหมายของสิ่งทั้งปวง เป็นวิวัฒนาการขั้นสุดท้ายของเอกภพ มนุษย์จึงเป็นศูนย์กลางของเอกภพ เป็นศูนย์รวมแห่งการสนพระทัยและการเอาพระทัยใส่ อันเรียกว่าพระญาณสอดส่อง (The Divine Providence)

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018