Criticizing Machiavelli วิจารณ์มาเคียเวลลิ

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

การเมืองจะกลายเป็นเรื่องสกปรก เป็นเรื่องของการหลอกลวง เป็นเรื่องของการหักหลังกันอย่างใจเย็น ที่ร้ายก็คือยากที่จะรู้ว่าใครบ้างเป็นนักการเมืองประเภทนี้ เพราะขณะที่เล่นการเมืองอยู่เขาย่อมจะต้องพยายามปิดบังและพยายามพิสูจน์ให้คนทั้งหลายเห็นว่าตัวเขาไม่เป็นเช่นนั้น ซึ่งมาเคียเวลลีก็กำชับให้นักการเมืองอาชีพทำอย่างนั้นเสียด้วย กว่าหลักฐานจะปรากฏชัดเจนก็ต่อเมื่อเขาสูญเสียอำนาจแล้ว

นักศีลธรรมทั้งหลายพยายามต่อต้านการเล่นการเมืองแบบนี้ โดยพยายามเรียกร้องนักการเมืองให้อยู่ในขอบข่ายของศีลธรรม นักการศึกษาที่ยกย่องศีลธรรมพยายามปั้นและสนับสนุนให้คนมีศีลธรรมเข้ามีอำนาจปกครอง แต่ก็บ่อยครั้งที่คนมีศีลธรรมสู้เล่ห์เหลี่ยมคนไร้ศีลธรรมไม่ได้ ผลก็คือคนไร้ศีลธรรมครองเมือง ทั้ง ๆ ที่พลเมืองทุกคนอยากให้อำนาจอยู่ในมือผู้มีคุณธรรม ก็เป็นเรื่องที่คนดีมีคุธรรมทั้งหลายต้องช่วยกัน มิฉะนั้นก็ต้องเดือดร้อนกันไปทุกคนอย่างไม่มีทางเลี่ยง จะโวยวายเอากับใครก็คงไร้ประโยชน์ นอกจากจะร่วมมือร่วมใจกันอย่างเหนียวแน่นจริง ๆ

เท่าที่กล่าวมานี้จะสรุปว่ามาเคียเวลลีเป็นผู้ไร้จรรยาบรรณการเมืองและไร้ศีลธรรมได้หรือไม่ ย่อมคิดว่ามิใช่เช่นนั้น แต่เชื่อว่ามาเคียเวลลียังมีศีลธรรมประจำใจอยู่ อันที่จริงมาเคียเวลลียังคงยึดถือหลักปรัชญาการเมืองของอไควเนิส ว่าอำนาจสูงสุดในสังคมมี 2 อย่าง คือ อำนาจทางศาสนาและอำนาจทางสังคมหรือการเมือง

อำนาจทั้ง 2 ชนิดนี้อไควเนิสถือว่ามีเป้าหมายเป็นอิสระต่อกัน แต่ต้องร่วมมือกันเพื่อให้พลเมืองได้บรรลุเป้าหมายทั้ง 2 อย่างโดยไม่ขัดแย้งกัน มาเคียเวลลีคิดเหมือนอไควเนิสว่าวิถีที่จำเป็นเพื่อบรรลุเป้าหมายย่อมถูกต้องเสมอ อไควเนิสให้คำสอนไว้เป็นหลักกว้าง ๆ เป็นคำสอนทางปรัชญา แต่มาเคียเวลลีต้องการประยุกต์เข้ากับสถานการณ์จริงในชีวิตของตน คือ สภาพสังคมและการเมืองของอิตาลีในขณะนั้นซึ่งเหลวแหลกมาก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ 2 อำนาจได้อย่างแท้จริง มาเคียเวลลีเห็นว่าจำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่ในกรณีของอิตาลี มิฉะนั้นทฤษฎี 2 อำนาจก็คงจะเป็นเพียงทฤษฎีลอย ๆ ไม่อาจจะบรรลุเป้าหมายได้

มาเคียเวลลีมิได้คิดว่าระบอบเผด็จการด้วยนักการเมืองอาชีพอย่างที่กล่าวมาข้างต้นเป็นระบอบที่ดีที่สุด แต่คิดว่าเป็นระบอบจำเป็นชั่วคราว เพื่อนำสังคมอิตาลีให้เข้าร่องเข้ารอยเท่านั้น นักการเมืองอาชีพที่มาเคียเวลลีต้องการ และที่ได้ชื่อว่า “เจ้าเหนือหัว” นั้น เป็นเพียงผู้ผ่านเท่านั้น เขามีสิทธิใช้เล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ ทุกอย่างตามที่มาเคียเวลลีเสนอแนะ รวมทั้งที่จะคิดค้นได้เองต่อไป เพื่อยึดอำนาจและจัดระเบียบให้เข้าร่องเข้ารอยเท่านั้นและเขาจะต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมเช่นนั้นต่อไปเพื่ออบรมพลเมืองให้รู้หน้าที่ เพื่อจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย หรือตามที่มาเคียเวลลีเรียกว่าระบอบสาธารณรัฐ ซึ่งมาเคียเวลลีกล่าวไว้ชัดเจนว่าเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุด เป็นระบอบการปกครองในอุดมคติซึ่งนักการเมืองทั้งหลาย รวมทั้งนักการเมืองอาชีพฉวยโอกาสอย่างที่ว่ามาแล้วด้วย จะต้องมุ่งหน้านำสังคมไปสู่ให้ได้ มิฉะนั้นก็ถือได้ว่าผิดหน้าที่ และหลงทางเป้าหมายของอำนาจการเมือง

สถาบันสันตะปาปา มาเคียเวลลีผิดหวังมาก ที่สถาบันสันตะปาปามิได้สนับสนุนให้เชซาเร บอร์เยีย มีอำนาจทางการเมืองอย่างเด็ดขาดในอิตาลี ซึ่งในทรรศนะของมาเคียเวลลีเห็นว่าหากสำนักสันตะปาปาสนับสนุนก็จะทำได้สำเร็จ และเชซาเรผู้นี้เหมาะมาก แต่กลับถูกสถาบันสันตะปาปากีดกันและทำลายความใฝ่ฝันนี้จนแตกสลาย มาเคียเวลลีวิจารณ์ว่าสถาบันสันตะปาปาไม่ควรมีอำนาจทางการเมืองเลย เมื่อพยายามมีแล้วก็ไม่สามารถพอที่จะสร้างชาติอิตาลีได้ ทั้งยังกีดกันผู้สามารถอีกด้วย การวิจารณ์เช่นนี้เป็นการวิจารณ์นโยบายการปกครองของสำนักสันตะปาปา ไม่เกี่ยวกับความเชื่อที่มาเคียเวลลียังมีต่อคำสอนอันเป็น “ข่าวดี” ของพระเยซู ซึ่งมาเคียเวลลียังมีอยู่ประจำใจ เพียงแต่มาเคียเวลลีมองเห็นว่าสำนักสันตะปาปาดำเนินนโยบายปกครองไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของพระเยซูเท่านั้น เป็นการวิจารณ์นโยบาย ไม่ใช่ปฏิเสธความเชื่อ

ลัทธิมาเคียเวลลี (Machiavellism) และลักษณะมาเคียเวลลี (Machiavellian) ตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไปนั้น หมายถึงความคิดในหนังสือ เจ้าเหนือหัว (The Prince) คือ หมายถึงการมีสิทธิ์ใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกอย่างเพื่อสร้างอำนาจทางการเมืองให้กับตนเอง ฝ่ายชนะทางการเมืองเป็นฝ่ายถูกเสมอ และจะทำอะไรเพื่อรักษาและเสริมอำนาจของตนก็นับว่าถูกต้องทั้งสิ้น

ในเมื่อชื่อลัทธิมีความหมายไม่น่าสรรเสริญเช่นนี้ มาเคียเวลลีพลอยมีชื่อเสียงทางลบไปด้วย เพราะผู้มีอำนาจเอาเฉพาะลัทธิมาเคียเวลลีไปใช้ โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายที่ว่าเพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องในที่สุด

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018